จะเข้าถึงโลกุตระต้องละอุปาทาน 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข1 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

จะเข้าถึงโลกุตระต้องละอุปาทาน 4 _สู่แดนธรรม : พ่อท่านนั้นน่าเห็นใจมาก ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาสอนให้กลับมาตั้งต้นใหม่ โดยให้เข้าใจคำว่า “กาย” ให้ถูกตัวปัญหาซะก่อน ให้รู้ความหมายที่แท้จริงของตัวปัญหาที่ถูกต้องว่าเป็นอย่างไรแล้ว จึงจะสอนในขั้นต่อไป คือ ทำใจในใจให้ตัวปัญหานี้ให้มันพ้นไปจากสังโยชน์ คือ พ้นจากการผูกไว้ด้วยการเห็นผิด ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เราเป็นอันนั้น ฯลฯ อันเป็นการสอนปัญหา “ในระดับชั้นประถม” พ่อครูว่า... แม้แต่ในความเห็นของเถรสมาคมก็ยังมิจฉาทิฎฐิในเรื่องกายอยู่หรือสัมมาทิฏฐิก็ยังไม่ถ้วนรอบ ไม่บริบูรณ์เพราะคำว่ากายนี้ยิ่งใหญ่ _แต่ทุกวันนี้พ่อท่านต้องยอมรับเอาภาระมาสอนเบื้องต้น “ในระดับอนุบาล” กันเลยทีเดียวว่า ถ้าคนเรายังไปเข้าใจคำว่า กาย คือสภาพวัตถุที่เป็นเพียง “รูป” คือร่างกายอันเป็นสสารเท่านั้น โดยไม่มีนามอันเป็นพลังงานเลย แค่ชื่อว่า “กาย” คนก็ยังตีความให้ห่างไกลไปจากความหมายเดิมแล้ว พ่อครูว่า... อันนี้อาตมาว่าจริงที่สุด มันจึงแสดงถึงความจริงว่ามันเสื่อม คนเข้าใจกายมิจฉาทิฏฐิคือแสดงความเสื่อมเบื้องต้นเลย _ประสาอะไรที่ผู้เข้าใจผิดแม้แค่คำแปล จะได้ไปทำใจในใจให้ถูกต้อง คือ ยากต่อการไปละเป้าหมายของปัญหา / เขาเห็นผิด เข้าใจผิดตรงที่ มีทิฏฐิอันเป็นมิจฉาในเรื่อง “กายหยาบๆ ของตน” จึงควรมาเข้าใจใหม่ให้ถูกต้องต่อสภาวธรรมที่เป็นธรรมดาของเหตุปัจจัยเท่านั้น โดยไม่เป็นของตัวตนใคร ไม่มีอหังการในความเห็นผิด ที่ยึดเอากายมาเป็นของสำคัญว่าเป็นตัวเป็นตนของฉัน พ่อครูว่า... คุณอธิบายไปถึงขั้นสูงสุดนะ คนไม่ยึดถือว่ากายมาเป็นของสำคัญว่าเป็นของตน ของฉัน ไม่ใช่ของใครเลย คุณไปเอาตัวจบ ตัวปล่อยวางว่ากายไม่ใช่ของใคร _สู่แดนธรรม... คือ ที่ผมเขียนมา ผมก็เขียนไว้แต่พ่อท่านยังอ่านไ

อ่านต่อ

ม่ถึง ขอต่อเลยนะครับ… คนที่พิจารณาอย่างนี้กับพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าบอกว่าเขาใช้โจทย์เดียวกัน เพียงแต่ว่า ผลของการพิจารณานั้น พระโสดาบันได้แค่เข้ากระแสไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้ และ สู่สัมโพธิปรายนะ ขอแต่เพียงมีทิฏฐิ มีความเห็นได้ถูกเขาก็จะได้อย่างนั้น ถ้าเป็นของพระอรหันต์นั้นพิจารณาในเรื่องเดียวกัน ท่านก็ได้ผลถึงถอนอาสวะได้หมด… _นี่คือ ลำดับขั้นตอนที่พ่อท่านต้องยอมเหนื่อยโดยถอยกลับไปสอนใหม่ ตั้งแต่ขั้นอนุบาลกันเลยครับ ทุกวันนี้ผมก็รอคอยฟังจังหวะต่อไป ที่พ่อท่านจะเอามาสอนในขั้นประถม ว่า ต้องละความเห็นผิดในกายหยาบของตน ว่า ไม่เป็นตนของเรา เราไม่เป็นอันนั้น ชีวิตที่เราอาศัยอยู่ในขันธ์ทั้ง 5 มันเป็นแต่เพียง เหตุปัจจัย มาประกอบกันขึ้น เท่านั้น ฯลฯ พ่อครูว่า... คำว่า กายหยาบของตน ว่า ไม่เป็นตนของเรา อย่าลืมว่าอันนี้เป็นกายหยาบนะ คำว่าชีวิตหรือขันธ์ ทั้ง 5 เป็นเพียงเหตุปัจจัยที่ประกอบขึ้นเท่านั้น อันนี้เป็นความเข้าใจของผู้ที่มีวิชชาเต็ม ผู้ที่ยังไม่มีวิชชาเต็มจะไม่เข้าใจว่าขันธ์ 5 เป็นเพียงเหตุปัจจัยที่ประกอบขึ้นเท่านั้น คุณอ่านภาษาเข้าใจภาษาแต่ละคำ แต่ละความเอามาต่อเป็นวลี เป็นประโยค เข้าใจได้หมด คุณเข้าใจความหมายนั้นได้ แต่ความเข้าใจของคนมันมีขั้นมีชั้น ความเข้าใจขั้นต้นขั้นตื้นๆ เผินๆ อันนี้มีเยอะ จะเข้าใจลึกซึ้งถึงเนื้อหา เนื้อแท้จริงๆ มันยากมากเลย เรื่องนี้นี่อาตมา ถ้าจะพูดถึง เรื่องความเข้าใจหรือความยึดถือนั้นเรียกว่าอุปาทาน มันจะชัดเจนขึ้น อุปาทาน 4 ที่พระพุทธเจ้าแยกไว้ 1. กามุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในกามภพ บำเรอรูปรสฯ) . 2. ทิฏฐุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในทิฏฐิ เช่น เห็นว่าผีมีตัวตน) 3. สีลัพพตุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในศีลและวัตรปฏิบัติธรรม) 4. อัตตวาทุปาทาน (ถือมั่นเข้าใจในอัตตาหรืออาตมันได้แค่ วาทะ แต่ไม่เคยรู้เห็นอัตตาตัวปรมาตมันจริงๆนั้นเลย) . . . (พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 262) กามุปาทาน ข้อที่ 1 หยาบ อัตวาทุปาทาน อันนี้ข้อที่ 4 มีหยาบผสมละเอียด ส่วนทิฏฐิ ความเข้าใจกับศีลพรต คือเรื่องความเข้าใจกับเรื่องของข้อปฏิบัติที่เอาไปทำกัน คนเราพยายามจะทำ อุปาทาน 4 ให้ชัดเจน ให้ตนรู้ตนเองว่ามันหนักใน กาม ทิฏฐิ ศีลพรต หรือใน อัตตวาทุปาทาน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) พ่อครูว่า... ถูกของคุณเหมือนกันที่จะต้องทำทิฏฐิให้เข้าใจก่อน แต่ทิฏฐินี้ ใครๆก็พูดกัน แต่เขาไม่รู้ความยึดถือของเขา คำว่าคำพูดมันก็พูดไปคนก็ฟัง ฟังก็เข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองยึดติดหนัก อุปาทานคือติดหนัก ติดเป็นอัตตวาทุปาทาน ติดทั้งอัตตา ติดทั้งเป็นวาทะ ก็แปลกันถูกอยู่ว่า อุปาทานข้อที่ 4 อัตตวาทุปาทาน คือ ยึดถือ คำพูดเป็น อัตตา วาทะคือคำพูด เป็นอัตตา แล้วเขาก็แปลถูก แต่เขาไม่ใจสภาวะธรรมที่เขาเองนั้นยึดได้แค่คำพูดเป็นอัตตาอยู่ เช่น ปราชญ์ทางศาสนาพุทธได้แต่วาทะ ได้แต่คำพูด จ้อยๆๆๆๆ นั่นแหละยึดได้แต่คำพูดเป็นอัตตาของเขา เขาเข้าใจ กาม แปลว่าอะไร ทิฏฐิ ศีลพรตคืออะไร เขาเข้าใจทุกอย่าง แต่ศีลพรต เขาก็ปฏิบัติอย่าง สีลัพพตุปาทาน คือ ปฏิบัติศีลพรตไปตามจารีตประเพณีที่มันได้ผิดเพี้ยนสืบทอดกันมาอย่างออกนอกรีตพระพุทธเจ้าเลย เป็นของเดียรถีย์เลย มีแค่นั้นศีลพรตของเขา ส่วนความเห็นของเขาก็เข้าใจตามที่เขายึด อัตตา ที่เขาพูด อัตตวาทุปาทาน ตามที่เขายึด อัตตา ที่เขาพูดนี่แหละ เขาได้เท่านี้ ส่วน กาม เขาก็เข้าใจว่า กาม นั่นมันคือเรื่อง จริงๆแล้วก็เข้าใจอย่างตื้นมาก กามนี่ เขาเข้าใจกามตื้นๆ แค่เพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นสายศึกษาบัญยัติ อย่างเปรียญธรรม ที่เรียนทางบัญญัติเป็นพระเมืองพระบ้าน เขาก็เข้าใจ กาม เขาเข้าใจว่าคืออะไร คือไม่มีเมีย เขาก็บอกว่าเขาพูดแล้วกามุปาทาน พระป่าก็เหมือนกัน เข้าใจว่ากามคืออะไร ก็คือไม่มีเมีย นี่คือพ้นแล้วกามุปาทาน ส่วนพระป่านั้นได้สะกดจิตตัวเองเก่ง เรื่องนี้ก็เลยมีน้อย ส่วนเรื่องของพระบ้านนั้นเละเลย แล้วหลอกคนตะพึด ทุกวันนี้ข่าวคราวออกมาไม่กี่วันนี้มีเยอะเลย แต่ละวัด แต่ละบ้านแต่ละพระแต่ละเจ้า เอาออกมาเปิดเผยกันหยำฉ่ากันในเรื่องของเพศสัมพันธ์ เลอะเทอะ ปาราชิกเน่าเหม็น พูดก็พูดเถอะอาตมามัน ขออภัยขอใช้ภาษา ร่วมไม่ได้ เพราะสะอิดสะเอียน ขออภัยต้องใช้ความจริงที่บอกหัวใจจริงๆ อาตมารู้สึกอย่างนั้น อยู่ไม่ได้ มันรู้สึกสะอิดสะเอียนมาก มันเลอะ ไม่ว่าจะเป็นปาราชิกข้อ 1 ข้อ 2 เรื่องผู้หญิงผู้ชายและเรื่องเงิน ข้อ 1 เรื่องผู้หญิงผู้ชาย ข้อ 2 เรื่องเงิน ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เละนะ ปาราชิกกันอย่างไม่รู้เรื่องเลย ในข้อที่ 2 มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นอาตมาเห็นความเสื่อมที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าสัจธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเป็นโลกุตรธรรมนั้นหมายความว่ามันมีมรรคมีผลที่แท้จริง โลกุตระคือความมีมรรคมีผล รู้จักจิต เจตสิก รูปนิพพาน อ่านจิตเจตสิกของตัวเองได้ อ่านรูปได้ แยกรูปได้ แยกรูป 28 เป็นต้น แล้วก็มีนาม 5 เป็นต้นเอามาปฏิบัติ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ หรือมีโพธิปักขิยธรรม 37 สามารถที่จะจัดการกับจิตเจตสิกของตนเอง ลดละกิเลสได้จริงๆ มันไม่ได้เลย ไม่ว่าพระป่าหรือพระบ้าน ไม่ได้เลย ขออภัย แล้วก็ต้องไปดูถูกไปข่มเขาแต่อาตมาหลีกเลี่ยงความเป็นจริงไม่ได้จำเป็นต้องพูดความจริงนี้ อุปาทานทั้ง 4 นี้ อัตตวาทุปาทาน นี่คือผู้รู้นักปราชญ์ทางศาสนาพุทธทุกวันนี้ จมหนักที่สุด แล้วเขาก็รู้สึกว่าเขาเองไม่ละเมิดเรื่องเพศ เรื่องผู้หญิงผู้ชาย เขาก็พ้นกามแล้ว ที่จริงไม่ใช่เลย เขาไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 เขาไม่ได้ฝึกหัดตามหลักจรณะ 15 เริ่มตั้งแต่ศีลข้อ 1 2 3 เขาไม่ได้ปฏิบัติ เมื่อไม่ได้ปฏิบัติ สัจธรรมที่จะเกิด 1.เห็นแก่มนุษย์หรือเห็นแก่ความเป็นสัตว์โลก ตั้งแต่ข้อที่ 1 เขาไม่มีรายละเอียดเรื่องพวกนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีมรรคผลในเรื่องนี้ จึงไม่เกิดการปฏิบัติกับมวลมนุษยชาติหรือกับสัตว์ทั้งหลายแหล่ อย่างลึกซึ้ง เช่น พวกเรานี้ สัตว์ทั้งหลายแหล่เราลึกซึ้ง จนกระทั่งไม่กินสัตว์เป็นต้น แต่เขาดูถูกแล้วนะว่ามันจะเลอะเกินไป คำสอนพระพุทธเจ้าไม่มีอย่างนั้น แต่ที่จริงมีชัดๆอย่างนั้นและลึกซึ้งกว่านี้ด้วยเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ซึ่งเป็นธาตุวิญญาณตั้งแต่ สัตตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกอาตมาพูดอย่างมีหลักฐานเขาไม่รู้เรื่องมันไกลห่าง พวกเราไม่กินเนื้อสัตว์นี่เขาก็ว่าแล้ว ที่จริงมันลึกกว่านั้น เราเอาเรื่องของใน ชีวกสูตร ท่านแยกถึงความ สัญจิจจะ แยกถึงจิต ที่มีจุดมุ่ง สัญจิจจะ อาตมาแปลว่า อาการของจิตที่มีทิศมุ่งไปแล้ว สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง จิตที่มีทิศมุ่งไปสู่การทำให้ชีวิตตกต่ำ ถ้าจิต คนที่มีสัญญา มีจิตคิดมุ่งไปสู่จะทำลาย โวโรเปตุง แปลว่าจิตมุ่งไปทางร้าย จนทำลาย จนถึงการฆ่า ฆ่าอะไร ฆ่าชีวิตของความเป็น ปาณะ เพราะฉะนั้น ถ้าแยก สัตตะ ปาณะ ภูตะ คือความเป็นชีวะ ชีวะในระดับ สัตตะ ชีวะในระดับ ปาณะ ชีวะในระดับ ภูตะ ถ้าสัตตะ แน่นอนคือสัตว์เต็มตัว ถ้าปาณะนี่นับเป็นส้ตว์แล้ว แต่ถ้าภูตะ ท่านยังแยกเป็น 3 เป็น มหาภูตะ อันนี้ไม่ใช่สัตว์เลย ภูตคาม เริ่มมีชีวะแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่สัตว์ เจตภูต เริ่มจะเข้าไปหาความเป็นสัตว์ความเป็น ปาณะ แต่ยังไม่ถึงสัตตะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในชีวกสูตรว่า จิตที่มุ่งมีทิศมุ่งไปสู่ความทำลาย โวโรเปตุง หรือ มุ่งหมายไปทางร้าย กับธาตุ ธาตุในระดับ ศีลข้อที่ 1 ท่านเอา ปาณะเป็นตัวตั้ง แน่นอนฆ่าสัตตะ มันเป็นสัตว์ยิ่งกว่า ปาณะ เพราะฉะนั้นถ้าก่ำๆกึ่งๆ สัตว์ที่เริ่มจะเป็นเจตภูติสูงกว่าภูตคาม เขาไม่สามารถที่จะรู้รายละเอียดเหล่านี้เลยว่าเขามี โวโรเปตุง เขามีบาป พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า บาป ใน 5 ข้อนี้ที่มี สัญจิจจะเป็นบาป มีจิตมุ่งไปสู่ข้อที่ 1 จิตเริ่ม สัญจิจจะ ชีวกสูตร 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภนฺติ แค่มีจิตอย่างนี้ก็เป็นบาปเป็นเหมือนมากแล้วไม่ใช่บุญเลย 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส อันนี้มันบาปเห็นชัดๆแล้วแค่กล่าวชื่อก็บาป แต่ไปจับมันมาจะเป็นบาปขนาดไหน 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” อันนี้ลงไม้ลงมือเลย 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ข้อที่ 5 นี้ละเอียดสูงส่งกว่า 4 ข้อแรก เอาเนื้อสัตว์ที่ฆ่าแล้วเอาไปทำเป็นอาหารอันประณีต นำอาหารที่คุณมี สัญจิจจะ ที่ทั่วไปเขาแปลว่าเจาะจงชื่อบุคคล ถ้าบุคคลไหนถูกเจาะจงแล้วจะกินไม่ได้ แล้ว เอา 4 ข้อนั้นเอาทิ้งไปไหนจ๊ะ แล้วเอาไปทำอาหารถวาย พระพุทธเจ้า ก็บาปอย่างยิ่งแล้ว นี่ยังไม่ได้กินเองนะ นี่ยังไม่ได้กินเองนะ แค่ทำมาถวายก็เป็นบาปมากแล้วไม่ใช่บุญเลย จะไปพูดทำไมถึงกิน ทำไมอาตมาไปพูดถึงเรื่องกินไม่กินเนื้อสัตว์ตั้งแต่เริ่มเปิดฉากทำงานศาสนามา ก็พูดถึงเรื่องไม่กินเนื้อสัตว์ รณรงค์เรื่องนี้มา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ค่อยกระเตื้องขึ้นมาในเรื่องของมังสวิรัติ อาตมาว่าอาตมาเป็นผู้นำมังสวิรัติมาสถาปนาลงไปในวงการศาสนาพุทธอย่างเป็นรูปเป็นเรื่อง ซึ่งแต่ก่อนแต่ไรก็มีคนไม่กินเนื้อสัตว์บ้างแต่ก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่เป็นกิจจะลักษณะเหมือนอย่างอาตมามาทำ จนกระทั่งเกิดเป็นลัทธิ จนกระทั่งข่าวหาว่าเราเป็นเจ้าลัทธิ เจ้าหน้าที่กินผักกินหญ้าอย่างนั้นเถอะ เราก็รับไม่มีปัญหาอะไร เจ้าหน้าที่เป็นกินผักกินหญ้า ซึ่งเราก็กินผักเป็นส่วนใหญ่หญ้าเราก็ไม่ค่อยกินหรอก ตระกูลหญ้า เช่น หน่อไม้เราก็กินเยอะ ข้าวก็เป็นตระกูลหญ้าแล้วก็กินนะ คุณจะว่าก็ไม่เป็นไร เอาละไม่ต้องไปแก้ตัวอธิบาย จะว่าเราแก้ตัวอะไรมากมาย ก็ขอยืนยันว่าเรื่องสัตว์ เกี่ยวกับสัตว์จนถึงขั้นจิตวิญญาณ ที่ยังไปต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่กับความเป็นสัตว์ ความเป็นธาตุที่ต่อเนื่องเป็นชีวะและเป็น ภูตะ เป็นปาณะ เป็นสัตตะ คุณต้องศึกษาให้ลึกซึ้งจะรู้ว่าเรื่องธาตุจิตวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องตื้นๆ มันเป็นเรื่องลึกซึ้งมากเลย เป็นเรื่องลึกซึ้งถึงขั้นว่ามันเป็นบาปนะ ถ้าคุณไม่เรียนรู้เรื่องบาป โดยเฉพาะเรื่องบุญ บาปคุณก็ยังไม่รู้คุณก็ทำหน้าตาเฉยเลยนะ แล้วคุณจะไปพูดทำไมมีเรื่องบุญ บุญ คือเครื่องชำระ เป็นการชำระ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเป็นตัวเป็นตนอะไรแต่เป็นพลังงานแล้วก็หายไป แต่เขาเข้าใจผิดไปไกลเลย อาตมาต้องเอาเรื่องบุญมาพูดอีก บุญ ไม่ใช่เป็นเรื่องสมบัติ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องสะสมอะไร คนเป็นคนไม่ใช่ว่าจะต้องไปสร้างบุญให้มาฆ่ากิเลส ถ้าคุณไม่มีกิเลสบุญไม่มาเกี่ยวเลยในเรื่องศาสนาพุทธนี้นะรู้เรื่องนี้ ถ้าคุณไม่ใช่จิตเป็นพระอรหันต์จนเป็นผู้ไม่มีบุญเลย ไม่ต้องใช้บุญเลย บุญสะสมไม่ได้ ไม่เป็นสมบัติ เป็นปัจจุบันชาติ พัฒนาสร้างขึ้นมาให้มีรูปนาม ให้มีสภาพ 2 เป็นปฏิกิริยาเป็นพลังงานที่เป็นประโยชน์ มีฤทธิ์ในการฆ่ากิเลสอย่างเดียว ฆ่าแล้วตายจริงๆด้วย บุญนี้ ทำบุญสำเร็จ กิเลสก็ตาย บาป ถ้าคุณไม่คำนึงถึงบาป คุณเกิดมามีชีวิตทั้งชีวิตนี้ คุณสั่งสมบาปทุกลมหายใจเข้าออก อย่าหาว่าอาตมาพูดเกินไปนะ _สู่แดนธรรม... ทำไม ชาวพุทธถึงยังไม่เข้าใจโลกุตรธรรม พ่อท่านก็เลยแยกหัวข้อไว้หลายหัวข้อ พ่อครูว่า… อาตมาก็ขอย้ำยืนยันว่า “คนถ้าไม่พยายามคำนึงถึงธรรมะ และไม่รู้จักความเป็นบาป คุณทำบาปอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก” นี่ไม่ได้พูดผิด ไม่ได้พูดโมเม ไม่ได้พูดเพ้อเจ้อฟุ้งซ่านอะไร บาปคืออะไร บาปคือสิ่งที่มันเติมกิเลส บาปคือสิ่งที่มีกรรม คุณจะเรียกว่าอกุศลกรรมก็ตาม มันก็คือบาป มันเป็นคำใช้แทนกันได้เป็น synonym กัน คุณทำบาป คุณทำสิ่งที่ไม่เป็นกุศล คำว่าไม่เป็นกุศลมันก็ยังดีนะ มันยังเป็นโลกียะ แต่บาปมันเป็นโลกุตระ ที่จริงตัวของบาปนั้นมันเป็นเรื่องอโลกุตระคือมันเป็นเรื่องเลวร้าย มนุษย์ไม่ควรทำ แต่คุณไม่รู้ คุณทำบาปทุกลมหายใจเข้าออก ที่ว่าทำบาปทุกลมหายใจเข้าออกคืออะไร คือคุณไม่เข้าใจแม้แต่สภาพที่มี สัญจิจจะ สภาพที่จิตของคุณมีทิศมุ่ง ชีวิตของคุณแต่ละวันแต่ละเวลา มันจะเกี่ยวโยงไปถึงชีวิต โดยเฉพาะชีวิตที่เราถือว่าสูงสุดคือชีวิตของคน มันเกี่ยวโยงไปถึงชีวิตของคนทั้งนั้น ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 พระพุทธเจ้าถึงได้ตั้งหลักปฏิบัติของท่านเลย ข้อแรกข้อต้นจริงๆเลยนี่คือ สัตว์ และสัตว์ที่เต็มรูปจริงๆคือคน สัตตะ ถ้าหากอวิชชา สัตตะก็คือความโง่ 7 รอบ ถ้าเป็นวิชชา สัตตะก็เริ่มต้น และถึงขั้นเต็มรอบของสัตตะ หมายความว่าอะไร สัตตะที่เป็นอสัตตะ ความไม่มีความรู้เต็มรอบถึง 7 รอบ เช่น สัตตะ 1, ปานะ 2, ภูตะ 3, มหาภูต 4, ภูตคาม 5,เจตภูต 6, ชีวะ 7 ถ้าจะให้ 7 เต็มรูป คือ สัตตะแล้วมีวิญญาณ วิญญาณ สัตตะ ปานะ ภูตะ มหาภูต ภูตคาม เจตภูต 7 แล้ว ฟังไป หากไม่เข้าใจก็ฟังเก็บเอาไว้ มี อานิสงส์ ในการฟังธรรม 5 ประการ คุณเกิดมาถ้าไม่ใส่ใจเรื่องธรรมะก็จะสั่งสมแต่บาปทุกลมหายใจเข้าออกเพราะคุณไม่รู้จักความเป็นสัตว์ คุณไม่รู้จักจิตที่มันเริ่มมีทิศมุ่งไปกระทบกระเทือนกับสัตว์ มันก็บาปสิ ฟังชัดขึ้นไหม คุณทำบาปอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกเพราะคุณไม่มีความรู้ แล้วเกิดมาคนเราสั่งสมแต่บาปโดยที่เขาไม่รู้ ไม่ต้องไปพูดถึงตะวันตกที่เขามีสนามรบ ระเบิดตูมฆ่ากันไป พวกนี้จะอยู่ในนรกอเวจีมหาเดือดร้อนขนาดไหน เอาล่ะตัดทิ้งไม่พูดถึง พูดถึงเรานี่แหละ เพราะฉะนั้นพูดมาถึงตรงนี้อาตมานึกถึงความเป็นสังคมประเทศ ประเทศไทยนี่สุดยอดเลยศาสนาพุทธ แม้จะเสื่อม อาตมายังไม่เกิดมา ยังไม่อุบัติขึ้นมานำโลกุตระมาฟื้นฟู ประเทศไทยก็ยังไม่เลวร้ายเหมือนยังต่างประเทศ ยิ่งตอนนี้มีมวลหมู่พุทธศาสนิกชนที่อาตมานำโลกุตรธรรมขึ้นมาเปิดเผยสถาปนาลงไปแล้ว 50 ปี มันยากๆๆๆๆ โลกุตรธรรม ได้แค่นี้ อาตมาก็เอาละชื่นใจ อาตมาเห็นผลอยู่นี้ได้ ได้ผลตรงที่มีปรากฏการณ์ยืนยันเป็นรูปธรรม ยืนยันได้เลย เกิดทั้ง สาราณียธรรม 6 เกิดทั้ง สาธารณโภคี เป็นสังคมมีมนุษย์ที่ประพฤติจริง เป็นจริงเกิดจากพุทธพจน์ 7 เพราะจิตเจตสิกของเรามี สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ยืนยันได้อย่างชาวอโศกมี ถือว่าเป็นปึกแผ่นยิ่งกว่าสังคมพุทธกลุ่มไหนๆเลยนะ เพราะมันสัมพันธ์ด้วยสัจธรรมความจริง มีวรรณะ 9 อย่างนี้เป็นต้น คนมาอยู่ในนี้เลี้ยงง่ายไม่ต้องยากอะไร แม้แต่ครอบครัวแต่ละครอบครัวมีลูกมา 2 3 คนอยู่ในนี้เข้ามาอยู่นี้ก็เลี้ยงไม่ยาก แต่ก่อนอยู่ข้างนอกเลี้ยงยากกว่านี้ อยู่ในนี้มีผู้ช่วยเลี้ยง สบาย วิ่งไปไหนก็ไม่ต้องห่วง เห็นไหมมันเลี้ยงง่าย กินง่าย อยู่ง่าย พัฒนาให้เจริญง่าย เด็กๆที่นี่ สุโปสะ มันมีสิ่งที่จะ Absorb มีสิ่งที่จะออสโมซิสเข้าไป ไม่มีสิ่งเลอะเทอะเหมือนข้างนอก มันมีแต่ข้างในไหลเวียนอยู่ในตัวของเขาซึมซับไหลเวียน มีแต่ธรรมะมีแต่โลกุตระมีแต่เรื่องที่เป็นศาสนาเป็นธรรมะอย่างนี้เป็นต้น มันเจริญ สุโปสะ และเด็กพวกนี้ บางผู้บางคนก็มัธยัสถ์ประหยัด มักน้อย ที่จะแสดง เด็กเขาก็รู้ตัวว่าสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยแล้วนะ เด็กเขาจะรู้แล้ว มักมากเกินไป แล้วมีศีลมีธรรม มีการขัดเกลา มีศีลมีธรรม มีข้อวัตรปฏิบัติ จนกระทั่งเข้าใจว่ามาเป็นคนจน ไม่สะสม เป็นคนเจริญ เด็กที่นี่เข้าใจแล้ว แต่ข้างนอกจะไม่รู้ว่ามันเป็นคนจนคือคนเจริญ แต่เด็กที่นี่เข้าใจนะรู้ว่ามาเป็นคนจนคือคนเจริญนะ มาเป็นคนขยันนี่เจริญจริงๆแต่เขาไม่กล้า เด็กพวกเราจะเห็นได้ว่าเด็กขี้เกียจหาไม่ค่อยได้อย่างน้อยก็ต้องไปกับหมู่ เด็กจะขี้เกียจเอาแต่หลบเลี่ยงเหมือนกับทางโน้น ไปเล่นอะไรต่ออะไร ไม่มี ที่นี่แม้แต่จะเล่นเกมก็ไม่เหมือนกับเด็กข้างนอก พวกเราก็ไม่ได้ไปบังคับ เขาก็ชอบเหมือนกันพวกเกมกดๆ แต่พวกเราก็ค่อนข้างเข้มงวดบ้าง แต่มันก็ใช้ได้ มันก็ไม่ถึงกับเครียดอะไรเด็กๆก็ไม่ถึงกับเครียด เราก็ดูตามกาละเทศะที่จะต้องเข้มงวดขนาดไหน เราก็ดูอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นสรุปด้วยความรวมองค์รวม องค์รวมของความเป็นอยู่ของชีวิต การดำเนินชีวิต อาตมาว่าเราก็ปรับ ในสังคมเราควรจะปรับขนาดไหน อย่างทุกวันนี้อนุโลมไปเยอะ แต่ก่อนนี้เคร่ง แต่ก่อนนี้คนไม่กล้าเข้าใกล้หรอก เดี๋ยวนี้ก็กล้าเข้าใกล้แล้ว ก็เข้ามาก็เข้าใจอะไรต่ออะไร ก็เลยได้ประโยชน์มากขึ้น อาตมาขยายความเรื่องพวกนี้ขึ้นมาพอสมควรแล้วจะยาวไปแล้ว 660731 ถ้าไม่เรียนรู้สุขทุกข์ ก็สั่งสมบาปอยู่ทุกลมหายใจ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #33 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน