ปฏิจจสมุปบาทคือวงจรการเกิดดับทั้งมวล.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิจจสมุปบาทคือวงจรการเกิดดับทั้งมวล 2. วิภังคสูตร เล่ม 8 [๔] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดง จักจำแนกปฏิจจสมุปบาทแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟังปฏิจจสมุปบาทนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ [๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสและอุปายาสความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ พ่อครูว่า…นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แต่พระศาสดาของศาสนาทั้งหลายจะไม่รู้เรื่องนี้ แล้วศาสดาทั้งหลายก็สอนแต่ดีและชั่ว ศาสดาทุกสัปดาห์ผู้รู้ทุกผู้รู้คนโลกีย์ทั้งหลายก็สอนอย่าทำชั่วทำแต่ดี ละชั่วประพฤติดี สอนอยู่อย่างนั้นแหละ พระพุทธเจ้าก็ผ่านการสอนการเรียนอย่างนั้นมาทั้งนั้น แม้แต่กันยึดตัวยึดสมมุติสมมุติดีขึ้นมาก็ไม่ตรงกัน ต่างสมมุติต่างหมู่กลุ่ม แม้แต่ต่างแต่ละบุคคลก็สมมุติความชั่วความดีไม่เหมือนกัน อาจจะคล้ายกันหรือเรียกแทนกันเลยว่าอันเดียวกัน ดีตรงกันชั่วตรงกัน สมมุติตรงกัน อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีสิ่งที่มีนัยยะสำคัญ มีมิติที่ละเอียดลึกซึ้งไม่ตรงกัน แต่เอาเถอะเขาก็ต้องรู้เท่านั้น ส่วนพระพุทธเจ้าผ่าน สิ่งที
อ่านต่อ
่ดีและชั่ววนเวียนอยู่ในช่วงประพฤติดีให้เป็นคนดีสูงสุด ก็ได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งสะสมกรรมวิบาก แต่ทางเทวนิยมเขาไม่รู้ว่าสั่งสมกรรมวิบากมาจนสามารถเป็นพระศาสดา ได้ดีและชั่วรู้ความดีความชั่วแล้วก็ประพฤติได้ดีกว่าเพื่อน จึงได้เป็นศาสดา แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าความรู้ทั้งหลายในกรรมกิริยาเขาไม่รู้จักกรรมวิบากเขาก็ไม่รู้กรรมตามที่เขาดีก็เป็นกรรมชั่วก็เป็นกรรม คำว่ากรรมเขาก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จนกระทั่งว่าเกิดมามีกรรมสั่งสมเป็นวิบากก็ไม่รู้ เขารู้แต่ดีแต่ชั่ว แล้วอย่าทำชั่วทำดี แล้วทำกรรมนั่นแหละเขาไม่รู้ แม้ที่สุด คำสอนที่มาสอนก็เป็นคำสอนของใครก็ไม่รู้ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองสั่งสมมาแล้วเอามาสอนเพราะมันดีเหลือเกินคนก็มายกย่องเรา เราก็เลยกลายเป็นผู้ที่สอนเรื่องนี้ แล้วก็ไม่ใช่ว่าตัวเองเป็นเจ้าของความรู้นี้ความจริงนี้เขาไม่เชื่อ แม้กระทั่งจะกล้ารับว่าตัวเองเป็นเจ้าของก็ไม่กล้า ก็ไปบอกว่านั่นแหละของพระบิดา ความรู้อันนี้ความจริงอันนี้ของพระบิดาให้เราเอามา เราเป็นพระบุตร เป็นผู้ที่รับมา เราเป็นลูกของพระบิดา เรานี่เป็นลูกของพระบิดาแล้วเราก็ได้รับความรู้ความจริงนี้มาเอามาประกาศประพฤติ ไม่กล้าเชื่อว่าตัวเองเป็นเจ้าของความรู้ความจริงอันนี้ ไม่เชื่อตัวเอง แต่เชื่อว่าอันนี้ดีที่สุด ไม่เชื่อว่าเป็นของตัวเอง เพราะไม่รู้ตนเอง ไม่รู้กรรมวิบาก อาตมาอธิบายอย่างนี้พวกคุณฟังแล้วเข้าใจอย่างไร อะไรๆก็เป็นของของตน แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนี้เป็นของของตน สิ่งที่ประเสริฐสุดก็เป็นของตน แต่ตัวเองไม่รู้ว่าอันนี้เป็นของของตน ตนเองประพฤติสั่งสมมาด้วยกรรม พอมาเกิดตอนนี้เป็นสัญชาติ เป็นศาสดา จึงมีสัญชาตญาณของศาสดา ก็แสดงสัญชาตญาณของศาสดาออก คนสายโน้นเห็นก็บอกว่าท่านรู้ดี ท่านทำดี ก็ยกให้เป็นใหญ่เป็นศาสดา แล้วก็ให้ท่านสอนเชื่อฟังท่าน แต่ตัวศาสดาเองไม่เชื่อตัวเอง ไม่รู้ตัวเองว่าเราได้ความรู้นี้มาอย่างไร ก็เลยได้แต่สอน อันนี้ยอมรับจริงๆว่าเป็นความรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่ดีถูกต้องหมด ดีอย่างถูกต้องหมดชั่วอะไรก็ถูกต้องหมดอย่าไปทำชั่ว ละชั่วประพฤติดีทำแต่ดี สอนกันให้เชื่อ เชื่อคำสอน จนกระทั่งศาสดาเองก็ไม่รู้เป็นของตนบอกว่าเป็นของพระเจ้าเป็นของพระบิดา อย่าไปแก้ไขอย่าไปวิจัยวิจารณ์อย่าไปเชื่อ ทำตาม จึงกลายเป็นความรู้หรือว่าเป็นวิชาชนิดหนึ่ง แบบนั้นไม่เหมือนของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้านั้นรู้จักทุกอย่างว่าเป็นองค์ประกอบที่ไม่เที่ยง เกิดตามฐานะบุคคล องค์ประกอบ กาละ ฐานะ เทศะต่างๆ ไม่ตรงกันทีเดียวอันนี้เป็นนัยยะละเอียดที่สุดเลย พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาททั้งหลาย จึงเป็นความรู้ที่รู้จบรู้ครบรู้บริบูรณ์ของการเกิดทั้งหลายของการดับทั้งหลาย
640419_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิจจสมุปบาท ชาติ 5 โดยพิสดาร