ธรรมะเป็นหนึ่งอาหารเป็นหนึ่งในโลก.docx
เนื้อหาในไฟล์
ธรรมะเป็นหนึ่งอาหารเป็นหนึ่งในโลก พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก กิจที่ทำกันเป็นกิจวัตรก็คือฟังธรรม เพราะชีวิตเราเห็นว่าธรรมะเป็นสุดยอดของชีวิตแล้ว เอาธรรมะมาพัฒนาชีวิตตัวเองไปเป็นเครื่องอาศัยที่ยิ่งใหญ่ อาหารก็เป็นหนึ่งธรรมะก็เป็นหนึ่ง สำหรับความรู้ของเรา ใครเห็นธรรมะเป็นหนึ่ง ไม่ได้เห็นแต่อาหารเป็นหนึ่งก็เจริญ ชีวิตนี้ก็เจริญ เรื่องของอาหารก็พาให้ร่างกายเราเจริญ แต่เรื่องธรรมะมันพาให้จิตเราเจริญให้ชีวิตของเรานี้เจริญไปก้าวหน้าพัฒนาไปถึงชาติหน้า ชาติหน้าก็พาเจริญไปอีก จิตก็เจริญเราศึกษาฝึกฝนอบรมให้จิตเราเจริญ แล้วถ้าจิตของเรายังไม่ตายปรินิพพานเป็นปริโยสานได้เลยถ้าไม่ศึกษาธรรมะเป็นโลกุตระ มีศึกษาพระพุทธเจ้าสามารถตายให้จิตวิญญาณมันสูญไปได้นอกนั้นมัน 0 ไม่ได้ จำนน นอกจากจำนนว่า 0 ไม่ได้แล้วยังไม่สามารถพัฒนาจิตให้เจริญไปถึงที่สุดเรียกว่าอรหันต์ ให้มันเจริญเป็นของใครของมันถึงอรหันต์ไม่ได้ มีของพระพุทธเจ้าทำได้ทำให้ถึงอรหันต์ได้ เจริญที่สุด เป็นคนที่เกิดขึ้นมาอีกก็มีเครื่องประกันอรหันต์ เป็นเครื่องประกันว่าจิตของคนเป็นอรหันต์แล้วไม่ทำชั่วทำบาปทำโทษภัยอะไรอีกเลย กรรมกิริยาวิเศษ ดีทั้งนั้น มีแต่ดี นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ทำให้คนในโลกนี้เป็นคนที่ไม่เป็นพิษภัยอะไรกับอะไรเลยในโลก เกินกว่านั้น นอกจากมีชีวิตไม่เป็นพิษภัยแล้วสามารถหยั่งรู้ถึงขั้นจิตวิญญาณ ทำให้จิตวิญญาณเกิดหรือจิตวิญญาณตาย ไม่ตายแต่จิตวิญญาณยังอยู่ ก็ให้เป็นจิตวิญญาณที่มีกรรมที่ดีเท่านั้น กรรมอันควร กรรมอันควรของโลกๆก็มีแต่ทำมาหากิน ทำอาชีพอะไรต่ออะไรไปยังชีพยังชีวะ แต่เป็นกรรมของทางโลกๆ กรรมของทางธรรมะกรรมของทางโลกุตระของพระพุทธเจ้านั้น นอกจากจะทำอาชีพด้วย ใ
อ่านต่อ
ห้มันเป็นอาชีพที่ดี สัมมาอาชีพแล้ว ยังทำให้กรรมทุกกรรมดีด้วย เรียกว่ากัมมันตะ ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้กรรมทุกกรรมดี นอกจากดีด้วยความหมายเท่านั้น โลกียะก็รู้ว่าดีกับชั่วคืออะไร ยังสามารถที่จะถ้ายังไม่เป็นอรหันต์ก็ทำให้จิตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สามารถที่จะเป็นองค์ประกอบของการที่จะช่วย ให้กิเลสลด จะได้เป็นอรหันต์ สำหรับผู้ที่เป็นอรหันต์แล้ว กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม วาจา กัมมันตะ สามารถที่จะจัดการมโน ที่เป็นโยนิโสมนสิการ เป็นที่ก่อความเกิด รู้จักจุดที่ต้น เป็นที่ต้นแห่งการเกิด โยนิโสฯ จัดการโยนิโสฯ จัดการการเกิด ที่เรียกด้วยภาษากลางๆว่า ชาติ ทำลงไปถึงต้นตอที่เป็นที่เกิดทางจิต ทำให้เกิดเป็นนิพพัตติ หรือรู้จักโอกกันตะ รู้จักกรรมกิริยาของมโน กรรมกิริยาของจิต หรือจะเรียกกรรมกิริยาของวิญญาณก็ได้แต่มันหยาบ เอาละเอียดก็กรรมกิริยาของมโน ทำให้รายละเอียดของจิตหรือมโน ก็ดูที่อาการการเคลื่อนไหวของจิต ก็จัดการกับการเคลื่อนไหวนี้ได้รู้จักความแตกต่างของอาการเรียกว่า ลิงคะ อาการอย่างนี้ไปซ้ายไปขวาขึ้นบนลงล่างอาการนี้ผลักอาการนี้ดูด หรืออาการนี้ทุกอาการนี้สุข ประกอบไปด้วยความรู้สึก อาการนี้ให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ก็สามารถกำหนดสัญญา สัญญาเป็นจิตเจตสิกของตัวเอง มีหน้าที่กำหนดรู้ แล้วก็ให้เกิดกรรม ทางมโนกรรมจัดการมโนกรรม แยกแยะไปเป็นสังกัปปะ 7 คือจัดการมโนกรรม จัดการเรียนรู้มีธัมวิจัยมี สติ ธัมวิจัย มีวิริยะ มีโพชฌงค์ สติสัมผัสสิ่งนั้นสิ่งนี้ สัมผัสแล้วก็เกิดอาการทางจิตใจทางเวทนาก็วิจัยจิตใจตัวเองรู้ พฤติการณ์ของใจ จิตดำริออกมาเป็นวิตก มีพฤติการณ์เป็นวิจาร แยกแยะที่มันมีกิเลสออกมาผสมให้มันออกมาได้รู้ด้วยปัญญาแล้วก็กำจัดว่ากิเลสนี้มันพาให้ตกต่ำ เป็นสิ่งที่ไม่น่ามีน่าได้น่าเป็น กิเลสเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา กิเลสมันเกิดมามันก็มีหน้าที่ดูดผลัก ฉะนั้นไม่เอา เจ้ากิเลสนี้มาเข้ามาอยู่ในจิตเรา ก็ต้องพิจารณาเห็นเหตุเห็นผลว่ามันไม่น่าคบ ไม่น่าได้ไม่น่ามีไม่น่าเป็นไม่น่าจะอยู่กับเรา ธาตุฉลาด ธาตุปัญญารู้จริงๆ มีพลังปัญญาไม่รับก็เปลื้องปล่อย มุญจิตตุกัมมยตาญาณ แต่ก่อนไม่รู้โง่ก็คบหากันไปกับผสมผเสกันไปปรุงแต่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนกระทั่งจิตกิเลส กิเลสกับจิตไปด้วยกัน ไม่รู้ดีชั่วไม่รู้บาปบุญอย่าไปพูดถึงไม่รู้จิตเจตสิกรูปนิพพานเลย รู้จักอาการของตัวมันเอง เทวนิยมไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักจิตเจตสิก รูป นิพพาน ไม่เคยศึกษาไม่มีทฤษฎี เทวนิยมจึงจมอยู่กับทำอย่างไรที่จะสามารถบังคับ กายวาจาแต่จัดการจิตไม่ได้ บังคับกายวาจาให้ เป็นกายดี วาจาดี กายกรรมที่ดี วจีกรรมที่ดี มีการเคลื่อนไหวทางกายวาจาที่ดีเท่านั้น มันก็เลยไปมีส่วนบังคับจิตตัวเองไปโดยปริยาย ทางเทวนิยมไม่รู้จักจิต แต่ก็จิตนั่นแหละเป็นตัวสั่งการ จิตนั่นแหละเป็นตัวบังคับ จิตนั่นแหละเป็นตัวให้การศึกษา ศึกษาบังคับกายกรรมอย่าให้กายกรรมเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ไม่ควรไม่ดี อย่างนี้ควรก็ดี ก็ให้ทำสิ่งที่ควรสิ่งที่ไม่ควรก็ไม่ให้ทำไม่ว่ากายกับวาจา ก็เลยได้แต่การควบคุมได้แต่การบังคับ นี้เป็นลักษณะควบคุมบังคับ ไม่มีการรู้แจ้งแทงทะลุ ก็บังคับกันไป บังคับได้ก็ได้ บางทีที่มันสู้ไม่ได้ก็แพ้ บังคับได้เก่ง ก็อยู่รอดหน่อย จนกระทั่งเก่งด้วยการบังคับจึงเป็นยอดแห่งนักบังคับ ถือว่าเป็นยอดแห่งความรู้ยอดแห่งความจริง คนที่ฝึกฝนจิตจนเป็นยอดแห่งความรู้แห่งความจริงได้ ทางศาสนาพุทธรู้ ว่า จิตวิญญาณของผู้ที่ฝึกบังคับจิตตัวเองให้เป็นความรู้และทำความจริงให้ ทำแต่ดีไม่ทำชั่วเลยก็ได้เป็นศาสดา แต่เขาไม่รู้ตัวเองว่าเขาได้ฝึกฝนอย่างนี้มาศาสดาเทวนิยมเขาไม่รู้ตัวเอง เขาก็รู้ว่าเขาเกิดมาเขาสามารถรู้พวกนี้มา มันมาจากไหนก็ไม่รู้อยู่ในตัวเขา เพราะเขาไม่รู้ชาติ ไม่รู้สัญชาติ ไม่รู้จิตที่ได้สั่งสมมาเป็นสัญชาติ เกิดมาก็มีสัญชาติและรู้แล้วก็จริง เพราะเขาได้สั่งสมมาจนกระทั่งถึงสูงสุดเลย แต่เขาไม่รู้ว่าแล้วมันมาได้อย่างไรหว่า เรา ความรู้พวกนี้ เขาจึงถือว่า ยกว่า เออ มีใครที่สามารถประทานความรู้ความจริงเอามาให้ เพราะเขาเองเกิดมาก็มีอันนี้แล้ว ศาสดา เขาไม่ได้ศึกษา เขาไม่ได้ฝึกฝน แม้จะศึกษาฝึกฝนก็ได้เร็วกว่าคนอื่น ได้ความรู้ความจริงนั้นขึ้นมา จนคนอื่นยอมรับ ว่าเป็นความรู้ความจริง ยกให้เป็นยอดเป็นเต้ยเป็นศาสดา เพราะได้สั่งสมมาเกิดมาก็มีในตัวมา เป็นกรรมวิบากตัวเอง พอมาเกิดมาในชาติปางที่จะเป็นศาสดา มันก็ต้องมีจริง แสดงออกจริง คนก็ได้รับการกระทบสัมผัสจริง ก็ยอมรับกันว่าเป็นศาสดา แต่ไม่รู้ว่ากรรมวิบากที่ตัวเองมีมันได้มาอย่างไร ทำไมคนอื่นๆเขาไม่ได้อย่างเรา แล้วเราเอามาจากไหน ก็เพราะไม่รู้กรรมไม่รู้วิบาก เอ๊... ต้องมีอะไรสำคัญความรู้นี้ต้องเป็นของใครแน่นอน เพราะไม่รู้ว่าเป็นของตนเองที่จริงเป็นความรู้ของศาสดาเองนั่นแหละที่สั่งสมมาแต่ละชาติ แต่ไม่รู้จักกรรมวิบาก พอเกิดมาชาติที่จะเป็นศาสดา มันก็มีของตัวเองเกิดมาเป็นสัญชาติ เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายที่มีสัญชาติเกิดมาก็มีสัญชาติของมัน ศาสดาก็มีสัญชาติของศาสดาที่ได้ศึกษาฝึกฝนอบรมเป็นของตนมาแล้ว ไม่รู้อัตตา อัตตนียา เป็นสิ่งที่ตนเองสั่งสมมา นี่คือความไม่รู้ของอวิชชา อวิชชาคือความไม่รู้ไม่รู้สังขารไม่รู้วิญญาณวิญญาณนี้เป็นของตน ได้รับฝึกฝนมาเป็นของตนก็ไม่รู้จักวิญญาณ พระพุทธเจ้ามาแยกแยะวิญญาณ มันเป็นเทว จิตวิญญาณก็คือเทว เป็นธาตุคู่ ธาตุ 2 แยกเป็น นามรูป แล้วจะเกิดปฏิกิริยา มีอายตนะเมื่อผัสสะ เกิดตัณหา เมื่อรู้ตัณหาตัวนี้ศาสนาพุทธก็รู้ที่ต้นแห่งความเป็นวิญญาณ พอไอ้ตัวนี้มันมีแต่ความอยากๆๆเป็นตัณหา แล้วสั่งสมเป็นอุปาทาน พอสะสมเป็นอุปาทานก็ ถ้าเกิดมาก็แสดงภพ มันเกิดก็เป็นชาติ เป็นเทวะคู่สุดท้ายคือภพชาติ ศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสรู้ รู้อาการจิตั้งหมดตั้งแต่สังขาร เกิดมาปรุงแต่งเป็นสงขาร อุปทาทานกับตัณหาคือเทวะคู่ เป็นแก่นวิ่งกับแกนเคลื่อนคู่สำคัญแล้วมันก็เกิดพาสร้างตามตัณหาตามอุปทานที่ตัวเองมีไม่รู้เท่าไหร่ ภพชาติก็คู่หนึ่ง ปัญหากับอุปทานก็คู่หนึ่ง ผัสสะกับอายตนะก็คู่หนึ่ง นามรูปกับวิญญาณก็เป็นคู่หนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสในอาหาร 4 เรารู้จักวิญญาณแล้วก็เรารู้จักนามรูป ก็เป็นอันรู้ทุกอย่าง นามรูปมาปรุงแต่งก็เรียกว่าสังขาร สังขารปรุงแต่งก็วิญญาณ วิญญาณก็แยกเป็นนามรูปจัดการกับนามรูปทั้งหลายเรียนรู้ตัวถูกรู้คือรูป ตัวนามที่รู้คือตัวเราเองแล้วมันก็สังขารปรุงแต่งกันอย่างไม่รู้จักว่าคืออวิชชา ไม่รู้ หนูไม่รู้ แล้วก็มาเป็นนก นกรู้ ไม่ยอมเป็นหนู ก็มารู้จักการจัดการเป็นอภิสังขาร จัดการเรียนรู้สังขารทั้งหลายว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีเหตุแห่งทุกข์ ก็เรียนรู้เหตุแห่งทุกข์ เรียนรู้วิธี จะทำให้เหตุแห่งทุกข์มันดับ แล้วก็ทำได้จนดับ ก็รู้แจ้ง เพราะกิเลสมันดับก็รู้แจ้งตัวจิต ตัววิญญาณ ตัวธาตุรู้ที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร ให้รู้ความจริงเลยเพราะหมดความมืดมน หมดความหม่นหมอง หมดไม่มีอะไรมาบัง มีแต่ความทะลุทะลวง รู้หมดเลย ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เหมือนมีแก้วไพฑูรย์ มองดูเห็นมีอะไรชัดเจนในนั้นหมดเลย จิตวิญญาณคือแก้วไพฑูรย์ที่ใส แล้วมีอะไรผสมผสานอยู่ข้างในมีไส้สีแดงสีเหลืองสีอะไรต่างๆอยู่ข้างในก็รู้จัก ก็ถอดไส้ออกเหลือแต่แก้วไพฑูรย์ใสได้ เพราะรู้จักเห็นแจ้งหมดเลย ชัดเจนหมดเลย ก็เอามาเทียบเป็นภาษา เป็นพยัญชนะ เป็นรูปธรรมให้รู้
640419_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิจจสมุปบาท ชาติ 5 โดยพิสดาร