ไม่รู้ตัวเองไม่รู้ทั้งหมด ถ้ารู้ตัวเองรู้ทั้งหมด.docx
เนื้อหาในไฟล์
ไม่รู้ตัวเองไม่รู้ทั้งหมด ถ้ารู้ตัวเองรู้ทั้งหมด เพราะคุณ ไม่รู้ตัวเองไม่รู้ทั้งหมด ถ้ารู้ตัวเองรู้ทั้งหมด ผู้รู้ทั้งหมด รู้ตัวเอง ตัวเองคือ 0 คืออนัตตา ไม่มีอะไรหรอก 0 อนัตตา ไม่มีตัวตนไม่มีอะไร อาศัยกันอยู่เท่านั้น แล้วอาศัยกันอยู่ ก็ต้องมีธาตุรู้ที่เข้าไปจัดการควบคุม อย่างเป็นเจ้าของ เจ้าของนั้นศาสนาเทวนิยมเขาชื่อว่าพระเจ้า แต่พระเจ้าของเขาเป็นเจ้าของโดยไม่รู้แม้แต่ว่าวิญญาณทั้งหลายแหล่นี้ก็คือกรรม พระเจ้าหรือGOD ไม่รู้จักกรรม จัดการกรรมไม่เป็น แม้แต่พระเจ้า ตัวเองยังไม่รู้เลย มาเป็นพระบุตร ก็รู้แต่ว่า พระเจ้าส่งมา ทุกอย่างเป็นของพระเจ้าส่งมา ให้เป็นผู้ประกาศเป็นผู้แจกแจง เป็นผู้เอาอันนี้ให้กระจายแก่มนุษย์โลก เป็นประกาศก หรือ เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง ก็ไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้พระเจ้า ไม่รู้ว่าความรู้นี้มาอย่างไรไปอย่างไร แต่รู้ว่า อะไรคืออะไร อะไรดี อะไรชั่ว รู้นะ แต่ไม่รู้ตัวตน ไม่รู้ที่ไปที่มา ไม่รู้มาได้อย่างไรเป็นตัวนี้ได้ ไม่รู้ก็บอกว่าพระเจ้าประทานมา คลอดออกมาจากครรภ์ของพระเจ้าและมาทำงานให้พระเจ้าเท่านั้น เสร็จแล้วตายไปก็ต้องไปอยู่กับพระเจ้าอย่างเดิม ก็ไม่จบ เพราะฉะนั้นของพระพุทธเจ้านั้นรู้ทั้งจะให้อยู่นิรันดร เช่นขณะนี้ก็มีผู้ตั้งปณิธานทางสายพุทธ ตั้งปณิธานเป็นพระอวโลกิเตศวร อว แยกศัพท์ตัวนี้ให้ฟังหน่อย อว โลก เต อิศวร ในความเป็นอิศวร คือพระเจ้าเป็นตรีมูรติ แล้วก็ไปทะเลาะกันแยกกันเป็น ราม อิศวร พรหม เรียกว่า ตรี 3 มูรติ คือรากเหง้า แล้วก็แยกไม่ออก แต่ พยายามทำความเข้าใจว่า มันก็ควรอยู่คลองโลก ก็แบ่งหน้าที่กัน ราม อิศวร พรหม แบ่งหน้าที่กันสามเส้า ราม เป็นผู้สร้าง ส่วนอิศวร เป็นผู้ทำลาย พระพรหม เป็นผู้ประนีประนอม 3 ลักษณะ สามเส้า นี้จึงรักษาความมีอยู่ในโลก เป
อ่านต่อ
็นพระเจ้า 3 องค์ พระราม พระอิศวรพระพรหม อาตมาเคยบอกพวกเราว่าอาตมานี้เป็น ราม ไม่ใช่อิศวร(ศิวะ) แล้วก็พระพรหม ผู้ประนีประนอมผู้เป็นกลาง รามคือผู้สร้าง อาตมาเกิดมาในชาตินี้จึงเป็นผู้สร้าง สร้างอะไร สร้างความรู้ สร้างความจริง สร้างสิ่งที่ประเสริฐลงไปในมนุษยชาติ สร้างโลกุตรธรรม ไม่ได้สร้างหรอก อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามาสืบทอด จะว่าสร้างก็อาศัยภาษาโดยปริยายไม่ใช่เป็นตัวแท้เต็มๆ ถือว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นผู้สร้างศาสนาที่อยู่ในความรู้ แต่ท่านก็ไม่ได้ยึดถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างท่านเป็นเจ้าของ ท่านเป็นศูนย์ด้วยซ้ำ แต่ทุกสรรพสิ่งมันมีอยู่ มีนิรันดรด้วย ซึ่งความเป็นนิรันดรของเอกภพนี้ มันรวมตัวกันอยู่โดยสภาพที่อาตมารู้ก็คือ มันจะอยู่กันอย่างยืดและก็อย่างหด 2 อย่างนี้เดี๋ยวก็หดลงมา เดี๋ยวก็น้อยลงมา เดี๋ยวก็โตขึ้นใหญ่ขึ้น แต่คำว่าน้อยของเอกภพคืออย่าไปประมาณเลย ทุกสิ่งอยู่ในนี้เข้มข้นอยู่ในนี้ ยืดแล้วหด เป็นสภาวะอยู่อย่างนี้ แต่มันอยู่อย่างนี้ทำให้ดูได้แค่มิติที่ 2 มิติ แต่ที่จริงมันมีหลายมิติ หมุนซ้อนด้วย สิ่งที่รู้ไม่ได้ สิ่งที่ไปรู้ไม่ได้ก็ไม่ต้องรู้ แต่รู้ว่าตัวเองดับทุกข์ดับสุขได้ทั้งหมด คุณจะรู้ทุกสิ่งที่คุณจะสามารถช่วยให้ผู้อยู่ก็อยู่อย่างเป็นสุข หรือสุขนั่นแหละลึกลงไปก็คือว่าง คุณจะเลิกสุขให้เป็นว่างเลย ศูนย์เลยทำได้ ปัญญาปันสุข ทำได้ ก็สามารถที่จะทำให้เกิดสมบูรณ์สูงสุด จะอยู่หรือจะไม่อยู่ จะมีหรือไม่มี จะศูนย์หรือหาที่สุดมิได้ Infinity คุณจะเป็นพระอวโลกิเตศวรได้ไหม อวโลก อิศวร เป็นอิศวร สาม คือ เตศวร คุณจะอยู่อย่างอิศวร ก็อยู่อย่างพลังงาน คุณจะอยู่ก็อยู่อย่างสมมุตินั้น เป็นอวตารเยอะนะ พระอวโลกิเตศวร กวนอิมก็เป็นอวตารของพระอวโลกิเตศวร นางกาลี ก็เป็นอวตารของพระอวโลกิเตศวร สู่แดนธรรม...คำบาลี อวโลกิเต แปลว่ามองดู ตรวจดู สนธิกับ 0 คือ ผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจในการตรวจโลก พ่อครุว่า…จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ไม่ได้ตรวจดูโลกธรรมดานะ แต่เป็นผู้ที่จะช่วย ช่วยรื้อขนสัตว์ในโลกให้บรรลุนิพพานหมดคนสุดท้าย จึงจะขอปรินิพพาน นี่ปณิธานของพระอวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นปณิธานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย แล้วคุณนึกออกไหมว่าจะช่วยคนให้นิพพานได้หมดทั้งโลก ไหวไหมนี่ เราก็นึกไม่ออกเหมือนกัน แต่ท่านมีปณิธานอย่างนั้นจริงๆ ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดเลย เทียบพระอวโลกิเตศวรกับพระสมณโคดม พระสมณโคดมเจาะช่องน้อยแต่พอตัว ช่วยใบไม้ทั้งป่า ให้ใบไม้แค่กำมือเดียวเอาแค่นี้ บอกว่าเสร็จแล้วอานนท์ไปแล้ว พระอานนท์ก็ว่าทำไมรีบปรินิพพานไปพระพุทธเจ้าคะ เกาะประตูร้องไห้ ก็ท่านให้นิมิตตั้ง 16 ครั้งก็ยังไม่อาราธนา สุดท้ายตัวเองก็ถูกปรับอาบัติ เพราะไม่อาราธนา พระอรหันต์ 499 รูปก็เลยปรับอาบัติพระอานนท์ ปล่อยให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งซับซ้อน ทำไมพระสมณโคดมถึงอยากตายเร็วนัก อายุ 80 ก็ไปแล้วไม่ถึงกัป ที่จริงกัปนึง 120 ปี พระอานนท์ก็ 120 ปี อย่างผมนี่จะพยายามทำให้เกินกว่ากัปของตนเอง ที่จริงอายุขัยมันเกินมาแล้วล่ะ ก็จึงชัดเจนว่าเราทำได้ ก็เป็นปัญญาทั้งนั้น เป็นปัญญาปันสุข อันนี้ก็เป็นอจินไตยนะพูดไป อย่างที่ปัญญาเขาทำ ก็เป็นการช่วยมนุษย์ เก็บช่วยผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เท่าที่เขาจะช่วย แล้วคนอื่นๆจะช่วยกันโดยการบริจาคเข้าไป โดยการที่เขาได้สปอนเซอร์ก็แล้วแต่เป็นกรรมวิธีของโลกเขาก็ทำ เขาก็ช่วยมนุษย์โลกไปอย่างนี้ มันก็เป็นการช่วยแบบโลกียะไง เหมือนพระเจ้าช่วยไปให้เป็นอยู่ด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แต่ไม่มีโลกุตรธรรม มันตกทุกข์ได้ยากตามวิบากของเขาก็อนุเคราะห์กัน วิบากชาตินี้ก็ช่วยกัน ก็จะเป็นวิบากร่วมกัน ก็ช่วยกันไป ปัญญากับคนพวกนี้ก็จะอนุเคราะห์กันชาตินั้นชาตินี้ไปเรื่อยๆ ร่วมกันช่วยกันไปจนกว่าจะเจริญ ใครจะเจริญสูงสุด ใครจะเป็นอรหันต์ก่อนกัน คนที่ปัญญาช่วย หรือ ถ้าปัญญามีปัญญา ปัญญา นิรันดร์กุล ก็เป็นนิรันดร สงสัยจะ โลกุตระยากเหมือนกันเพราะมีนิรันดร์เป็นอจินไตยอย่างหนึ่ง ก็สกุลนิรันดร ตระกูลนิรันดร เอาละ นิรันดร ก็แบ่งได้เป็นโลกุตระหรือนิพพานนิรันดร ก็ได้อีกแต่ปัญญานี้แสวงหาโลกุตระหรือยัง เราไม่รู้เบื้องลึกเขาในชีวิตเขาแสวงหาหรือเปล่า แต่เขาอาศัยอันนี้เป็นการทำงานกรรมกริยาของเขาก็ทำงานกุศลไป ถ้าเขาแสวงหาโลกุตระก็จะได้ อย่างนี้เป็นต้น แต่ดูท่าทีแล้ว อาตมาดูตาม symptom ดูตามอาการ ที่เขาแสดงออกยังไม่หยั่งลงถึงจิตเขาจริงๆก็ดูท่าทีจะมีน้ำหนักของปฏิภาณพอดูเรื่องโลกุตระอยู่บ้าง เพราะการแสดงออก นัจจะ คีตะ วาทิตะของเขา ไม่มีลักษณะตัวตนหยาบ ขออภัยยกตัวอย่าง ส.ศิวรักษ์กับปัญญา กรรมกริยาของ ส.ศิวรักษ์คุณก็เห็นอยู่ กรรมกิริยาของปัญญา คุณก็เห็นอยู่ ใครมีตัวตนหยาบกว่ากัน...ส.ศิวรักษ์ ยังมีตัวตนหยาบกว่าปัญญาที่แสดงออก อย่างนี้เป็นต้น นี่คือรายละเอียดของความละเอียด ขออภัย ขอบคุณ ส.ศิวรักษ์ ที่อาตมายืมโดยไม่บอกก็มาเป็นตัวอย่างในการอธิบายธรรมะ คุณก็ได้รับกุศลไปแล้ว เพราะอาตมาเอามาทำกุศล เอามาใช้เป็นกุศลในการเอาเป็นตัวอย่าง ในการอธิบายนี้ ที่อาตมาพูดไปนี้เป็นพยัญชนะที่สื่อให้รู้ ให้พวกคุณได้รู้ พวกคุณก็พอเข้าใจได้มีประโยชน์ไหม อาตมาว่า มีประโยชน์ ไม่ได้เป็นประโยชน์แบบโลกียะ มันชะมัด สนุกสนานรื่นเริงเป็นขิฑฑาปโทสิกะ เอร็ดอร่อย มัน มันแยกเป็นโลกุตระ กับโลกียะ แบบลดไปหาความเบา กับการไปหาการสังขาร เอร็ดอร่อยมากยิ่งขึ้น มันๆๆยิ่งขึ้น ไม่รู้จะไปช่วยกันอย่างไรในโลกที่เขาจมอยู่ในรสของความเอร็ดอร่อย ขิฑฑาปโทสิกะ แปลว่า มีความเอร็ดอร่อยเป็นโทษ พระพุทธเจ้าท่านแยกความเป็นโทษ 2 อย่างก็คือ ขิฑฑาปโทสิกะ กับ มโนปโทสิกะ มโน คืออัตตา คือจิต ยึดเป็นโทษ แต่นี่ยึดสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจ อะไรอร่อยเป็นโลกีย์คือ ขิฑฑาปโทสิกะ หรือเรียกอีกศัพท์หนึ่งก็คือ ปหาสะ เป็นรสปหาสะ รสสนุกสนาน เป็นนรกปหาสะ ขิฑฑาปโทสิกะ ก็เรียกว่า ความสนุกสนานเป็นโทษ ปโทสิกะคือ ประกอบไปด้วยโทษ พยัญชนะที่เอามาสู่สภาวะต่างๆ อาตมามีภูมิธรรมไม่ต้องไปท่องบ่นจากตำราไหนหรอก หรือแม้แต่ตำราไหนที่เขาบรรยายแปลไว้ อาตมาแตะก็เข้าใจ เพราะมีอยู่ในตัวแล้วก็ไม่ต้องไปย้ำมากมาย หยิบเอามาได้เลยเอามาใช้ได้เลย เอามาใช้กับพวกเรา เพื่อถ่ายทอดสัจจะ พระบาลีต่างๆเหล่านี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสไว้อยู่ในพระไตรปิฎกจะว่าทุกคำของพระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นมา ก็เอามาบอกไว้ด้วยพยัญชนะ เพื่อให้รู้จักสภาวะ คนที่รู้จักสภาวะจากพยัญชนะเหล่านี้ ก็หยิบพยัญชนะเหล่านี้มาสื่อให้รู้กัน อย่างที่อาตมาได้ทำมา 50 กว่าปีแล้ว ก็ได้มนุษยชาติขนาดนี้ ไม่เป็นหมัน อาตมาทำงานไม่เป็นหมัน และที่สำคัญก็คือ จะต้องทำเนื้อหาสาระที่จะมีเนื้อหาที่จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ต่อไปอีกได้ถึงพุทธศักราช 5000 อาตมากำลังพยายามอธิบายหลายอย่างอยู่ในตอนนี้ แม้แต่คำว่า สัมโพชฌงค์ก็เพิ่งหยิบมาพูดไม่นานนี้เป็นเครื่องที่จะนำพาไปสู่การตรัสรู้คือสัมโพชฌงค์ แม้แต่ โยนิโสมนสิการก็หยิบมาพูด เพราะว่าเป็นพลังงานที่คุณจะต้องจัดการ มนสิการ ทำ ทำอะไร ก็ทำใจของคุณไม่มีใครเขาทำให้หรอก คุณต้องทำใจของตนเองเป็น ทำใจในใจของเรา ให้มันเกิดการเจริญเกิดการพัฒนา ใจที่มีกิเลส ทำให้เป็นใจที่ไม่มีกิเลส อย่างนี้เป็นต้น จริงๆด้วย ทำได้จริงๆด้วยและทำถูกตัวตนลงไป มนสิ ที่ใจเลย สิ การ กระทำที่ มนะ สิ คือตรงนี้ ส.สระอิ คือตรงนี้ ทำตรงนี้ ทำให้พัฒนาได้ตรงนี้ คนที่ทำใจในใจเป็น คนนั้นก็ใกล้นิพพาน ถ้าใครทำใจในใจยังไม่เป็น ยังยากอีกนานกว่าจะถึงนิพพาน
640416_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผู้ไม่รู้ตัวเองไม่รู้ทั้งหมด ผู้รู้ทั้งหมด รู้ตัวเอง