ความละอายเกรงกลัวในปัญญาสูตรข้อ 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข18 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ความละอายเกรงกลัวในปัญญาสูตรข้อ 1 อาตมาตอนนี้กำลังอธิบายปัญญาอยู่ ปัญญานี่ก็ยากไม่ใช่เล่น กว่าจะรู้จักธาตุรู้ที่มันสามารถไปเป็นปัญญาเป็นของโลกุตระเป็นของพระพุทธเจ้า แต่เขาไปตีกินเอาพยัญชนะไปแปลงสารเป็นภาษาโลกีย์ กลายเป็นฉลาดเฉโกเละเทะ อาตมาก็ยากในการที่จะฟื้นโลกุตรธรรม ให้มาเข้าร่อง เข้ารอย เข้าหลักเกณฑ์ตามพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ผู้มีปฏิภาณปัญญา ที่จะรับความรู้ที่อาตมาขยายความให้รู้จึงเป็นผู้ที่มีบารมี ถึงแม้ว่าไม่เคยมีบารมีมาแล้ว แต่เริ่มมาตั้งใจฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ฟังด้วยดี ไม่มีอคติ ไม่มีการต่อต้าน นอกจากไม่ต่อต้านแล้ว ยังเคารพเกรงกลัว นับถืออย่างเกรงกลัว แล้วยังละอายอย่างเกรงกลัว คำว่าละอายอย่างเกรงกลัว อาตมาก็อธิบาย ไม่ง่าย เป็นจิตที่เจริญตัวต้นของเทวธรรม หรือเทวดา เป็นตัวต้นเลย หิริ ถ้ามันสูงขึ้น แรงมากแข็งขัน กลัว หิริคือเกรงต่อสิ่งผิด สิ่งที่ตนเองไปหลงยึดมา สิ่งที่ตนเองไปโง่มา เต็มประตูเลย พอระลึกได้ ผู้นี้นี่ เป็นผู้ที่จะให้เราออกจากความโง่ ความหลง ความไปยึดถือผิดๆที่ได้ เราไปยึดถืออย่างที่ท่านพูด มันตรงกันข้ามกัน 180 องศาเลย แล้วเราก็ไปหลงงมงาย ดีไม่ดีหลงดูถูกดูแคลนตอนแรกๆ ว่าท่าน โธ่เอ๋ย!.. ผิด ของเราถูก นอกจากดูถูกดูแคลน ยังเคยถล่มทลายท่านด้วย แล้วคนๆนี้ถ้าเกิดมีจิตสำนึกขึ้นมา สำคัญมากเลยนะ จิตสำนึก เพิ่งรู้สึกตัวว่าเราผิดๆๆมากๆ แล้วเผลอไปทำน่าอายเอาไว้เยอะ ดูน่าเกลียดมาก ผู้มีสำนึก มีปฏิภาณปัญญา เข้าใจอย่างนี้ จะถือธูปเทียนแพมา ขอได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ลูกช้างเถอะ ละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า มีความรักเลยนะ เพราะว่า ไม่ได้หมายความว่า เกรงกลัวอย่างขยาดไม่เข้าใกล้ แต่รักเคารพนับถือ ยกย่องเชิดชูอย่างแรงกล้า แต่ละคำที่อาตมาขยายความนี

อ่านต่อ

้ชัดเจน พูดไปนี้ไม่ได้หมายความว่าให้มาปฏิบัติอย่างนี้อาตมาจะมา ยกตัวยกตนเป็นคนยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ แต่พูดความจริง อาตมากำลังขยายความจริงสู่ฟัง ผู้ใดเข้าใจจะเกิดปัญญาขึ้นก็เรื่องของเขา เขาจะสำนึก แล้วเขาจะกระทำตามควร ไม่ต้องมาหาอาตมาอย่างนั้น หรือจะมาหาตามพระพุทธเจ้าท่านว่า โอ้ รู้แล้วว่าท่านเป็นสัตบุรุษ ก็ต้องเข้าใกล้ พบให้บริบูรณ์ แล้วก็ซักถามท่านให้บริบูรณ์ รับซับซาบจากท่านให้บริบูรณ์จนเกิดความเข้าใจความเชื่อเป็นศรัทธาที่บริบูรณ์ คุณก็เอาความรู้ที่ได้เชื่อรู้ศรัทธาเชื่อถือดีแล้วว่าจะปฏิบัติอย่างไร เช่น โยนิโสมนสิการปฏิบัติอย่างไร เข้าใจจากท่านแล้ว เรามิจฉาทิฏฐิแม้แต่โยนิโสมนสิการก็มิจฉามานาน นึกว่าการทำใจในใจก็คือการทำสะกดจิตหลับตา หรือทำความเข้าใจเฉลียวฉลาดวิเคราะห์วิจัยรู้ให้มากๆๆนี่คือโยนิโส จะให้มากเท่านั้นไม่ใช่ โยนิโสคือ การปฏิบัติลงให้เกิดถึงจุดเกิดจุดตายของต้นธาตุต้นธรรมของจิตเลย แล้วก็จับตัวกิเลสได้เลย แยกแยะตัวกิเลสได้ และมีวิธีกำจัดกิเลส ด้วยพลังปัญญาอันยิ่ง หรือสะสมพลังงานฌาน ฌานคือปัญญา เริ่มต้นมีวิตกก็คือเริ่มปัญญา วิจารก็เริ่มปัญญา โดยวิจัยคือแยกแยะออก วิตกอาการอย่างหนึ่ง วิจารก็เป็นอาการอย่างหนึ่ง ถ้าวิตกเป็นบวก วิจารก็เป็นลบ ถ้าวิตกเป็นลบ วิจารก็เป็นบวก มันทำปฏิกิริยาร่วมกัน แยกแยะได้ วิจัยได้ ทำการสังขารปรุงแต่งกันแล้ว บวกลบ แล้วเกิดสภาพอะไรอย่างหนึ่งขึ้นมา สภาพความจริงโดยเฉพาะสังกัปปะ 7 พระพุทธเจ้าก็ให้เรียนรู้วิตก ท่านไปแปลวิตกว่า จิตเริ่มดำริ วิจาร คือจิตที่คู่กันกับวิตก มีวิตกวิจาร ที่จริง วิตักกะคือ เริ่มพยัญชนะ จาระคือตัวดำเนินไป ตักกะก็เป็น static, จาระก็เป็น dynamic จาระ คือพลังงานเคลื่อน ตักกะ เป็นพลังงานตัวตั้ง ทำงานร่วมกันเป็นบวกเป็นลบ แล้วก็เกิดสังขาร อภิสังขาร เริ่มต้นปฏิบัติสังขารของพระพุทธเจ้าคือ แยกกิเลสออกมาให้ได้ แล้วกำจัดกิเลสให้ได้ กำจัดด้วยอะไร กำจัดด้วยพลังงาน รู้ ถ้ารู้ขั้นวิตกวิจารก็ได้แล้ว สูงขึ้นไปเป็นปิติ ก็ค่าแรงไปอีก กิเลสก็แพ้พ่ายไปอีก ถึงขั้นสุขสงบว่างนั่นแหละดี ว่างจากวิตก วิจาร ว่างจากปีติ ยิ่งกำจัดได้เก่ง จนเป็นยอด เป็นเอก อัคคตา เป็นเลิศ ก็ทำให้กิเลสหายดับไปเลย จึงเกิดกิเลสตาย จิตก็สะอาดจากกิเลส ก็เรียกปริสุทธา หรือฐานอุเบกขา ฐานจิตที่มันไม่มีดูดผลัก ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีคู่ มีแต่ 0 เป็น 1 มี 0 พื้นฐานอาศัย มี 0 เป็น 1 เลยเป็นเอกกัคคตา 0 จาก 2 แล้วก็อาศัย 1 ก็เลยเกิดสามเส้า 0 1 2 แล้วตัวเองก็ควบคุมจัดการให้ได้ กลายเป็น 4 เป็นตัวประธาน จัดการสามอันนี้ได้อย่างเด็ดขาด ต้องการให้เป็นอย่างไรก็ทำได้ ต้องการจะ 0 ในสัดส่วนนั้น ก็ทำสัดส่วนเล็กให้ 0 แล้วทำสัดส่วนโตขึ้นให้เป็น 0 จนสำเร็จจบหมด ถ้ายังไม่ยอมตายเป็นอมตะบุคคล ทำให้ 0 จบได้หมดแล้ว แต่ยังไม่ยอมตายเป็นอมตะบุคคล คุณก็ศึกษาต่อจากบุคคลอื่น ของคุณจบแล้ว จิตวิญญาณของคุณ จิตเจตสิกของคุณทำ 0 ได้แล้ว ของคนอื่นต่างกัน มีเหตุปัจจัยมีองค์ประกอบต่างกันคุณก็ศึกษาเข้าไป หรืออธิบายตัวแบบ 0 นี่แหละให้เขาได้ คนใดที่สามารถทำความเข้าใจตาม เขาก็จะได้ ก็ทั้งช่วยคนและรู้เพิ่มจากคนอื่น คนนี้มีนัยยะคล้ายกันกับเรา เหมือนกับเราเลย แล้วก็บอกได้ง่ายเพราะมันเหมือนกันเขาก็ 0 เหมือนกัน คนนี้ต่างแล้วไปติดสิ่งที่มันต่างกันนั่นแหละ คนนี้ก็ยากไปยึดถือความต่าง มันไม่ตรงกับสิ่งที่ควรจะได้ก็ไม่ได้สักที จนเขามาได้คนนี้อีกคน คนนี้ก็ต่างไปอีกแล้วก็ไปยึดสิ่งที่ต่างอีก คุณรู้จักต่างไหม? ต่างคือพวกสองข้าง ถ้าพวกตั้งคือตัวเดียว แต่ต่างคือสองข้าง ตั้งนี่ตัวเดียว ถ้าต่างมีสองตัว คุณรู้จักวัวต่าง, ม้าต่าง, ควายต่าง รู้จักไหม? มันมีสองข้างแบกน้ำหนักสองข้าง บางทีก็ใช้เชือกผูก 2 ข้าง บางทีก็ใช้แอกใช้ไม้คาน ก็จะมี 2 ข้าง หน้าต่างธรรมดาก็มี 2 ข้าง คือคำว่าต่าง มันหมายถึงมี 2 จึงเรียกว่ามันต่างกัน เรียกว่ามี ลิงคะ หรือเพศ ต่างต้องมี 2 ต่าง คือ 1 มันยังไง ต่างคือ 1 แต่ต้องตั้งต่างหากคือ 1 ต่างมันสระอา ชแต่ตั้ง มันสระ อะหรือตั่ง ก็เป็นที่ตั้งที่นั่ง อันที่จะตั้งก็ไม่ตั้ง ก็มาตั้งอันที่จะนั่ง ไอ้ที่จะนั่งก็ไม่นั่ง ดันมานั่งอันที่จะตั้ง อันนี้บาลีหลอก (ฮา)

ก่อนจะไปเป็นปัญญาทั้งหมดอธิบายไปจะพิสดาร ยังไม่ได้เขียนต่อด้วย หนังสือเป็นหลักฐานการบันทึก ภาษาต่างๆกันไป เป็นรากฐานเป็นหลักไว้เป็นหลักฐานเอาไว้อย่างนี้แหละ ก็แล้วแต่คนนิยมก็ไปแปลเป็นภาษาอื่นเองนั่นแหละ ไม่ได้นิยมก็อยู่กับภาษาไทย พวกเราเห็นคุณค่าก็ช่วยกันบันทึกทิ้งไว้ เป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ก็กำลังทำไป เสร็จในเรื่องพวกนี้ก็จะไปเขียนปัญญาต่อ

640418_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ผู้อยู่ป่าเป็นผู้เสื่อมผู้อยู่เมืองเป็นผู้เจริญ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน