620720 วิจัยองค์ธรรมสังกัปปะ 7 ภาคปฏิบัติจริง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์296 KB
วันที่แก้ไข2 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

620720 วิจัยองค์ธรรมสังกัปปะ 7 ภาคปฏิบัติจริง (พ่อครูว่า)...เราพัฒนาชีวิตของเราให้มีคุณค่า ชีวิตที่มีคุณค่าคืออย่างไร ชีวิตที่มีคุณค่าคือ 1.ชีวิตที่มีความรู้ เป็นความรู้ทางโลกที่ควรจะรู้ด้วย 2.ชีวิตที่มีความสามารถ รู้แล้วก็สามารถทำได้ด้วย 3.ความเจริญที่ดีที่สุดของชีวิตคือเรียนรู้กิเลสแล้วก็ลดกิเลสให้ได้ ลดความเห็นแก่ตัว แล้วก็ต้องเห็นแก่ผู้อื่นสร้างประโ่ยชน์ให้แก่ผู้อื่นยิ่งๆขึ้นได้ ลดกิเลสของตนเองอย่างหมดเนื้อหมดตัว เห็นคุณค่าของตัวเราว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถมีคุณค่าเป็นคนที่มีประโยชน์และเป็นคนดี การศึกษาแบบนี้ครบแล้วอย่างที่พูดมานี่ไม่บกพร่องเลย แต่การศึกษาทุกวันนี้เขาเรียนความรู้ความสามารถขยันเต็มเท่าที่ทำได้คิดได้ จะขี้เกียจขยันอย่างไรก็ทำกันได้แต่เขาไม่่ได้ลดกิเลสไม่ได้เรียนรู้กิเลส ไม่ได้เรียนรู้ว่าเขามีคุณค่าต่อผู้อื่นว่าคือผู้เสียสละ เขาไม่ได้เรียนการเสียสละ เขารู้ว่าการเสียสละคือการทำให้ผู้อื่น เขาไม่ได้เรียนแล้วก็ไม่ได้ฝึกให้เป็นผู้เสียสละ การเสียสละคือการขาดทุน การขาดทุนของเราคือกำไร (ท่านแสนดิน)...เขาก็เลยตอบได้แต่ปัจจุบันเท่านั้นอนาคตรู้สึกว่าไม่แน่นอน พ่อครูว่า...นั่นแหละจะเป็นอนาคตหรือปัจจุบันก็ตามถ้าเรารู้ ปัจจุบันก็ทำได้ถ้าไม่รู้ปัจจุบันเราจะทำอะไรได้เหมือนเด็กที่เขายังไม่โตจะทำอะไรได้ เขาจะทำอะไรอย่างอนาคตที่เขาโตไม่ได้ จะทำได้ขนาดที่ตัวเองเป็นในปัจจุบัน เขาทำได้แค่นั้นเขาควรได้ฝึก เขาไม่พยายามเขาไม่รู้ว่าต้องยื่นมือออกไปเขาจึงจะไปถึงตรงนั้น ต้องยกมันถึงจะขึ้นมา เขาไม่รู้เขาก็ไม่ได้ทำ (ท่านแสนดิน)...เขาคิดหวังอนาคตแต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร พ่อครูว่า...เขาไม่รู้เขาก็ไม่ได้ฝึกอะไร จะทำอะไรจึงจะเป็นอย่างนี้ในอนาคตแล้วก็ฝึกฝนทำจนได้เขาก็ไม่ไ

อ่านต่อ

ด้ทำ (ท่านแสนดิน)...ถ้าจะทำให้เกิดสองเราต้องทำจากหนึ่งก่อนจะเป็นศูนย์ก็ต้องมีคนที่ทำได้ก่อนแล้วก็มาสอนเรา เรารู้เองไม่ได้หรอกเราก็ต้องเรียน สอนอย่างไรเขาก็สอนให้ทำอย่างนี้ รู้ให้ความหมายให้รู้ความจริงให้รู้ความดีรู้ประโยชน์แล้วก็รู้ว่าควรจะทำ เขาไม่ทำเขาขี้เกียจก็สอนว่าอย่าขี้เกียจสิ (ท่านแสนดิน)...เหมือนที่ตอบว่าถ้ามีกิเลสก็ลดกิเลสสิ แล้วทำอย่างไรล่ะก็ลดอย่างนี้สิ พ่อครูว่า... รู้กิเลสต้องรู้นำ ไม่ใช่รู้กิเลสก็กดจิตเอา กดจิตมันรู้กิเลสตรงไหนเล่า รู้นำคือรู้จิตกิเลสตัวไหน กิเลสตัวขี้เกียจ กิเลสอยากได้อันนั้นอยากได้อันนี้ก็อย่าอยากได้ อย่าเป็นอย่างนั้น พลังงานจิตมันเป็นประธาน (ท่านแสนดิน)...บางทีมันรู้แต่ไม่อยากทำ พ่อครูว่า...รู้ก็ยังดีแต่ไม่อยากทำ ไอ้ที่ไม่รู้เลยไปนั่งหลับตาหลับจิตจะไปรู้อะไรล่ะ เขาก็อยู่อย่างนั้นไม่มีอะไร ง่ายๆตื้นๆ เขาไปไม่ออกแล้ว มันเพี้ยนไปว่าจะหยุดกิเลสคืออยู่เฉยๆหยุดดื้อๆหยุดกิเลสเขาไม่รู้แล้ว หยุดอะไรอันแรกก็หยุดอยู่เฉยๆไม่กระดุกกระดิก หยุดคิดหยุดพูดหยุดลืมตา หยุดใจหยุดได้ยินเสียง เขาทำได้นะเขาหยุดความเจ็บปวด เพราะเขาหยุดความรับรู้ (ท่านแสนดิน)...อย่างนั้นถ้าหยุดแบบสมถะฤาษีแต่เราก็ลืมตานั่นแหละแต่เราไม่ได้ทำวิปัสสนา มันก็กดๆไว้… พ่อครูว่า...ใช่ ลืมตาสมถะได้ ว่างนิ่งเฉยหยุดรู้นิ่งเฉยหยุดได้อย่างสายท่านพุทธทาส (ท่านแสนดิน)...ตอนนี้ไลน์เชียร์ลุงตู่สนุกมากเลย คนนี้เขาส่งมาจังอีกคนก็ท้วง คนที่ถูกท้วงมาส่งรูปมาบอกว่าฉันก็คนใจเย็นนะ ให้อนุโลมบ้าง ถ้าสมถะแบบตาบอดตาใสล่ะ (สู่แดนธรรม)...เรื่องการหยุดนี่เขาถือว่าความคิดนี่ถ้าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องไม่ให้ความคิดมารบกวน เพราะว่าความรู้ที่เกิดจากการคิดนี่ถือเป็นความรู้ที่ไม่บริสุทธิ์เป็นการปรุงแต่ง อย่างนั้นเขาจึงดับความคิด อย่างอาจารย์บูรพาเขาวิเคราะห์ให้ฟังว่าปัญญาจะเกิดอย่างไรเขาต้องดับวจีสังขารปรับความคิดถ้ายังมีความคิดอยู่มันไม่ใช่ปัญญาบริสุทธิ์ มีการปรุงแต่งเขาจึงหมายถึงอุเบกขาตัวที่ 4 ว่ามีวจีสังขารไม่ได้ พ่อครูว่า... อุเบกขาตัวที่ 4 เป็นผลของการเรียนรู้การสังเคราะห์สังขารของตรรกะ วิตรรกะ จนกระทั่งเป็นผลของอัปนา พยับปนา เจตะโส อภินิโรปทา จึงจะเกิดผลแล้วเพราะเป็นวจีสังขาร เริ่มตั้งแต่ตรรกะแล้วก็รู้ผลของสังกัปปะ เมื่อมีตรรกะแล้วก็รู้ว่ามีอะไรปรุง มีการปรุงเเต่งจิตแล้วก็เรียนรู้จิตที่มันคิดมันเริ่มดำริ วิจัยความคิดนึกว่ามีตัวกิเลสผสม ก็จับกิเลสตัวผสมที่เป็นสักกายะตัวนั้น อาการก็คือเวทนาในเวทนาเราก็อ่านไม่เวทนาเพื่อรู้เหตุเราก็ดับเหตุถ้าดับเหตุด้วยสมถะมันก็สมถะซึ่งจริงๆแล้วก็ต้องทำสมถะอยู่บ้าง จริงๆแล้วเราต้องใช้ความรู้ว่าเออกิเลสนี่มันไม่มีตัวตนจิตมันสะอาดจิตที่รับรู้เป็นธาตุรู้ เอ็งเป็นตัวรู้แฝง รู้เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นตัวเหตุจะให้ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มาบังคับให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เอ็งอย่ามาเกี่ยวอย่ามายุ่ง แยกให้ได้ว่าเอ็งนั่นแหละเป็นตัวทำให้เกิดสุขเกิดทุกข์ เอ็งเป็นตัวการเอ็งไม่มีตัวตนหรอกเป็นอนัตตา เอ็งเกิดมาแล้วเอ็งก็ไป จิตของข้าเป็นธาตุรู้ก็รู้อะไรในตัวเองถ้ารู้ก็รู้อันอื่นไปอีกต่อแล้วก็โง่ก็เป็นอย่างนี้อีกเป็นอย่างนี้อีกตลอดกาลนานนั่นแหละ (ท่านแสนดิน)...ถ้าความคิดของเรามีกามพยาบาทปน พอเราแยกออกมันก็จะไปคิดอย่างอื่นได้ ถ้าเรามีวสวัสตีเราก็คุมความคิดเราได้ พ่อครูว่า...ได้เพราะธาตุจิตเราทำงานอยู่ ธาตุจิตเรามีชีวินทรีย์ มันมีอินทรีย์ของความเป็นชีวะชีวิตอยู่ มันก็ทำงานไปเพียงแต่ว่าเราแยกมันให้ออก แล้วเราก็เข้าใจอันนี้ให้ได้ ไอ้หน้าหมา ไป เรารู้ให้ทันรู้ให้มันได้ จริงๆถ้าเรารู้ว่าเราแยกได้ รู้ว่านี่เป็นกิเลสนะ เราเองโดยปฏิภาณสามัญใครมันจะเอาไว้เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาเรียนรู้ เฮ้ย ไอ้หน้าหมาไป มันทุกทีล่ะนี่เรารู้ทันกิเลสมันก็จะลดลงไป เราจะมีพลังในการขจัดออกไปสูงไม่สูง ถ้าขจัดได้สูงก็ไปเร็ว มันจะค่อยๆรู้ค่อยๆทำ รู้แล้วก็ทำก็จริง จริงแล้วมันก็มีวันหมดจนได้แล้วธาตุรู้ที่เป็นมุทุธาตุก็จะยิ่งเร็ว ประสิทธิภาพทั้ง Dynamic และ Static ที่อยู่ในมุทุธาตุ ที่ทำได้ก็เป็น Static ไป Static ที่รู้เร็วก็เป็น Dynamic เป็นตัวมุทุธาตุที่เป็นเทวะ มุทุมีทั้งธาตุบวกลบ เป็นทั้ง Static และ Dynamic อยู่ในตัวเป็นเทวะุ (ท่านแสนดิน)...พ่อท่านสามารถคุมความคิดได้ อย่างตอนนอนความคิดแบบกามแบบพยาบาทมันก็ไม่มา มันก็มีแต่ความคิดที่พ่อท่านสามารถเลือกได้หรือเปล่า พ่อครูว่า...เลือกได้ (ท่านแสนดิน)...แต่ก่อนเลือกไม่ได้ก็จะปรุง พ่อครู...มันเลือกไม่ได้ จะหยุดก็ยังหยุดไม่ได้ด้วย (ท่านแสนดิน)...แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามันผิดด้วยก็ยิ่งแย่ใหญ่เลย เป็นภพเป็นชาติคิดสารพัด พ่อครูว่า...ใช่ๆ เผลอปรุงไปเรื่อย (ท่านดินไท)...ในความคิดมันมีอาการลิงคะนิมิตไหมครับ พ่อครูว่า...ก็เทียบกิเลสกับตัวจิตจริง มันก็ลิงคะมีความแตกต่าง (ท่านแสนดิน)...ในความคิดนั้นมีอารมณ์อยู่ด้วยไหมครับ พ่อครูว่า...มีอารมณ์ของปัญญา อารมณ์ของธาตุรู้เรารู้ด้วยปฏิภาณปัญญาแล้วก็ไม่ให้มันมีแล้วก็รู้ว่าเอ้อมันไม่มีแล้วก็เป็นธาตุสะอาด (ท่านแสนดิน)...เป็นความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมาอย่างขาวสะอาด พ่อครูว่า...ใช่ เป็นความคิดที่สะอาดที่ดีคิดได้เร็ว (ท่านแสนดิน)...อย่างนี้ก็เป็นกายอย่างหนึ่ง พ่อครูว่า...ใช่เป็นกายอย่างหนึ่งเป็นกายในจิตเป็นธาตุรู้ที่สะอาดที่คิดมีคุณค่ามีประโยชน์ไม่มีกิเลสปรุงเป็นโลกุตรธาตุเป็นธาตุโลกุตระ ที่เป็นจิตคิดแต่ไม่มีกิเลสร่วม เป็นอสังขาริกัง ไม่มีกิเลสร่วมเข้ามาผสมไม่มีเลยเป็นธาตุคิดธาตุจิตที่สะอาด สะอาดปริสุทธาปริโยทาตา มันจะมุทุเท่าไรมันก็เอาไปใช้กัมมันยา ดีเหมาะสมควรที่สุด เพราะฉะนั้นทุกอย่างประภัสรา จิตก็สะอาดกรรมก็สะอาดผลงานที่ได้ก็สะอาดประภัสรา ประภัสสรคือสะอาดทุกอย่าง จิตสะอาดการกระทำสะอาดผลที่ได้ก็สะอาด สวยงามประภัสสร (ท่านแสนดิน)...แต่กว่าจะสะอาดมันต้องล้างก่อนมันต้องรู้ก่อน พ่อครูว่าา...ใช่ เพราะเหตุปัจจัยที่จะสกปรกไม่มีเลย (ท่านแสนดิน)...คุณดินนาบอกว่าตอนนี้จิตมันตกภพอยู่กับแม่กับน้องก็ไม่อยากจะปรุงอะไรมากแต่พอมันอยากจะออกจากภพนี้ก็มันมีงานมีคนมาดูงานก็ต้องไปบอกให้เอากล้องไปถ่าย คราวนี้มันอยากให้ไปมันก็มีเจตนาอยากให้ไปแต่ตอนบอกก็อ่านเจตนาได้ว่ามีความกดดันอยากจะให้ได้ดั่งใจมันไม่มีขากล้องก็รีบหา ได้อ่านตัวที่มันไปปรุงแต่งแล้วก็อยากที่จะให้สมใจคือจะบังคับ พ่อครูว่า...อย่างนี้ดี หัดอ่านจิตที่มันมีตัวร่วมปรุงร่วมแต่งร่วมเสริม มันรู้ได้เป็นระดับเป็นขั้นๆ (ท่านแสนดิน)...มันปรุงจนจะเป็นวจีกรรม พ่อครูว่า...อย่างนั้นถูกต้องแล้วฝึกไปอย่างนั้น ยิ่งฝึกก็ยิ่งได้ยิ่งชำนาญ ไอ้ความที่จะชำนาญคล่องแคล่วเวทนาก็คล่องแคล่วเป็นปุญญตาสังขารสัญญาก็คล่องแคล่วถูกต้องแล้ว (สู่แดนธรรม)...แตกต่างจากตอนที่ผมปฏิบัตินั่งหลับตาคืออาจารย์ก็เหมือนกันเวลานั่งปฏิบัติหลับตาจะไม่มีธรรมวิจัยเพราะถ้าขืนไปทำธรรมวิจัยก็จะฟุ้งซ่าน พ่อครูว่า...ธรรมะวิจัยกับฟุ้งซ่านถ้าเห็นความหมายของสภาวะนี้เป็นอันเดียวกันก็จบเลย ก็จะไม่ธรรมวิจัยอะไรเลย เพราะฉะนั้นทำฌานคุณก็ไม่วิตกวิจารณ์อะไร ทำฌานต้องมีปัญญา (สู่แดนธรรม)...ฌานที่มีปัญญาอันดับแรกก็ต้องมีธรรมวิจัยนี่แหละ ผมก็เลยนึกถึงพระสารีบุตรท่านสอนเอาไว้มากเลยในการสอนให้แยกแยะโดยเฉพาะคำว่าโดยส่วนเดียวก็มีความละเอียด ท่านจะวินิจฉัยอย่างเดียวหรือไม่ใช่อย่างเดียวเพราะมันยังมีส่วนสองอยู่ มีหลายคำเลยเช่น เนกขัมมะ เป็นคำเดียวแต่ถ้าราคะจะเป็นสอง ในนิวรณ์ห้าอะไรที่ตรงข้ามเป็นอย่างเดียวส่วนนิวรณ์5เป็นสองอย่าง ถ้าโกรธเป็นสองอย่าง ถ้าความไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียว ความฟุ้งซ่านเป็นสองอย่าง ปัสสัทธิเป็นอย่างเดียว อะไรที่เป็นกิเลสร่วมถือว่าเป็นสองอย่าง เช่น ฟุ้งซ่านอุทัจจะ แล้วทำให้เหลือสิ่งที่ไม่มีกิเลสถือว่าเป็นอย่างเดียว พ่อครูว่า...เเพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่แต่เพียงผู้เดียวถือว่ามีตัวอยู่ร่วม (สู่แดนธรรม)...การไม่มีปิติถือว่าเป็นสองอย่าง มีปิติที่เป็นสัมโพชฌงค์นะครับก็ถือว่าเป็นส่วนเดียวเป็นเอโก แสดงว่าเรื่องธรรมะ2ของพ่อท่านยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาอีกมาก พ่อครูว่า...ไม่ใช่ของอาตมาของพระพุทธเจ้าเดี๋ยวขี้กลากขึ้นหัว (สู่แดนธรรม)...ถ้าครูบาอาจารย์ผมสอนว่าอย่าไปอ่านอย่าไปศึกษาให้นั่งหลับตาเดี๋ยวจะรู้เองก็เราทำน้อยก็ดูอาจารย์ที่ทำมามากถ้าท่านรู้เองท่านก็ต้องรู้ในสิ่งเหล่านี้บ้างสิเช่นธรรมวิจัยอะไรเหล่านี้ ดูๆแล้วท่านก็ไม่นำมาสอนกัน ( พ่อครูว่า...ก็ไม่รู้ที่อาตมาพูดๆนี่ก็ไม่เอามาสอนกัน พวกนี้พวกฟุ้งซ่าน พระพุทธเจ้าท่านฟุ้งซ่านมาก่อน โบราณาจารย์ท่านฟุ้งซ่านกันมาทั้งนั้นแล้วก็เป็นอรหันต์แต่พวกไม่ฟุ้งซ่านก็เป็นอรหอย อรเหวลงเหวหมด (ท่านแสนดิน)...หลวงปู่สุชาติอภิชาโตกล่าวว่า พวกที่ใช้ปัญญาไม่ใช้สมาธิเป็นคนที่ถ้ารู้ก็รู้ด้วยความคิดไม่ใช่รู้ความจริง คิดว่าบรรลุถึงขั้นนั้นขั้นนี้แล้วก็คิดไปเองกิเลสยังไม่ตายแม้สักตัวเดียวกิเลสมันกลับมีเพิ่มขึ้นก็คือกิเลสความหลงผิดคิดว่าตัวเองบรรลุแล้วทีนี้ก็ไม่ปฏิบัติแล้วกิเลสก็หลอกให้เป็นอาจารย์หลักไม่ต้องไปสั่งไปสอน ท่านบอกว่าศีลควบคุมวาจาให้สงบได้แต่ควบคุมจิตให้สงบไม่ได้( พ่อครูว่า...เรียนกันมาอย่างนี้ก็ผิด พะรพุทธเจ้าท่านสอนไว้ในศีลสูตร คนละเรื่องตรงข้ามกันเลย ต้องรู้ตั้งแต่เริ่มต้นทำจิตให้มันอุปะมุชชะ (ท่านแสนดิน)...เขาแยกส่วนหมดเลย ศีลควบคุมกายให้สงบได้แต่ควบคุมจิตให้สงบไม่ได้ สมาธิควบคุมจิตให้สงบจากกิเลสได้แต่ไม่สามารถฆ่ากิเลสได้ ( พ่อครูว่า...คุณใช้สมถะควบคุมกิเลสไม่ได้ใช้สมาธิสักหน่อย สมาธิเป็นจิตผลไม่ได้เอาไปใช้งาน (ท่านแสนดิน)...เมื่อสมาธิแน่นหนามั่นคงแล้วปัญญาจะแหลมคม สมาธิจะพิจารณาโลภโกรธหลงได้จนสามารถฆ่ากิเลสจากจิตได้คือชัดเจนเลยว่าสมาธิของเขาแค่กดควบคุมจิตให้สงบจากกิเลสได้แต่ไม่สามารถฆ่ากิเลสได้แล้วปัญญาสามารถฆ่ากิเลสได้เมื่อสมาธิแน่นหนามั่นคงแล้ว ( พ่อครูว่า...ปัญญาจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติสัมปัชชัญะ มีวิริยะทำประกอบร่วมกับมรรค8 ประกอบทั้งขณะสัมผัส สังวร สัมผัสทั้งตาหูจมูกลิ้นกายใจทำอาชีพการงานทุกอย่างกำลังพูดก็ตรรก วิตรรก สังกัปปะ นี่คือสังกัปปะ7 แล้วก็เลือกจับกิเลสให้ได้ ล้างกิเลส ลดกิเลส ตกผลึกเป็นอัปนา ทำได้อีกก็ตลกผลึกเป็นพยับปนา เจตโสอภินิโรปนา ตั้งมั่นแข็งแรงเรียกว่าสมาธิ สองขาสองข้าง ตรรก วิตรรก สังกัปปะ อัปนา พยพปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นตัวปฏิบัติแล้วจึงรวมผลเป็นคู่ๆไปวิจัยสังขาร เป็นอภิสังขาร เกิดสั่งสมอยู่ในจิตจนเป็นวจีกรรมเป็นกายกรรมกายวิญญัติวจีวิญญัติข้างนอก แต่ถ้ายังไม่ออกมาเรียกว่าจิตสังขาร ถ้ามีอธิวัจนะก็อยู่ในวจีสังขาร ถ้ายังไม่มีก็เป็นปฏิฆะสัมผัสโสอยู่ข้างใน (ท่านแสนดิน)...มันก็เหมือนกับว่าเราไม่โกรธๆสะกดเอาไว้แต่นี่เราวิจัยโกรธเราเรียกอาการโกรธที่มีในจิตว่าแบบนี้ ความโกรธหนาแน่นขนาดนั้นขนาดนี้มีมานะอย่างนี้แต่นี่มันต่างจากท่องว่าเราไม่โกรธๆใช่ไหมครับ แล้วพ่อท่านก็สอนว่าไอ้นี่มันไม่ใช่เรามันเป็นแขกมาเดี๋ยวมันก็หายไป พ่อครูว่า...ธาตรู้ก็อยู่ที่เรา เดี๋ยวเราก็รู้ตัวใหม่มาอีกไอ้กิเลสมันก็มีตัวใหม่อีกเราก็รู้มันให้ได้จนธาตุรู้รู้ว่าเอ้อกิเลสมันไม่มาตอนนี้กิเลสมันมาช้าหนักเข้าหนักเข้ามันไม่มาได้จนมันไม่มา (ท่านแสนดิน)...ต้องดู progression ถ้ามันกดข่ม progression มันนิ่งๆ (สู่แดนธรรม)”””ผมฟังเจ้าอาวาสชื่อสุชาติใช่ไหมครับ ผมฟังแล้วเป็นเชิงทิฐิมากกว่า ซึ่งการที่จะวินิจฉัยถูกต้องจริงๆน่ะ ปัญญานี้ผมเข้าใจเลยว่า พระอาจารย์เก่าของผมสอนกันมาเนี่ยเขาให้ความหมายของปัญญาว่าคล้ายๆเป็นผลที่เกิดขึ้นของปัญญาที่เป็นอัจฉริยะเขาถือว่าปัญญาที่ปิ๊งออกมาเนี่ย ไม่ใช่อย่างที่พวกเราเข้าใจ ปัญญาคือเห็นจริงตามความเป็นจริงในขณะที่กำลังสังวรอยู่วินิจฉัยอยู่ใช้ธรรมะอยู่ เห็นความแปรไปเปลี่ยนไป เป็นอนิจจังไปเรื่อยๆแต่ถ้าของเขาเป็นปัญญาอะไรที่มีความพิเศษ พ่อครูว่า...ปัญญาเป็นอะไรที่วิเศษได้จริงแต่ของเขามันแบบอัตโนมัติ ของเรามันมีเหตุเป็นสามัญ ปัญญาเป็นแบบอัจฉริยะก็ได้ อัจฉริยะมันมาจากอาริยะ มีจริงปัญญาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาจัตารีสูตรมันชัดแล้ว ปัญญาจะเกิดจะเจริญมีอินทรีย์พละเป็นปัญญินทรีย์ปัญญาพละได้ ต้องปฏิบัติองค์ 3 เกิดจากต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องมีธรรมะวิจัยและคุณต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อนแล้วคุณก็ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 แล้วก็ต้องมีวิจัยในการปฏิบัติจะเกิดผลมาเป็นปัญญินทรีย์ปัญญาพละ กระบวนการของ6นี้มันชัดเจนแล้ว อยู่ดีๆไปนั่งหลับตาพุทธเจ้าไม่เคยสอนปัญญาจะเกิดเองไม่เคยมีซึ่งมีหลักฐานในมหาจัตตารีสกสูตร (สู่แดนธรรม)...ถ้าเขายอมรับทั้ง 6 ข้อนี้แล้วจะเกิดขึ้นในตอนหลับตาได้หรือ พ่อครูว่า...ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะหลับตาเลยก็บอกก็พูดไปไม่รู้กี่ทีแล้ว (สู่แดนธรรม)...เขาคิดว่าถ้าใช้ธรรมวิจัยแยกแยะถือเป็นการปรุงแต่ง (ท่านแสนดิน)...มีสมาธิตอนหลับตาแล้วมาใช้ในตอนลืมตาไม่เข้ากับปัจจุบันเพราะปัจจุบันมันเคลื่อนไป พ่อครูว่า...ไม่มีปัจจุบันเกิดไม่ได้ (ท่านแสนดิน)...ความคิดเสียแล้วจะมีธรรมะวิจัยอย่างไร สังขาร ปุณญาภิสังขารก็ไม่เกิด พ่อครูว่า...ปุญญาภิสังขารอภิสังขารที่กำจัดกิเลส ปุญญะการชำระกิเลส (สู่แดนธรรม)...ต้องแปลภาษาอังกฤษอะไรที่เป็นอย่างเดียวอะไรที่ไม่ใช่อย่างเดียว อะไรที่เป็นเอกเขาก็จะแปลว่าผู้เดียวผู้เดียว พ่อครูว่า...เอกะเอาไปแปลว่าผู้เดียวผู้เดียวเป็นตัวเป็นตน เขาไม่พูดว่าจิตเป็นเอกจิตเป็นเอก กลับไปแปลว่าผู้เดียวอยู่ผู้เดียวเป็นตัวเป็นตนมันหยาบกว่ากันเยอะเลย (ท่านดินไท)...อย่างหนังสือ สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ว่าสันติอโศกมีแต่ศีลควบคุมกายคุมวาจา พ่อครูว่า...แต่ปัญญานี้ไม่ใช่เหนือกว่าแต่ก้นทะเลมากกว่า คุณหลบไปอยู่ใต้ถ้ำก้นทะเลมากกว่า พวกไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวันเลย คนตาบอด ไปวัดก็ไปรับศีลแต่ไม่รู้รับไปทำไมรับแล้วก็วางทิ้ง เขาก็อยากถูกเหมือนกันศีลก็ระงับกายวาจาสมาธิก็นั่งหลับตา หั่นไปทีละชิ้นทีละชิ้น มันไม่เกี่ยวข้องกันเลย (ท่านแสนดิน)...เขาไม่สามารถเอามาบูรณาการกันได้ เขาฝึกแบบแยกส่วน ชุดนี้พ่อท่านทำได้แต่อธิบายเท่าไหร่เขาก็ไม่เข้าใจ พ่อครูว่า...ทำไมดื้ออย่างนี้ (ท่านแสนดิน)...ยากจึงติดทำแบบสมถะ เอาอย่างนี้น่ะใบไม้กำมือเดียวนั่งดูจิต (สู่แดนธรรม)...มาถึงคำนี้ครับ “มัญญัติ”พระพุทธเจ้าแปลว่าความสำคัญมั่นหมายที่จริงๆควรละเสียด้วยซ้ำ ความสำคัญกริยาที่เย่อหยิ่งถือตัว มะบวกอัญญะ พระพุทธเจ้าบอกเราจะแสดงขอปฏิบัติอันสมควรซึ่งการเพิกถอนความสำคัญสิ่งทั้งปวงเพื่อตัณหา คำว่ามันญัตติแม้จะเป็นคำกลางๆแต่จะไปในทางถือเอาความสำคัญที่ตัวมีตัณหา มีความสำคัญเพราะตัณหายังมีอยู่ มัญญัตติเป็นคำกลางๆที่ถือว่าดีใช่ไหมครับ คำที่ควรเพ่งเอาไว้แต่ว่าจะอยู่ในกลุ่มบริบทใดใช่ไหมครับ นมัญญัติๆไม่สำคัญมั่นหมาย แต่นิพพานเป็นของเราท่านก็ไม่ให้สำคัญมั่นหมาย พ่อครูว่า...สำคัญมั่นหมายได้ทุกอย่าง อย่างไรควรอย่างไรไม่ควร คุณก็ต้องสำคัญมั่นหมายแต่อย่าสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราของเรา อันนั้นหมายว่าอันนี้ อันนี้คืออันนี้ถูกต้องอย่าให้กิเลสมันเข้ามาร่วม สมมุติโลกก็ตามสมมุติโลกตามองค์รวมว่าอย่างนี้ถูกเป็นสมมติที่รู้ร่วมกันเป็นเยริสกา เช่นอโศกมีประเพณีนั่งดื่มน้ำที่อื่นก็ไม่มีกัน ทักทายก็เจริญธรรมกันไม่ใช่สวัสดี ส่วนสบายดี๋ของลาว (ท่านดินไท)...เราจะรู้อาการเมื่อเราเริ่มรู้สึก ความคิดมันไม่มีปัญญา พ่อครูว่า...รู้สึกเมื่อมีผัสสะ ถ้าคิดไม่มีผัสสะคุณก็ต้องระลึกรู้ รู้ที่คุณระลึกก็ต้องตามสิ่งที่มันเกิด จิตเกิดอะไร เกิดก็แล้วแต่ต้องตามสิ่งที่เกิด ถ้าไม่มีอะไรจะเกิดก็จะรู้ได้อย่างไร (ท่านดินไท)...ต้องรู้ว่าลิงคะมันไม่อยู่เฉยๆ (ท่านแสนดิน)...อันนี้เขาปรุงขึ้นมาเขาจะทำงานเขาก็ต้องการงบ งานที่เขาทำถ้าเขามีความหวัง ขอกรรมการถ้ากรรมการไม่ให้ก็ไม่ทุกข์แต่ถ้าได้ก็จะสมใจ เทียบกับถ้าไม่ทำงานก็ไม่ทุกข์ไม่สุข พ่อครูว่า..แต่ก็ต้องรู้ถ้าได้ก็ได้ถ้าไม่ได้มันเพราะเหตุอะไรก็เจรจากัน ไม่ได้ต่างคนต่างคิดต่างคนก็เห็นควร หรือไม่ให้ก็เป็นได้ (สู่แดนธรรม)...จะมาถึงจุดนี้ได้ก็ทำมาหลายปี ก่อนเมื่อเป็นหนุ่มผมก็เหมือนกันแหละมีฝีมือมีความสามารถคนวิจารณ์ก็คิดว่าเขาจะทิ้งงานเราอุตส่าห์ทำมาเหนื่อย (ท่านแสนดิน)...ลองเอางานที่กำลังทำอยู่ให้พ่อท่านวิจารณ์เลย (สู่แดนธรรม)...งานที่จะทำสรุปว่าเมื่ออ่านโคลงของพ่อท่านแล้วสร้างเรื่องและภาพประกอบว่า มวลมหาประชาชนใช้อธิปไตยลงความเห็นกันว่านักการเมืองที่โกงประชาชนเห็นร่วมกันว่าไม่สมควรปกครองไม่สมควรบริหาร จนออกไปขับไล่นี่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน การขับไล่ก็จะต้องประกอบไปด้วยความสงบ ใช้รูปทรงของมืออธิบายเหมือนว่าจะดีดในนิ้วก็จะมีเรื่องราวของการประท้วงต่อสู้กันทั้งผู้ไปอ่านแถลงการณ์เดินถือป้ายประท้วง… หมายเหตุ-ถอดเทปโดย “สุดเมืองฝัน”

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน