620519_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง พุทธทำ 2 ให้เป็น 1และ 0 ได้จริงจึงรู้จริงจบ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์29 KB
วันที่แก้ไข31 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

620519_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง พุทธทำ 2 ให้เป็น 1และ 0 ได้จริงจึงรู้จริงจบ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1p09yErSMqwxRz4C-ajcCcfJ6UkuI7xWnMKDYb8_B_Sw/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ .. https://drive.google.com/open?id=1ja31Uz3gWY00O11WzXswTEmQJXDrZ6tE

สมณะเพาะพุทธว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2562 ที่บวรสันติอโศก รายการวิถีอาริยธรรม คำว่าอาริยธรรม เป็นคำที่มีใช้กันคือคำว่า พระศรีอาริยเมตไตรย คำว่าอารยะเป็นความหมายทางรูปธรรม ส่วนคำว่าอริยะ มีความหมายไปในทางนามธรรม ผู้ที่เป็นอริยะจะประพฤติปฏิบัติตนในทางอารยธรรม (พ่อครูว่า...เข้าใจได้ถูกต้อง เป็นสภาพคู่ เอาคำว่าอริยะกับอารยะมารวมกันให้ได้สภาพคู่ เป็นอาริยะ ทั้งทางวัตถุและจิต) วันนี้พ่อท่านจะนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับวันวิสาขบูชา มีประเด็นหนึ่งเมื่อคืนนี้พ่อท่านพูดถึงคำว่าตรัสรู้ คือรู้แล้วตรัสหรือบอกตามที่ท่านรู้ ท่านตรัสรู้แล้วทบทวนอีก 49 วัน เมื่อวานนี้วันที่ 18 พฤษภาคมเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านสมณะพิสุทโธ อายุ 71 ปี

สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน สภาวะคู่ของ ความรู้กับความจริง องค์แห่งการตรัสรู้ พ่อครูว่า...ท่านสมณะสมณะพิสุทธิ์ ฉายาพิสุทโธ ชื่อท่านชื่อ สมณะพิสุทธิ์ จะเรียกเต็มต้องเรียก สมณะสมณะพิสุทธิ์ ฉายาพิสุทโธ ท่านกันเอาไว้ว่าอย่างไรท่านก็เป็นสมณะ ท่านเป็นผู้พิมพ์ออกทางอินเทอร์เน็ต ทั้งนั้นเลย หนังสือหนังหาต่างๆท่านบันทึกไว้ ออกทางGoogle ทางไลน์ก็ไปหมด ฝีมือท่านทั้งนั้น เป็นความพยายามของพวกเราที่พยายามจะเผยแพร่ธรรมะพระพุทธเจ้าให้ออกไป ทุกวันนี้ก็น่าชื่นใจที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นที่ยอมรับรู้และก็รับได้ เข้าใจได้เพิ่มขึ้น ซึ่งมันยาก พระพุทธเจ้าตรัส

อ่านต่อ

ว่าเป็นธรรมะ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) สันตะ แปลว่าประกอบไปด้วยที่สุด เป็นสิ่งที่ประกอบไปด้วยที่สุดแห่งที่สุด สงบสนิทสุขุมอะไรทุกอย่างพร้อมอยู่ในนี้ทั้งหมด ปณีตา สุขุมประณีต อตักกาวจรา คิดเอาไม่ได้ คำนวณคำนึงเอาเดาเอาไม่ได้ ต้องปฏิบัติให้เกิดผลเองในจิตแล้วก็จะรู้ความจริง มันละเอียดมาก ภาษาบาลีว่า นิปุณา มันยิ่งกว่าความละเอียดอีกก็เลยแปลว่าละเอียดขั้นนิพพาน จะเป็นอย่างไรก็ไปทำความเข้าใจกันเอา ปัณฑิตเวทนียา เป็นบัณฑิตจริงๆไม่ใช่บัณฑิตที่ไปสอบเอาตามมหาวิทยาลัย เป็นบัณฑิตที่เกิดความรู้ยิ่งรู้จริงเป็นลำดับ เป็นความรู้ทั้งรูปทั้งนามเป็นธรรมะ 2 อย่างลึกซึ้งมากละเอียดสูงขึ้น สูงเท่าไหร่ก็เป็นบัณฑิตจริงบัณฑิตแท้บัณฑิตสูงส่งลึกซึ้งมากเท่านั้น นี่เป็นคำรับรองของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก พรหมชาลสูตรเล่มแรกเลย ท่านสรุปไว้ อาตมาสรุปเป็นภาษาไทยว่า มีความรู้กับความจริง 2 อย่าง ความจริง คือสิ่งที่เป็นจริงนั้น ความรู้ก็คือการเกิดความเข้าใจความรู้แจ้ง เกิดความชัดเจน สิ่งที่เรียกว่าความจริงนั้นๆ ความรู้เข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งในสิ่งที่จริงนั้นๆก็เป็นคู่เป็นเทวดา เป็นสภาวะคู่ความรู้อันหนึ่งความจริงอันหนึ่ง มันสมกันลงตัวกันสอดคล้องกัน ตรัสรู้นี่ รู้อะไร อะไรรู้? เขาพูดกันเป็นพยัญชนะบัญญัติว่ารู้อริยสัจ 4 อาตมาว่ารู้อริยสัจ 4 มันก็ยังหยาบ รู้สิ่งที่เรียกว่า เทวฺ ธรรมะ 2 และทำมา 2 นี้ก็ไหลเลื่อนลึกเข้าไปให้รู้ 2 อะไร 2 ความรู้สึก ความรู้ที่มันรู้สึกเลยเป็นอารมณ์มันเป็นความรู้ตัวตนเลย เป็นเวทนา ในธาตุรู้ที่เป็นเวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ เวทนาเป็นตัวรู้ตัวตนเลย รู้อันนี้รู้เวทนาแยกแยะเวทนา และพระพุทธเจ้าก็แตกละเอียดไปถึงเวทนา 108 รู้ชัดครบเลยทุกอย่างในกระบวนการ 108 รู้ที่จบรวมเป็นหนึ่ง สรุปได้เป็นหนึ่ง รู้อย่างไม่มีอะไรแตกออกไปจากหนึ่งที่รู้นี่แหละ รู้อะไร..รู้ 0 อะไรรู้.. ธาตุรู้ธาตุจิตธาตุปัญญาของเราไปรู้ เพราะฉะนั้นไม่พึ่งพาอาศัยใครเลยต้องพึ่งพาตัวเอง จิตเจตสิกของตัวเองทั้งเป็นตัวรู้ และรู้จิตที่บรรลุ จิตที่เป็นเอง บรรลุอะไร บรรลุ 0 บรรลุ 1 เพราะฉะนั้นย่นย่อ เริ่มต้นพระพุทธเจ้าสอนให้จับคู่กันเป็น 2 แล้วแยกให้ได้จบให้ได้ว่า ที่จะเป็นธาตุเดียวเท่านั้นที่จะเป็นของที่ยืนหยัดยืนยันไม่ทะเลาะกัน ไม่เกิดการเปรียบเทียบไม่เกิดการแก่งแย่งคือ 1 สงบที่สุดในฐานะที่ยังมีอยู่ยังมีอยู่ก็ต้องเป็น 1 แล้วยิ่งไปกว่านั้นเป็น 1 แล้ว จะพบความจริงลึกเข้าไปใน 1 เลย ความ 1 จริงๆนั้น สุดท้ายมันก็ต้องไปหา 0 ทิ้งไว้อย่างไรมันก็ต้องไปหา0 นอกจากคนจะไปปรุงแต่งมันถึงจะเพิ่มเติมต่อ ถ้าไม่ปรุงแต่งเพิ่มต่อเดี๋ยวมันก็ 0 เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆเสื่อม ค่อยๆ ชรตา หมดไปหา 0 เป็นที่สุดเอง นอกจากคุณจะไปหาอะไรมากระทบกระแทกมาแต่งเสริมไปมันก็แต่งตัวไป ถ้าไม่มีอะไรมาปรุงแต่งกระแทก มาเคลื่อนที่พัฒนาขึ้น มันก็มีแต่จะเสื่อมสูญไปเปลี่ยนไปจากธาตุรู้ก็กลายเป็นวัตถุดินน้ำไฟลม ในที่สุด แล้วก็ถูกพลังงานอื่นจัดการไป จะเป็นก้อนที่สุดเป็นดิน ไม่แน่นเป็นก้อนก็เป็นน้ำ ยังไม่ถึงขั้นนั้นก็เป็นลม เคลื่อนไปมีแรงเหมือนกัน แล้วก็เป็นธาตุทำลายคือไฟ ไฟคือธาตุที่ทำลาย ไปที่ไหนมันละลายทุกอย่างเอาที่มันจะละลายได้ โลหะนี้จุดหลอมละลายคือขนาดนี้ มันก็ต้องมีจนได้หรือไม่ถึงขั้นแน่นเป็นธาตุดินธาตุน้ำหลอมละลายเท่าไหร่ กระจายไปหมดความเป็นลักษณะธาตุน้ำ ลักษณะธาตุลมก็ละลายได้ ลักษณะธาตุไฟ เป็นธาตุละลายอะไรทุกอย่างจนมันสามารถละลายพลังงานกิเลส ตัวนี้เจ๋งที่สุดเลย ธาตุไฟ เป็นธาตุที่ละลายกิเลสได้ กิเลสนี่นะ มันละลายแล้วมันมีตัวตลบแตลง มันละลายแต่มันหลอม กิเลสนี่มันละลายแต่มันหลอม เสร็จแล้วยังไม่พอ มันไปละลายอันอื่นแล้วมาหลอมให้แต่ตัวเอง ด้วยความโลภด้วยความเป็นตัวกูของกู ด้วยความมักมาก มันก็จะหลอมเอามาเป็นตัวกูของกู นี่คือสภาวะมันเป็นเช่นนั้น

สรุปอีกที พระพุทธเจ้าตรัสรู้ให้มาศึกษาทีละ 2 แล้วทำ 2 ให้เป็นหนึ่ง แล้วจาก 1 แล้วมันจะชัดเจนว่ามันไม่มีสิทธิ์ที่จะตั้งอยู่ได้มันจะต้องละลายมันจะต้องไปหา 0ถ้าไม่มีอะไรเป็นคู่ไปหา 2 อย่างไรอยู่ที่หนึ่งมันก็ต้องไปหา 0 เป็น ชรตา เสื่อมไปหา 0 แน่นอน นี่คือที่สุดแห่งที่สุดเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า มาเรียนรู้ 1 มาเรียนรู้ 0 เป็นที่จบ ถ้าผู้ที่สามารถทำให้ตัวเองจาก 2 ทำทีละคู่และทำให้เป็นหนึ่ง เทวธัมมา แล้วก็ ทวเยนะ คือสอง คือ 2 อะไร 2 คือเวทนา เรียนอย่างอื่นก็ไม่จบต้องมาเรียนรู้ที่เวทนา จับทีละ 2 และศึกษา มันมากไปก็อย่าเพิ่งเอาทั้งหมดเอาแค่ 2 ก่อน ทำ 2 ให้เป็นหนึ่งให้ได้ ทำ 1 ได้เสร็จคุณก็จะรู้ความเป็นอนัตตาแม้ 1 มันก็ไม่ใช่ตัวตนตัวเองสูงสุดได้

มีข้อเขียนของกิเลนประลองเชิง ไทยรัฐ เขียนบทความ ฐานะของเลข 1 ตลกดีแต่ง่ายแล้วชัดเข้าไปหาสภาวะ

ฐานะของเลข 1

ใครๆก็อยากเป็นบุคคลหมายเลข 1 แต่กว่าจะเป็นได้ จะต้องผ่านด่านอะไรต่อมิอะไรมากมาย...คนเป็นผู้นำ น่าจะทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง ถึงฐานะของเลข 1 ให้ถ่องแท้

เรื่องสุดท้ายใน ตูน “ปรัชญาพุทธ” ไช่จื้อจง เขียนภาพ ยุทธชัย อนันตศักรานนท์ แปลเป็นไทย (สำนักพิมพ์ พิมพ์ดี) เรื่องเล่าของเลข 1

บนโลกนี้ มีตัวเลขมากมาย

“ฉันคือ 9 มากสุด” เลข 9 ว่า “เลข 8 ก็ไม่น้อย” เลข 8 พูดบ้าง “3 ก็นับว่าไม่เลว” ส่วนเลข 4 1 2 5 ต่างก็พูดเสียงดังๆเหมือนๆกัน

เสียงแผ่วเบา เหมือนร้องไห้ จากเลข 1 “แต่ 1 น้อยที่สุดนะ”

เลข 9 ได้ทีซ้ำเติม “เจ้าจิ๋วผู้น่าสงสาร” เลข 8 พลอย “โถ! ช่างน่าสงสารจริงๆ” ขณะเลข 6 4 3 2 ส่งเสียงฮา

เลข 1 รำพึงในใจ “ตัวเลขตั้งเยอะ เราดันน้อยที่สุด” แล้วก็รำพันต่อ “ฉันสู้ใครไม่ได้เลย ทั้งจนทั้งน้อย ไม่มีหน้าอยู่บนโลกแล้ว ไม่สู้ไปฆ่าตัวตายดีกว่า”

ยามนั้น 1 ก็ไปเจอกับปู ซึ่งก็คือเลข 0 ปูปลอบ “เจ้าหนู โลกนี้แสนจะสวยงาม เธอมัวเสียใจอะไรอยู่”

“ก็ฉันเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดในโลก ถูกคนอื่นดูถูก ก็เลยรู้สึกอับอาย” “ฮ่า ฮ่า ตัวเองเป็น 1 ยังคิดว่าตัวเองน้อย” ปูว่า “แล้ว 0 อย่างฉัน ไม่ต้องโดดตึกรึไง”

ปูเริ่มให้กำลังใจ “ที่จริงเธอก็ไม่เลว ดูจากหน้าตาเธอทั้งเรียบง่าย แล้วก็ซื่อตรงดี ถ้าจะนับกันจริงๆ 1 ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย ไม่ดี แล้วก็ไม่เลว

ไม่อยากเชื่อ ก็ต้องเชื่อว่า มองเลข 1 ได้หลายแง่มุม “1 เป็นแค่ตัวเลข โดยตัวของมันไม่มีดี ชั่ว มาก น้อย ถ้ายืนอยู่ด้านขวา 9 อาจจะมาก เธออาจจะน้อย”

“แต่ถ้ายืนอยู่ด้านซ้ายของ 9 เธอก็จะมาก เขากลายเป็นน้อย”

เมื่อปูสรุป “ดังนั้น เมื่ออยู่กับตัวเลขอื่น ก็ไม่ต้องน้อยใจ แต่ก็ไม่ต้องถือดี” เลข 1 ก็สงสัย “หมายความว่ายังไง?”

ปูเริ่มสาธยาย “คัมภีร์คุณธรรมของเหลาจื่อ บอกว่า ธรรมให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง

ดังนั้น หนึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาล”

เลข 1 ทึ่งกับฐานะใหม่ตัวเอง “ที่แท้ต้องมีหนึ่งก่อน ถึงมีสรรพสิ่ง อย่างนั้นหนึ่งก็คือบรรพบุรุษของทุกอย่าง”

“ถูกต้องๆ” ปูว่า แล้วก็อธิบายถึงเลข 0 “ศูนย์ก็คือไร้ ศูนย์ก็คือกลม ศูนย์ก็คือ “ว่าง” ถ้าทุกชีวิตรู้แจ้ง และเป็นอย่างฉัน (ปู) ได้ ก็จะเข้าถึงภาวะของพระพุทธเจ้า”

ปุจฉาวิสัชนา มาถึงตอนนี้ 1 ก็กระจ่าง รำพึงว่า

“เข้าใจแล้ว ไม่มองสิ่งอื่นจากตัวเอง ไม่มองอดีต อนาคตจากปัจจุบัน โลกนี้เดิมก็ไม่มีเรา ไม่มีเขา”

ปูหัวร่อ “ฮา ฮา เธอรู้แจ้งแล้ว”

นิทานเรื่องฐานะของเลข 1 จบด้วยคำสอนให้รู้ว่า

อยู่ในภาวะแวดล้อมใด เราก็คือภาวะนั้น อยู่ในเวลาใด เราก็คือเวลานั้น ทุกเวลาสถานที่ ล้วนมีหนึ่งเดียว ไม่จำเป็นต้องไปเทียบกับเวลาสถานที่อื่น...แค่รับรู้มันอย่างเต็มที่ก็พอ!

พุทธมหายาน สอนธรรมะ เป็นปรัชญาซับซ้อน และลึกซึ้งอย่างนี้แหละครับ...ถ้าคนหมายเลข 1 อ่านแล้วเข้าใจ และเอาไปใช้ให้เป็น ก็คงจะยืนเป็นคนเลข 1 ต่อไปได้

ส่วนจะมีเหตุปัจจัย ทำให้เลข 1 ถึงจุดว่าง กลายเป็น

เลข 0 เมื่อไร นั่นเป็นเรื่องของเวลา...ที่ต้องทำใจ ซึ่งไม่ช้าก็เร็ว.

สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ศึกษากรรมกับกาละให้รู้จริงจบ พ่อครูว่า...อาตมาก็กำลังสรุปคือว่า คุณอย่าไปคิดอะไรมากเลยคุณอยู่กับปัจจุบันเถอะปัจจุบันเป็น 1 ปัจจุบันเป็น 2 ไม่ได้ ถ้าเป็น 2 ก็เป็นอดีตหรือเป็นอนาคต ถ้าเป็นอดีตมีสิ่งที่ผ่านไปแล้วยังพอจะมีสิ่งที่ดึงเอามาพูดได้ แต่อนาคตยังมาไม่ถึง เพราะฉะนั้นอาตมาก็ยิ่งเข้าใจว่างเปล่าในอดีตมากกว่าอนาคต อดีตเป็นความจริงมากกว่าอนาคต แต่มันก็ผ่านไปแล้วปัจจุบันนี่มันจริงกว่าอดีต ถ้าคุณยังไม่ตายยังไม่ขาดลมหายใจคุณก็ปัจจุบัน ๆๆๆๆ แล้วคนก็ยึดเอาอดีตมาขยำเป็นขี้ เพราะมันผ่านไปแล้ว อันที่ผ่านมา อันที่ยังมาไม่ถึงยิ่งเป็นลมๆแล้งๆใหญ่เลยนี่ก็เป็นฐานความรู้ ถ้าใครเข้าใจ คำว่าเข้าใจนี่สุดยอด ถ้าใครเข้าใจซะแล้วก็คือถ้าจิตของคุณเป็นตัวรู้ แล้วรู้อะไร รู้ไอ้ที่ 0 รู้ 0 หรือรู้ 1 ภาวะที่ยังมีอยู่ก็คือต้องเป็น 1 ภาวะที่ยังมีชีวิตยังไม่ดับขันธ์เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานยังไม่แตกถ้าธาตุรู้ สลายเป็นดินน้ำไฟลมคุณก็ยังจะต้องมี 1 อยู่นั่นแหละแม้คุณจะรู้จักสภาวะ 0 แล้ว รู้จักแล้วทำตัวเองให้เป็นศูนย์ได้ด้วย แต่คุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ยังมี 1 แต่คนทำ 0 ได้แล้วนี่เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ ถ้าคุณคิดว่าคุณมั่นใจว่าเราทำ 0 ได้ แต่ถ้าคุณทำไม่ได้จริงคุณจะสูญไหมก็ไม่สูญ มันก็เป็นสัจจะคุณหลงตัวเองคุณนึกว่าคุณทำ 0 ได้ ตายไปก็นึกว่าสูญ แต่เกิดมาแล้วนึกของเก่าได้ก็ยังรู้ว่าตัวเองไม่สูญยังมีชีวะอยู่มันก็ต้องเกิด เพราะถ้า 0 ได้จริงๆแล้วมันก็ไม่มีคำพูดไม่มีอะไรต่อไปอีกสูญสลายหายไปจริงๆ

ที่เราพูดกันอยู่นี้มีหรือไม่มี ...มี เรามีเรากำลังพูดถึงตัวไม่มี เพราะฉะนั้นคุณต้องพยายามพิสูจน์ความไม่มี พิสูจน์จนกระทั่งคุณพิสูจน์ได้ชัดเจนจริงที่สุด ถึงที่สุดคือทำความไม่มีที่ไม่มีสูญสลายหายไปจริงๆได้ เสร็จแล้วคุณก็มีคำพูดต่อ ไม่มีตัวตนจะมาพูดอะไรต่อหายไปเลยศูนย์ไปเลยเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ใช่ไหม เมื่อนั้นจบจริง คุณก็จะต้องพยายามศึกษาเรียนรู้จนกระทั่ง คุณจบจริง แล้วจริงจบ แต่ถ้าคุณจบไม่จริงก็จริงไม่จบ ก็จบกันตรงนี้ก็แล้วกัน ไม่งั้นไม่รู้ว่าจะเอาภาษาอะไรมาพูดอีก ที่ว่าจบก็คือตายก็ต้องสูญสิ้น ตายสลายหายไปหมดไป หมดจากความเป็นเช่นนั้นเช่นใด ชีวะ หมดจากความเป็นชีวะแม้แต่ระดับพืช ระดับจิตนิยามนี้แน่นอน ระดับพืชจะยังเหลืออยู่ก็ช่างแต่ศาสนาพุทธทำให้แตกสลายกลายเป็นอุตุเลย แต่เป็นธาตุอุตุนิยามไปเลยได้ ไม่เป็นความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตเป็นพลังงานจิตที่ทำได้ ถ้าทำได้ทำเป็นจริงๆแล้วอยู่ในโลกนี้คุณจะไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เพราะฉะนั้นอาการของความเป็นสุขหรือความทุกข์ เป็นภาวะผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนยังเป็นภาระ คนที่จะต้องมีอะไรต่ออะไรอยู่ตลอด เสพติด จนกว่าจะหมดสุขหมดทุกข์เพราะความสุขความทุกข์ไม่มีทางแยกมันเป็นภาวะคู่ จะแยกได้ด้วยความรู้กับความจริงที่คุณทำ 0 ได้ เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานได้เท่านั้น ตราบใดที่คุณยังไม่แตกสลายปรินิพพานเป็นปริโยสาน อย่างอาตมายังไม่ยอมแตกมันก็ยังมีอยู่ตลอดกาลแต่มันรู้จริงรู้เท่าทันเลย แล้วมันยังมีสิ่งที่ให้เรารู้ เช่น คู่หนึ่ง เราไปติดยึดสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ต่ำหยาบที่สุดไม่ดีที่สุด สิ่งนั้นก็เป็นอันหนึ่งกับเรา คือธาตุโง่ที่ไปติดยึด หลงว่าต้องมีต้องเป็นถ้าได้ก็เป็นสุขไม่ได้ต้องทุกข์ ต้องยื้อแย่งเอามาเป็นตัวกูของกู จนกระทั่งคุณพิสูจน์ พิสูจน์อันนี้เราไม่มีตลอดกาลนานคนก็ไม่เดือดร้อนในชีวิตเลยในสิ่งนี้ที่เรียกว่าอบาย เป็นความต่ำสุดความเลวร้ายที่สุดเลยไม่มีเลย มันก็ไม่เดือดร้อนอะไรเลยในชีวิตทิ้งมันได้หมดเลย สิ่งที่เราไปหลงติดยึดแล้วมันขาดไม่ได้มันมีอีกเยอะมากเลยในโลกนี้แต่แท้จริงแล้วขยะพวกนี้มันเยอะ คุณลองทิ้งมันดูบ้างสิอันนี้ก็ทิ้งได้อันนั้นก็ทิ้งได้ คุณจะมีชีวิตไปจนถึงตายคุณก็ไม่ต้องมีมันได้อีกเลย เยอะแยะไป เยอะแยะจริงๆ ที่เราไปหลงนึกว่าได้ๆต้องมีต้องเป็นขาดไม่ได้จะขาดใจแล้วก็ต้องมาวนเวียนอยู่อย่างนั้นอีกนานนับชาติไม่รู้แล้ว จนกระทั่งมาชัดเจน เลิก สิ่งที่โดยพยัญชนะเรียกว่า อบาย ต่ำสุดแย่สุดแล้วไม่ต้องมี ท้าให้คุณพิสูจน์ อะไรล่ะที่คุณคิดว่าไม่ต้องมี? อบายมุข 6 เป็นต้น อะไรล่ะ เข้าข่ายอบายมุข 6 การพนัน การละเล่น เล่นสนุกสนานเฮฮา การละเล่นมี 2 อย่าง การละเล่นทางซาดิสต์เรียกว่ากีฬา การละเล่นทางสนุกสนานเรียกว่าความบันเทิงนี่แหละมัน เสพรส ไม่มีรสทั้งสองอย่างได้ไหม ถ้าจะไปเล่นอย่างรุนแรง คนก็หลงกัน อาตมาเข้าใจนะ คนที่เตะฟุตบอลเข้าโกลได้ไหม อาตมาว่าสักวันหนึ่งจะมีคนช็อคตายได้คาสนาม เพราะเวทนามันมีปิติสูงไป เขาไม่รู้เรื่องว่าไปบำเรออารมณ์อย่างนั้นมันสุดขีดเขาก็มีกัน โอ้โห เชียร์สนับสนุนตัวเองทำไม่ได้ก็เลยแชร์ให้คนอื่นทำ ชกมวยเข้าไปสลบคามือเลยก็ เฮ เอ็งลองดูสิ เอ็งได้แต่เชียร์ คนอื่นเขาทุบดีเองก็เอาเปรียบเขานี่หว่า พวก masochist ตนเจ็บแต่มันๆ พวกนี้ยากพวก masochist มันไม่มีภาษาไทย เลยใช้ภาษาอังกฤษก็ตามรู้สภาวะเอาก็แล้วกัน ในโลกนี้ถ้าเข้าใจแล้วศึกษาสิ่งที่ควรละควรเลิกคุณก็จะเบาลง จนกระทั่งชีวิตนี้มาเป็นคนที่ใช้น้อยที่สุดได้แล้ว แล้วก็ไปคบกับ 0 ก็ประโลมใจ ฉันเป็น 0 ฉันยังไม่เสียใจเลยคุณเป็นตั้งหนึ่งมีเยอะกว่าฉันอีก ถ้ามีมันมีนิรันดรนะ 1 ก็เลยเข้าใจสถานะของตัวเองว่ามันยังไม่สูญ มันมีต่อไปได้อีกนับไม่ถ้วนเลยถ้า 1 ไม่จบนี่มันก็บานเบิกไปนับไม่ถ้วนเลย ทีนี้ พระพุทธเจ้ามาสอนว่าอย่าไปหลง 1 แบบบานเบิกไปไม่รู้จบแล้วคนจะเป็นแบบนั้นเป็นปากกรวยไปไม่รู้จบ คุณก็จะอยู่กับกาละ กาละไม่มีจบ คุณก็คือตัวกรรม กรรมคือกรรมกิริยา อาการของตัวคุณอยู่กับกาละแล้วมีเหตุปัจจัยให้ติดยึดรุ่มรามไปกับกรรมไปหมดเลย เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเรา ไม่ใช่หน้าที่ของกาละ กาละมันอีกอย่างหนึ่ง คู่สุดท้ายของศาสนาพุทธสอนเรื่องกรรมกับกาละ ไอน์สไตน์สอน Space and Time ทุกอย่าง time คือ กาละ space เทหวัตถุแท่งทึบ เป็นวัตถุ แต่พระพุทธเจ้ามาสอนเรื่องนามธรรมคือกรรม ของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่ Space and time of Continuum แต่ของพระพุทธเจ้าคือ Karma and time of Continuum เป็นความเชื่อมต่อของกรรมกับเวลา เรามีกรรมเป็นของๆตน กรรมพาเกิด เราต้องรับมรดกกรรมของตน กรรมเป็นเผ่าพันธ์ คนคือกรรมเป็นของของตน กัมมัง สัตเต วิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก กรรมจำแนกสัตว์ กรรมพาเราเป็นเราไปทั้งนั้นเลย พระพุทธเจ้าสอนเรื่องกรรมและจัดการกรรมให้หมดสิ้นจนกระทั่งถ้าคุณยังมีก็เรียกว่า 1 แล้วไม่ต้องผยองไปเป็นใหญ่เป็นอะไร แล้วจะมีประโยชน์ไหม คุณทำ 1 ให้ได้คุณมีประโยชน์คือคุณไม่เป็นโทษ เป็นโทษคืออะไร ถ้าคุณมี 2 คน คนหนึ่งเป็นโลกียะคุณเป็นโลกุตระแล้วคุณก็ไม่ไปแย่งเขา แต่โลกีย์เขาจะต้องเอาอีกใช่ไหม คุณก็ไม่ทะเลาะกันไม่แย่งกันคุณก็ไม่เป็นพิษ เอาคุณเอาไปคุณเอาให้เข็ดสะสมให้เข็ด ผู้ที่ไม่เอาแล้วก็สบายแล้วหนึ่งก็พอ อย่าว่าแต่ 1 เลย 0 ก็พอจนกระทั่งตัวเองไม่มีเลยก็พอ ระบบของพระพุทธเจ้าคือไม่มีเลย แต่เรามีกรรมรู้จักกรรมกิริยาทำความดีเพื่อผู้อื่น ดูสิว่ามนุษย์ในโลกนี้จะไม่มีกตัญญูกตเวทีหรือไม่จะอยู่พิสูจน์ดู อาตมามาพิสูจน์แล้วไม่มี ความเป็นมนุษย์ที่จะไม่มีกตัญญูกตเวทีไม่ได้ สัตว์เดรัจฉานยังมีกตัญญูกตเวทีเลย เพราะฉะนั้นมนุษย์จะโง่กว่าสัตว์เดรัจฉานได้อย่างไร ถ้ามันโง่ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานมันก็ไปเป็นสัตว์เดรัจฉานเสียจะเรียกว่ามนุษย์ได้อย่างไร มนุษย์ก็ต้องมีความรู้ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานแน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเลยว่าจะไม่มีคนกตัญญูกตเวทีขอให้คุณดีจริงถูกต้องจริงช่วยผู้อื่นจริง เสียสละให้ผู้อื่นไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย เสียสละๆๆให้คนอื่นเลย ผู้อื่นจะยิ่งเคารพบูชาเทิดทูนยิ่งจะช่วยเหลือคนอย่างนี้อย่าให้ตายอย่าให้เจ็บ บอกว่าลูกเอ๋ย พ่อพอแล้วจะไปแล้ว เขาก็ว่าอย่าตาย ให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอยู่กับลูกหลานไป มันก็จะเป็นความย้อนแย้งอย่างนี้แหละ ซึ่งเป็นสัจจะแตกแน่นอนมาก็ต้องมีที่สุด แห่งที่สุด เพราะฉะนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้า มันจบหมดทุกอย่าง จบสมบูรณ์แบบทุกอย่างเลย แล้วคุณรู้อะไร รู้ทุกสิ่งทุกอย่างกับศูนย์ อะไรรู้ ธาตุรู้หรือจิตวิญญาณรู้ มันไปรู้จริงๆเมื่อธาตุรู้ไปรู้จริงๆแล้ว ใครๆๆจะบอกว่าเอ็งไม่รู้ๆ คุณจะต้องแคร์ไหม ? คุณรู้จริงๆอยู่แล้วใครก็ช่างมาบอกว่าจ้างเองก็ไม่รู้หรอก ไม่ต้องมาจ้างหรอก เพราะฉันก็รู้ของฉันอยู่แล้ว สัจจะใช้ภาษาสื่อสารให้คุณรู้สภาวะถ้าคุณเข้าใจแล้วก็จบ ถ้าใครไม่เข้าใจก็จะบอกว่าวนไปวนมาอยู่นะ คนสับสนที่ยังไม่รู้จบก็จะสับสน จ้างให้ก็ไม่รู้ คนมีตัวตนก็จะเอาค่าจ้างมันก็วนอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าคนที่เขาไม่เอาแล้วจ้างก็ไม่เอาอะไร ก็จบ พระพุทธเจ้าจึงเปรียบเทียบได้แค่ว่า ของที่เขาเอามาให้เราใครเขาเอามาให้เรา ถ้าเราไม่เอา แล้วของนั้นมันจะกลับไปไหน มันก็กลับไปเป็นของเขาอย่างเดิม เพราะฉะนั้นในความจบที่พระพุทธเจ้าสอน ภาษาที่ท่านสอนเป็นตัวจบคือศาสนาพุทธมีแต่ให้ ให้อย่างไม่เอา นอกจากไม่เอาแล้วไม่ต้องตั้งจิตว่าจะได้อะไรมาตอบแทนเรียกว่าอย่าให้มี สาเปกโข ไม่ต้องไปมีลักษณะ เปกโข เปกโข คือ พยัญชนะ ป กับ ข คือว่าง จะเอา ข ก็ได้ สระมี อะ กับโอ จะเอาเปกขะหรือเปกโข แล้วแต่ เอกคือ 1 ป คือตัวเคลื่อน ข คือตัวว่าง หาเข้าใจแล้วจะเอา 1 ก็ได้ ป คือเกิดปฏิกิริยา dynamic ในฐานของ ป ผ พ ภ ม ศึกษาไปทีละ 2 จนกระทั่งนับคู่ไม่ไหวตลอดกาลนาน

จบตรงที่ศาสนาพุทธนั้นสลายกรรมพ้นไปจาก กาละ กรรมคือตัวเรา ตนเองเป็นเจ้าของกรรมของตนเองกรรมเราพาเป็นไปเอง กรรมซึ่งเป็นตัวต้นและตัวจบ ศาสนาพุทธไม่มี God เพราะ God พูดกันไม่รู้เรื่องพูดได้แต่จินตนาการ แล้วอะไรเป็นตัวแทนของ god พระบุตรก็เอาพยัญชนะนั้นมาจริงๆแล้วพยัญชนะไม่ใช่สภาวะจริง เทวนิยม มีแต่คำสอน ตัวพระเจ้าอยู่ที่ไหนพระบุตรก็ยังไม่รู้เลย พระบุตรตัวเองยังไม่เคยพบกับพระเจ้าเลยได้แต่เอามาแสดงว่าเป็นลักษณะนั้นลักษณะนี้ ใครเคยดูหนัง บัญญัติ 10 ประการ Ten commandment มีอยู่ 10 ข้อมาขยายความเป็นพระคัมภีร์ แล้ว 10 ข้อนั้นก็แตกออกไป เป็นพระคัมภีร์ของศาสนาไม่รู้กี่องค์ต่อกี่องค์ก็ขัดแย้งกันเพราะแต่ละองค์ก็มีแต่แขนงถึงความต่างกัน ศาสดาของแต่ละศาสนาก็เลยตีตัวเทวะ ซึ่งหมดตัวตน ไม่ได้ ศาสดาเทวนิยมของแต่ละเทวนิยมตีแตกเทวะไม่ได้หาศูนย์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นศาสดาทั้งหลายจึงเป็นหนึ่งทั้งนั้นเลย ศาสดาทั้งหลายบอกว่าข้านี่แหละ 1 เพราะฉะนั้นเจ้าลัทธิกับสมาชิกลัทธิไหนก็แล้วแต่ จะบอกว่าพระเจ้ามีหนึ่งเดียวของเราของคนอื่นไม่ใช่ แต่คุณไปสงวนลิขสิทธิ์อะไรได้ คนอื่นเขาก็มีสิทธิ์ที่จะมีหนึ่งได้เหมือนกัน เพราะพวกนี้ 0 ไม่เป็น ไม่เจอ 0 ก็มีแต่ 1 เพราะฉะนั้น 1 ก็ไปแข่งกับ 1 เอ็งก็หนึ่งข้าก็หนึ่ง ก็จึงรบกันอยู่ไม่รู้จบ 1 จึงรบกันย้อนแย้ง ข้านี่แหละเป็นหนึ่ง เมื่อมาเจอกับพุทธบอกว่าเป็น 0 ก็จบ เราไม่รบกับใคร เราก็บอกว่าเราก็สบายๆ

ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ชัดเจน ท่านก็ขยายความได้เท่าที่ท่านขยายความได้อาตมาก็ต้องเอามาขยายความต่อ ท่านตรัสว่า เศรษฐศาสตร์ดีที่สุดคือ เศรษฐศาสตร์แบบคนจน อาตมาก็ยังไม่รู้ว่า คณะ ดร.สมคิดจะรู้สึกอย่างไรกับคำตรัสในหลวง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเพาะพุทธ…

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน จรณะ 15 พาให้เกิดฌาน พ่อครูว่า..ความรู้ของศาสดาของพระบุตรแม้กระทั่งคนเข้าทรงก็เป็นความรู้ของเขาเอง เข้าทรงบอกว่าองค์ลง แท้จริง เอ็งเองนั่นแหละ เข้าทรงก็คือธาตุของตัวเองที่เก่งนั่นแหละจะเก่งเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ตัวคนเข้าทรงเองตัวธาตุรู้ของคนเข้าทรงเองแต่เขาไม่รู้ตัว พระบุตรจึงเหมือนกับเข้าทรงพระเจ้า แล้วมาบอกว่านี่ของพระเจ้านะแต่เขาไม่รู้ว่าที่จริงเป็นของตัวของเขาเอง ของพระศาสนดาองค์นั้นเอง เขาไม่รู้ตัวเองเขาตีไม่แตกแยกไม่ออก เขาตีไม่แตกแยกไม่ออกเพราะไม่เชื่อว่ากูจะรู้ขนาดนี้หรือ กูไม่ได้ไปขบคิดไม่ได้ไปศึกษาเลยนะ แต่ทำไมมันรู้นะ พูดถึงตรงนี้ก็เลยนึกถึงอาจารย์บูรพา ผดุงไทย ก็จะงมงายอยู่กับอย่างนี้ เป็นความรู้เก่า แต่ก็ยังดีไม่ไปเป็นแบบพระเจ้าแต่ก็ยังงมงายอยู่กับจิตเดิมแท้ โดยตัวเองอธิบายว่าถ้านั่งสมาธิสงบโดยไม่คิดนึกอะไรเลย จะเกิดธาตุรู้ที่เป็นปัญญาแท้เขาว่าอย่างนั้น ตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าเลยที่จะต้องเกิดปัญญาด้วยการลืมตามีองค์ประกอบศาสนาคือองค์ประกอบของความรู้ที่บวกลบคูณหารอะไรได้เรียบร้อย แต่นี่อยู่ดีๆก็ปึ๊งขึ้นมา สายเทวนิยมที่ไม่สามารถที่จะเป็นอย่างนี้อีกเยอะไม่ว่าจะเป็นการหลับตาปฏิบัติแล้วก็รู้ขึ้นมาเลย อาจารย์มหาบัวปึ๊ง ไอ้ปึ๊งขึ้นมารู้คือสัญญาความจำเก่ามันโผล่ขึ้นมาให้รู้ก็เป็นความรู้ของตัวเอง ก็เลยไม่รู้ว่านี่ของใครนะแต่ที่จริงเป็นของเอ็งเอง เขาทรงตนเองแล้วก็รู้ตัวเอง มันซ้อนแล้วก็ยาก ก็ค่อยๆปล่อยไป ถ้าไปรู้แต่สัญญามันเป็นมุมแคบจะไม่มีอะไรก้าวหน้าไม่มีรายอื่นเหตุปัจจัยอื่น คนก็จะไปเอาแต่รู้อยู่การนั่งหลับตาแล้วก็ออกจากฌานเข้าฌาน ฌานจริงๆแล้วไม่มีการนั่งเข้านั่งออก ฌานมันคือพลังงาน อุณหธาตุ พลังงานไฟ เป็นพลังงานที่จะไปสลายพลังงานอื่นได้ เพราะฉะนั้นควรทำจิตให้เกิดพลังงานอันนั้นได้จริง ประมาณหนึ่งมันก็จะสามารถสลายพลังงานราคะ สลายไฟ ราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้จริงๆ ถ้าคุณสร้างพลังงานไฟฌาน คุณต้องสร้าง ฌาน เกิดขึ้นได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในจรณะ 15 ฌานเกิดจาก ศีล เป็นตัวตั้งต้นแล้วต้องปฏิบัติสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคคะ 3 อย่างนี้คือการปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธ ถ้านอกกว่า 3 อย่างนี้ ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไม่มีการประมาณในสิ่งที่กินใช้อาศัยในโภคะ โภชเนมัตตัญญุตาคุณไม่ประมาณไม่ศึกษา ด้วยการตื่นอย่างชาคริยานุโยคะเรียนรู้ทั้งภายนอกภายในมีเหตุปัจจัยก็รู้ตัว พากเพียรที่จะรู้ในขณะที่ยังตื่นอยู่ แล้วก็หากไปพากเพียรในขณะที่จะหลับนั้นไม่เอา ศาสนาพุทธไม่เอาไปนั่งพากเพียรจะรู้ในระดับนั้นมันผิด ชาคริยานุโยคะคือพากเพียรให้เป็นผู้ตื่นไม่ใช่พากเพียรให้เป็นผู้หลับแค่นี้ไม่เข้าใจก็เลิก แก้ไขความรู้แค่ว่าอย่าไปพากเพียรในขณะไปหาหลับให้พากเพียรในขณะมาหาตื่น ชาครี ชาคริยะ แค่นี้เข้าใจไม่ได้ก็ผิดจากศาสนาพุทธ ถ้า อปัณณกะคือไม่ผิด แต่ถ้าปัณณกะคือผิด แล้ว ไม่มีสำรวมอิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน