16. ภาคผนวก ง สาระเพิ่มเติม สรรพคุณสมุนไพรฤทธิ์เย็นและทฤษฎีร้อนเย็นฯ 230461.docx
เนื้อหาในไฟล์
ภาคผนวก ง รายละเอียด เรื่อง สรรพคุณ สมุนไพรฤทธิ์เย็น ทฤษฎีร้อนเย็นของการแพทย์วิถีธรรม รายละเอียดสรรพคุณ สมุนไพร สรรพคุณของสมุนไพรในตำรับสมุนไพรฤทธิ์เย็นพอกเข่า ย่านา ง สมุนไพรย่านาง ผู้วิจัยได้ศึกษาจากหนังสื อ ย่านาง สมุนไพรมหัศจรรย์โดย ใจเพชร กล้าจน ได้ค้นคว้าและทำงานวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณและประโยชน์ของย่านางเอาไว้ (ใจเพชร กล้าจน. 2558 : 17 - 21 ) ดังต่อไปนี ้ ย่านาง เป็นพืชสมุนไพร ที่ใช้เป็นอาหาร และ เป็นยามาตั้งแต่โบราณหมอยาโบราณอีสาน เรียกชื่อทางยาของย่านางว่า “หมื่นปี บ่ เฒ่า” แปลเป็นภาษาภาคกลางว่า “หมื่นปีไม่แก่” วงศ์ MENISPERMACEAE ย่านาง ชื่อสามัญ Bai - ya - nang (อ่านตรงตัว ใบ-ย่า-นาง ) ชื่อพื้นเมือง ภาคกลาง เรียก เถาย่านาง, เถาหญ้านาง , เถาวัลย์เขียว , หญ้าภคินี ภาคเหนือ เรียก จ้อยนาง , จอยนาง , ผักจอยนาง ภาคใต้ เรียก ย่านนาง , ยานนาง , ขันยอ , ยาดนาง , วันยอ ภาคอีสาน เรียก ย่านาง, หมื่นปีบ่เฒ่า, (หมื่นปีไม่แก่) ไม่ระบุถิ่น เรียก เครือย่านาง , ปู่เจ้าเขา เขียว, เถาเขียว, เครือเขางา ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็น ไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีเนื้อไม้ เลื้อยพันตามต้นไม้ หรือกิ่งไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10 - 15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแนวถี่ เถาอ่อนมี ขนนุ่มสีเทา มี เหง้าใต้ดิน กิ่งก้านมีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนประปราย หรือเกลี้ยง ใบ เดี่ยว หนา สีเขียวเข้มเป็นมัน เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวประมาณ 6 - 12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4 - 6 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ก้านใบยาวประมาณ 1 . 5 เซนติเมตร ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบคล้ายกระดาษ แ
อ่านต่อ
ต่แข็ง เหนียว มีเส้นใบกึ่งออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3 - 5 เส้น และมีเส้นแขนงใบ 2 - 6 คู่ เส้นเหล่านี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบใบ เส้นกลางใบด้านล่างจะย่นละเอียดใกล้ ๆ โคน ขนเกลี้ยง ก้านใบผิวย่นละเอียด ดอก ออกเป็นช่อเล็ก ๆ แบบแยกแขนงตามข้อและซอกใบ มีดอก 1 - 3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวประมาณ 0 . 5 เซนติเมตร แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมีย ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6 - 12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่าและเรียงซ้อนกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มิลลิเมตร ค่อนข้างเกลี้ยง กลีบดอกมี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มิลลิเมตร เกลี้ยง เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปกระบอง ยาว 1 . 5 - 2 มิลลิเมตร ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนประปราย กลีบดอกมี 6 กลีบ รูปรีแกมขอบขนาน ยาว 1 มิลลิเมตร เกสรเพศเมียมี 8 - 9 อัน แต่ละ อันยาวไม่ถึง 1 มิลลิเมตร ติดอยู่บนก้านชูสั้น ๆ ยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผล เป็นผลกลุ่ม ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6 - 7 มิลลิเมตร ยาว 7 - 10 มิลลิเมตร ผิวเกลี้ยง มีเมล็ดแข็ง ผลสีเขียว ฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อและซอกใบ ติดบนก้านยาว 3 - 4 มิลลิเมตร เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้มและแดงสด เมล็ดรูปเกือกม้า ผนังผลชั้นในมีสันไม่เป็นระเบียบ พบตามป่าเต็งรัง ป่าดิบใกล้ทะเล ตามริมน้ำในป่าละเมาะ พบมากในที่รกร้าง ไร่ สวน ออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ย่านาง ชื่อวิทยาศาสตร์ Tiliacora triandra ( Colebr .) Diels (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cocculus triandrus Colebr Menispermum triandrum Roxb . , Tiliacora . triandra Diels ) จัดอยู่ในวงศ์บอระเพ็ด ( MENISPERMACEAE ) ทางภาคกลางจะเรียกย่านางว่า “เถาย่านาง”เนื่องจากพรรณไม้ชนิดนี้เป็นเถาไม้เลื้อยเกี่ยวพัน กับ ต้นไม้อื่น จากตำรายาจาก สมุนไพร เอมอร โสมะพันธุ์ ( 2533 : 257 ) ได้กล่าวถึง ใบของย่านาง 100 กรัม ประกอบด้วย (ธาตุต่าง ๆ ดังนี้ C alcium 155 มิลลิกรัม P hosphorous 11 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 7 มิลลิกรัม V itamin A 30 . 625 ยูนิตย์ V itamin B1 0 . 03 มิลลิกรัม V itamin B2 0 . 36 มิลลิกรัม V itamin C 141 มิลลิกรัม และเส้นใย 7 . 9 กรัม ( 1 ) ส่วนรากสกัดได้สารกลุ่ม A lkaloids เช่น T iliacorinine , T iliacorine และ N ortiliacorinine ใช้ลดไข้ รักษามาลาเรีย ( 2, 3 ) และ ใจเพชร กล้าจน ( 2558 : 20 ) ผู้ให้กำเนิดหลักการแพทย์วิถีธรรมร้อนเย็นปรับสมดุล ก็ได้แจงรายละเอียดในเรื่องนี้อีกอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของย่านางสอดคล้องกับฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภ สัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ว่า ในใบย่านาง 100 กรัมโดยอ้างถึงในสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลที่พบว่า ปริมาณสารสำคัญที่มีมากและโดดเด่นในใบย่านาง คือ ไฟเบอร์ แคลเซียม เหล็ก เบต้าแคโรทีน และ วิตามิเอ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ใบย่านาง 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ คือ 1 . พลังงาน 95 กิโลแคลอรี่ 2 . เส้นใย 7 . 9 กรัม 3 . แคลเซี่ยม 155 มิลลิกรัม 4 . ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม 5 . เหล็ก 7 . 0 มิลลิกรัม 6 . วิตามินเอ 30625 IU 7 . วิตามิน บี 1 0 . 03 มิลลิกรัม 8 . วิตามิน บี 2 0 . 36 มิลลิกรัม 9 . วิตามิน ซี 141 มิลลิกร 10 . ไนอาซีน 1 . 40 มิลลิกรัม 11 . โปรตีน 15 . 5 เปอร์เซ็นต์ 12 . ฟอสฟอรัส 0 . 24 เปอร์เซ็นต์ 13 . โพแทสเซียม 1 . 29 เปอร์เซ็นต์ 14 . แคลเซียม 1 . 42 เปอร์เซ็นต์ 15 . ADF 33 . 7 เปอร์เซ็นต์ 16 . NDF 46 . 8 เปอร์เซ็นต์ 17 . DMD 62 . 0 เปอร์เซ็นต์ 18 . แทนนิน 0 . 21 เปอร์เซ็นต์ ใบย่านาง ใบย่านาง สรรพคุณนั้นมีหลากหลาย เพราะเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในปริมาณค่อนข้างสูง โดยเป็นสมุนไพรที่ใครหลาย ๆ คนต่างก็คุ้นเคยกันดี เพราะนิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร เช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน เป็นต้น ใบย่านางสรรพคุณและประโยชน์ของใบย่านาง6 8 ข้อ ( ใจเพชร กล้าจน. 2560) สรรพคุณใบย่านาง มีดังนี้ 1 . ใบย่านาง ในตำราสมุนไพรจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก จึงช่วยลดและชะ ลอการเกิดริ้วและความแก่ชรา อย่าง ใ ด ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคในร่างกาย ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ช่วยในการปรับสมดุลของร่างกาย เป็นสมุนไพรที่ช่วยในการลดความอ้วนได้อย่างเห็นผลและปลอดภัย ช่วยในการเผาผลาญไขมันและนำไปใช้เป็นพลังงาน ช่วยป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งอย่างมาก หากดื่มน้ำใบย่านางเป็นประจำ ก้อนมะเร็งจะฝ่อและเล็กลง ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ช่วยในการบำรุงรักษาตับและไต ช่วยรักษาและบำบัดอาการอัมพฤกษ์ ช่วยแก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลียของร่างกายที่แม้นอนพักก็ไม่หาย ช่วยรักษาอาการเกร็ง ชัก หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ ช่วยแก้อาการเจ็บเหมือนมีไฟช็อต หรือมีเข็มแทง หรือมีอาการร้อนเหมือนไฟ ช่วยป้องกันไม่ให้เส้นเลือดฝอยในร่างกายแตกใต้ผิวหนังได้ง่าย ช่วยรักษาอาการตกกระที่ผิวเป็นจ้ำ ๆ สีน้ำตาลตามร่างกาย ช่วยรักษาเนื้องอก ช่วยรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม คลื่นไส้ อาเจียน ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูก และเสมหะ รากแห้งใช้ในการแก้ไข้ทุกชนิดและลดความร้อนในร่างกาย รากของย่านางสามารถแก้ไข้ได้ทุกชนิด ทั้งไข้พิษ ไข้หัด ไข้เหนือ ไข้ผิดสำแดง เป็นต้ น เถาย่านางมีส่วนช่วยในการลดความร้อนและแก้พิษตานซาง มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย ช่วยรักษาอาการร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ ช่วยรักษาอาการของโรคเบาหวาน ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง มีส่วนช่วยอาการปวดตึง ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดชาบริเวณต่าง ๆ ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ รากของย่านางช่วยแก้อาการเบื่อเมา ช่วยแก้อาการเหงือกอักเสบอย่างรุนแรงและเรื้อรัง ช่วยแก้อาการง่วงนอนหลังการรับประทานอาหาร ช่วยแก้อาการเลือดกำเดาไหล ช่วยในการบำรุงสายตาและรักษาโรคเกี่ยวกับตา เช่น ตาแดง ตาแห้ง ตามัว แสบตา ปวดตา ตาลาย เป็นต้น ช่วยรักษาอาการปากคอแห้ง ริมฝีปากแตกหรือลอกเป็นขุย ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเสมหะเหนียวข้น ขาวขุ่น มีสีเหลืองหรือเขียว หรืออาการเสมหะ พันคอ ช่วยบำบัดอาการของโรคไซนัสอักเสบ ช่วยลดอาการนอนกรน ช่วยแก้อาการเจ็บปลายลิ้น ช่วยป้องกันและบำบัดรักษาโรคหัวใจ ช่วยป้องกันและรักษาโรคหอบหืด ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุได้ ช่วยบรรเทาอาการอาการปวดท้องเฉียบพลัน ช่วยแก้อาการท้องผูก ลดอาการแสบท้อง ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้ ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน ช่วยรักษาไทรอยด์เป็นพิษ ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี ช่วยรักษาอาการปัสสาวะแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ ช่วยแก้อาการปัสสาวะมีสีเข้ม ปัสสาวะบ่อย หรือมีอาการปัสสาวะออกมาเป็นเลือด ช่วยรักษาอาการมดลูกโต อาการปวดมดลูก ตกเลือดได้ ช่วยบำบัดรักษาโรคต่อมลูกหมากโต ช่วยป้องกันโรคไส้เลื่อน ช่วยในการรักษาโรคเริม งูสวัด ช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร ช่วยรักษาอาการตกขาว ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์ ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ช่วยรักษาอาการผิวหนังมีความผิดปกติคล้ายรอยไหม้ น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมจนเหลว สามารถนำ มาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย ช่วยป้องกันและรักษาอาการส้นเท้าแตก เจ็บส้นเท้า ช่วยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าผุ โดยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าขวางสั้น ผุ ฉีกง่าย หรือในเล็บมีสีน้ำตาลดำคล้ำ อาการอักเสบที่โคนเล็บ สำหรับประโยชน์ของใบย่านางด้านอื่น ๆ เช่น การนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ยกตัวอย่าง ใบ ย่านางแคปซูล สบู่ใบย่านาง แชมพูใบย่านาง เครื่องดื่มสมุนไพร เป็นต้น แชมพูสระผมจากใบย่านาง ช่วยให้ผมดกดำ ชะลอการเกิดผมหงอก รากแห้ง- แก้ไข้ทุกชนิด (ใจเพชร กล้าจน : 2558 ) ผลย่านาง รูปร่างกลมเล็กเท่ากับผลมะแว้ง สีเขียวเมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองและแดงตามลำดับและเมื่อแก่จัดก็กลายเป็นสีดำ เมล็ด เมล็ดแข็งรูปเกือกม้า แหล่งที่พบ เป็นพืชที่พบในแหล่งธรรมชาติทั่วไปที่มีความ ชุ่มชื้น บริเวณป่าผ สมผลัดใบ ป่าดงดิบ และป่าโปร่งทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคอื่นๆมีกระจายอยู่โดยทั่วไป ประโยชน์ทางอาหาร ย่านาง มีทุกฤดูกาล แตกใบและยอดมากในฤดูฝนและออกลูกในฤดูแล้ง ส่วนที่ใช้ปรุงเป็นกินและปรุงเป็นอาหาร คือ ใช้ใบคั้นเอาน้ำย่านางปรุงเป็นอาหารต่างๆ เช่น แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ (ย่ านาง สามารถต้านพิษยูริกในหน่อไม้ได้) แกงอ่อม แกงเห็ดหรือขยี้ใบสดกับหมาน้อย (กรุงเขมา) รับประทานถอนพิษร้อนต่างๆ ภาคอีสาน เถาและใบย่านางนิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส ใช้แต่งสีเขียวในอาหารคาวและน้ำแกงข้นมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประกอบอาหารต่างๆดังนี้ 1 . เถา ใบอ่อน ใบแก่ ตำคั้นเอาน้ำสีเขียว นำไปต้มกับหน่อไม้เพื่อปรุงเป็นแกงหน่อไม้หรือซุบหน่อไม้ แกงต้มเปรอะ เชื่อว่าย่านางจะช่วยลดรสขื่นและขมของหน่อไม้ได้ดีทำให้หน่อไม้มีรสหวานอร่อย 2 . นำไปแกงกับยอดหวาย 3 . นำไปแกงกับผักแกงขี้เหล็ก 4 . นำไปแกงใส่ขนุนแกงผักอีลอก 5 . นำไปแกงอ่อมและหมก เป็นที่น่าสังเกตว่า คนภาคอีสานไม่มีข้อห้ามในการกินหน่อไม้ในคนที่สูงอายุเหมือนซึ่งแตกต่างจากภาคอื่น ๆ ที่มีข้อห้ามในการบริโภคหน่อไม้เมื่อมีอายุมากขึ้น โดยเชื่อกันว่าหน่อไม้มีผล ทำให้ปวดข้อ แต่คนอีสานมีวัฒนธรรมในการกินหน่อไม้คู่กับย่านางเสมอจึงไม่มีปัญหาเหมือนการกินหน่อไม้ของคนในภาคอื่น ๆ ส่วนภาคใต้ 1 . ใช้ยอด ใบเพสลาด (ไม่อ่อน ไม่แก่เกินไป) นำไปแกงเลียง ผัด แกงกะทิ 2 . ผลสุก ใช้กินเล่น ภาคเหนือ 1 . ยอดอ่อน นำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก 2 . ยอดอ่อน ใบแก่คั้นน้ำนำมาใส่แกงพื้นเมือง เช่น แกงหน่อไม้ แกงแค 2 . ว่านกาบหอย ว่านกาบหอย ชื่อสามัญ Boat - lily, Oyster Lily, Oyster plant, White flowered tradescantia ว่านกาบหอย ชื่อวิทยาศาสตร์ Tradescantia spathacea Sw . (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Rhoeo discolor ( L ’ Hér .) Hance , Rhoeo spathacea ( Sw .) Stearn, Tradescantia discolor L ’ Hér . , Tradescantia versicolor Salisb .) จัดอยู่ในวงศ์ผักปลาบ ( COMMELINACEAE ) สมุนไพรว่านกาบหอย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กาบหอยแครง ว่านหอยแครง (กรุงเทพ มหานคร ) , อั่งเต็ก ฮ่ำหลั่งเฮี๊ยะ (จีนแต้จิ๋ว) , ปั้งหลานฮวา ปั้งฮัว (จีนกลาง) เป็นต้น ลักษณะของว่านกาบหอย ภาพที่ 2 0 ว่านกาบหอย (พันธุ์ใหญ่) ภาพที่ 21 ว่านกาบหอย (พันธุ์เล็ก) 2600960 -313690 19050 -321733 ภาพที่ 2 2 ว่านกาบหอย (ใหญ่) ภาพที่ 2 3 ว่านกาบหอย (ลาย) ภาพที่ 20 - 23 ที่มา : ว่านกาบหอย ( 2560 ) ต้นว่านกาบหอย มีถิ่นกำเนิดในแถบเม็กซิโก คิวบา และอเมริกากลาง มีเขตการกระจายพันธุ์ ไปยังประเทศต่าง ๆ รวมทั้งทวีปเอเชียด้วย โดยจัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีอายุได้หลายปี มักขึ้นเป็น กอ ๆ ไม่มีการแตกกิ่งก้าน ลำต้นอวบใหญ่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 . 5 - 5 เซนติเมตร มีความสูงของต้นประมาณ 30 - 50 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยไหลหรือยอด หรือปักชำในพื้นที่ปลูกในช่วงฤดูฝน หรือปักชำในถุงเพาะชำในโรงเรือนนอกฤดูฝน เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึงครึ่งวัน ใบว่านกาบหอย ใบออกจากลำต้น ออกเรียงเป็นวงซ้อนกันหลายชั้น ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปหอกยาวหรือรูปแกมขอบขนานปลายแหลม ปลายใบแหลม โคนใบตัดและโอบลำต้น ส่วนขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาและตั้งตรง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2 - 6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10 - 30 เซนติเมตร หน้าใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนหลังใบเป็นสีม่วงแดง เส้นใบขนาน มองเห็นไม่ชัด และไม่มีก้าน ภาพที่ 2 4 ดอกว่านกาบหอย (พันธุ์ใหญ่) ภาพที่ 2 5 ดอกว่านกาบหอย (พันธุ์ใหญ่) (ภาพที่ 2 4 - 2 5 ) ที่มา : ว่านกาบหอย ( 2560 ) ดอกว่านกาบหอย ออกดอกเป็นช่อที่โคนใบหรือตามซอกใบ ช่อดอกมีทั้งช่อเดี่ยวและหลายช่อ ในแต่ละช่อประกอบไปด้วยใบประดับที่เป็นมีลักษณะเป็นกาบ 2 กาบ สีม่วงแซมเขียว ลักษณะเป็นรูปหัวใจโค้ง มีขนาดกว้างประมาณ 3 - 6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร โคนกาบทั้งสองประกบเกยซ้อนและโอบหุ้มดอกขนาดเล็กสีขาวที่อยู่รวมกันเป็นกระจุก ก้านช่อดอกยาวประมาณ 1 - 5 เซนติเมตร ที่โคนก้านช่อดอกมีใบประดับ 1 ใบ สีม่วงแซมเขียว ลักษณะเป็นรูปไข่กลีบ มีก้านดอกยาวประมาณ 1 - 1 . 5 เซนติเมตร โคนก้านดอกมีใบประดับสีม่วงอ่อนเป็นเยื่อบาง ๆ ลักษะเป็นรูปไข่ ยาวได้ประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกมีกลีบสีขาวเลี้ยง 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่แกมรูป ขอบขนาน ยาวได้ ประมาณ 3 - 6 มิลลิเมตร มีลักษณะบางและใส ส่วนกลีบดอกมี 3 กลีบ กลีบเป็นสีขาว ลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 4 - 6 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 5 - 8 มิลลิเมตร แผ่นกลีบดอกหนา ตรงใจกลางดอกมีเกสรเพศผู้เป็นขนฝอย 6 อัน ก้านชูอับเรณูเป็นสีขาว รูปเรียว มีขนยาว ส่วนปลายก้านแผ่ แบนเป็นสีเหลือง อับเรณูเป็นสีแดง รังไข่ผนังเรียบ ภายในมีช่อง 3 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีออวุล 1 เม็ด (ออวุล ( O vule ) คือส่วนที่มีหน้าที่สำค ัญในการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมี ย) โดยจะออกดอกในช่วงฤดูร้อน ผลว่านกาบหอย ผลเป็นผลแห้งเมื่อแตกจะแยกเป็นแฉก 2 - 3 แฉก ลักษณะของผลเป็นรูปกระสวย ผลมีขนาดกว้างประมาณ 2 . 5 - 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3 . 5 มิลลิเมตร มีขนเล็กน้อย ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก สรรพคุณของว่านกาบหอ ย 1 . ใบและดอกมีรสจืดชุ่ม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับละปอด ใบใช้เป็นยาทำให้เลือดเย็น 2 . ใช้แก้เลือดกำเดาไหล ด้วยการใช้ดอกว่านกาบหอย 10 กรัม หรือดอกประมาณ 20 - 30 ดอก 3 . น้ำตาลกรวด ใช้ดื่นกินเป็นประจำเป็นยาแก้ไข้ (ใบ) 4 . ตำรายาไทยใช้ใบสดเป็นยาแก้เจ็บคอ แก้ไอ โดยใช้ใบสด 3 ใบ นำมาต้มผสมกับน้ำตาลกรวด เล็กน้อยดื่มเป็นยา (ใบ) 5 . ใบและดอกมีรสจืดชุ่ม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับละปอด ใบใช้เป็นยาทำให้เลือดเย็น 6 . ใช้แก้เลือดกำเดาไหล ด้วยการใช้ดอกว่านกาบหอย 10 กรัม หรือดอกประมาณ 20 - 30 ดอก 7 . ใบและดอกมีรสจืดชุ่ม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับละปอด ใบใช้เป็นยาทำให้เลือดเย็น 8 . ใช้แก้เลือดกำเดาไหล ด้วยการใช้ดอกว่านกาบหอย 10 กรัม หรือดอกประมาณ 20 - 30 ดอก 9 . น้ำตาลกรวด ใช้ดื่นกินเป็นประจำเป็นยาแก้ไข้ (ใบ) 10 . ตำรายาไทยใช้ใบสดเป็นยาแก้เจ็บคอ แก้ไอ โดยใช้ใบสด 3 ใบ นำมาต้มผสมกับน้ำตาลกรวดเล็กน้อยดื่มเป็นยา (ใบ) 11 . ตำรายาแก้ไอร้อนในปอด แก้อาการไอเป็นเลือด ให้ใช้ใบว่านกาบหอย 10 กรัม นำมาต้มกับฟัก ใส่น้ำตาลกรวดเล็กน้อย ใช้รับประทาน (ใบ) 12 . ใช้แก้หวัด แก้ไอ แก้ไอเนื่องจากหวัด ให้ใช้ดอกประมาณ 20 - 30 ดอก นำมาต้มกับน้ำ รับประทาน (ดอก) 13 . ช่วยแก้เสมหะมีเลือด ด้วยการใช้ดอกว่านกาบหอยประมาณ 20 - 30 ดอก นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ดอก) 14 . ดอกมีรสชุ่มเย็น ใช้ต้มกับเนื้อหมูรับประทานเป็นยาช่วยขับเสมหะ แก้ไอแห้ง ๆ (ดอก) 15 . แก้อาเจียนเป็นเลือด ให้ใช้ใบสด 3 ใบ นำมาต้มผสมกับน้ำตาลกรวดเล็กน้อยดื่มเป็นยา (ใบ , ดอก) 16 . ใบและรากหากใช้ในปริมาณมากจะเป็นยาทำให้อาเจียนได้ (ใบและราก) 17 . ช่วยแก้บิด ถ่ายเป็นเลือด (ใบ , ดอก) ตำรายาแก้บิดระบุให้ใช้ยาสด 120 กรัม (เข้าใจว่าคือส่วนของดอก) แลน้ำตาล 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินตอนอุ่น ๆ โดยทั่วไปกิน 1 ชุด ก็จะเห็นผลแล้ว และเมื่อกินติดต่อกันไปอีก 3 - 4 ชุด จะหายขาด และไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด (ดอก) 18 . ช่วยแก้บิดจากแบคทีเรีย ให้ใช้ดอกแห้ง 20 - 30 ดอก นำมาต้มกับน้ำดื่ม (ดอก) 19 . ใช้แก้กรดไหลย้อน โดยใช้ใบว่านกาบหอยแครงและใบเตยสด อย่างละเท่ากัน นำมา ต้มกับน้ำจนเดือด ใช้ดื่มต่างน้ำทั้งวัน วันละ 3 - 4 ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำมะนาว 1 ช้อนชา และเกลือป่นอีกเล็กน้อย แล้วอาการของกรดไหลย้อนจะค่อย ๆ ดีขึ้น ถ้าต้องการให้หายขาด ก็ ให้ดื่มติดต่อกันเป็นเวลา 3 - 6 เดือน แต่มีข้อแม้ว่าห้ามกินแล้วนอนอย่างเด็ดขาด และหลังกินอาหารต้องออกกำลังกายเบา ๆ ด้วยทุกครั้ง (ใบ) 20 . ใบและรากหากใช้ในปริมาณมากจะมีสรรพคุณเป็นยาถ่าย (ใบและราก) 21 . ตำรายาจีนจะใช้ดอกของว่านกาบหอยเป็นยาแก้อาการตกเลือดในลำไส้ (ดอก) 22 . ช่วยแก้ปัสสาวะเป็นเลือด (ใบ , ดอก) 23 . ในอินโดจีน จะใช้ต้นนำมาต้มเอาไอรมแก้ริดสีดวงทวาร (ต้น ) 24 . รากนำมาใช้เป็นยาบำรุงตับและม้ามพิการได้ดี (ราก) 25 . ในประเทศอินเดีย จะใช้ว่านกาบหอยผสมกับน้ำมันงา ใช้เป็นยาพอกแก้ต่อมน้ำเหลืองบวม (ใบ) 26 . ใช้เป็นยาห้ามเลือด (ดอก) 27 . ในไต้หวันจะใช้เป็นยาพอกแผล มีดบาด และแก้บวม (ดอก) 28 . ตำรายาแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน อันเกิดจากการทำนา ให้ใช้น้ำคั้นจากใบว่านกาบหอยมา ทาบริเวณมือและเท้า และปล่อยให้แห้งแล้วค่อยลงไปทำนา โดยการทาน้ำคั้นจากใบของต้นว่านกาบหอย 1 ครั้ง ก่อนลงและหลังลงไปทำนา จะช่วยป้องกันมือและเท้าเน่าเปื่อยได้ดี หากมือและเท้าเน่าเปื่อยแล้ว ก็ให้ทาเพื่อรักษาได้เช่นกัน ซึ่งจากการทดสอบ 2,000 ราย พบว่าได้ผลดี (ใบ) 29 . ในประเทศอินเดียจะใช้ว่านกาบหอยผสมกับน้ำมันงา ใช้เป็นยาพอกรักษาโรคผิวหนัง และโรคเท้าช้าง (ใบ) 30 . ส่วนในประเทศมาเลเซียจะใช้ใบเป็นยาแก้คุดทะราด และในชวาจะใช้เป็นยาแก้กลาก (ใบ) 31 . ช่วยแก้อาการฟกช้ำ แก้ฟกช้ำภายใน เนื่องจกการพลัดตกจากที่สูง หรือเกิดจากการหกล้มฟาดถูกของแข็ง ให้ใช้ใบสด 3 ใบ นำมาต้มกับน้ำตาลกรวดเล็กน้อยใช้ดื่มเป็นยา (ใบ) หมายเหตุ : ให้ใช้ใบสดหรือใบที่ตากแห้งแล้วเก็บไว้ใช้ ส่วนดอกให้เก็บดอกที่โตเต็มที่ แล้วนำมาตากแห้ง หรืออบด้วยไอน้ำ 10 นาที แล้วจึงนำไปตากแห้งเก็บไว้ใช้ และวิธีการใช้ตาม [ 1 ] และ [ 3 ] ให้ใช้ใบแห้งครั้งละ 15 - 35 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม ถ้าใช้ภายนอกให้ใช้ใบสดนำมาตำแล้วพอก ส่วนดอก ถ้าเป็นดอกแห้งให้ใช้ครั้งละ 10 - 15 กรัม แต่ถ้าเป็นดอกสดให้ใช้ครั้งละ 30 - 60 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้เข้าตำกับตำรายาอื่น ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของว่านกาบหอย 1 . สารที่พบได้ในดอกและใบ คือสารจำพวก Flavonoid G lycoside และพบสาร Carboxylic A cid, วิตามินซี นอกจากนี้ใบยังพบสาร Latax เป็นต้น 2 . มีรายงานว่าส่วนที่สกัดจากทั้งต้นของว่านกาบหอยมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อสแตฟีย์โลคอคคัสเอาเรียส ( Skphylococcus A ureus ) และเชื้ออีโคไล ( Escherichia coll ) ได้ ข้อห้ามในการใช้ว่านกาบหอย สตรีมีครร ภ์หรือผู้ที่มีร่างกายอ่อน แ อ ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้ ประโยชน์ของว่านกาบหอย 1 . ในประเทศอินเดียและชวาจะใช้ใบอ่อนมาปรุงเป็นอาหาร 2 . ใช้ทำน้ำดื่มหรือทำไวน์ โดยวิธีการทำน้ำว่านกาบหอยแครง ให้เตรียมส่วนผสม ดังนี้ ใบว่านกาบหอย 5 - 15 ใบ , น้ำตาลทราย 1 / 3 ถ้วย และน้ำสะอาด 2 1 / 2 ถ้วย ขั้นตอนแรกให้นำว่านกาบหอยแครงสดมาล้างน้ำให้สะอาด โดยแช่ด่างทับทิมประมาณ 10 - 20 นาที เสร็จแล้วน ำ มาหั่นตามขวางให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่ลงไปในหม้อน้ำเดือ ด ต้มให้เดือดประมาณ 3 - 7 นาที แล้วเติมน้ำทรายให้พอหวาน กรองเอาแต่กากออก ก็จะได้น้ำว่านกาบหอยแครงสีชมพูอ่อนดูน่ารับประทาน แล้วให้กรองใส่ขวดนึ่งประมาณ 20 - 30 นาที เมื่อเย็นแล้วให้เก็บใส่ตู้เย็น เพื่อเก็บไว้ดื่มได้หลายวัน 3 . ใบนำมาปิ้งให้แห้ง แล้วบดให้เป็นผงผสมกับน้ำมัน หรือใช้น้ำคั้นจากต้นที่เคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา นำมาทาศีรษะจะช่วยทำให้ผมดกดำ และช่วยแก้ผมหงอกก่อนวัยได้ (ต้น , ใบ) 4 . ในประเทศอินเดียจะใช้น้ำคั้นจากต้นว่านกาบหอยผสมในหมึกสัก 5 . ส่วนในประเทศใช้จะใช้พืชชนิดนี้ร่วมกับผลมะเกลือย้อมผ้า จะทำให้ผ้าสีติดทนดี 6 . นิยมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปตามสวน สนาม สวนยา ตามโคนต้นไม้ขนาดใหญ่ ปลูกคลุมดิน หรือปลูกใส่กระถางไว้ทำยาตามบ้านเรือน พันธุ์ไม้ชนิดนี้มีอายุหลายปี ไม่ต้องดูแลรักษามาก ใบไม่ค่อยร่วง และออกดอกสวยงามได้ตลอดปี (ส่วนพันธุ์แคระจะไม่ออกดอก) 7 . นอกจากจะใช้เป็นยารักษาในคนแล้ว ยังใช้กับสัตว์ได้ด้วย เช่น ถ้าสัตว์เลี้ยงมีบาดแผลเลือดออก ฟกช้ำ ก็ให้ใช้ต้นสดนำมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็น หรือหากวัวปัสสาวะเป็นเลือด ก็ให้ใช้ต้นแห้งร่วมกับผักกาดน้ำ อย่างละประมาณ 60 - 120 กรัม ต้มกับน้ำให้วัวกิน หรือถ้าวัวถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ก็ให้ใช้ต้นว่านกาบหอยสด ๆ รวมกับพลูคาวสด และก้านบัวหลวงแห้ง อย่างละประมาณ 120 - 240 กรัม ผสมกับน้ำตาลทรายลงไปต้มให้วัวกิน เป็นต้น (ว่านกาบหอย . 2560 ) 3. เบญจรงค์ (อ่อมแซบ หรือ ตำลึงหวาน ) ภาพที่ 26 สมุนไพรเบญจรงค์ ภาพที่ 2 7 ดอกเบญจรงค์ ภาพที่ 2 8 ดอกเบญจรงค์ ภาพที่ 2 9 ดอกเบญจรงค์ 5 สีใน 1 ดอก ภาพที่ 26-29 ที่มา : ตำลึงหวานวัชพืชมากประโยชน์ ( 2560 ) เบญจรงค์ 5 สี มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น บุษบาริมทาง ตำลึงหวาน อ่อมแซ่บ ก็ เรียก เป็นสมุนไพรที่มีสี ม่วง เป็นทั้งผักและสมุนไพร สรรพคุณทางยา ของเบญจรงค์ 5 สี ช่วยแก้ปวดบวม แก้ปวดตามข้อ ถ่ายพยาธิ แก้หอบหืด ลำต้นใช้รักษาโรคข้อรูมาติซึม รากของเบญจรงค์ 5 สีใช้แก้ผื่นผิวหนัง ส่วนที่นิยมนำไปใช้ที่สุดคือการใช้แก้ โรคเบาหวาน ผักอ่อมแซบหรือเบญจรงค์ 5 สี หรือ ตำลึงหวานหรือลืมผัวหรือ บุษบาริมทางหญ้าเบญจรงค์ก็คือต้นอ่อมแซบนั่นเอง เป็นพืชคลุมดินธรรมดา ไม้ล้มลุก สูง 30-60 ซม. บางครั้งเป็นเถา มีดอกหลากสีบอบบาง ได้แก่ สีเหลือง สีขาว สีม่วงขาว สีม่วงเข้ม และสีชมพูคนอีสานชอบเอามาทำแกงอ่อม ส่วนใหญ่จะขึ้นเองแล้วก็งอกงามไปเรื่อยๆ โรคแมลงไม่ค่อยมี แต่มีคุณค่าทางอาหาร และทางสมุนไพร กินสดหรือจะปรุงเป็นเมนูต่างๆเช่น ผัดไฟแดง แกงจืด แกงอ่อม ชุปแป้งทอด ลวก-กินสดจิ้มน้ำพริก และนำมาใช้ผสมกับใบย่านาง หญ้าม้า เตยหอม เพื่อทำน้ำคลอโรฟิล ไว้ดื่มตอนท้องว่าง ตามสูตรของหมอเขียว (สูตรยาสมุนไพรรักษามะเร็ง . 2560 ) ภาพที่ 3 0 ลักษณะต้นอ่อมแซบ ภาพที่ 3 1 อ่อมแซบขึ้นงามได้ทั่วไป ภาพที่ 3 2 อ่อมแซบธรรมชาติ วงศ์ ACANTHACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Asystasia ga
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive