620628_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เรียนรู้กายให้เข้าถึงหัวใจของศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข1 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

620628_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เรียนรู้กายให้เข้าถึงหัวใจของศาสนาพุทธ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/14fcF4ZIm36X2aS0YGj5y2JCufLRfp7YRu1DCxYrIyrk/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1FbCkpnIEGGRR75JRHkduOxb2PcQeB-tz สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน เป้าหมายของศาสนาพุทธคือจัดการความสุขทุกข์ สมณะเดินดินว่า… วันนี้วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2562 ที่บวรสันติอโศก วันนี้เป็นวันพิเศษที่ชาวสันติอโศกคงจะเข็มขัดสั้น ก่อนหน้านี้มีประกาศว่า ท่านจันทร์ ท่านเดินดิน ท่านแสนดินจะมาเทศน์ แต่ตอนนี้มีพ่อครูมาอีกรูป ก็เป็นกำไรของชาวสันตินาคร สาเหตุเพราะว่าพ่อครูอาพาธ ก็เลยจะไม่เทศน์แต่ว่าพ่อครูก็รู้สึกว่านอนเฉยๆก็ไม่หายก็มาเทศน์ดีกว่า ส.เพาะพุทธว่าพ่อท่านอาพาธแต่ท่านไม่อาเพท ท่านไม่โอ๋ตัวเอง พ่อครูว่า…ชี้บอกทางผู้ดูแลเวทีว่า นาฬิกานี้ไม่ทำงาน(หน้าเวที) ...พวกเราจะพูดอะไรก็สะดวก บางคนบอกว่าจะออกโทรทัศน์ต้องคัดสรรสิ่งที่ดีเท่านั้น ที่จะต้องออกอากาศ แต่ว่าเรานี้มีอะไรก็พูดไปบอกไปเป็นเรื่องธรรมดาสามัญชีวิตธรรมชาติ ไม่ต้องมีการเก๊ก ไม่ต้องมีเรื่องต้องระมัดระวังอยู่ในกรอบรูปแบบอยู่ในพิธีการอะไรอีกเยอะแยะ ก็เป็นเช่นนั้นมาตลอดเวลา ไม่มีใครมาว่าเราได้เพราะเราไม่มีสปอนเซอร์ แล้วทุกคนก็ทำได้สบายๆ อาตมาว่าเรื่องของ สิ่งที่ไม่มีใครมาเป็นผู้ควบคุมกำกับชั้นบนอีกชั้นมันเป็นอิสระสบายมันสมบูรณ์แบบเหลือเกิน ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งในศาสนาพระพุทธเจ้าคือคำว่าอิสระเสรีภาพ เป็นความยิ่งใหญ่ของคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านเอง ท่านเห็นเป็นสิ่งที่วิเศษ แล้วท่านก็ดำเนินมาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยิ่งยุคทาสทั่วโลกแต่พระพุทธเจ้าท่านนำหน้าไปไกลๆ

อ่านต่อ

มนุษย์ควรมีอิสระเสรีภาพ แล้วท่านก็นำศาสนาของท่าน เป็นศาสนาที่ใครเข้ามามีจารีต หรือว่ามาอยู่ในกรอบของศาสนาเป็นพุทธศาสนิกชนเป็นพุทธมามกะแล้ว จะเป็นผู้ที่อยู่ในระบบที่พระพุทธเจ้าท่านจะพาเป็นเลย เช่นอิสระเสรีภาพดังกล่าว เพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่ในกรอบที่มาเป็นพุทธศาสนิกชนแล้ว เขาจะมีวรรณะกษัตริย์พราหมณ์แพศย์ศูทรก็ตาม เมื่อมาเป็นสหธรรมิก เป็นผู้ที่มาเป็นพุทธมามกะ มาเป็นพุทธบริษัทมาเป็นคนของศาสนาพุทธเป็นพุทธศาสนิกชน ทุกคนถือว่าเสมอกันเท่าเทียมกันอิสระเสรีภาพ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่ในยุคพระพุทธเจ้าเขาไม่พูดกัน คนชั้นเจ้าเป็นลูกเจ้ามาบวช กับคนสามัญจะเป็นจัณฑาลหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ จัณฑาลเป็นผู้บวชก่อน คนที่เป็นเจ้ามาบวชที่หลังก็ต้องกราบจัณฑาลที่มาบวชก่อน ตัดลดปลดแอกทุกอย่างเลยอย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นศาสนาที่ยิ่งใหญ่ จะบอกว่าระบบประชาธิปไตยต้องมีความอิสระเสรีภาพเป็นเงื่อนไขหลักเหมือนกันยิ่งใหญ่ ในความเป็นประชาธิปไตย แต่แท้จริงแล้วสู้ของพระพุทธเจ้าไม่ได้ที่ให้อิสระเสรีภาพ อีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นศาสนาที่เรียนรู้วิญญาณ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ทางด้านศาสนาเทวนิยม ศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นศาสดาเกิดพระบุตรขึ้นมา เรียกว่าศาสนาเทวนิยม ก็จะไม่สามารถที่จะปลดแอกความเป็นอิสระเสรีภาพได้ เพราะศาสนิกชนทุกคนของศาสนาเทวนิยมจะต้องเป็นทาสพระเจ้า ไม่เท่าเทียมกัน อย่างน้อยคุณก็ต้องเป็นทาสพระเจ้า ในเรื่องของความเป็นทาสในเรื่องของความไม่อิสระเสรีภาพจะถูกครอบงำด้วยพระเจ้า ซึ่งหลายๆ อย่างของศาสนาเทวนิยม อาตมาพยายามไขความสัจธรรม ธรรมะต่างๆ ของเทวนิยมหรือของอเทวนิยม หรือพุทธศาสนาก็ตาม เทวนิยม คำว่า เทวะ แปลว่า 2 อาตมาพยายามอธิบายมาหลายทีแล้วและเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเทวะ ครอบโลก ศาสนาพุทธก็มีเทวนิยมแต่เป็นผู้ที่รู้จักเทวะแล้วดับเทวะให้สูญสิ้น หลุดพ้นจากความเป็นเทวดา แต่ก็ต้องรู้ว่าเทวฺต้องมีเป็นเครื่องอาศัยตามฐานานุฐานะอย่างนี้เป็นต้น นอกจากจะเป็นเรื่องของเทวฺที่จะต้องใช้ปัญญา ใช้ธาตุรู้ที่จะต้องรู้ลึกซึ้งมากเลย ศาสนาเทวนิยมเขาไม่รู้เขาตีไม่แตก เทวฺที่แปลว่าสอง สมมติสัจจะกับปรมัตถสัจจะก็เป็น 2 รูปนามก็เป็นภาวะ 2 หรือแม้แต่สภาวธรรมกับพยัญชนะหรือบัญญัติก็คือ 2 เทวนิยมตีไม่แตกแยกไม่ออกว่านี่เป็นสภาวะหรือพยัญชนะ อันนี้เป็นสมมติสัจจะหรือปรมัตถสัจจะอันนี้เป็นรูปหรือเป็นนาม รูป 28 เป็นต้น นามธรรมอีกมากมาย เช่น นาม 5 รูป 28 คือรูปและนาม หากเข้าใจแล้วก็ศึกษาตามหลักของพระพุทธเจ้านี่ล่ะ เรียนรู้รูปนามแยกแยะเทวะ 2 เราจะได้จุดจบ ทีนี้ เน้นเข้าไปสู่จุดสำคัญที่สุดของเป้าของศาสนาพุทธจุดศูนย์กลางของศาสนาพุทธคือ เน้นเข้าไปที่เวทนา พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) อาตมาถือว่า อันนี้เป็นหัวใจของศาสนา คือ รู้จักเทวฺ ธมฺมา แล้วเข้าเป้าที่เวทนา 2 แล้วจัดการเวทนา 2 ให้เป็น 1 เอกสโมสรณา จบเลย ศาสนาพุทธ ถ้าเข้าใจตัวนี้เท่านั้น ถ้าเข้าใจแล้วสามารถปฏิบัติได้ ทั้งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ ได้มรรคผลของวิมุติสำเร็จ ความรู้สึกที่เป็นเป้าหมายของศาสนาพุทธคือความสุขกับความทุกข์ศาสนาพุทธเรียนรู้ความสุขกับความทุกข์ แต่ท่านตรัสว่าหัวใจของพุทธศาสนาคือเรียนรู้ทุกข์ก็เรียนรู้เหตุแห่งทุกข์แล้วก็ดับเหตุแห่งทุกข์ ด้วย ทฤษฎีหรือวิธีการหรือข้อปฏิบัติ หรือที่เรียกสวยๆว่าทางปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์ก็คืออริยสัจ 4 ศาสนาพุทธถ้าผู้ใดสามารถรู้จักสุขกับทุกข์ แล้วดับสุขดับทุกข์ได้ เพราะจะรู้ว่า จริงๆแล้วสุขกับทุกข์เป็นสมมุติ ผู้ที่รู้สภาวะของปรมัตถ์คือผู้รู้จักสมมุติ ผู้ที่รู้จักสภาวะของสมมติคือผู้หยั่งรู้สัมผัสรับความรู้สึกสุขทุกข์แล้วทำให้ความสุขความทุกข์หมดไปจากจิต เป็นอรหันต์เลย อรหันต์มีแค่นี้ ย่นย่อเข้ามา อาตมาไม่ได้โมเมไม่ได้พูดชุ่ยเล่นลิ้น คนที่เรียนรู้ความสุขความทุกข์ได้เรียนรู้เวทนา คนเรามีอัตตาเป็นตัวตั้งแล้วไม่เข้าใจว่าความสุขความทุกข์เป็นสิ่งที่สมมติขึ้นมาเป็นสมมติสัจจะ ถ้าเข้าไปถึงสภาวะจิตความรู้สึกจริงๆ โดยมีสัญญามีสังขารเรียนรู้ เวทนาคือความรู้สึกและมีสัญญากำหนดอ่านกำหนดรู้จักเวทนา รู้จักสังขาร รู้จักสองตัวก่อน สังขารปรุงแต่งขึ้นมา ในปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าตั้งต้นด้วยอวิชชาไม่รู้อะไรไม่รู้สังขาร ถ้าคนเรียนรู้สังขาร ก็เรียนรู้จากรูปนาม แล้วลึกเข้าหานามเรียกว่าวิญญาณได้ ก็ต้องมีนามรูป มีเทวฺ แล้วก็จะต้องปฏิบัติให้เกิดการรับรู้อีก 3 จะต้องเกิดผัสสะ เวทนา เกิดอายตนะ ถ้าไม่มีการผัสสะไม่มีการสัมผัสกันอายตนะไม่เกิด ตากระทบรูปอายตนะจึงเกิดแล้วถึงจะเกิดเป็นเวทนาให้เราได้ศึกษา เมื่อกี้นี้กล่าวแล้ว เวทนาคือเป้าหมายหลักที่ต้องศึกษา เหตุแห่งความสุขความทุกข์ รู้ว่าเหตุมันเป็นอย่างไร เหตุที่มันทำให้เกิดความสุขความทุกข์ก็คือตัณหา ถ้าอยู่ในภาวะที่กำลังดำเนินพฤติกรรมอยู่มีการเคลื่อนตัว เป็น Dynamic ก็เรียกว่าตัณหา ถ้ามันไม่เคลื่อนตัวให้เรียกว่าอุปาทาน เราเรียนรู้อาการของจิต รู้อาการต่างๆ กำหนดเครื่องหมาย ว่าอาการอย่างนี้เรียกว่าสุขอาการอย่างนี้เรียกว่าทุกข์ อาการอย่างนี้เรียกว่ารูปคือสิ่งที่ถูกรู้ แล้วก็เรียนรู้รูป 28 ปฏิบัติตามทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในรูป 28 ตั้งแต่มหาภูตรูป 4 แล้วก็มีปสาทรูป โคจรรูป(วิสยรูป) สองอันนี้คือ 5กับ 5 แต่ตัดไป 1 อัน คือกายกับโผฏฐัพพะ คือมันใกล้กันอันเดียวกันเลยก็นับลดไป 1 อันนี้ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าก็จะไม่รู้ได้อย่างนี้ จากผัสสะแล้วเกิดภาวรูป / อิตถีภาวะ กับปุริสภาวะ แล้วก็จัดการ เอกสโมสรณา ภวนฺติ ที่ตัวแรก ตัวสักกายะตัวนี้ต้องจัดการกับตัวนี้เป็นตัวปฏิบัติ ตัวตนของเรา ต้องรู้กาย กาย แปลว่า ภาวะ 2 พระโสดาบันต้องรู้จักกาย มีทฤษฎีที่รู้จักสักกายะ หรือสักกายทิฏฐิ ต้องเรียนรู้อันนี้ รู้เทวฺ นามรูปที่เป็นของเรา อย่าไปอุตริแส่รู้ของคนอื่น รู้ของเราที่เป็นสักกายะ

คำว่า กาย จึงเป็นธรรมะที่คนจะต้องเรียน 2 ธรรมะ 2 หรือเทวะ ที่สำคัญที่อาตมาพยายามพูดให้มีไวพจน์ แล้วจะแจกออกไปอีกเยอะแยะเลยในคำว่ากาย อาตมาก็จะเอาหลักฐาน จาก พจนานุกรม ของ จำลอง สารพัดนึก ค่อยๆอธิบายไปตามประสาของอาตมา คือ ประสา มาจากคำกร่อนจากคำว่า ภาษา ตามภาษาบัญญัติพยัญชนะที่อาตมาจะใช้สื่อ โดยมีสภาวะที่อาตมารู้เป็นหลัก พยัญชนะเป็นรองสภาวะเป็นเอก

สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน คำว่ากาย สำคัญอย่างไรต่อการปฏิบัติธรรม เริ่มต้นคำว่า กาย

กาย เอามาจากพจนานุกรมบาลี-ไทย ของพระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์ สระคำ) และรศ.ดร.จำลอง สารพัดนึก กาย ท่านแปลทับศัพท์ว่า กาย มาเป็นภาษาไทยก็เอาไปแปลจาก กายะ ถ้าภาษาบาลีจะอ่าน กา_ยะ เพราะไม่มีนิคคหิต ก็อ่าน กา-ยะ ก็แปลว่า กาย เป็นภาษาไทย คำว่า กาย ในภาษาไทย หมายถึงร่างภายนอกอย่างเดียวด้วย ตามความรู้ทั่วไปเลย ใช่ไหม? ถ้าไม่มีอาตมาขึ้นมาพูดว่ากาย คุณเข้าใจว่าเพียงหนึ่งเดียวเป็นเพียงสรีระนั้นผิดไปเลย คุณปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธไปไม่ออกหมดเลย ถ้าคุณเข้าใจคำว่ากายคือภายนอก หมายถึงรูปหมายถึงร่างไม่มีนามเข้าไปประกอบ สูญเลย โมฆบุรุษเลย ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธไม่ไปไหนเลย นี่คือจุดที่มันเพี้ยนกร่อนออกนอกไปจากความหมายเดิม ยิ่งเข้าไปถึงสภาวะก็ไปไม่ถูก กาย คืออะไร ก็คือ กอง ไม่ใช่เดี่ยวนะ กอง ฝูง หรือหมู่ หรือ ประชุมกันอยู่ ไม่ใช่อันเดียวแน่นอน เพราะฉะนั้นคำว่ากายหมายถึงอันเดียวไม่ได้ กายต้องมี 2 ขึ้นไปเสมอจะเป็นกองเป็นฝูงเป็นหมู่หรือเป็นที่ประชุม ทีนี้ จะใช้ในทางธรรมะท่านก็ขยายไปว่าประชุมอะไร ประชุมหมวดแห่งเจตสิกธรรมก็คือจิตนั่นเอง คือ เวทนา สัญญา สังขาร เจตสิก 3 ของขันธ์ 5 รูป กับ นามขันธ์อีก 4 คือ เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ วิญญาณคือตัวรวมของเจตสิกเรียกว่าจิตหรือวิญญาณ เป็นความรู้ถ้ารู้ที่รวมเอาเวทนาสัญญาสังขารไว้ในนั้น อันนี้ต้องไปอ่านหนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญนัก อาตมาแจกแจงไว้มาก คำว่า กาย ถ้าคุณจะไปแปลคำว่ากาย ว่าคือ ร่าง งั้นก็ผิดแล้ว ไปแปลว่าร่างของดินน้ำไฟลมที่มาประกอบเป็นแท่งก้อนโดยไม่มีจิตเข้าไปร่วมเลยผิดแล้ว รู้จักกายว่าเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีองค์ประกอบไม่มีซองขึ้นไปไม่มีที่ประชุมของจิตเจตสิกต่างๆ ผิดไปใหญ่เลยไปไม่ออก จะมาเรียนคำอื่น เช่น

กายกรรม การกระทำทางกาย ท่านก็แปลทับศัพท์ว่า กายกรรม แล้วก็หรือสิ่งที่พึงกระทำทางกาย ขยายจาก กรรม ขยายอีกว่า แปลว่า การออกกำลังกายก็กลายเป็น Exercise มันก็เลยไกลจากสภาวะธรรมที่เป็นธรรมะไปใหญ่เลย ซึ่งไม่ผิดนะ แต่มันไกล ถ้าจะมาเรียนธรรมะ ถ้าให้อาตมาแปลกายกรรม อาตมาก็จะแปลว่า พฤติการณ์ของรูปนาม พฤติกรรมของธรรมะ 2 จะได้เนื้อหาที่เข้าหาปรมัตถธรรมสมมุติทำ เอามาปฏิบัติธรรมมาได้ แต่เขาแปลเป็นภาษาทางโลกตื้น มันไม่ผิดแต่มันตื้น สรุปตรงนี้ เรียกว่า ตำหนิ ว่า ศาสนาพุทธมันเสื่อมเสียจนเป็นพจนานุกรมเป็นหลักที่จะได้รู้ธรรมะ ได้ความรู้ความหมายทางธรรมะตื้นเขิน

กายกัมมัญญตา คำว่า ตา เป็นปัจจัยเสริมคำนาม กายกัมมัญญะ ท่านแปลว่า ความคล่องแห่งกาย หรือความควรแก่การงานแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร การงานคือกรรม กัมมัญญะ หากจะพูดอย่างโพธิรักษ์ กัมมัญญะคือ การทำงานที่ประกอบไปด้วยความรู้อย่างโลกุตระ เพราะจะมีความรู้ทางธรรมที่มีอัญญะ ที่แตกต่างจากความรู้โลกียะเขามี เป็นความรู้ทางโลกุตะรอีกอย่างหนึ่ง อัญญะแปลว่าอื่น แตกต่างจากความรู้หรือการทำคำกริยาอื่นๆ อัญญะ หากนำมาใช้งาน ก็เป็นพหูพจน์เรียกว่าอัญญา เป็นธาตุรู้ที่เป็นโลกุตระ

พ่อครูจิบน้ำ ส.เพาะพุทธ นิมนต์พ่อท่านจิบน้ำเพื่อคนอื่น ส.เดินดินว่า...คำว่า กายกรรม เขาแปลเป็นโลกียะ ส.เพาะพุทธ ว่า จริงๆการออกกำลังกาย คนที่จะออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างพ่อท่านต้องอาศัยสภาวะมากทีเดียว จึงจะสามารถทรงสภาพของ สมจริยาต่อเนื่องไปได้ ได้บันทึกธรรมะเกี่ยวกับอิสรเสรีภาพ ทำให้รู้ว่าพุทธเรามีเสน่ห์ประการหนึ่งคืออิสระเสรีภาพ เรามีทีวีที่มีอิสระจากสปอนเซอร์ อิสรเสรีภาพจากกิเลส จากเทวนิยม ที่เป็น 2 ต้องขึ้นกับอำนาจที่เหนือกว่า แต่พุทธเป็นอเทวนิยมจึงเป็นอิสระเสรีภาพจากเทวนิยม อิสระเสรีภาพภายนอก และอิสระเสรีภาพจากความเชื่อ และอิสระเสรีภาพสูงสุดคือตีแตกความเป็น 2 ให้เหลือ 1 ตีแตกเทวะ หากจะเรียนรู้หัวใจศาสนาพุทธคือความสุขความทุกข์ เหตุของความสุขความทุกข์ก็คือตัณหา และอุปาทานจะถูกจัดการไปโดยปริยาย

พ่อครูว่า...กายกัมมัญญตา อาตมาบอกไปแล้วนะว่า เราแยก คำว่าตา ออกไปก่อน เป็นคำปัจจัยที่มาเสริมท้ายเพื่อให้คำนี้เป็นคำนาม ความเป็น กายกัมมัญญะคือ ความหมายเนื้อแท้ กายกัมมัญญะ ก็อาตมาขยายความไปตามประสาของอาตมา ตามภูมิของอาตมา อาตมาก็จะแปลไปตามสภาวะที่อาตมามี โดยอาศัยพยัญชนะเรียนรู้บาลีแบบอาตมา ไม่ได้เอาตามหลักไวยากรณ์บาลี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ อาตมาชาตินี้ไม่มีบารมีจะไปเรียนรู้อย่างนั้นเลย ท่านก็เรียนกันทั่วโลก อาตมาเลยกลายเป็นคนนอกแบบแผนที่เขายึดถือกัน แต่อาตมาก็จริงใจว่า อาตมาเอาพยัญชนะบาลีที่ว่าไว้ เอามาชี้ ความหมายของบาลีเท่าที่พอรู้ ตามภูมิที่มีอยู่ อธิบายไทย ถ้าให้อาตมาขยายความ กายกัมมัญญะ หรือจะแปลเท่าที่ท่านแปลว่า ความคล่องแห่งกาย หรือ เขาทับศัพท์ กัมมัญญะคือความคล่อง ขยายไปเป็น ความควรแก่การงานแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร ก็แปลได้ดีได้ถูกต้อง กัมมัญญะคือการงาน การงานที่เกิดจาก เวทนาสัญญาสังขาร เข้ามาสู่ธาตุรู้ที่เกิดการงาน จากเวทนาสัญญาสังขาร ผู้ใดสามารถ แยกแยะ เวทนาสัญญาสังขารได้ว่า สภาวะของพยัญชนะสามตัวนี้ รู้อาการของเวทนา รู้อาการของสัญญา อาการของสังขาร คุณก็จะเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ทำได้ถูกต้อง เจตสิก 3 คือวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา สังขาร จากรูป 1 กับนามอีก 3 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 14 และที่ท่านตรัสเอาไว้ในปฏิจจสมุปบาท ว่า อวิชชา คือมันไม่รู้ ทีนี้จะรู้ต้องเรียนรู้ สังขาร ก็เรียนรู้วิญญาณ เรียนรู้ นาม รูป นาม รูป นาม ก็มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เรียกว่านาม 5 แล้วรูปคือมหาภูตรูป 4 แล้วมีอุปาทายรูป อีก 24 คือนามรูป ธรรมะพระเจ้าต้องแยกนามรูปเป็นเทวดาหรือธรรมะ 2 รูปคือสิ่งที่ถูกรู้เป็น object ส่วนนามคือพวกผู้รู้ หรือจิตวิญญาณของแต่ละคน จะต้องเป็นนามที่เรียนรู้ พัฒนา จึงจะเกิดการเรียนรู้ซึ่งจะเกิดการเจริญและรู้และปฏิบัติได้ จะบรรลุธรรม ถ้าไม่เรียนให้รู้ให้ถูกต้องหรือละเอียดเพียงพอ มันก็ไปไม่ออก มันก็สั้นจู๋ คำตรัสของพระพุทธเจ้าแต่ละคำที่พูดมา เรียกว่า หนึ่งใน ล้านๆๆๆคำ ที่พูดมานี้ 1 หรือ 2 หรือ 3 หรือ 4 ก็ตาม คําสอนพระพุทธเจ้ามีพยัญชนะเยอะ แต่ก็น่าสงสารคนที่ไม่เรียนพยัญชนะของพระพุทธเจ้า ที่ท่านอุตส่าห์สอนเอาไว้ยาวยืดมากมาย เขาก็ไม่ดูแต่ให้ปิดตำราให้ปฏิบัตินั่งหลับตาไปแล้วจะรู้เอง ก็น่าสงสารที่พระพุทธเจ้าท่านได้บัญญัติภาษาละเอียดลออไว้ แต่พวกนี้มักง่ายที่สุด ตีทิ้งคำบรรยายตลอด 45 พรรษาของท่านไปหมดเลยเอาแต่นั่งหลับตา มีเจ้าสำนักสอนลูกศิษย์ แนวปฏิบัติอย่างนั้นจริงๆ คุณสู่แดนธรรมก็เคยไปบวชกับสำนักนี้ก็ยืนยันว่าเขาสอนอย่างนั้นจริงๆ ตอนนี้ก็มาสู่แดนธรรมแล้ว เขาไปตีทิ้งธรรมะที่พระพุทธเจ้าได้แยกแยะละเอียดละออ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔) ขออภัยแม้แต่พระพุทธทาสก็ตีทิ้งพระไตรปิฎกไป 60% บอกว่าพระอภิธรรมเม็ดมะขาม อย่างนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านมีความพากเพียรแจกแจงอธิบายขยายความ แต่ความไม่รู้ของผู้ไม่รู้ก็แสดงออกมา ขออภัยที่อาตมาพูดถึงท่านพุทธทาสเพราะว่าคนเขาเคารพท่านพุทธทาสเยอะ ท่านพุทธทาสก็มีความดีเยอะ แต่ท่านได้อธิบายธรรมะ อาตมาก็ต้องอ้างอิงส่วนที่ถูกที่ควรยกย่อง ส่วนที่ควรตำหนิก็ต้องตำหนิ นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง อาตมาแสดงธรรมะด้วยความจริงใจไม่ได้ไปมีความรู้สึก ข่มเบ่งยกตนข่มท่าน หรือว่าบางคนจะบอกว่าเป็นการทำให้เกิดความแตกแยก คุณจะไม่ให้วิจัยวิจารณ์แยกแยะอะไรเลย อาตมาจนด้วยเกล้าไปเรียนอย่างคุณไม่ได้ อาตมาต้องแยกแยะวิจัยวิจารณ์ อันนี้มีเหตุจากเรื่องนี้มีอิทัปปัจจยตา มีสิ่งที่ต่อเนื่องกันเชื่อมโยงกันเป็นรีเลชั่น ทุกอย่างมันมีความปฏิสัมพันธ์กันหมดเลย ส.เพาะพุทธว่า...ไม่ใช่คำว่าแตกแยกแต่ใช้คำว่าแตกยอด อาศัยเค้าเดิมของเขา อันไหนที่ตรงก็บอกว่าแปลได้ดี อันไหนที่มันยังไม่ถึง แปลไม่ตรงกับสภาวะเช่นคำว่ากายกรรม พ่อท่านก็ท้วงติง ไม่ได้แตกแยกแต่เรียกว่าแตกยอดครับ โดยอาศัยต้นตอเดิมเป็นตัวส่งปัญญา พ่อครูว่า...ขอบคุณที่ขยายความต่อ อาตมาอธิบายธรรมจากภูมิรู้ที่อาตมามีมาเก่า เป็นหลักเลย ภูมิรู้ที่ท่านรู้กันอาตมาก็อาศัยเอามาประกอบเอามาผสม อันใดที่อาตมาเห็นว่ามันควร มันถูกต้องดีนะ อันไหนที่ว่าไม่ค่อยตรงทีเดียว หรือตรงแบบผิวเผินหรือไม่ตรงเลยก็วิจารณ์ ตู่ท้วงตำหนิเป็นธรรมดา เช่น ตำหนิว่าไปแปลกายว่าเป็น ร่างกายอย่างเดียวนั้นมันผิด ถ้าหากเข้าใจปฏิบัติอย่างนั้นกายเป็นหนึ่งก็ผิดเลย สุญโญ เลย ไม่เป็นไรกันเลย

คำว่า กาย ที่แพร่หลายกัน สู่แดนธรรมว่า กายกลิ พ่อครูว่า...คำนี้เขาไม่ค่อยรู้กัน กลิ คือตัวโทษภัยเลวร้ายผีมาร เช่น กาลี ถ้าเผื่อว่ามันไม่มีสภาวะรองรับก็แปลเท่าที่คุณมีสภาวะเท่าไร เช่นถ้าไปแปลว่ากายกรรมคือการออกกำลังกายคุณก็มีความรู้แค่นี้ แสดงให้เห็นว่า ศาสนาพุทธคำว่ากายกรรมมีความรู้แค่นี้ หรือกาย แปลว่าร่างกายอย่างเดียว แล้วคำว่ากายต้องมีจิตวิญญาณเป็นหลักต้องมีนามธรรมเป็นหลัก กายต้องมี 2 เสมอใน 1 เป็นหนึ่งเดียวเดี่ยวๆไม่ได้ ภายนอกอย่างเดียวก็ไม่ได้ จิตวิญญาณอย่างเดียวก็ไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 ที่ท่านตรัสว่า ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.๑๖ ข.๒๓๐ แต่ท่านไม่ได้ทิ้งภายนอกนะ ในพระสูตรนี้มีแต่ละปริเฉทขยายความมา ถ้าใครเข้าใจว่าใครมีแต่สรีระภายนอกมันผิดเลย แต่ถ้าเข้าใจผิดว่า ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตหรือมโนอย่างเดียวมันก็ได้เนื้อหาสาระแต่ยังไม่ครบ แต่ถ้าแปลผิด แปลกายว่าสรีระก็เข้าป่าไปหาเสือเลยเสือกินตับกินพุงเจ๊งเลย ที่อาตมาเอาภาษาเท่านี้ มาขยายความอธิบายให้เห็น ศาสนาพุทธทุกวันนี้ มีความเข้าใจไกลไปจากสัจธรรมของพระพุทธเจ้า เห็นแล้วมันน่าสงสารอย่างยิ่ง สู่แดนธรรมว่า..แม้แต่ศพเขาก็ไม่เรียกว่า กาย ส.เพาะพุทธว่า...แม้แต่ร่างที่ตายแล้วเขาก็ไม่ได้ว่ากายเขาเรียกว่าศพ แต่พ่อท่านว่าตายแล้วเหลือแต่ร่างไม่มีกาย

พ่อครูว่า...กายต้องแยกจากจิต ในมูลกรรมฐาน แต่ตอนนี้เขาไม่ได้เรียนรู้แล้ว ถ้าแยกกายแยกจิตได้ คุณจะเกิดความรู้ว่าอุตุธาตุเป็นเช่นนี้ พีชธาตุ เป็นเช่นนี้ จิตธาตุ เป็นเช่นนี้แล้วจะเข้าใจกรรมและธรรมะ พิจารณาจากมูลกรรมฐาน 5 พร้อมขนเล็บฟันหนัง เอาเล็บนี่เข้าใจได้ง่ายสุดเอามาขยายความให้ฟัง ถ้าเผื่อว่า แยกสิ่งนี้ไม่ออกว่าเมื่อใดเป็นองค์ประกอบของกาย เมื่อใดมันเป็นแค่ อุตุ ซึ่งเป็น รูปรูป รูปแท้ๆเต็มๆ เมื่อใดมันเป็นนามหรือเป็นจิต ถ้าคุณแยกไม่ออก ก็จะไม่รู้ว่าองค์ประกอบใดเป็นชีวะเป็นรูปนามแล้วแต่จะเรียกรูปนามเต็มๆก็ไม่ได้เพราะนามต้องหมายถึงจิต แต่พืชมันเป็นชีวะแล้ว เพราะฉะนั้นพืช แยกให้ฟังแล้ว ว่ามันไม่ง่ายนะ ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ยากจริงๆ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔) หากดูแค่ผิวเผินก็จะไม่รู้ฐานในการปฏิบัติ อาตมาอธิบายสภาวะของพยัญชนะต่างๆที่คุณไม่ศึกษากัน พยัญชนะของพระพุทธเจ้ามีเยอะจริงๆ ถ้าคุณไม่เข้าใจ โดยเฉพาะคำที่อาตมาพยายามเลือกเอามาอธิบายมันเป็นหลักฐานหลักต้นๆ ไม่ใช่เรื่องลึกๆเรื่องไกลเลยนะ เรื่องที่ลึกที่ไกลก็ไปเอาอภิธรรมที่เขาเรียนมาพูด อย่างนั้นคุณจะหัวหมุนเลย ที่อาตมาพูดนี้เป็นเรื่องที่ว่าไปจะต้องเป็นพื้นฐานที่เอาไปปฏิบัติได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเล่นแล้ว พูดแล้วเหมือนยกย่องตนเอง อาตมาอธิบายธรรมะตั้งแต่เริ่มทำงานธรรมะเริ่มตั้งแต่เห็นพระไตรปิฎก เห็นภาษาพระพุทธเจ้ามา อาตมาก็ค่อยๆเอาภาษาของพระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎก อาตมาไม่ได้ใช้ตำราอื่น แม้แต่ในอรรถกถาจารย์ อาตมาก็ไม่ได้ใช้ อาตมาเอาจากของพระพุทธเจ้า จริงๆแล้วอาตมาเป็นอรรถกถาจารย์ซึ่งขยายความออกมาจนเป็นเล่มเหมือนอรรถกถาจารย์คนหนึ่ง อาตมาจึงไม่ต้องอาศัยอรรถกถาจารย์คนอื่น เพราะมันเป็นของอาตมา แล้วอาตมาก็อธิบายไม่เหมือนอรรถกถาจารย์หลายคนที่บันทึกกันอยู่ ที่เขาใช้กันโดยเฉพาะวิสุทธิมรรค อาตมาว่าวิสุทธิมรรคยังเป็นเทวนิยมอยู่ครึ่งค่อน แต่ก็มีสิ่งที่ดีสิ่งที่ถูกต้องอยู่เยอะ แต่ไปยึดถือเทวนิยมก็เลยกลายเป็นศาสนาเทวนิยมชมไปเลยกับเทวนิยมหนักเลย หลงยึดเอาอันนี้ ไม่เข้าหาหลักธรรมจริง ไม่ได้เข้าหาพระไตรปิฎกเท่าที่อาตมารู้มา ผู้ที่จะจบเปรียญ 9 ต้องเรียนวิสุทธิมรรคไม่ได้เรียนจากพระไตรปิฎกหรอก เพราะฉะนั้นควรจะมีความรู้สูงสุดก็เท่ากับพระพุทธโฆษาจารย์ ก็จะได้เท่านั้น ขอยืนยันว่าพระพุทธโฆษาจารย์ยังมีสิ่งที่ผิดเพี้ยนเป็นมิจฉาทิฏฐิอีกเยอะ อาตมาอวดดีวิจารณ์ยกตนข่มท่านพุทธโฆษาจารย์ ขออภัยไม่ใช่พระพุทธโฆษาจารย์ของเมืองไทยปัจจุบัน แต่พูดถึงพระที่เขียนวิสุทธิมรรค ที่เป็นชาวศรีลังกา อาตมาเองบอกเปิดเผย มีความจำเป็นที่สุดที่จะต้องบอกว่าตนเองเป็นใคร มาทำไม เอาจริงเอาจัง ไม่เหลาะแหละไม่เล่นๆ อาตมาว่าอาตมาไม่คดไม่โค้ง ตรง เพราะไม่มีเวลาด้วยจึงอธิบายธรรมะเน้นหนักแรงเพื่อให้เข้าสู่ขุมขน ให้แก่มนุษย์ได้ดีได้เร็วได้แรง และลัด คัด สั้น เปรี้ยงๆๆๆ แต่คนก็หาว่าอาตมาพูดมาก โอ้โห คําสอนพระพุทธเจ้านั้นมันมาก อาตมานี้ยังเอาของพระพุทธเจ้าอธิบายยังไม่ได้ในเศษ 1 ส่วน 5 เศษ 1 ส่วน 10 ใน 84000 พระธรรมขันธ์ของพระพุทธเจ้าเล้ย ก็หยิบเอาส่วนที่ควรเรียนรู้มาก่อน ตีหลักๆ ก่อน เช่นกันนั่งหลับตาไม่ใช่เรื่องปฏิบัติธรรมเลย อย่างนี้เป็นต้น เขาก็หาว่าตีเขาทั้งบ้านทั้งเมือง ก็เพราะว่าทั้งบ้านทั้งเมืองไปเชื่ออย่างนั้นมันผิดหมดน่ะ ถ้าไม่เลิกอย่างนี้นะ ขอยืนยัน พวกที่นำไปนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ เป็นพวกนอกรีตหมดเลย

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน คำว่า ฌาน และ สมาธิ แบบพุทธ ส.เพาะพุทธว่า...พ่อท่านกำลังอธิบาย เกี่ยวกับเรื่อง อรรถกถา เคยมีคุณเสฐียรพงษ์ วรรณปก มาเปิดเผยว่า ท่านเพิ่งได้มีโอกาส อ่านพระไตรปิฎกสมัยเมื่อเรียนจบเปรียญธรรม 9 ประโยคแล้ว เสฐียรพงษ์ วรรณปก เรียนจบเปรียญธรรม 9 ตั้งแต่เป็น เณร แล้วก็ได้เป็นนาคหลวงท่านแรก ในสมัยรัชกาลที่9 ก็ได้นำพระไตรปิฎกมาเผยแพร่ ในรูปแบบของพุทธวจนะจากธรรมบท เป็นที่ลือลั่นมากเลยทีเดียว ซึ่งเอามาจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 เป็นการแปลที่สละสลวยมาก มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย พ่อท่านเคยเทศน์ว่า จะแก้การศึกษาพุทธที่ผิดพลาด ต้องเปลี่ยนจากเรียนจากอรรถกถา มาเรียนจากพระไตรปิฎกโดยตรงโดยตรง ซึ่งพ่อท่านเห็นว่า พระไตรปิฎก ยังใช้ได้อยู่ คนที่เขาเรียนพุทธศาสนาเมืองไทย จะนับถือพระพุทธโฆษาจารย์มาก บางทีนับถือวิสุทธิมรรคแบบมีอิทธิปาฏิหาริย์เลย กสิณ 40 ก็มีคำอธิบายอยู่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งไม่มีในพระไตรปิฎก พ่อครูว่า...ขอยืนยันว่ากฐิน 40 ท่านพุทธโฆษาจารย์เป็นผู้หยิบเอามาบรรจุเข้าไปเอง ว่าเป็นกสิณ จริงๆแล้วคำว่ากสิณนี่เป็นคำอธิบายของศาสนาเดียรถีย์ อธิบายเป็นเครื่องประกอบในการปฏิบัติสมถะ ปฏิบัติจิตให้เป็นสมถะ ซึ่งเขามีมาตั้งแต่โบราณตั้งแต่ศาสนาเดียถีย์ ซึ่งไม่ใช่เนื้อแท้ของศาสนาพุทธเลยคำว่ากสิณ แต่เขาเอามาเป็นเรื่องหลักว่า ผู้ปฏิบัติธรรมะจะต้องมีกสิณ กสิณที่ดังมากคือพุทโธ ของธรรมกายก็สัมมาอะระหัง ของวัดมหาธาตุ เจ้าคุณโชดก ก็บอกว่ายุบหนอพองหนอ ซึ่งให้จิตไปเกาะยึดกับอะไรอันหนึ่ง ให้จิตมันหยุดมันนิ่งไม่ซัดส่าย เป็นวิธีสมถะ แล้วถือว่าจิตที่หยุดนิ่งไม่ซัดส่าย เป็นสมถะอย่างยิ่ง ว่าจิตที่ทำได้อย่างนั้นจะเกิดความเป็นฌานจะเกิดความเป็นสมาธิ ซึ่งออกนอกทางไปไกลจากศาสนาพุทธลิบลิ่ว คำว่าฌาน สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ได้หยุดนิ่งเลย คำว่า ฌาน พระพุทธเจ้าเป็นคำที่หมายถึง พลังงานที่เป็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน