อยู่ป่าเป็นวัตรยินดีในเสนาสนะอันสงัดเป็นเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข18 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

อยู่ป่าเป็นวัตรยินดีในเสนาสนะอันสงัดเป็นเช่นไร พ่อครูว่า…เมื่อกี้นี้ sms ของคุณพันธุ์พอเพียง อาตมายังรู้สึกว่าอธิบายยังไม่หน้ำใจ อยู่ป่าเป็นวัตร คำว่าวัตร แปลว่าการประพฤติ แต่เขาแปลว่าอยู่ป่าเป็นวัตรคืออยู่ป่าประจำ ถ้าอย่างนั้นต้องมีภาษาที่ยากกว่านั้นประกอบด้วย วัตร แปลว่า การประพฤติ ถ้าเผื่อว่าจะอยู่ประจำกว่านั้นเรียก กิจวัตร แปลว่า routine วัตร แปลว่ากรรมกิริยาเท่านั้น ในการประพฤติปฏิบัติ แต่ที่พระพุทธเจ้าอธิบายประโยคหลังว่า “ยินดีในเสนาสนะอันสงัด” อันนี้สิ เป็นตัวไข ว่าเรา ไปประพฤติอยู่ป่าได้ อย่างอาตมาไปอยู่ป่าเดือนกว่าๆก็รู้แล้ว จบแล้ว อาตมาไปอยู่ป่า เมืองกาญจน์ ตอนบวชใหม่ๆ จะไปอยู่คนเดียวนะไม่ต้องไปตามด้วย นอกจากไปอยู่ป่าคนเดียว ยังไปค้างคืนอยู่บนเขาไม่ให้คนอื่นตามไปด้วย กลางคืนก็มีเสียงสัตว์ออกมาหากิน ก็นอนไป ทั้งกลิ่นสัตว์ เสียงสัตว์ เข้าสร้างกุฏิให้นิดหน่อยก็นอนอยู่ในนั้นมีที่มุงบังอยู่น้อย เราก็อยู่ของเรา ก็ได้ไปลองในชาตินี้ปางนี้เป็นพระโพธิรักษ์บวชมา ก็ได้ไปลอง ไปฝึกปฏิบัติประพฤติ ซึ่งจริงๆอาตมาก็รู้มาหมด ลองมาหมด ผ่านมาหมดพวกนี้ เป็นแต่เพียงชาตินี้ฟื้นขึ้นมาเท่านั้นเอง ไปปฏิบัติดูก็เข้าใจ ไม่ได้ประหลาด ไม่ได้แปลกไม่ได้ทนไม่ได้ หรือไม่ได้ไปชอบอกชอบใจจนติดยึดอยู่ในป่า คำว่า ยินดีในเสนาสนะอันสงัด อาตมายินดีในเสนาสนะอันสงัด อยู่กรุงเทพฯก็สร้างเสนาสนะอันสงัด อยู่ปฐมอโศกก็สร้าง อยู่ที่ไหนก็สร้างทั้งนั้น ไม่ไปบุกรุกป่าเขา ไม่เคยมีคดีความบุกรุกป่า บุกรุกที่ดินที่ไม่ใช่ของเราไม่มีสิทธิ ไม่ใช่ มีแต่สิทธิถูกต้องไม่เคยมีคดีพวกนี้อาตมาชีวิตชาตินี้ อาตมายินดีในป่า ขณะนี้สร้างราชธานีอโศก ให้มีแม่น้ำลำธารภูเขา ต้นหมากรากไม้ ป่าไม้ ต้นไม้กำลังโตอีกสัก 10-20 ปีมาเถอะ มาที

อ่านต่อ

่ราชธานีอโศกซึ่งมีพื้นที่ประมาณพันกว่าไร่เท่านั้นเอง จะเห็นเป็นป่าเขาแม่น้ำเต็มไปหมด ตอนนี้ต้นยางเยอะหน่อย ต้นอื่นก็มีแต่ยางเป็นหลัก จัดเต็มไปด้วยป่ายางร่มใหญ่ในอนาคต 20 ปีข้างหน้าลองมาดู มาตอนนี้ก่อนก็ได้ อีกสัก 20 ปีมาดูจะเห็นว่าที่นี่เป็นแล้วจะมีภูเขาด้วย ไม่รู้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ อาตมาก็ไม่ได้ดูถูกประมาทคนสร้าง ก็บารมีเรา จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่รู้ สำเร็จก็ดีผู้สร้างมีบารมี อาตมาไม่มีปัญญาสร้างเองหรอก เพราะว่าขับรถจักรกลหนักยกหิน เมื่อก่อนยังลงมือช่วยยกบ้าง ตอนช่วยสร้างปฐมอโศก ตอนหนุ่มๆ กลิ้งหิน ใช้เครื่องกล รถแบคโฮล ตัวเดียวแท้ๆสร้างนะ จนเดี๋ยวนี้ก็เป็นรูปร่างธรรมชาติ น้ำตกก็ดี ภูเขาก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดูเตี้ยลง ต้นไม้คลุมสูง ก็เลยดูภูเขาเตี้ย ต้นไม้มันสูงเลยดูหลอกตาทำให้ภูเขาดูเล็กลง แต่ก็สร้างตอนแรกๆก็ได้แค่นั้น ที่สันติอโศก ยิ่งไม่มีภูเขาเลย ก็สร้างได้แค่นั้น ผู้ร่วมสร้างก็ไม้ร่ม หินอ่อน(งามดีมาก) ก็ช่วยกันมา แล้วก็ผ่านฟ้าอีกคน ก็ช่วยกัน ผ่านฟ้าจะเก่งทางเทคโนโลยีไปอีกเยอะนั้นก็จำเพาะเรื่องดินและหินนี่ จริงๆก็ไม่ร่ม ดินหินนี่ แล้วหินอ่อนนี่แหละ ก็ช่วยกัน ใครจะมาร่วมมือร่วมไม้เดี๋ยวนี้ก็มีเยอะเป็นคณะ เรียกว่าคณะ หินสร้างเมือง ก็พยายามทำกัน ก็ว่ากันไป อาตมาไม่มีปัญหาอะไร การอยู่ป่าเป็นวัตร การอยู่ป่าเป็นการประพฤติ ฝึกฝน เรียนรู้ ก็เรียนบ้าง ยกตัวอย่างอาตมาก็ไปศึกษาฝึกฝนดู คนที่ไม่รู้ไปติดป่า แล้ว อธิบายชัดเจนว่าป่าไม่ใช่เมือง คนเมืองอาริยะ ไม่ใช่มิลักขะ ก็แยกไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นจิตยินดีในเสนาสนะสงัด อาตมาก็เป็น ไม่ได้ผิดคำสอนพระพุทธเจ้าเลยอย่างนี้เป็นต้น แต่คนไม่เข้าใจรายละเอียดของภาษาพยัญชนะต่างๆของพระพุทธเจ้าที่ว่านี้ เขาก็ว่าชอบอย่างไหนหนัก ก็ไปอธิบายความหมายเป็นอย่างนั้นไป น้ำหนักติดป่าเขาก็บอกว่าอยู่ป่าเป็นวัตรก็ต้องไปอยู่ป่า อธิบายอยู่ป่าเป็นวัตรคือต้องไปอยู่ป่า ยินดีในเสนาสนะอันสงัด อธิบายขยายความก็ต้องบอกว่าอยู่ป่ามันสงัดกว่า ใครจะไปเถียงเรื่องความสงัด แบบแสงสีเสียงไม่มี สงัดแบบอยู่ในป่ามันก็หนวกหูตามป่าแต่มันก็ไม่หนวกหูเท่าเครื่องกลเทคโนโลยีในเมือง ไม่มีอะไรมากมาย ดีไม่ดีเสียงร้องของคนก็หนวกหูจะตายชักมันร้องก็กันไปพอจะแตกก็บอกว่าเพราะ อย่างนี้เป็นต้น สัตว์เดรัจฉานมันยังร้องสู้พวกนี้ไม่ได้ มันบ้าดีเดือดมันหลงว่าอะไรต่างๆนานา มันงมงายก็เป็นไปอย่างนั้น ประเด็นที่คุณพันธุ์ พอเพียงว่า “ ถ้านักบวชอาศัยอยู่กับชุมชนจะเป็นเหมือนพราหมณ์มหาศาลใช่ไหมครับ พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญการอยู่ป่ามากกว่าอยู่ชุมชน แต่ไม่ควรเป็นป่าที่ไกลการไปมาหาสู่มากเกินไป เข้าใจแบบนี้พอได้ไหมครับ ” ใช่ ถ้าโง่ ถ้าอวิชชา ก็จะหลงไปกับความมหาศาลของลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สุขทางกามและอัตตา เขาจะไม่รู้ความเป็นกามที่เสพติด ไม่รู้ความเป็นอัตตาที่เขาเสพติด เขาก็จะบำเรอ เขาก็จะเป็นผู้มีมหาศาลในลาภยศ ในสรรเสริญ ในสุข ที่บำเรอ กาม สุขที่บำเรออัตตา เขาก็ไม่รู้ทั้งนั้น เขาจะมีมหาศาลหมดเลย เป็นพราหมณ์มหาศาลในยุคพราหมณ์ ก็เป็นพระมหาศาลในยุคนี้ ซึ่งเราเห็นว่ามันผิด พระพุทธเจ้าท่านบุกเบิกสร้างศาสนาพุทธ และเริ่มต้นท่านก็สร้างพระป่า สร้างเดียรถีย์ สร้างพวกที่หลงป่าสนิทจมให้ตื่นฟื้นขึ้นมา ว่ามันเสียคน คนมันเจริญได้ ยุคเดียวกัน พวกเดียรถีย์ ยังเป็นพวกไม่เจริญ เป็นพวกมิลักขะ เป็นคนเถื่อน เขาอาริยกะแล้ว พระพุทธเจ้าพาไป แม้ในยุคนั้นจะยังไม่มีความรู้ในเรื่องความเป็นผู้ประเสริฐ ความเป็นอาริยะ ยังไม่มี ท่านก็มาสร้าง ปลูกฝังความเป็นอาริยะขึ้นมา ความประเสริฐขึ้นมา โดยมีอริยสัจ 4 เป็นต้นเอามาสร้าง ซึ่งอาริยสัจะ 4 มีกระบวนการปฏิบัติชัดเจน มาเป็นคนที่สร้างความคิด สร้างวาจา สร้างการกระทำทุกอย่าง สร้างอาชีพ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มาเรียนรู้พวกนี้ให้สัมมา ให้ได้สัดส่วน ให้ได้สมดุล ให้ไปสู่ความเจริญ ซึ่งมันก็ไม่เที่ยง แต่มันอาศัยได้ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ปรุงแต่งไปมากปรุงแต่งไปน้อย อะไรต่างๆนานาพวกนี้ รู้จักจะชนะด้วยกรรม ด้วยการกระทำกับปัญญาทั้งสิ้น มีปัญญา ควบคุมกรรม แล้วให้ทำตามปัญญา ปัญญาจะเป็นความเฉลียวฉลาดที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ ไม่ใช้เฉกา ไม่ใช่ความรู้ที่ใช้คำว่าฉลาดตามภาษาไทย มาจากภาษาบาลีคำ ฉฬายตนะ คือ ความฉลาดจากปฏิกิริยาของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วรู้ รู้ยิ่งที่สามารถที่จะปรุงแต่งเป็นสังขาร ให้มันเจริญขึ้นมาได้อย่างแท้จริง แล้วความรู้ของการเจริญแบบโลกีย์ เขาก็ปรุงแต่งให้เจริญ แต่เขาออกนอกกรอบของโลกธรรมไม่ได้ เขาก็ให้เจริญด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นมหาศาล โลกียะ เขาก็มหาศาล ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ด้วยวิธีคิดที่เรียกว่า ฉลาดหรือมีอายตนะนี่แหละ ฉลาดได้เปรียบ ใครเก่งจริงก็ได้เปรียบ ทับทวีด้วยลาภมาก หาที่จบไม่ได้ หาที่สุดไม่ได้ ไปถามคนรวยที่อุตส่าห์เบี้ยวบาลี พระพุทธเจ้าบอกว่าสันโดษคือใจพอ แต่เขาไปเบี้ยวบาลีบอกว่า พึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ เอาคำว่าพอไปใส่ ว่า พึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ มันจบไหม มันไม่จบเพราะใจไม่พอ แต่มันพอใจในสิ่งที่ตนมี ใครไม่พอใจมันมีพันล้านมันก็พอใจในพันล้าน และมันอยากมีเพิ่มอีก หากมีหมื่นล้านก็ยิ่งพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ แต่มันจบเป็นใจพอไหม มันก็ไม่พอหรอก มันก็ได้เปรียบ มันยิ่งมีต้นทุน ยิ่งมีกิจการ ยิ่งมีกลไกทางตลาดกลไกโรงงาน กิจกรรมกิจการของเขา มันก็ยิ่งได้เปรียบทางกรรมวิธีทุนนิยม ไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นชาวโลกีย์ ชาวโลกที่ไม่มีความรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่มีทางสิ้นสุดตรงนี้ พอมาได้รับความรู้ ของพระพุทธเจ้า รู้จักพอ รู้จักน้อย มีความรู้ วรรณะ 9 ขึ้นมา บอกว่าไม่มีอะไร มีแต่ความรู้ความสามารถซึ่งเป็นนามธรรม อันนี้แหละ ช่วยคนโดยไม่ต้องสะสมวัตถุ เอามาเป็นสาธารณโภคีร่วมกันแล้วก็ใช้ ไม่ต้องไปขี้เหนียวจนเกินกาล แจกจ่ายเจือจาน ไม่ต้องสะสมหรอก ไอ้สิ่งที่โลกเขาสะสมกันจัง ตั้งแต่ธนบัตร ทองคำ เพชรนิลจินดา ไม่ต้องสะสม พวกนั้นเราพูดถึงว่า เพชรนิลจินดาทองคำ พวกเราจะบอกว่าไม่ต้องมีก็ไม่เป็นไรเลย แต่ธนบัตรต้องใช้เป็นตัวกลางบ้าง ก็ใช้อยู่เท่านั้น ใช้อยู่อย่างมันจำนนก็ต้องใช้บ้าง ถ้าไม่ใช่เลยไม่รู้จะไปสื่อหรือใช้อะไรทดแทน เป็นตั๋วแลกเงิน เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนกับเขา เราจะเอาแต่ของพวกนี้ไปเขาไม่เอา ถ้าเรามีอันนี้แล้วเขาต้องการอันอื่น ไม่มีให้เขาเราก็ไม่ได้อะไร เราไม่มี เช่นว่า เราอยากจะได้ตอนนี้เอาจริงๆเลย เราจะต้องใช้ แม้พลังงานไฟฟ้า เราก็ต้องเอาเงินไปจ่าย เราก็ไม่ได้เอาทองคำเพชรนิลจินดาไปจ่าย หรือค่าไฟฟ้า มันไม่มี เราใช้ธนบัตร จะเป็นทองคำ เพชรนิลจินดา ที่เขาตีราคาทางโลก ก็ไม่ต้องมีพวกนั้น ไม่ต้องไปอวดโอ่ว่า เรามีทองคำไปให้แก่โลกมีเพชรนิลจินดาไปให้แก่โลก เป็นผู้บริจาคทองคำเพชรนิลจินดาเยอะๆแล้วเอาไปเสียสละให้ เราไม่ต้อง แม้แต่ธนบัตรก็ไม่มีมากที่จะเอาไปแจกคนอื่น พวกอโศกทำไม่เป็น ไม่มีธนบัตรไปแจกหรอก เพราะตัวเองก็ไม่มีจะใช้อะไรฟุ่มเฟือยมากมายเลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในรายละเอียดต่างๆ จะเห็นได้ว่า พวกเราเป็นคน อปจยะ ไม่สะสมวัตถุโลกลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ยิ่งมาจบที่โลกียสุข ไม่มีสุขไม่มีทุกข์อะไร มันก็ยิ่งลึกซึ้ง ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่อาตมาพาทำ และอาตมาก็ภาคภูมิใจ ยิ่งมั่นใจ ยิ่งเห็นว่า สัจจะมันจะช่วยโลกในยุคที่โลกจะไปถึงกลียุค ความเป็นจริงธรรมะของพระพุทธเจ้ามันจะช่วยคนได้ อีกจำนวนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ มันก็สุดๆแล้ว มันไม่มีอะไรสุดยอดกว่านี้อีกแล้ว ไม่มีอะไรสุดยอดเท่ากับความรู้ที่เป็นพุทธธรรมโลกุตระ นี้ไม่มี ใครจะหาว่าข่ม ใครจะหาว่าเอาไปกด ยกตนข่มท่าน ก็ขออภัย มีอะไรมากกว่านี้

640418_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ผู้อยู่ป่าเป็นผู้เสื่อมผู้อยู่เมืองเป็นผู้เจริญ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน