จรณะ 15 คือการยืนยันหลักปฏิบัติไม่ผิดของพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
จรณะ 15 คือการยืนยันหลักปฏิบัติไม่ผิดของพุทธ _นายปราโมทย์ ชื่นสุข . ลูกสาวของกระผมได้ฟังธรรมะของพ่อครูตามคำชักนำของกระผม เขาเกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นพระอาริยะขึ้นมาบ้าง เคยขอให้กระผมอธิบายธรรมะหัวข้อจรณะ 15 ให้ฟัง แต่จนแล้วจนรอดกระผมก็ยังไม่ได้มีโอกาสพูดเรื่องนี้(ตามความเข้าใจของกระผม)ให้เขาฟังเลย ส่วนปัญหาที่เป็นสักกายะของเขาขณะนี้กระผมมองว่า เขาเป็นคนกินยาก จะกินแต่อาหารที่ชอบ ส่วนอาหารที่ไม่ชอบจะนั่งพิจารณา(มอง)เฉยๆเป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมงก็ทำได้ แล้วก็ไม่กิน ทุกวันนี้เขาเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก กายภาพก็ทำอยู่ ไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ แต่กล้ามเนื้อแขนขาไม่ค่อยจะมีแรง บางทีจะไปหาหมอ ลูกชายกระผมก็ลองให้เขาก้าวขึ้นรถด้วยตัวเอง ขาจะยกให้พ้นพื้นรถไม่ได้ จะทรุดลงกับพื้นเฉยๆเสียอย่างนั้น ก็ต้องช่วยกันช้อนขึ้นมา สาเหตุมาจากการได้อาหารเข้าไปซ่อมแซมบำรุงรักษาร่างกายไม่เพียงพอนั่นเอง ขอพ่อครูโปรดเขาด้วยเถิดครับกระผม ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ พ่อครูว่า... อาตมาจะโปรดยังไงหนอ จะบังคับเขา จะข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า กลัวมันจะไม่กินหญ้า แล้วจะไปข่มเขาโคขืนให้กินหญ้าจะทำยังไง ก็พูดไปตามพอสม ถ้าเผื่อว่าลูกสาวคุณฟังก็ดีถ้าไม่ได้ฟังคุณก็เอาไปพูดให้ฟัง เพราะเกิดแรงบันดาลใจถามเรื่องจรณะ 15 ก็แสดงว่าเขาอยากเป็นพระอริยะจริงๆแต่ก็ดีนะ บอกว่าสนใจอยากจะฟังหัวข้อจรณะ 15 ด้วย ก็ขอยืนยันว่าจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นหัวใจแท้ๆของศาสนาพุทธ เป็นพุทธคุณของศาสนาพุทธ ในพุทธคุณ 9 มีตัวนี้เป็นตัวยืนยัน นอกนั้นเป็นการสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ในอีก 8 ข้อ เป็นฉายาชมเชย เป็นคำชมพระพุทธเจ้าทั้งนั้น แต่ตัววิชชาจรณะสัมปันโน ข้อนี้เป็นหลักสูตรหรือเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ วิชชาจะระณะสัมปันโน เป็นเนื้อแท้ธรรมพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นวิชชาจรณ
อ่านต่อ
ะสัมปันโน ดูจรณะ 15 วิชชา 8 ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเสื่อมมาก เสื่อมจนกระทั่งไม่มีแล้ว ในวงการศาสนาพุทธไทย ทุกวันนี้ เนื้อหาสัจธรรมอันที่ว่านี้ จรณะ 15 วิชชา 8 อาตมาพูดได้เต็มปากเลยว่าไม่มีในวงการศาสนาพุทธตอนนี้ไม่มี มีแต่ไปเรียนเป็นดอกเตอร์ เอาบาลีเอาอะไรมาเรียนฟุ้งซ่าน เป็น โลกจินตา เป็นตรรกะ เป็นพยัญชนะ ภาษา เป็นไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ ไปโน่นเลย เป็นบัญญัติ เป็นพยัญชนะ เป็นเหตุปัจจัยของความหมายเท่านั้น ไม่ได้เข้าหาเนื้อหาที่จะต้องมาสำคัญที่ศีล จะต้องมาสำคัญที่ อปัณณกปฏิปทา 3 ตัวนี้เป็นตัวยืนยันเนื้อหาศาสนาพุทธ 1 ศีล กับ อปัณณกปฏิปทา 3 อปัณณกปฏิปทา 3 ท่านแปลกันไว้เองด้วยนะ ผู้รู้ท่านแปลทิ้งไว้ ว่า นี่คือเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ เป็นความไม่ผิดของศาสนาพุทธ ต้องมีอันนี้ยืนยันอยู่ในความเป็นมนุษย์ ในความเป็นชาวพุทธ จะต้องมีศีลสัมปทา ต้องมี อปัณณกปฏิปทา 3 คือ มีหลักเกณฑ์แต่ละข้อแต่ละข้อเรียกว่าหัวข้อศีล แล้วก็ปฏิบัติ 1. ตัวศีลเป็นหัวข้อหลัก 2. ปฏิบัติก็คือ สภาพ 3. ปฏิปทา 3 ถึงจะเป็นศาสนาพุทธ ถ้าไม่มีนี่ ผิดเลย ไม่เหลือศาสนาพุทธ ถ้ามี 3 ข้อนี้ โดยมีศีลเป็นหลักอยู่ ศาสนาพุทธจึงมี ถ้าไม่มีศีล ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ไปดูที่เถรสมาคมที่วงการศาสนาพุทธ ถ้าเขาไม่ไปเรียนรู้แต่พยัญชนะ ตรรกะ เหตุผล ตำราที่เป็น โลกจินตาบานออกไปเอาคำสอนของอาจาริยวาทบานออกไปแล้วก็เป็นผู้รู้จบด็อกเตอร์ไปเอาปริญญาเอกพุทธศาสนาบัณฑิตเอกจากเทวนิยมเข้ามาก็ไม่รู้เรื่องว่าตัวเองทำไมมันขายขี้หน้าจะตายแล้วมันจะภาคภูมิใจอะไรที่คนเขาสอน คือเขาไม่มีภูมิที่จะสอนเลยเขาไม่มีโลกุตรธรรมเพราะเขาเป็นเทวนิยม ขนาดชาวพุทธเองยังไม่รู้แล้วจะให้เทวนิยมเข้ามาสอนศาสนาพุทธแล้วจบปริญญาเอกถือว่าสุดยอดแล้ว ขี้หมานะครับ คือมันคิดดีๆที่อาตมาพูดให้มันสุดสงสารนะ คำที่พูดไปคือคำสุดสงสาร สงสารแปลว่าอะไร สงสารแปลว่าพวกคุณไม่รู้ประสีประสาอะไรเลยจมอยู่ในวัฏสงสาร เรียนไปอย่างไรคุณก็ไม่พ้นวัฏฏะสงสาร เรียนไปไม่ได้บรรลุธรรมนั่นแหละสรุปง่ายๆ คุณจะจบด็อกเตอร์มาอีกกี่ใบ คุณก็ไม่พ้นวัฏสงสาร เพราะมันไม่ได้เป็นสัจจะของพระพุทธเจ้าเลย สรุปให้ฟังเลยถ้าคุณไม่มีศีลเป็นหลักในการปฏิบัติแต่ละข้อควรปฏิบัติศีลข้อ 1 ก็ต้องปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ให้บรรลุสัจธรรม 7 ฌาน 4 วิชชา 8 ถ้าคุณไม่ได้เกิดมรรคผลอันนี้เลยเป็นโมฆะหมดไม่มีอะไรเกิดในศาสนาพุทธไม่มีศาสนาพุทธ อปัณณกะนี่แหละ ไม่มีความเป็นศาสนาพุทธนั่นแหละ อันนี้คือความตัดสินว่าเป็นศาสนาพุทธหรือไม่เป็นศาสนาพุทธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย เพราะฉะนั้นคนเข้าใจทุกวันนี้เช่นไปนั่งหลับตาปฏิบัติ มันไม่มีเลย อปัณณกปฏิปทา 3 คุณก็ได้ ฌาน แบบเดียรถีย์แบบนอกพุทธไปแล้วก็หลงกันเป็นอรหันต์เก๊ไปเยอะ ส่วนพวกที่มาศึกษาตรรกะศึกษาบัญญัติภาษา ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ อะไรของคุณไป คุณก็ได้แต่หลักเกณฑ์อะไรต่อหลักเกณฑ์ก็เหตุก็ผลของหลักเกณฑ์แล้วรู้มาก เป็นโลกจินตา ไม่ได้เข้าหาเนื้อแท้ของสัจธรรม สภาวธรรมเลย ไม่ได้เข้าหา จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้แต่บัญญัติภาษา การเข้าหา จิต เจตสิก รูป นิพพาน เริ่มต้นจาก กาย คุณก็เข้าใจกายนี้เป็นสรีระ กายเป็นสภาพนอกของสรีระอย่างเดียว กายไม่ใช่อย่างเดียว กายต้องเป็นองค์ประชุม ยังดีนะในพจนานุกรมหรือปทานุกรมของบาลีไทยคุณยังแปลกายว่า เป็นองค์ประชุมหรือเป็นฝูงเป็นหมู่เป็นกลุ่ม มันไม่ได้หมายความถึงความเดี่ยว เอกังสะ แต่มันเป็นหมู่เป็นกลุ่ม กาย คุณก็แปลไว้ในพระไตรปิฎกยังดีอยู่ แต่คุณก็ไม่เข้าใจ แล้วท่านก็ชัดเจนนะในพจนานุกรมก็ว่าไว้ชัดว่า กาย แปลว่าองค์ประชุมของเจตสิก มุ่งไปหาที่จิตเลย เจตสิกคือส่วนของจิต ส่วนที่แยกเป็นรายละเอียดของจิตเป็นเจตสิก อย่างเจตสิก 3 เป็นต้น กายคืออะไร คือองค์ประชุมของเวทนาสัญญาสังขารอย่างนี้เป็นต้น ก็ถูกแล้ว แต่ท่านก็เข้าใจผิดไปจากพยัญชนะก็ถูกอยู่ แต่คุณต่างหากผิดไป แม้แต่พยัญชนะก็เข้าไม่ถูกต้องตามสภาวะ เพราะฉะนั้นความเข้าใจไม่มีเลยมีแต่ความเข้าใจผิด ความเข้าใจถูกไม่มี มันซับซ้อนอยู่นี่ เรียนรู้มากๆนึกว่าเป็นเพราะรู้เป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธ แต่ไม่เข้าท่าเลย เป็น ปทปรมบุคคล เป็นบุคคลที่รู้ธรรมะพระพุทธเจ้ามาก ท่องจำได้มาก สาธยายได้มาก สั่งสอนกันอยู่ก็มาก แต่ท่านไม่บรรลุอะไรเลย ไม่บรรลุธรรมเลย ไปอ่านคำแปลท่านแปลว่าเองอยู่ไหนคำแปล ปทปรมบุคคล นั่นแหละแปลกันไว้เอง ปทปรมบุคคล ท่านแปลไว้ว่า เป็นธรรมะโดยบท ปรมะคือยอด คือผู้ฟัง พุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มาก จำทรงไว้ก็มาก บอกสอนผู้อื่นอยู่ก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินี้เลย ท่านที่เป็นเปรียญ 9 ก็ดี ท่านที่เป็นดอกเตอร์ทางศาสนาพุทธก็ดี ไม่กล้าพูดของตนเองว่าตนเองบรรลุธรรมหรอก แล้วกลับมาพูดว่า ผู้ที่บรรลุธรรมบอกใครไม่ได้อีก มาพูดขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า อย่างน้อยที่สุดใน โลหิจสูตร พระพุทธเจ้าบอกว่าถ้าใครไปเข้าใจว่า โลหิจสูตร โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358)
พ่อครูว่า...หรือแม้แต่ใน อภิณหปัญจเวกขณ์ 10 ข้อที่ 10 ท่านก็ตรัสไว้ชัดเจนว่า ญาณทัสนะวิเศษอันสามารถกำจัดกิเลส เป็นอริยะ คือ อุตริมนุสสธรรมอันเราได้บรรลุแล้ว มีอยู่หรือหนอ ที่เป็นเหตุให้เรา ผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้ว จักไม่เป็นผู้เก้อในกาลภายหลัง(อุตตริมนุสสธัมมา อลมริยญาณ ทัสสนวิเสโส อธิคโต โสหัง ปัจฉิเม กาเล สพฺรหฺมจารีหิ ปุฏฺโฐ น มังกุ ภวิสฺสามีติ) (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๔๘) บอกได้อย่างไม่เก้อยากไม่เขินอายเลย อย่างอาตมาก็บอกได้ชัดเจนอาตมาเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ พูดถึงขนาดอาตมาเป็นธรรมิกราชเพราะอาตมาเป็นจริง ในยุคนี้อาตมาก็อธิบายไว้หมดว่ามีธรรมิกราช 2 องค์ในตามตำราว่าไว้อาตมาไม่ได้กล่าวเอง อาตมากล่าวจริงด้วยกล่าวอย่างเป็นหลักฐานเลยว่ามีธรรมิกราช 2 องค์ แต่คนก็หมั่นไส้ว่า ยกตนเทียบท่าน เอาเถอะ อาตมาว่าธรรมิกราชคือในหลวง ร. 9 ก็ไม่ว่าอะไรสมสัดส่วน แล้วเอ็งเป็นใคร เอ็งมายกตนเองว่าเป็นธรรมิกราช เขาก็บอกว่าเป็นกะเรี่ยกะราด ทำเป็นยกตนหลงตนว่าเป็นธรรมิกราช อาตมาเข้าใจ อาตมาไม่ได้โกรธเขาหรอกคนที่มองอาตมาอย่างนั้น ขออภัยพูดอีกทีก็ได้แต่สงสารเขา เขาไม่รู้หรอก อาตมาไม่อยากเปรียบเทียบว่า ลิงเห็นแหวนเห็นแก้ว หรือ ขออภัยไม่พูดต่อละ หรือพูดต่อก็ได้ หมาไม่รู้อะไรก็เห็นขี้ดีกว่าข้าว ไม่รู้ว่าพวกนี้มันเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่น่าได้ หมาจะเห็นพลอย หมามันก็ไม่รู้จักหรอกว่ามีค่ากว่าขี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องสัจจะ อาตมาเข้าใจสัจจะพวกนี้อยู่ไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นในธรรมะที่ อาตมาอธิบายอยู่นี้ บอกว่าสอนดีมาก คุณพูดเพราะคุณได้ประโยชน์จากคำสอนของอาตมา คำว่าได้ประโยชน์นี้ มันไม่ใช่ได้ประโยชน์ไปเป็นโลกียะ ผู้ที่ได้รับฟังคำสอนของอาตมาแล้วเอาไปปฏิบัติได้มรรคผล เขาไม่ได้ได้โลกียะคือไม่ได้เจริญด้วย ลาภ ไม่ได้เจริญด้วยยศ ไม่ได้เจริญด้วยสรรเสริญ แม้ในที่สุดไม่ได้เจริญด้วยโลกียสุข ความสุขลดลงตั้งแต่ความสุขจากอบายมุข คุณก็เลิกมาเฉยเลยแต่ก่อนเคยเอร็ดอร่อย เคยสนุกสนาน เคยเพลิดเพลิน เคยชื่นอกชื่นใจกับอบายมุข กระดี๊กระด๊าเป็นรสเป็นชาติจัดจ้าน เดี๋ยวนี้เฉย คุณจะเข้าใจอบายมุขแค่ไหนอย่างไรก็ตาม จนกระทั่งในโลกของ กาม คุณก็ลดลงอีก ไม่ได้เป็นสุขในกามภพ ไม่ได้เป็นสุขในรูปภพ ไม่ได้เป็นสุขในอรูปภพ ตรวจจิตตรวจใจตัวเองให้ดี คนพวกเราเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ กันจริงๆ แล้วพวกเราสรุปไม่ลง สรุปไม่เป็นไม่รู้ตัวว่าเป็น อย่างคุณจำลองบอกว่าชาตินี้ผมอยากเป็นโสดาบัน โธ่เอ๋ย คุณจำลองเป็นโพธิสัตว์ แต่ก็ไม่ได้รู้ตัวแต่พฤติกรรมเป็นโพธิสัตว์แท้ๆชัดเจน เป็นแต่เพียงว่าในรายละเอียดตัวเอง ไม่ได้รู้รายละเอียด ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ที่ไม่รู้ตัวเองในรายละเอียดของสัจธรรม ว่ามันเป็นอะไรต่ออะไรบ้างตามกำหนดภาษาบัญญัติของพระพุทธเจ้าตรัสไว้เท่านั้นเอง แต่โดยสภาวธรรม โดยพฤติกรรม โดยความเป็นจริงของผู้นั้นผู้นั้น เป็น ที่อาตมาว่าไปนี้ ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์คืออะไรเข้าใจง่ายๆหรอก อาตมาก็ไล่อธิบายมาหมดแล้ว แต่มันก็ยากอยู่นะจะเข้าใจ โพธิสัตว์โสดาบัน โพธิสัตว์สกิทา โพธิสัตว์อนาคา โพธิสัตว์อรหันต์ โพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ ซึ่งอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับนิยตโพธิสัตว์ อาตมาไม่ได้พูดผิดอาตมาไม่ได้ไปหลงตัวหลงตนอะไร แล้วอาตมาก็ไม่ได้ไปหลอกใคร ถ้าอาตมาผิดอาตมาหลงตัวหลงตน อาตมามาหลอกใครๆ โอ้โหอาตมาจะมีบาปมหาบาปเลย แต่จริงๆแล้วอาตมาทำงานมา 50 กว่าปี อาตมาเห็นผลว่ามันมีความเจริญ เจริญจริงๆอาตมาพาคนมาจนสำเร็จ พาคนมาเสียสละพาคนมาลดละ พาคนมาหมดโลภโกรธหลง ลดละโลภโกรธหลง หมดโลภโกรธหลง ไปตรวจสอบตัวเองดีๆเถอะ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมกล่าวหาอาตมา ไม่ได้ไปหลงตัวหลงตนไปนั่งหลับตาแล้วนึกว่าตัวเองเป็นอะไรต่ออะไรไปไม่ใช่ ลืมตาสัมผัสต่อทุกสิ่งทุกอย่าง สัมผัสกับเพชรนิลจินดา ธนบัตรข้าวของ ของอร่อยของน่าได้น่ามีน่าเป็นอะไรก็แต่ก่อนนี้ก็น่าได้น่ามีน่าเป็นไปหมด เขาจะหลอกเอาขี้หมาทาสีมาหลอกอยากได้ทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ชัดเจนหมดแล้ว แม้แต่ของที่บอกว่าเป็นทองคำ เป็นโลหะที่ก็เป็นธรรมชาติ ที่หายากที่สุด มีค่าแพงที่สุดตามที่เขายึดกัน ก็ไม่ว่ากระไร เราก็ไม่ได้กระดี๊กระด๊าอยากได้อะไร แต่ก่อนนี้ซื้อมาเก็บก็สะสมของเอาไว้ คุณจะเอาไว้ทำไมเอาไปทำฟืนก็ยาก ทองคำ ตายแล้วเอาไปใช้เป็นฟืนเผามันไหวไหม ไม่เห็นมีใครทำ พอตายแล้วคนนี้รวยมีทองคำเหมือนอย่างมหาบัว สะสมทองคำเสร็จแล้วก็ไม่รู้จิต ไม่รู้ความผูกพันว่าเป็นเรา เป็นของเรา ก็นี่แหละของฉัน แล้วก็ใส่เอาไว้ให้ประเทศ อวดโชว์ ซับซ้อน เป็นความเป็นอัตภาพซ้อนอัตภาพ ซ้อนว่าเป็นของกูของประเทศ เป็นเจ้าของประเทศเลยนะ ประเทศนี้ฉันเป็นเจ้าของ หาทองคำ หาดอลลาร์มาให้ ก็ไปเรี่ยไรเอาของคนอื่นแล้วเอาประเทศเป็นตัวอ้างอิงเป็นตัวประกัน คนเขาก็เห็นสิ และเป็นพระเป็นเจ้าที่เขาอาศัยที่เป็นพระ ไปเรี่ยไรเขาก็ให้มา แล้วก็เอาไว้ในคลัง เสร็จแล้วตายแล้วมหาบัวก็นอนเฝ้าทองคำ เงินอะไรๆต่ออะไรอยู่นั่นแหละ นอนเฝ้าอยู่นั่นแหละตายไปแล้วก็เป็นเล็น เป็นหมัดอยู่นั่นแหละ ขออภัยที่อาตมาพูดเพื่ออธิบายสัจธรรมให้ฟังว่า คุณอย่าเข้าใจผิดในสิ่งที่มันผิดจริงๆ ไปเข้าใจของผิดจริงๆว่าเป็นของถูก มันโง่นะ มันไม่ได้ฉลาดอะไร ตื่นซะบ้าง ชาคริยาขึ้นมาบ้าง อย่าไปงมงายจนกระทั่งอยู่ในอเวจีไม่เคยโงไม่เคยตื่นขึ้นมาเลย มันก็ไปไม่รอด อาตมาเอาของจริง เอามหาบัว เอาพฤติกรรมแบบมหาบัว เอาคำอะไรต่างๆมาพูดมันเป็นสัจธรรมยืนยัน มันมีหลักฐาน มันมีเหตุผลมันเป็นสัจธรรม พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ออกมาทำงานศาสนา ท่านไม่เคยไปทำอย่างมหาบัวเลย ไม่ได้ไปทำอย่างที่พระเถรสมาคมทำเลย เป็นพระพุทธเจ้านะ ท่านบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า บรรลุสูงสุดของศาสนาพุทธแล้วท่านก็ออกมาจากทรัพย์สินเงินทองยศศักดิ์อะไรต่างๆอยู่ในโลก ออกมาเลย แล้วก็มาเป็นพระที่ปฏิบัติถูกทางด้วย ไม่ได้ออกไปเป็นพระป่า ที่เป็นพระหลงนั่งหลับตาเข้าฌาน กินลม กินวาตา ท่านไม่ได้ทำอย่างนั้นเลย แต่ก็ไปเข้าใจแบบเดียร์ถีย์หลงผิด จนทุกวันนี้อาตมาก็กระตุกอยู่ให้ตื่นให้ตื่นขึ้นมา อย่าไปงมงายไปนั่งหลับตานี่ก็เป็นเรื่องทำลายศาสนาพุทธอย่างหนักอยู่แล้ว มันบาปนะ บาปขนาดไม่รู้รูปนาม ไม่รู้วิญญาณ กลายเป็นโจรปล้นศาสนาที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสยกอุทาหรณ์ว่า พระราชาเห็นว่าไอ้นี่เป็นโจร แล้วพระราชาก็เลยให้เจ้าพนักงานเอาไปฆ่าให้ตาย ไอ้โจรนี่เอาหอก100 เล่มไปฆ่าตอนเช้า แล้วก็ไม่ตาย หนังเหนียว ยืนยันหน้าด้านคงทนเหมือนกัน พระราชาเจอเจ้าพนักงานก็ถามว่าตายหรือยัง ก็บอกว่าไม่ตาย ให้เอาไปฆ่าอีกด้วยหอก 100 เล่ม ตอนกลางวัน เขาก็ไม่ตาย พอมาตอนเย็นพระราชาเจอเจ้าพนักงานถามว่าตายหรือยัง ก็บอกว่า เอาไปฆ่าด้วยหอกอีก 100 เล่มตอนเย็น แล้วท่านก็ทิ้งปลายเปิดเอาไว้ให้แค่นั้นว่า ไอ้พวกนี้มันไม่ตาย มันเปรียบเทียบชัดที่สุดเลยว่า จะพูดยังไงให้เปลี่ยนแปลงเป็นสภาพเป็นผู้เกิด ผู้ตื่น มันกลายเป็นผู้ตาย ตายอย่างเน่าๆเหม็นๆหมักๆหมมๆด้วย นี่แหละชาวพุทธ แล้วไปหลงที่ตายเน่าๆเหม็นๆหมักๆหมมๆเป็นอาสวะหมักหมม มันยิ่งเป็นแต่กิเลสหมักหมมโง่ซ้ำโง่ซ้อนโง่หมักโง่หม่อมโง่เน่า ขออภัยอาตมาใช้ภาษาถูกต้องแล้วดีที่สุดแล้วฟังให้ดีๆเถอะ มันไม่ได้เป็นความถูกต้อง มันไม่ได้เป็นความเจริญอะไรเลยของศาสนา แล้วคนไม่รู้ก็หาว่าอาตมาไปว่า อาตมาเอง อาตมาเกิดมาต้องมาตำหนิสิ่งผิด แล้วก็จะยืนยันสิ่งถูก สิ่งถูกคืออาตมาพาทำถูกสิ่งผิดคือผิดกันไปเกือบหมดเลย ดีนะอาตมาไม่ว่าหมดว่าเกือบหมด อาตมาจะต้องว่าสิ่งผิดตำหนิสิ่งผิด ยกสิ่งถูกตามคำสอนของสัจธรรมของพระพุทธเจ้า จะให้อาตมาหลีกเลี่ยงสัจจะพวกนี้ไปได้ยังไง อาตมาไม่มีทาง เกิดมาอาตมาต้องมาเปิดเผยสัจธรรม เพราะฉะนั้นอาตมาไม่มีงานอื่น อาตมาเลี่ยงไม่ออก อาตมาจำเป็น จำนน จำยอม ที่จะต้องบอกถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ย้ำหัวตะปูแล้วๆๆว่าผิด อานนท์ เราจะขนาบแล้วขนาบอีกไม่มีหยุด อย่างนั้นจริงๆอาตมาทำตามคำสั่งพระพุทธเจ้าทุกอย่าง แต่คนก็ไม่รู้มันไม่รู้สารพัดสารเพ ไม่รู้จนกระทั่งเห็นถูกเป็นผิด เห็นผิดเป็นถูกมันก็สุดสงสารไม่รู้จะทำยังไง เพราะฉะนั้นอาตมาจำเป็นต้องแก้ความเห็นที่ผิดนี้ให้เห็นถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ฟังธรรมะดีๆตั้งอกตั้งใจดีๆไอ้ความเชื่อเก่าๆ คุณไปยึดถือเป็นสิ่งผิดปิดไปก่อนได้ไหม ปิดเลย คุณรู้จักไหมคำว่าปิดความเชื่อ ปิดความเห็น ปิดความเชื่อถือ ปิดความรู้เก่า มาฟังอาตมาใหม่ตั้งใจใหม่เหมือนเทน้ำ ที่ท่านโบราณอาจารย์เปรียบเทียบไว้ น้ำชาเต็มถ้วยนี้เททิ้งหมดเลย มาค่อยๆรับน้ำชาใหม่ของอาตมา แล้วคุณฟังดีๆ สุสูสังลภเตปัญญัง ฟังดีๆค่อยๆฟังแล้วคุณจะค่อยๆเข้าใจ แต่ถ้าคุณไม่ปิดความรู้เก่ามานะ มีตัวแย้ง คุณไม่เข้าใจหรอก คุณจะยึดถืออันเก่าอยู่ คุณจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ คุณต้องลืมอันเก่าเลย ฟังใหม่ ลืมทิ้งไปซะอันเก่า มาฟังจากอาตมาเริ่มต้นตั้งแต่อาตมาอธิบายศีล อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วเกิดฌาน ไม่ใช่ ต้องปฏิบัติศีลแล้วจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิคือ อปัณณกะ แปลว่า ศาสนาพุทธที่ไม่ผิด ที่ไปผิดศาสนาพุทธคือ 3 อย่างนี้ ถ้าไม่มี 3 อย่างนี้ ไปหลับตาไม่เป็นคนตื่น แล้วไม่ได้พิจารณาเลย ท่านก็ยกสรุป โภชเนมัตตัญญุตา ให้รู้ตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสแล้วเกิดกิเลส กินอาหารตัวสำคัญนี่แหละ มันจะหลงอาหารเป็นรสอาหารติด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) อย่างแท้จริงเลย เมื่อคุณไม่เข้าใจแล้วคุณก็ไม่รู้อันนี้ คุณก็จมอยู่ในอันนี้ไปตลอดกาล มันก็ไม่เป็นพุทธไม่เข้า เกณฑ์ อปัณณกปฏิปทา 3 เลย เพราะฉะนั้นสัทธรรม 7 ไม่มี ไม่เกิดหรอก จะเกิดศรัทธาเกิด หิริโอตตัปปะ ไม่มี อาตมาก็อธิบายไม่เก่ง มันเกิดศรัทธา เกิดหิริโอตตัปปะอะไร อาตมาขออธิบายได้บ้างแล้วแต่พวกคุณมีอาตมาก็ยังเห็นว่าก็คงจะไม่เข้าใจ แล้วอาตมาก็รู้สึกว่ามันคงจะยาก ยากอยู่ มันคงจะเข้าใจยากอยู่ คุณละอาย คุณเกิดอาการจิตของคุณจริงๆ หิริ ละอายอะไร ยกตัวอย่างไปแล้ว ละอายว่า คุณมาตู่ผู้ถูกว่า ผิด คุณไปยึดผิดว่าคุณถูก คุณไปยึดอาจารย์ที่พาผิดมาไม่รู้ตั้งกี่รุ่นจนถึงทุกวันนี้ ค่อยๆผิดมาจนถึงทุกวันนี้มันผิดจนกระทั่งตรงข้ามจากสัจธรรมพระพุทธเจ้าไม่รู้กี่ตลบแล้ว มันหมุนรอบเชิงซ้อนไปหลายตลบแล้ว คุณก็ยังหลงว่าถูกอีกนั่นแหละ ทั้งๆที่ผิดไม่รู้กี่ตลบแล้ว อย่างเช่นไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีศีลเลย ที่มันสรุปได้ชัดเจนว่าในศาสนาพุทธไม่มีศีลก็คือ แม้แต่ ภิกษุก็ไม่รู้จัก จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี่เป็นศีลของพระพุทธเจ้า โดยที่ไปเข้าใจว่าศีลของภิกษุนั้นคือวินัย 227 นี่ก็พูดอธิบายมาเท่าไหร่ก็ไม่รู้แล้วว่าวินัยกับศีลนั้นมันต่างกัน วินัยมันมีโทษ มีข้อปรับโทษ แต่ศีลไม่ได้มีข้อปรับโทษ ศีลเป็นอิสรเสรีภาพ วินัยมันเป็นเรื่องของข้อบังคับ แต่ศีลไม่ได้เป็นเรื่องของข้อบังคับ เป็นอิสระ เป็นเรื่องของปัญญาสมบูรณ์แบบ คุณพอใจปฏิบัติศีล คุณก็ปฏิบัติ คุณไม่พอใจปฏิบัติศีล คุณไม่เห็นคุณค่า คุณก็ไม่ปฏิบัติ แต่คุณไปบวช คุณมีวินัย คุณจำเป็นจะต้องทำตามวินัย ถ้าคุณไม่บวชคุณก็ไม่มีวินัย 227 ใช่ไหม คนที่ไม่บวชเขาก็ไม่ได้ถือวินัย 227 อย่างนี้เป็นต้น เขาก็ไม่เข้าใจแล้ว ที่จริงมันเป็นความลึกซึ้งละเอียดนะที่อาตมาอธิบาย แต่เขาก็ไม่เข้าใจหรอกที่ว่ามันมีความลึกซึ้ง เขาก็หาว่าพูดอะไรก็ไม่รู้ ใครก็รู้ 227 แล้วเขารู้จริงๆหรือเปล่า คุณได้แค่นี้คุณนึกว่าคุณมีวินัย คุณนึกว่าคุณมีศีล คุณปฏิบัติศีลที่จริงไม่ได้ปฏิบัติศีล แล้วปฏิบัติศีลคืออะไรคุณก็ไม่รู้ ปฏิบัติวินัยเพื่อไม่ให้มันอาบัติไม่ให้มันละเมิด คุณก็ว่าไป วินัยหนักที่สุดปาราชิก 4 คุณไม่ให้มันปาราชิกก็เลิศยอดแล้ว ก็จริง ไม่มีสังฆาทิเสสอีก 13 ก็ดี แต่ทุกวันนี้อาตมาพูดได้เลยว่าสังฆาทิเสสเต็มไปหมดเลย อย่าว่าแต่สังฆาทิเสสเลย ปาราชิกก็มีเยอะ โดยเฉพาะปาราชิกในข้อเงินทองกับอวดอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีในตน เยอะเลย เรื่องกามก็ไม่ใช่น้อย เรื่องฆ่าคนยังมีเลยในปาราชิก 4 อยู่ในนั้นแหละเละเน่าเฟ๊ะอยู่ในนั้น ปาราชิกก็ให้มาบวชกันซูเอี๋ยกัน อาตมาบวชมาอาตมาก็อยู่ด้วยไม่ได้ จึงประกาศนานาสังวาส อาตมาไม่ได้มาทำเล่นไม่ได้มาทำอวดดีอวดเก่งอะไร มันเป็นไปตามสัจธรรม อาตมาก็ต้องขอมาเป็นนานาสังวาส แก้ไขไม่ได้แล้วทางโน้นอาตมาก็อยู่ด้วยไม่ได้ เพราะมันหมักหมมเน่าในอยู่อย่างนั้นอาตมาก็ต้องนานาสังวาส แต่เสร็จแล้วคุณไม่เข้าใจเรื่องนานาสังวาส อาตมาก็ทำถูกต้องดีไม่ดีออกกฎหมายใหม่ให้อาบัติกินหัวอีก ออกกฎหมาย 2505 เอามาเล่นงานอาตมา โดยไปบัญญัติใหม่ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติใหม่คือ ให้สังฆราชมีอำนาจสั่งให้ภิกษุสึกได้ พระพุทธเจ้ายังไม่สั่งสึกใครเลย ขนาดพระเทวทัต พระพุทธเจ้ายังไม่ได้สั่งให้สึกเลย แต่ให้จับเทวทัตเป็นนานาสังวาสเท่านั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ไปสั่งให้เทวทัตสึก แต่นี่ไปเอากฎหมายให้สั่งสึกได้ เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก นั่นแหละเป็นการบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ เขาก็ไม่รู้ตัวอย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็พูดความจริงอันนี้ออกไปแล้ว มันจะไปแสลงหูแสลงใจของเขาขนาดไหน แต่อาตมาจำเป็นต้องเปิดเผยสิ่งที่คุณทำผิดไปแล้ว อย่าทำอีกนะ ทำไปครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว แต่นี่ก็ทำซ้ำกันไม่รู้กี่ครั้ง ผิดแล้วผิดอีกๆๆๆ แล้วก็เอามาขี้ตู่อาตมาให้บาปใส่ตัวเอง ที่อาตมาพูดนี้ อาตมาไม่ได้ไปขี้ตู่ว่าพวกคุณบาปหรอก แต่มันเป็นสัจธรรมที่คุณบาปเอง เพราะฉะนั้นจะบอกว่าลำเลิกเบิกประจานก็ขออภัย แต่เป็นเรื่องสัจธรรมที่มันเกิดมาและอาตมาก็อาศัยสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เอามาเป็น บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ เอามาเปิดเผยเป็น จุตูปปาตญาณ สิ่งที่เกิดไปเป็นไปสิ่งที่จุติ
มีคนถามต่ออันนี้ อาตมาก็อาศัย SMS คำถามพวกนี้มาเป็นประเด็น ในการอธิบายธรรมะ หรือจะเรียกว่าญัตติก็ได้ คุณจะไปเถียงว่าไม่เป็นญัตติก็ตามใจคุณเถอะไม่มีปัญหาอะไร
คุณเมฆงามชมอาตมา อาตมาก็เลยชมตัวเองไปซะยาว ก็ว่าไป 660728 จรณะ 15 คือการยืนยันหลักปฏิบัติไม่ผิดของพุทธ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #32 ราชธานีอโศก