11 บทที่ 3.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์40 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 3 วิ ธี ดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ( Qualitative Research ) โดยวิธีการสัมภาษณ์ เชิงลึก ( In - dept h Interview ) ในผู้ที่ปฏิบัติการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเอ งตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม โดยใช้ พฤติกรรมการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเอง และภาวะส ุขภาพทางด้านร่างกาย เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ผู้เข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมที่ปฏิบัติการสวนล้างลำไส้ใหญ่ อย่างต่อเนื่อง ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ในเดือนพฤศจิกายน จำนวน 181 ราย กลุ่มตัวอย่าง การเลือกกลุ่มตัวอย่าง ในการศึกษา ครั้งนี้ เป็นการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ( Purposive S ampling ) กำหนดจำนวนกลุ่มตัวอย่างไว้ 12 - 2 0 ราย ไม่เกิน 25 ราย ( วรรณดี สุทธินรากร. 2556 : ก ) โดย มีคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 1. เป็นผู้ที่เคยปฏิบัติการสวนล้างลำไส้ใหญ่ เพื่อดูแลสุขภาพของตนเอง อย่างต่อเนื่อง 2 . เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเนื่องจากเ ป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะตามเกณฑ์ทางกฎ หมาย 3. เป็นผู้ที่ใช้การสวนล้างลำไส้ใหญ่ในการดูแลสุขภาพเป็นหลัก มากกว่าหรือเท่ากับเทคนิคการดูแลตามหลักการแพทย์วิถีธรรมข้ออื่น ๆ ในการรักษา ภาวะการ เจ็บป่วยนั้น ๆ 4. สามารถสื่อสารและเข้าใจกันด้วยภาษาไทย 5 . สมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดยไม่มีการบังคับ และสามารถออกจากการวิจัยได้ตลอดเวลา โดย เลือกศึกษาในพื้นที่การจัดค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม เดือนพฤศจิกายน 2561 สวนป่านาบุญ 1 ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1 . เครื่อง บันทึกเสียง สมุดจดบันทึก โทรศัพท์ เครื่องถ่ายภาพนิ่ง หรือเครื่องถ่า

อ่านต่อ

ยภาพเคลื่อนไหว 2. แบบประเมินภาวะร้อนเย็น 9 ภาวะตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ที่เป็นแบบตารางสำหรับตรวจสอบพิจารณาอาการที่สามารถแยกกลุ่มภาวะร้อนเย็น (ใจเพชร กล้าจน. 2560 : 2-9) 3 . แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง ซึ่งออกแบบโดยยึด แนวทางดังนี้ 3 . 1 ภาวะสุขภาพ ก่อนและหลังการสวนล้างลำไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรมเป็นอย่างไร 3 .2 เทคนิค ขั้นตอน วิธีการสวนล้างลำไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ได้แก่ การปรับวิถีการสวนล้างลำไส้ใหญ่ที่ปรับสมดุล ของแต่ละบุคคล (ว่าได้นำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเองหรือไม่ ถ้ามีการปรับ (ทำไมถึงต้องปรับ) ปรับอย่างไร) 3 . 2 . 1 วิธีการสวนล้างลำไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ที่ท่านปฏิบัติเป็นอย่างไร มีการประเมินภาวะร้อนเย็นก่อนการสวนล้างลำไส้ใหญ่หรือไม่ อย่างไร 3 . 2 . 2 จำนวนครั้งและเวลา ในการสวนล้างลำไส้ใหญ่ เพราะอะไร 3 . 2 . 3 ชนิดของน้ำที่ใช้สวนล้างลำไส้ใหญ่ เพราะอะไร 3 . 2 . 4 ท่าที่ทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ เพราะอะไร 3.2.5 ระดับความสูงของขวดน้ำจากระดับก้น สูงเท่าไร เพราะอะไร 3.2. 6 ปริมาณของน้ำที่ใช้ ต่อครั้งการ สวนล้างลำไส้ใหญ่ 3 . 2 . 7 ปริมาณน้ำที่ทนได้ต่อการใส่น้ำในแต่ละครั้ง เพราะอะไร 3.2.8 ความลึกของการใส่ปลายสาย 3.2.9 การหล่อลื่นปลายสายสวน ทำหรือไม่ อย่างไร 3.2. 10 ระยะเวลาที่ กลั้นได้ต่อการใส่น้ำในแต่ละครั้ง 3 . 2 . 11 ขณะทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ ท่านปฏิบัติกิจกรรมอะไรบ้าง 3 . 2 . 12 หลังทำการสวนล้างลำไส้ใหญ่ในแต่ละครั้ง ท่านมีอาการอย่างไรบ้าง 3.2. 13 หากมีอาการไม่สุขสบายจากการทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ ท่านแก้ไขอาการอย่างไร 3 . 3 ระดับการวัดความปวด 10 ระดับ ( Pain Assessment and Measurement ) (สหัทยา ไพบูลย์วรชาติ. 25 54 : 1 - 2 ) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลและคำตอบที่เป็นจริงครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ ผู้วิจัยมุ่งศึกษาโดยใช้เทคนิคการศึกษาหลาย ๆ วิธี ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูล ข้อเท็จจริงในชุมชนที่เข้าไปศึกษารวมถึงเพื่อลดช่องว่างระหว่างผู้วิจัยกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลให้ได้มีโอกาสสนิทสนม มีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นเสมือนผู้วิจัยเป็นคนใน และจะทำให้เกิดบรรยากาศในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยที่ดี จึงแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. เครื่องมือที่เป็นตัวบุคคล คือ การใช้ตัวบุคคลเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1 .1 ตัวผู้วิจัยเอง เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทำหน้าที่เป็นผู้สังเกต ตั้งคำถาม จดบันทึก และวิเคราะห์ข้อมูล แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกำหนดหัวข้อที่จะสอบถามชวนคุยกับผู้ให้ข้อมูลอย่าง กว้าง ๆ สามารถเจาะลึกได้ทันที เมื่อปรากฏข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับประเด็นที่ศึกษา และบันทึกข้อมูล สนามลงในสมุดบันทึกที่ผู้วิจัยใช้สำหรับการบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสังเกต สัมภาษณ์ ประเด็นข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ได้จากผู้รู้ให้ข้อมูล รวมทั้งการบันทึกข้อสังเกต และการวิเคราะห์ของผู้วิจัยเอง ในช่วงที่เข้าศึกษาหาข้อมูลในพื้นที่ (วรรณดี สุทธิสรากร. 2556 : 75 - 77 ) 1. 2 ผู้ช่วยวิจัย เป็นผู้ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1.3 ผู้ประสานงานพื้นที่เก็บข้อมูล 2. เครื่องมือที่เป็นเอกสาร คือ การใช้เอกสารเป็นเครื่องมือ ในการช่วยเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ควบคู่กับเครื่องมือที่เป็นตัวบุคคล ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างกำหนดหัวข้อที่ จะสอบถามและสนทนากับผู้ให้ข้อมูลอย่างกว้าง ๆ ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างจำนวน 1 ชุด ใช้สำหรับการสัมภาษณ์และการสังเกตพฤติกรรม 3. เครื่องมือที่เป็นอุปกรณ์ช่วยในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 3.1 เทปบันทึกเสียงใช้ประกอบการสัมภาษณ์เจาะลึกก่อนการบันทึกเสียงทุกครั้ง ผู้วิจัยจะแจ้งและขออนุญาตผู้ให้ข้อมูลก่อนทุกครั้ง 3.2 สมุดบันทึกงานสนาม เพื่อบันทึกสัมภาษณ์เจาะลึก และข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการณ์ 3 . 3 กล้องถ่ายภาพ ก่อน ถ่ายภาพทุกครั้งผู้วิจัยจะขออนุญาตผู้ให้ข้อมูลก่อนทุก ค รั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ที่สำคัญที่สุด คือ ผู้วิจัยเอง เป็นผู้สังเกต ตั้งคำถามจดบันทึก และวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง กำหนดหัวข้อที่จะสอบถามสนทนากับผู้ให้ข้อมูลอย่างกว้าง ๆ และสามารถเจาะลึกได้ทันที ผู้วิจัยได้มีการปรับปรุงแก้ไข แนวคำถามเมื่อพบประเด็นใหม่เพิ่มเติมหลังจากการสัมภาษณ์กลุ่ มเป้าหมายแต่ละคน และบันทึกข้อมูลลงในสมุดบันทึกที่ผู้วิจัยใช้สำหรับการบันทึกที่ได้จากการสังเกต สัมภาษณ์ประเด็นต่าง ๆ ที่ได้จากผู้ให้ข้อมูล รวมทั้งการบันทึกข้อสังเกต และการวิเคราะห์ของผู้วิจัยเอง ในช่วงที่เข้าศึกษาหาข้อมูลในพื้นที่ ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือและการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ การสร้างกรอบการสัมภาษณ์ เพื่อเก็บข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดขั้นตอนและวิธีการสร้าง ดังนี้ 1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น เพื่อ เป็นความรู้พื้นฐานในการกำหนดกรอบการสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมประเด็นที่จะศึกษา ดังนี้ 1 . 1 ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1 . 2 ศึกษาข้อมูลภาคสนาม ซึ่งผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ในค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ทั้งสวนป่านาบุญ และเครือข่าย 2. การสร้างกรอบการสัมภาษณ์ นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสาร และภาคสนามในเบื้องต้น มาสร้างกรอบการสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมสมบูรณ์ในประเด็นที่ศึกษา โดยกำหนดโครงสร้างกรอบการสัมภาษณ์ออกเป็น 4 ส่วน ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ชื่อ สกุล อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ภูมิลำเนา ส่วนที่ 2 ข้อมูลสุขภาพ เป็น ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสภาพโดยทั่วไปของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ ภาวะสุขภาพของผู้เข้าค่าย ฯ ก่อนและหลังการปฏิบัติการสวนล้างลำไส้ใหญ่ เช่น การเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัว ความเจ็บป่วยฉับพลัน หรืออาการไม่สุขสบายต่าง ๆ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารการขับถ่าย เป็นต้น ส่วนที่ 3 ข้อมูล การสวนล้างลำไส้ใหญ่ เช่น ความถี่ ชนิดของน้ำ ปริมาณน้ำที่ใช้ สวนล้างลำไส้ใหญ่ เป็นต้น รวมถึงเหตุที่ทำให้ต้องสวนล้างลำไส้ใหญ่ ส่วนที่ 4 ข้อเสนอแนะ 3. ตรวจสอบกรอบการสัมภาษณ์เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการเก็บข้อมูลได้อย่างครอบคลุม จึงได้ดำเนินการดังนี้ 3 . 1 ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา ( Content Validity ) โดยนำ แบบสัมภาษณ์ ที่สร้าง เสร็จแล้ว เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบแก้ไขเนื้อหาและภาษาที่ใช้ และเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน เพื่อพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของรูปแบบ เนื้อหา ภาษาที่ใช้ และภาพประกอบ 3 . 2 ผู้วิจัยนำเครื่องมือมาปรับปรุงแก้ไขแล้วผลิตขึ้นเป็นต้นแบบ ( Prototype ) แล้วนำไป ใช้สัมภาษณ์กับกลุ่มตัวอย่าง วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ( Qualitative Research ) โดยวิธีการสัมภาษณ์ เชิงลึก ( Indept Interview ) (วรรณดี สุทธินรากร. 2556 : 88-91) ศึกษารายกรณีเรื่อง รูปแบบ การปฏิบัติ และผลการสวนล้างลำไส้ใหญ่ของผู้เข้าค่ายสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม โดย ศึกษา การสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองหลังจากการเข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมและการนำไปปรับใช้ตามภาวะสมดุลของปัจเจกบุคคล ผู้วิจัยดำเนินการ ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1 . ระยะเตรียมการ 1 . 1 ผู้วิจัยเสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์และเครื่องมือการวิจัยต่อคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรม 1 . 2 นำจดหมายการผ่านการพิจารณาจริยธรรม เสนอต่อมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย สวนป่านาบุญ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เพื่อขออนุญาตเข้าดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล 1 . 3 ผู้วิจัยประชุมเตรียมความพร้อมของผู้ช่วยผู้วิจัย ซึ่งประกอบด้วย จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมผู้มีประสบการณ์ เกี่ยวกับการสวนล้างลำไส้ใหญ่ ที่เป็นพี่เลี้ยงและวิทยากรแนะนำการสวนล้างลำไส้ใหญ่ ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อสามารถช่วยหาและแนะนำกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนดได้ 1 . 4 จัดเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสัมภาษณ์ เครื่องบันทึกเสียง สมุดบันทึก กล้องถ่ายภาพ 2 . ระยะดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ ทั้งสิ้น 3 เดือน แบ่งเป็น เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจาะลึกเป็นเวลา 1 เดือน ถอดเทป 1 เดือน และวิเคราะห์ข้อมูล 1 เดือน โดยมีการดำเนินการดังนี้ 2 . 1 สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ (Informal I nterview) เพื่อหาผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าได้กับกลุ่มตัวอย่างตามที่กำหนด 2.2 ชี้แจงวัตถุประสงค์ การพิทักษ์สิทธิ์ วิธีการดำเนินการวิจัย จำนวนครั้งของ การ สั มภาษณ์ และนัดหมายเพื่อหาเวลาที่กลุ่มตัวอย่างพร้อมให้ข้อมูล 2.3 สัมภาษณ์เชิงลึก (In - D epth I nterview) เป็นวิธีการหลักที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เพราะเป็นวิธีการที่จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการศึกษา และได้รายละเอียดมากกว่าวิธีอื่น เนื่องจากว่า เป็นข้อมูลที่มีความลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับข ้อมูลทั่วไป ข้อมูลภาวะสุขภาพ ข้อมูลเกี่ยวกับการสวนล้างลำไส้ใหญ่ที่มีการปรับเพื่อให้เหมาะสมกับปัจเจกบุคคล เพราะนอกจากจะได้เจาะลึกในประเด็นที่ต้องการแล้ว ยังได้สังเกตปฏิกิริยาของผู้ให้ข้อมูลอีกด้วย และหลังจากจบการสนทนาทั้งหมดหรือใน แต่ละเรื่องจะตั้งคำถามเพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจที่ตรงกันที่ได้จากผู้ตอบคำถาม (ดิชพงศ์ พงศ์ภัทรชัย. 2556 : 96) 2 . 4 การสัมภาษณ์จะนัดเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน และให้กลุ่มตัวอย่างกำหนดเวลา ที่สะดวกให้ข้อมูล โดยใช้เวลาในการสัมภาษณ์ประมาณ ครึ่ง-1 ชั่วโมง นัดพูดคุยสัมภาษณ์ 2-3 ครั้ง/ราย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน และมีความเที่ยงตรง 2.5 การ เก็บรวบรวมข้อมูล นำข้อมูลที่ได้แต่ละวันมาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล แยกแยะข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ตามประเด็น แบบวัดระดับความปวด ( Pain Scale ) / อาการไม่สุขสบาย ในการวิจัยนี้สามารถใช้ S cale ที่ออกแบบไว้ 10 ระดับ ( Numerical Rating S cale ) ได้แก่ ระดับ 0-10 ในการประเมินระดับความปวดหรือระดับอาการไม่สุขสบายก่อนและหลังการสวนล้างลำไส้ใหญ่ (สหัทยา ไพบูลย์วรชาติ. 2560 : 4 -5 ) โดยให้ความหมายของระดับไว้ ดังนี้ 0 คือ ไม่ปวด ( No P ain ) 1-3 คือ ปวดเล็กน้อย ( Mild P ain ) 4-6 คือ ปวดปานกลาง ( Moderate P ain ) 7-10 คือ ปวดรุนแรง ( Severe P ain ) เกณฑ์การประเมินผลการสวนล้างลำไส้ใหญ่ หลังทำสวนล้างลำไส้ใหญ่แล้ว สามารถประเมินผลที่มีต่อสุขภาพ ดังนี้ 1 . รู้สึกสบาย เบากาย และมีกำลัง หรือ ยังไม่รู้สึกสุขสบาย แต่ว่ารู้สึก เบากาย มีกำลัง 2 . ระดับความไม่สุขสบายหรือความเจ็บปวดลดลง 3. เมื่อทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ร่วมกับเทคนิคอื่นของแพทย์วิถีธรรม โรคหรืออาการ ไม่สุขสบาย ต่าง ๆ หายหรือทุเลาลงได้ 4. ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออาการไม่สุขสบายที่เป็นอันตรายร้ายแรงหลังทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม การจัดทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณนา ( Descriptive Statistics ) ในการอธิบายลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่ม ตัวอย่างได้แก่ ร้อยละ ( Percentage ) ค่าเฉลี่ย ( Mean ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standarddeviation ) ค่าต่ำสุด ( Minimum ) และค่าสูงสุด ( Maximum ) 2. การวิเคราะห์ข้อมูล Contentan alysis 2 . 1 ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ( Descriptive Statistics ) ในการอธิบายลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ความถี่ ( Frequency ) ร้อยละ ( Percentage ) ค่าเฉลี่ย ( Mean ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standarddeviation) ค่าต่ำสุด ( Minimum ) และค่าสูงสุด ( Maximum ) 2 . 2 นำข้อมูลจากกการวิเคราะห์ สังเคราะห์ จัดหมวดหมู่เรียบร้อยแล้ว คัดเลือกคำพูดจริงจากการถอดเทปที่สอดคล้องกับข้อสรุปร่วมกับการศึกษางานทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสรุปภาวะสุขภาพที่เป็นอาการที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า มีอาการอะไรบ้างที่ผู้ให้ข้อมูลทำสวนล้างลำไส้ใหญ่แล้วมีอาการดีขึ้น ทุเลา หรือแย่ลง เพื่อนำเสนอในรูปแบบของตารางที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน 3. การพิทักษ์สิทธิผู้เข้าร่วมการวิจัย การวิจัยนี้ให้ความเคารพและตระหนักในสิทธิมนุษยชนของกลุ่มตัวอย่าง โดยโครงร่างงานวิจัยได้ผ่านกระบวนการจริยธรรมการวิจัยของ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เลขที่รับรองโครงการ HE - SRRU2 - 0013 และให้กลุ่มตัวอย่างลงนามในใบยินยอมของประชากรตัวอย่างหรือผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย ผู้วิจัยอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการวิจัย รวมทั้งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัยอย่างละเอียด กลุ่มตัวอย่างสามารถบอกเลิกการเข้าร่วมโครงการนี้เมื่อใดก็ได้ ในกรณีที่ต้องมีการบันทึกภาพ/บันทึกเสียง ผู้วิจัยสามารถทำได้หากได้รับความยินยอมจากกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น ผู้วิจัยจะ เก็บรักษาข้อมูลไว้เป็นความลับและจะเปิดเผยได้เฉพาะที่เป็นผลสรุปการวิจัย หรือกรณีจำเป็นตาม เหตุผลทางวิชาการเท่า น ั้น

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563