ผู้อยู่ป่าเป็นผู้เสื่อมผู้อยู่เมืองเป็นผู้เจริญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ผู้อยู่ป่าเป็นผู้เสื่อมผู้อยู่เมืองเป็นผู้เจริญ ว่าด้วยการอยู่ป่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเข้าไปอาศัยป่าชัฏแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ เมื่อเธอเข้าไปอาศัยป่าชัฏนั้นอยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏ ก็ไม่ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และภิกษุนั้น ไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ส่วนปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัช บริขารเหล่าใด ที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภค ปัจจัยเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นได้โดยยาก ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ ว่า.. - เมื่อเราเข้ามาอาศัยป่าชัฏนี้อยู่ - สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ - จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น - อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป - และเราไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ส่วนปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิตคือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารเหล่าใด ที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภค ปัจจัยเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นได้โดยยาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรหลีกไปเสียจากป่าชัฏนั้น ในเวลากลางคืน หรือในเวลากลางวันก็ตาม ไม่ควรอยู่. (วนปัตถสูตร พตปฎ.เล่ม ๑๒ ข้อ ๒๓๕) พ่อครูว่า… แต่ก่อนเขามีบริขาร 8 กันก็บรรลุไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ต้องมีคอมพิวเตอร์ต้องมีแว่นตา ต้องมีปากกา บริขารที่จำนนจำเป็นจะต้องมี หนังสือ ก็เป็นบริขารที่ต้องอ้างอิงศึกษา ต้องมีเครื่องฟังจะต้องมีสิ่งที่ได้ยิน จะไปฟังโดยเข้าหาสัตบุรุษ ครูบาอาจารย์ทั้งหมดก็ไม่ไหว อาจจะต้องอยู่บ้านอาศัยอยู่ในบ้านไปบ้าง หาอาจารย์บ้างก็อาศัยเครื่องรับ เดี๋ยวนี้ยิ่งซูมเอาเลย
อุปาลิสูตร พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธอง
อ่านต่อ
ค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว. ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง ๗ ศอก หรือ ๗ ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น !! (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๙๙) พ่อครูว่า…หมายความว่ามีแต่ตายกับตาย ไม่ลอยก็จมใต้บาดาลเลย จมลงดักดาน ดิ่งไปเป็นพญานาคที่นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นจมดิ่ง พญานาคที่นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นคือมนุษย์ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยในโลก มันนอนดิ่งดับหลับใหลอยู่นั่นแหละ จนกระทั่งได้ยินเสียงกริ๊ก พระพุทธเจ้าจะเกิดแต่ละองค์นี้นานมากพอได้ แล้วท่านก็ลอยถาดทองคำ ลงไปกระทบถาดทองคำใบเดิมที่เป็นกองถาดทองคำของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ก็ได้ยินเสียงกริ๊ก เสียงกริ๊กที่กระทบถาดทองคำที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงอุบัติและลอยถาดมา เป็นสัญญาณว่าพระพุทธเจ้าเกิดองค์หนึ่งแล้วนะ ที่พญานาค ก็ได้ตื่นเพราะเสียงที่ดังที่สุดกังวานที่สุดลึกแหลมที่สุดที่ทำให้พญานาคที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงถาดทองคำของพระพุทธเจ้ากระทบกัน จะไม่ได้ยินเสียงอื่นเลยพญานาคหูบอดตาหนวกขนาดนั้น จะหนักเท่าๆกับคนที่หลับตาปฏิบัติสมาธิอย่างที่เป็นนี้เราก็ไม่รู้ ถ้าพวกที่หลับตาสมาธิท่านเหมือนพญานาค ก็คงจะต้องหลับต่อไปนิรันดร เพราะแม้แต่ได้ยินเสียงถาดทองคำพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้ว ขออภัยต้องใช้คำนี้ มันก็ไม่ไปเอาการศึกษาของพระพุทธเจ้าไป ตื่นไปรับมันก็นอนหลับต่อ จนรอพระพุทธเจ้าอีก กริ๊ก แล้วก็ตื่นอีกตื่นตอนได้ยินเสียงถาดทองคำพระพุทธเจ้า แล้วเสียงดังนี้สุดดัง บันลือสีหนาท จนคนที่หลับไม่รู้คู้ไม่เห็นเหมือนพญานาคยังได้ยินขนาดนั้นก็แล้วกัน แต่ก็ได้ยินเท่านั้น ไม่มีเสียงอะไรเกินกว่านี้แล้วในมหาจักรวาลที่จะทำให้ ไอ้สัตว์เดรัจฉานพญานาค คืองูที่นอนกิน อืดอยู่ เขาเปรียบเทียบพญานาคเป็นงูใหญ่ที่นอนกินพุงกางอืดอยู่ไม่กระดุกกระดิกเลย นานจนกระทั่งพระพุทธเจ้าแต่ละองค์เกิดขึ้นทีนึง ค่อยรู้สึกตัวทีนึง แล้วจะรู้สึกตัวก็เพราะว่าได้ยินเสียงว่า พระพุทธเจ้าเกิดแล้วนะตื่นเสียทีมาศึกษาเสียทีซิ ตื่นๆ พญานาคขึ้นมารับรู้แล้วก็หลับต่อไปอีกจนกว่าจะมีพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง มากริ๊กอีก ตื่น แล้วก็หลับต่ออีก นิรันดร... เอาไหม?.. เป็นพญานาคเอาไหม? แล้วก็เอาพญานาคไปหากิน แล้วมันตื่นที่ไหนล่ะ นี่คือตำนานเปรียบเอาไว้ คือจมลงในที่หลง ไม่มีตื่น พวกนี้ไม่มีชาคระ ไม่มีตื่น หลับตลอดกาลนาน มาขยายความ “จะเป็นเหมือนพราหมณ์มหาศาลใช่ไหมครับ พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญการอยู่ป่ามากกว่าอยู่ชุมชน แต่ไม่ควรเป็นป่าที่ไกลการไปมาหาสู่มากเกินไป เข้าใจแบบนี้พอได้ไหมครับ ” พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญการอยู่ป่ามากกว่าในชุมชน เห็นไหม การเข้าใจภาษาที่มาเรียนกันเพราะพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐเป็นของพระมหากัสสปะ ซึ่งเป็นผู้ที่มีจริตจมป่า ตามตำนานนั้นเป็นพระป่ามานานมาก ฝึกฝนแบบพระป่า จึงมีจริตเป็นหนึ่ง เอก ในยุคพระพุทธเจ้าก็ตาม ก็เป็นเอก เป็นพระติดป่าจนพระพุทธเจ้าจำนน เออ กัสสปะจะอยู่ป่าก็ต้องยอม แล้วต้องเข้าใจให้ได้ว่าพระกัสสปะอยู่ป่า แต่ต้องมีสัมมาทิฏฐิว่า การอยู่ป่าไม่ใช่ของที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ พระกัสสปก็ไม่กล้าที่จะไปดึงประชากร หรือเพื่อนพรหมจรรย์ เข้ามาอยู่ป่าทั้งหมด ใครพอใจจะอยู่กับพระกัสสปะก็เปิดให้เป็นปากเปิดเอาไว้ ก็มีศิษย์อยู่จำนวนหนึ่งแต่น้อย เท่านั้นเอง ส่วนผู้ที่เจริญคืออยู่ในสังคมเมือง เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติทั้งหลายแหล่ คนอยู่ป่าก็เป็นคนยังไม่เจริญ เป็นพวกมิลักขะ พระพุทธเจ้าต้องอนุโลมให้คนที่ติดป่าหนักอย่างพระกัสสปะ ก็ต้องยอมให้ไป แต่อย่าเกินกว่าที่ชุมชนนะ ไม่ต้องเกินประมาณ 2 กิโลเมตร จะได้เดินไปบิณฑบาตกับประชาชน ไม่ใช่ไปบิณฑบาตกับรุกขมูลโคนไม้ มันบ้า อันนั้นมันผิด อันนั้นไม่จริง ต้องไปบิณฑบาต ถึงแม้จะจริงก็ไม่เอา มีฤทธิ์เดชบิณฑบาตกับรุกขมูลโคนไม้ก็ได้ก็ไม่เอา เพราะศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อป่าต้นไม้ภูเขาหรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน แต่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ต้องสัมพันธ์กับมนุษย์ มีประโยชน์แก่กันและกันเกื้อกูลกันระหว่างมนุษยชาติ ชุมชนสังคมกับเรา พึ่งพากันและกัน คนก็ศึกษาฝึกคนให้สมบูรณ์แบบมนุษย์ทำให้สูงสุดแล้วก็แจกจ่ายเจือจานความรู้ให้แก่คนที่ใส่บาตรให้กิน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกันและกันเจริญไปไม่มีที่สิ้นสุด ไปพึ่งแต่สัตว์เดรัจฉานในป่า หรือไปบิณฑบาตแค่ต้นหมากรากไม้ คุณก็จะต้องไปรับใช้ต้นไม้เท่านั้น หรือไปรับใช้เดรัจฉานเท่านั้น คุณจะเอาไหมล่ะชีวิตของคุณถ้าให้เลือก ถ้าจะเป็นประโยชน์ต่อเดรัจฉาน หรือเป็นประโยชน์ต่อต้นไม้ กับเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ อันไหนจะดีกว่ากัน เพราะมนุษยชาติจะไปช่วยต้นไม้ ไปช่วยสัตว์เดรัจฉานได้อีกทีนึง แต่สัตว์เดรัจฉานมันจะช่วยอะไรได้มากมาย ต้นหมากรากไม้มันจะไปรู้เรื่องอะไร ก็คนนั้นแหละไปหาเอาเอง ต้นหมากรากไม้มันก็อยู่ของมัน เกิดกับที่อยู่กับที่มันไปไหนก็ไม่ได้หรอก คุณก็ไปหาเอา เอามาเป็นประโยชน์ ก็เท่านั้นเอง สำหรับมนุษย์ แน่นอน ถ้าโง่ จะเป็นพราหมณ์มหาศาล แต่ในยุคนี้เป็นพระมหาศาล จมอยู่ในกองลาภยศ สรรเสริญ สุข ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าศาสนาเสื่อม ก็เปรียบประดุจ ลาภ ยศสรรเสริญ สุข เหมือนใบ ดอก ผล ของต้นไม้ วิมุติเป็นแก่น ศึกษามาว่าจะต้องไปเอาแก่น ไปเอาวิมุติ แต่คนพวกนี้ไปหลงผลดอกใบ อยู่บนต้นที่งอกงามชวนใจ สะเก็ดยังไม่เอาเลย ศีลเปลือกคือสมาธิ ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เดียรถีย์ก็ไม่ได้ ยิ่งปัญญาคือกระพี้ ก็ยิ่งไม่ได้ วิมุติคือแก่น อย่าหวัง ไม่มีหวังเลยที่จะได้ กลายเป็นพระป่าและเป็นพระมหาศาล ด้วย ลาภ ยศสรรเสริญ สุข กับพระป่าที่จมลงๆในความหลง ขออภัยอาตมาพูดตรง พูดลัด พูดชัด พูดอย่างไม่ประนีประนอมไม่ไว้หน้าเลย เพราะอาตมาพูดมาเยอะแล้ว ก็พูดสรุปให้ชัดเจน ไป แหม เจตนาจะไปเอาแก่น แต่ไปเจอดอก ไปเจอไม้ ไปเจอผลก็ไปเอา ก็หลงกับมันอีกกี่ชาติ แล้วก็เลยไปอธิบายศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติกันเลอะเทอะเป็นของเดียรถีย์หมดเลย ไม่ได้รู้เรื่อง ไม่ได้มีสัมมาทิฏฐิกับศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติเลย เป็นมิจฉาทิฐิไปหมด ก็เลยกลายเป็นศาสนากลองอานกะในยุคนี้ เพราะไม่ได้แก่นไม้ ไม่ได้วิมุติ ปัญญาก็ไม่ได้
640418_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ผู้อยู่ป่าเป็นผู้เสื่อมผู้อยู่เมืองเป็นผู้เจริญ