620802 ความสุข สบาย มีเอาไว้ แต่ต้องละต้องล้าง.docx
เนื้อหาในไฟล์
620802 ความสุข สบาย มีเอาไว้ แต่ต้องละต้องล้าง (สู่แดนธรรม)...มีประเด็นใหม่แว๊ปเข้ามาเหมือนเทวดามาคุยด้วยตอนฟังรายการธรรมะของท่านฟ้าไทและสิกขมาตุ มันมีคำอยู่ 3 คำครับพ่อท่าน คำว่า “สุข” แล้วก็คำว่า “สบาย” คำว่า “สวัสดี” ที่เป็นคำธรรมะนะครับ พ่อท่านบอกว่าสุขกับทุกข์เนี่ยพุทธศาสนาเราพยายามที่จะบอกว่าต้องข้ามพ้นไปหาอริยสัจต้องข้ามสุขข้ามทุกข์ได้ศาสนาพุทธเราไม่หลงติดอยู่ในสุขและทุกข์ ได้สิ่งหนึ่งที่ต้องอาศัยอยู่คือ “สัปปายะ”คือความสบาย คำว่า “สบาย” เป็นของที่ควรกว่าคำว่า “สุข” ใช่ไหมครับพ่อท่าน พ่อครูว่า...ก็ได้ ถ้าเข้าใจคำว่าสบายไม่ใช่ภาษาไทย ภาษาไทยคำว่าสบายเนี่ยมันเละมาก สัปปายะของภาษาบาลีของธรรมะเนี่ยใช่ ก็พวกเรานี่ไงสุขสำราญเบิกบานใจสบาย (คุณเพ็ญเพียรธรรม)...พ่อท่านชอบพูดว่าชีวิตเอยไม่เคยสบาย หมายอะไร พ่อครูว่า...ก็หมายเพลงเขาแต่งเอาไว้ (สู่แดนธรรม)...เพลงกลิ่นโคลนสาบควาย อันนี้คำที่แยกแยะไม่ค่อยชัดเจนนัก คู่ของคำว่าสบายกับสวัสดีครับ สู่ผลโดยราบรื่น ไม่ให้ติดไม่ขัด ภวาโสตถีภะวันตุเม โสตถิผลหรือโสตถีเป็นคำที่ใครมาขออภัยต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็จะบอกว่าโสตถีโสตถี ความสุขสวัสดีจงมีแก่เธอเถิด แสดงว่าสองคำ “สัปปายะกับโสตถี”มีความลึกซึ้งต่างกันแบบไหนครับ เรียนถามแบบไม่ให้ตั้งตัวเลยครับ พ่อครูว่า...นั่นแหละคำว่าโสตถีมันหมายถึงว่าสบายแล้ว อะไรก็ทะลุทะลวงหมดเลย (สู่แดนธรรม)...ไม่มีอุปสรรคเลยแสดงว่าโสตถีนี่เป็นคำ เป็นตัวยอด พ่อครูว่า... เรานี่เป็นสบายแต่ยังไม่โสตถี อุปสรรค อโศกะวิรัชชะ ข้ามวิรัชชะยังไม่พ้น อโศกะวีรัชชะเขมังยังไม่ถึงเขมังยังมีวิรัชชะคั่นข้อที่ 8 ยังไม่ผ่าน อโศกะระดับ 7 วิรัชชะระดับ 8 ผ่านวิรัชชะแล้วไปเขมัง (สู่แดนธรรม)...แสดงว่าโสตถีอยู่ในขั้นวิรัช
อ่านต่อ
ชะนะครับ สบายอยู่ในขั้นอโศกะ แล้วสบายนี้ก็ตรงข้ามกับคำว่าอบายด้วยนะครับ พ้นอบายมาอยู่กับสัปปายะที่สบาย พ่อครูว่า...ก็พวกเรานี่ไงไม่มีอบาย มีสบายแต่ยังไม่พ้นมีอีหลุกขลุกขลิกอยู่ในใจยังไม่ข้ามโสตถียังไม่ข้ามวิรัชชะ (สู่แดนธรรม)...เพราะฉะนั้นที่พ่อท่านพูดอยู่บ่อยๆว่าเราไม่ติดขัดอยู่ที่การทำความดี พ่อครูว่า...ไม่เกี่ยวการทำความดี ความดีมันไม่ยากไม่ง่ายมันเป็นเรื่องของโลกีย์ แต่สุขทุกข์มันเรื่องของโลกุตระ (สู่เเดนธรรม)...เพราะฉะนั้นอยู่ระหว่างละทุกข์ละสุข ก็ต้องมาอาศัยสบายเป็นฐานพักใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ต้องอาศัยความไม่สบายเป็นฐานสิ ถ้าคุณเอาความสบายเป็นฐานละมันละยาก ต้องเอาฐานไม่สบายมาละเพราะศาสนาพุทธเป็นทุกข์อริยสัจ เอาทุกข์มาละไม่ใช่เอาสุขมาละ ละสุขนี่มันยาก ละทุกข์เสียหมดแล้ว สุขมันก็หมดด้วย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านชัดเจนให้ละทุกข์ สุขก็หมดด้วย คุณไปละสุขโอ๊ยต่องแต่งต่องแต่งสุขมันละเอียดต้องละเยอะแล้วคุณจะไหวหรือ คุณก็ไม่อยากจะละสุขหรอก โอ๊ยมันย้อนแย้งกันคุณไปละสุขมันก็ทุกข์แล้ว คุณก็ละทุกข์มันเลยสุขมันก็จบ เพราะฉะนั้นทุกข์สุขมันเป็นตัวเทวะ คนมันเข้าใจยากพอเข้าใจแล้วก็สงสัยทำไมพระพุทธเจ้ามาสอนเรื่องทุกข์ไม่สอนเรื่องสุข ศาสนาเทวนิยมเขาสอนแต่งเรื่องสุข สุขนิยมแล้วสุดท้ายก็ไม่สุขหรอกไปอยู่กับพระเจ้าจบแล้ว เขาก็เผอิญไม่รู้จักทุกข์ไม่รู้จักเหตุของทุกข์ (สู่เเดนธรรม)...ยอดของความมีสุข เทวะเขามีปราศจากความมีไม่ได้เขาต้องมี มีอยู่นิรันดร์ พ่อครูว่า...แล้วเขาก็ต้องอยู่กับสุข (สู่แดนธรรม)...เพราะฉะนั้นยอดของความมีคือความสุข พ่อครูว่า...เพราะฉะนั้นเขาไม่รู้เรื่องสุขเลยว่าสุขเป็นเรื่องเดียวกับความทุกข์ เขาตีเทวะไม่แตกเพราะเทวะคือสุขกับทุกข์ ถ้าเขาตีไม่แตกเขาก็สรุปด้วยความไม่รู้ว่า โลกนี้มันจะต้องเอาสุขเป็นสุดท้าย สุดท้ายไม่มีนิพพานก็มีสุข (สู่เเดนธรรม)...ถ้าจะเปรียบเป็นลัทธิก็จะเปรียบว่าลัทธิที่มีความไม่มีก็เลย ไม่เกิด พ่อครูว่า...นิพพานก็เลยไม่มี เป็นลัทธิมีไม่ใช่ไม่มี แต่จริงๆนั้นพุทธนั้นรู้ทางลัทธิมีและไม่มีและทำไม่มีนั้นสำเร็จเพราะฉะนั้นจะไม่มีเมื่อไหร่ก็จบของคุณเองๆถ้าคุณจะยังมีอยู่อีก นี่คืออมตะจะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ โพธิสัตว์จะยังมีๆอยู่ก็ไมีไปสิอย่างพระอวิเตกิเลศวรก็ใช่จะจบเมื่อไหร่ก็จบ (สู่เเดนธรรม)... ในมูลสูตรข้อ 9 ข้อ 10 ในพระไตรปิฎกปกสีฟ้า เฉลิมพระเกียรติพระราชินี(ฉบับจุฬาเหรอครับ)อันนี้เขาวงเล็บไว้ดีมากเลยครับพ่อท่าน ข้อ 9 อมตะเขาวงเล็บไว้เลยว่าเป็นพวกที่ “สอุปาทิเสสะนิพพาน” แต่ข้อที่ 10 นิพพานเขาวงเล็บไว้เลยอะไรครับ พ่อครูว่า... อนุปาทิเสสะนิพพาน (สู่แดนธรรม)...อันนี้ไม่รู้ใครใส่วงเล็บไว้ให้ พ่อครูว่า... อนุปาแปลว่าไม่เหลือ อุปาทิเสสะแปลว่าเหลือ สอุปาทิเสสะเหลือ อนุปาทิเสสะไม่เหลือ เสสะแปลว่าเหลือ วิเศสะวิเศษเนี่ยเหลือก็ได้ไม่เหลือก็ได้ วิแปลว่าไม่แปลว่ายิ่งยอดเหนือก็ได้ และเหนือความเหนือ มีความหมาย 2 อย่าง อย่าง “ไม่”คือปฏิเสธสุดได้ “มี”ก็มีอย่างวิเศษสุด มีได้อย่างเหนือเสสะ เหนือเศษ เหนือความเหนือ (สู่แดนธรรม)...พ่อท่านมีความรู้สะสมมาทุกชาติ ทุกศาสตร์พ่อท่านรู้มาหมดเลยทำไมชาตินี้พ่อท่านจึงต้องเอาศิลปะมาเป็นศาสตร์ ศิลปศาสตร์ก็ไม่ต้องไปเรียน บทจะเรียนจึงไปเรียนที่เพาะช่างทำไมต้องไปลงที่ศิลปศาสตร์ครับ พ่อครูว่า...อาตมาก็เคยพูดสงสัยว่าทำไมต้องไปเรียน เพราะศิลปะเป็นมงคลอันอุดม ศิลปะมันเป็นสุดยอดแล้ว เส้นทางที่จะไปสู่จุดสูงสุด มงคลอันอุดมนำพาไปสู่จุดสูงสุด ฉะนั้นผู้ที่จะสามารถรู้ศาสตร์ ก็มีศิลป์ในศาสตร์ สามารถที่จะอยู่เหนือศาสตร์ ถ้าคุณมีศาสตร์ไม่มีศิลป์ คุณจะไม่สามารถอยู่เหนือศาสตร์ได้ คุณจะเป็นทาสศาสตร์เพราะคนในโลกนี้เป็นทาสศาสตร์ยึดมั่นถือมั่นในศาสตร์ของตัวเองแต่ถ้าผู้มีศิลป์แล้วก็ใช้ศิลป์เป็นประโยชน์เท่านั้นเอง ใช้ศาสตร์เป็นประโยชน์เท่านั้นเอง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในศาสตร์ เพราะฉะนั้นจึงเหนือศาสตร์ทั้งหลายแหล่แล้วก็ไม่ต้องเป็นศาสตร์มาเป็นศิลป์เพื่อที่จะใช้ศาสตร์ต่างๆได้เป็นองค์ประกอบเพราะฉะนั้นศาสตร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็มีรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์เป็นหลักของมนุษยชาติรวมๆแล้วจะแยกย่อยเป็นศาสตร์อื่นๆอีกต่างนานาแล้วแต่เป็นที่รู้กันทั่วโลก ได้แก่ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์สังคมศาสตร์เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ก็ดีเราก็มาใช้ในการอธิบายเราอยู่กับเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุดได้ รัฐศาสตร์ก็ดีก็ได้สบาย อย่างของเรานี่รัฐศาสตร์สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สบายแล้วของเราจบแล้วทั้งเศรษฐศาสตร์ก็ไม่มีปัญหารัฐศาสตร์ก็ไม่มีปัญหาสังคมศาสตร์ก็ไม่มี อยู่กันอย่างสบาย (สู่แดนธรรม)...พิสูจน์กันมาตั้งแต่สมัยเงินบาทลอยตัวปีพ.ศ 2540 พ่อครูว่า...เขาเดือดร้อนกันทุกอย่างเราไม่เดือดร้อนเลย ก็ผ่านปี 40 ไม่เห็นมีอะไร โวยวายกันเราไม่เห็นมีปัญหา รัฐศาสตร์เขาก็รบกันแย่งชิงกัน ของเราไม่มีอะไรมาแย่งกันรัฐศาสตร์ บริหารปกครองไม่เห็นมีอะไรยุ่งยาก (สู่แดนธรรม)...ของเรามีแต่ดันหลังเพื่อนๆจริงๆนะครับเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านดันหลังให้เพื่อนๆไปสมัคร
หมายเหตุ-ถอดความโดย สุดเมืองฝัน