ศาสนาพุทธเป็นของคนเจริญที่มาอยู่กับเมืองไม่อยู่ป่า.docx
เนื้อหาในไฟล์
ศาสนาพุทธเป็นของคนเจริญที่มาอยู่กับเมืองไม่อยู่ป่า _พันธุ์ พอเพียง : คำว่าอยู่ป่าเป็นวัตรที่ใช้ในสมัยพุทธกาลคือว่า ป่ากับชุมชนไปมาหากันง่ายใช่ไหมครับ ถ้านักบวชอาศัยอยู่กับชุมชนจะเป็นเหมือนพราหมณ์มหาศาลใช่ไหมครับ พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญการอยู่ป่ามากกว่าอยู่ชุมชน แต่ไม่ควรเป็นป่าที่ไกลการไปมาหาสู่มากเกินไป เข้าใจแบบนี้พอได้ไหมครับ พ่อครูว่า…อาตมาเคยอธิบายยกตัวอย่าง แม้พระเจ้าชาติศัตรูเมื่อบอกว่าไปพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ก็คือป่าเขา แล้ววังพระเจ้าอชาตศัตรูพูดกันอยู่ที่วัง พอบอกว่าไป ชีวกะ เป็นผู้แนะนำให้ไปก็ยกทัพไปช้าง 500 มา 500 พระเจ้าแผ่นดินจะไปไหนก็ต้องมีขบวน ไปบัดเดี๋ยวนั้นมืดแล้วก็ไปทันมืดพอดี ที่พูดนี้จะให้เห็นว่าป่ากับชุมชนมันไม่ไกลกันในยุคนั้น แต่ในยุคนี้ปลากับชุมชนมันห่างกันจนแยกไปเลย ป่าอย่างหนึ่งชุมชนก็อย่างหนึ่งพระป่ากับพระบ้านแยกทางกันเลยอย่างนี้เป็นต้น แต่ของศาสนาพุทธ อาตมาก็เอามาสรุปแล้วว่า ป่ากับบ้านนี้ แยกกัน ป่าก็เป็นดงเป็นป่าเป็นที่เถื่อนของสัตว์เดรัจฉานสัตว์อะไรต่างๆอยู่ ส่วนคนที่เจริญแล้วเป็นอาริยกะแล้วก็อยู่เมือง ส่วนมิลักขะ ยังเถื่อนอยู่ ยังไม่เจริญอยู่ก็อยู่ในป่าเป็นคนเถื่อนคนป่า มันเป็นธรรมดาธรรมชาติเพราะฉะนั้นทุกวันนี้ก็ยังมีคนป่าคนเถื่อนคนที่ยังไม่เจริญยังไม่เป็นประสาคนเมืองเขาก็อยู่ของเขาไป แต่มันน้อยลงเรื่อยๆ พลเมืองโลก 7 พันล้านพวกอยู่ป่าจะมีเท่าไหร่ ตรวจสถิติดูก็จะมีไม่เท่าไรน้อยลงเรื่อยๆเพราะอะไร เพราะเขาเกิดเป็นมนุษย์จะรู้ว่าเขาเป็นมนุษย์เราก็ต้องพัฒนาเป็นมนุษย์ แล้วมนุษย์พัฒนาประชาชน 7พัน ล้านในโลกขณะนี้ เป็นคนเมืองไปเท่าไหร่ คนป่าจะมีกี่ล้านคนทั่วโลกทุกวันนี้ จะถึง 1 ล้านไหม จะถึงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ทั่วโลก อาจจะถึงก็
อ่านต่อ
ได้เพราะว่ายังไม่ได้สำรวจจริงๆไปถึง เป็นพวกผีตองเหลืองเป็นพวกคนป่า สมมุติว่าให้คนเถื่อนมีสักพันล้าน แล้วคุณจะไปเป็นคนเถื่อนอยู่อีกทำไมเขาก็จะต้องมา เขาเจริญเขาก็ต้องมาไม่นุ่งผ้าจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็นุ่งผ้า คนป่าที่เขาไปสำรวจพวกนักศึกษาไปสำรวจ เขาก็นุ่งผ้าแล้ว เอามาออกข่าวออกสารคดีให้เราดูกัน แต่เราก็เข้าใจว่าแล้วคุณจะอยู่อย่างนั้นไป ไม่มีทางเจริญที่จะมาสู่ความเป็นเวไนยสัตว์ มาเป็นคนเมือง แล้วเป็นคนเมืองนี่แหละศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า พูดถึงตรงนี้ก็ยิ่งชัดเจนว่าพระพุทธเจ้าไม่ไปสอนคนเถื่อน คนอยู่ป่าคือคนเถื่อนทั้งนั้น ไม่ใช่แดนถิ่นเจริญ ความเจริญต้องมาเป็นคนเมือง แล้วศึกษาโลก ที่กว้าง มีมนุษย์มีสังคมมีชุมชนมีพัฒนาการของดินน้ำไฟลมวัตถุหลากหลายอะไรที่เขาอาศัย แต่อันนั้นก็ไปทางโลกียอีก ทางโลกุตระพระพุทธเจ้าศึกษาจิตวิญญาณเป็นตัวตั้ง แล้วจิตวิญญาณจะเกิดไปจนไม่รู้จักจุดจบ เจริญไปจนไม่รู้จะจบหรือมันคืออะไรจิตวิญญาณ ท่านก็รู้ว่ามันเป็นสังขารทำเท่านั้นเอง เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่แยกแล้วก็เหมือนกับธาตุวัตถุที่เป็นนิวเคลียส บวกลบ คู่กัน ตัวที่เป็นเจ้าของบวกลบเป็นผู้รู้ผู้ที่ควบคุมอย่างนิวเคลียสก็มีพลังงานของเขา ใครไปเข้าใจจุดชนวนจุดระเบิดตัวนั้นได้ ปล่อยให้ไปอย่าไปควบคุม 2 ตัวนี้ก็ระเบิดแตกเป็นนิวเคลียส ตัวนี้ก็สำคัญถ้าใครไปจัดการไม่ให้มันควบคุมหรือให้มันสั่งการให้มันเป็นตัวควบคุมเองจัดการจะให้อยู่หรือให้เกิดหรือให้ดับ ให้อยู่หรือไม่อยู่หรือจะให้ตั้งอยู่เป็นนานเป็นประโยชน์อะไรต่ออีก พระพุทธเจ้าศึกษารู้รายละเอียดหมด แล้วก็เอามาให้คนศึกษาสร้างพลังงานตัวนี้ได้ พลังงานตัวประธาน จิตวิญญาณ เป็นประธานสิ่งทั้งปวง ที่เรียกว่าสิ่งทั้งปวงเพราะเราเป็นเจ้าของมันเลยตอนนี้ โดยเรียกว่าเป็นเจ้าของอัตตาเป็นเจ้าของตัวเราเอง ตัวเองจะมีชีวิตอยู่ มีกรรม มีบทบาทสร้างสรรหรือทำลาย ก็รู้ว่าจะทำลายก็ทำลายแต่กิเลส ไม่ทำลายอันอื่นเลยพระพุทธเจ้า ทำลายแต่กิเลส กิเลสหมดแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามยถากรรมหรือเปล่า เราจะอยู่ก็ควบคุมพลังงานทำให้สร้างแต่ดีๆๆ ทำแต่ดีและสูงสุดสามารถแยกธาตุ 2 ตัวนี้ ให้สลายไปเป็นจิตนิยามให้เป็นอยู่อย่าง พีชนิยมจนแยกเป็นอุตุนิยามได้ เพราะฉะนั้นจึงสามารถจะเกิดและตายเป็นอมตะบุคคล จะตายแล้วยังไม่ยอมแยกสลายเป็นอุตุธาตุ เลิกไปเลยหรือจะตายแล้วยังจะเป็น พีช ธาตุ ที่มีจิตวิญญาณคอยควบคุมส่วน พีชะ ไม่มีพลังงานระดับจิตนิยาม จิตนิยามจึงเหนือที่สุด ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ครบบริบูรณ์ที่สุด สามารถรู้จักอาการของพลังงาน 2 แบบนิวเคลียส เป็นอุตุนิยาม สามารถรู้พลังงาน 2 ที่เป็นพืชยังไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ สามารถรู้วิญญาณ สามารถรู้จิตที่เป็นจิตนิยาม มีพลังงานที่จะทำให้พลังงานนี้ อาศัยหรือแยกธาตุเป็นอุตุ อาศัยเป็นพืชหรือแยกธาตุเป็นอุตุทำได้ ปัญญา ปัญญาปันสุข ทำได้ เขาก็ทำได้ทุกอันเพราะเขารู้ว่าต้องให้อันนี้แก่เขา เป็นจิตวิทยาของเขาที่จะช่วยคน เขาก็ทำช่วยคนเขาก็ไม่ผิดหรอก เป็นจิตวิทยาที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ เขาชื่อปัญญา นิรันดร์กุล
640418_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ผู้อยู่ป่าเป็นผู้เสื่อมผู้อยู่เมืองเป็นผู้เจริญ