วิชชา 3 วิชชา 8 มีอะไรบ้าง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข24 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

วิชชา 3 วิชชา 8 มีอะไรบ้าง _สุทธิพงษ์ ขุนฤทธิ์ : วิชชา 3 วิชชา 8 มีอะไรบ้าง ต่างจากวิชชาจรณสัมปันโน 15 อย่างไร? ขอบคุณครับ พ่อครูว่า...วิชชา 3 คือเอามาตรวจสอบ ระลึก ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิชชา 3 ของผู้เสขบุคคล ได้มรรคผลแล้วก็จะเอามาตรวจสอบ ระลึกถึงสิ่งที่เราได้ปฏิบัติมาเรียกว่าบุพเพนิวาสานุสติญาณ ผ่านมาแล้วมันมีอะไรบ้างที่เราได้กระทำมา และที่ระลึกผ่านปฏิบัติผ่านมาแล้ว ได้เกิดจุตูปปาตญาณ มีญาณอะไรที่เกิดการดับ หรือพัฒนาเคลื่อนจุติสูงขึ้น จนสูงสุดถึงดับอาสวักขยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ญาณที่ใช้สำหรับเสขบุคคล ที่ปฏิบัติแล้วได้ส่วนบุญ คือพลังงานฌานพลังงานบุญมันชำระกิเลส พลังงานของจิตที่เป็นฌาน เผากิเลสหายไปได้ ฌานคือพลังงานเผา เป็นไฟ พลังงานฌานไม่ใช่พลังงานเย็น เป็นพลังงานทำลายกิเลส มีพยัญชนะคือบุญ ชำระได้เป็นส่วนๆคือส่วนแห่งบุญคือกิเลสถูกเผาไปตามลำดับแล้วไม่มีอะไรเหลือตกค้างเลยไม่มีอะไรได้มีแต่เสีย เสียกิเลส บุญไม่มีอะไรได้ เป็นวิบัติไม่มีสมบัติมีแต่วิบัติ นี่คือความรู้ที่ได้เสื่อมไปแล้วความรู้ที่ได้ผิดเพี้ยนไปแล้วจากความแท้จริงของศาสนาพุทธ จากความถูกต้องของศาสนาพุทธ บุญเลยลดราคามาเหลือแต่กุศล กุศลเป็นคุณงามความดีเป็นสมบัติสั่งสมเป็นสมบัติได้ ไว้อาศัยในชีวิต แต่บุญมันยิ่งกว่าอาศัย มันพัฒนาให้เจริญหลุดพ้นจากโลกเลย แล้วหลุดพ้นเป็นนิพพานเลย สูงถึงขนาดนั้น สูงกว่ากุศลเยอะ วิชชา 3 อยู่ในวิชชา 8 สามอย่าง เป็นวิชชา สำหรับตรวจสอบผลที่ได้ จะได้ผลต้องปฏิบัติได้ 5 วิชชามาก่อน วิชชา 8 1. วิปัสสนาญาณ 2. มโนมยิทธิญาณ 3. อิทธิวิธญาณ 4. ทิพโสตญาณ 5. เจโตปริยญาณ 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ 7. จุตูปปาตญาณ 8. อาสวักขยญาณ วิปัสสนาญาณคือรู้สักกายะ ร

อ่านต่อ

ู้รูปนาม แยกกายได้ แยกส่วนที่เป็นกิเลสปรุงแต่งสังขารได้เรียกว่ามีวิชชาหรือมีวิปัสสนาญาณ เริ่มรู้สังขาร ที่รู้จักวิญญาณ ที่เกิดจากนามรูป ที่เกิดการเชื่อมต่อจากอายตนะ มีเวทนา อารมณ์ในอารมณ์จะมีความชอบความชังความสุขความทุกข์ในนั้นมันจะมีเหตุแห่งอารมณ์ก็คือตัณหา เมื่อคุณจับตัณหาที่เป็นตัวเหตุได้ก็จะรู้จักอุปาทานที่เป็นตัวนิ่ง ไม่เคลื่อนไหวเราจึงจับปัญหาได้ง่ายกว่าตัวนิ่งที่เป็นอุปาทาน เรากำจัดตัณหาด้วยวิธีใช้ปัญญาอันยิ่ง ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยงแล้วมันพาให้ทุกข์เท่านั้น จริงๆแล้วมันไม่มีตัวตนอะไร เมื่อปัญญามันมีฤทธิ์มีอำนาจมีคุณสมบัติของปัญญาชัดเจน เราก็จะเห็นความจริงรายละเอียด ประเดี๋ยวมันก็พาเราทุกข์เราสุข ตลบแตลงตลอดเวลา ยิ่งคนโง่ยิ่งเดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวสุข เดี๋ยวก็หน้างอเดี๋ยวก็หน้ายิ้ม แป้นแล้น จริงๆ เคยเป็นไหม เคยมาแล้ว จะชัดเจน มันก็ตลบแตลงตอแหลไปเรื่อย แต่สำคัญเข้าแก่นแกนคือมันพาเราทุกข์เราหลงให้มันปั่นหัว เมื่อจับสภาวะได้แล้วว่าเอ็งไม่ใช่ตัวจริงเอ็งเป็นแค่อาคันตุกะไม่ใช่ตัวตนไม่มีตัวตน ความรู้จริงรู้แจ้งในสัจธรรมจะมีประสิทธิภาพสูงจนกระทั่งมีฤทธิ์ถึงขั้น เมื่อกิเลสขึ้นมาปัญญาก็จะมีอำนาจ กิเลสมันจะกลัว มันชัดเจนว่ามันไม่มีตัวตน มันมาหลอกมันเป็นผี มันไม่มีจริง มันก็มาหลอกเพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าผีหลอก มันไม่ใช่ตัวจริง กลัวผีหลอกจริงๆ เราล้างให้ถึงความจริงถึงความจริงยิ่งกว่าความจริง หมด 0 เพราะฉะนั้นใน วิชชา 5 วิปัสสนาญาณ คือญาณที่รู้แจ้งเห็นจริงมี ปัสสติ ตัว ปัสสะแปลว่าเห็น ต้องผัสสะเห็นมีของจริงตามวิธีของพุทธเจ้าให้เกิดเวทนา ถ้าไม่มีเวทนาก็เรียนอะไรไม่ได้เลยมีแต่สิ่งเพ้อฝันว่างเปล่าไม่ได้เรื่อง จะต้องมีผัสสะ เวทนา แล้วแยกเวทนาออกเป็น 108 แยกเป็นเคหสิตะ เนกขัมมะ ทำกิเลสออกได้เรียกเนกขัมมะ ต้องศึกษาจากอาจารย์ผู้รู้จริงๆขออภัยอย่างเช่นอาตมา จะทำให้ลดกิเลสได้จริงๆเหมือนของพวกเรา ลดกิเลสได้จริงๆ ที่พูดนี้ไม่ได้อวดอ้างอวดดีแต่พูดความจริงให้ฟังแต่คนเขาหมั่นไส้ ก็ขอพูดความจริงให้ฟังจริงๆ เรื่องที่เป็นผลด้วยเขาก็หาว่าเป็นคนอวดอ้างอวดดี อาตมาไม่เอาอวดเลวใครจะว่าไงก็ช่าง เมื่อคุณมีวิปัสสนา รู้จักกิเลสลดกิเลสได้คุณก็มีฤทธิ์เรียกว่า มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทำจิตของตัวเองได้สำเร็จเรียกว่า มโนมยา สำเร็จด้วยจิต คือฆ่ากิเลสได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นวิชาความรู้ที่เก่งขึ้นไปมีความรู้และทำได้ผลล้างกิเลสได้ผล จากมโนมยิทธิก็เก่งมากขึ้นเป็น อิทธิวิธญาณ มีฤทธิ์ในการฆ่ากิเลสได้แตกต่างกันมากมาย วิธะ แปลว่ามากมายหลากหลาย เป็นวรยุทธที่เพิ่มเติมมากขึ้น อิทธิวิธญาณ เป็นฤทธิ์ของมโนมยิทธิที่มากขึ้น จากนั้นเป็นโสตทิพย์ จิตที่ยิ่ง ลึกซึ้งละเอียดขึ้นแม้ว่าจะมีกิเลส หยาบ กลาง ละเอียดเล็กน้อยถึงขั้นเป็น รูป อรูป ก็สามารถรู้ได้จัดการได้เรียกว่ามีโสตทิพย์ รู้สิ่งที่ละเอียดสูงสุดจนหมดได้ สรุปแล้วท่านก็เอามาเรียบเรียงเป็นเจโตปริยญาณ 16 เป็นญาณที่ 5 มีราคะโทสะโมหะ แล้วก็ทำให้มันไม่เป็นราคะโทสะโมหะได้ เรียกว่า วีตะราคะโทสะโมหะ ได้ 6 ข้อแล้ว ผู้ที่ศึกษาเริ่มรู้เริ่มทำได้มันก็จะเกิดเป็น สายเจโตกับปัญญา สายเจโตเป็นสังขิตตังจิตตัง สายปัญญาเป็นวิกขิตตังจิตตัง สายปัญญาจะฟุ้งกระจาย สายเจโตจะเป็นก้อนตีไม่แตก เราทำได้หรือไม่ได้เจริญขึ้นหรือไม่เจริญขึ้น มีเจริญมากขึ้นได้หรือไม่มากขึ้น ก็เป็นมหรรคตะ กับอมหรรคตะ มหรรคตะ หมายความว่ามันมากขึ้นยิ่งใหญ่เจริญขึ้น มหะคือมาก อัคคะคือเลิศจิตก็จะเจริญหรือคุณยังทำไม่ได้ก็เป็น อมหรรคตะ ก็รู้ว่าเราจะอยู่ที่เก่าหรือเสื่อมกว่าเก่าหรือเราทำได้ยิ่งขึ้นมากกว่าเก่าเป็น มหรรคตะ ก็ทำให้เจริญขึ้น จนกระทั่งมีคู่สุดท้าย ในการปฏิบัติคือ สอุตรังจิตตัง กับอนุตตรังจิตตัง สอุตตรังจิตตัง คือมีจิตที่ทำให้เจริญขึ้นได้แล้วแต่มีจิตที่ดีกว่านี้ยังมีอีก รู้ว่าจิตดีแล้วแต่ดีกว่านี้ยิ่งกว่านี้ยังมีอีก เพราะฉะนั้นดีที่สุดก็เรียกว่า อนุตตรังจิตตัง ดีไม่มีดีกว่านี้อีกแล้วสูงสุด จะทำให้ถึงอนุตรังจิตตังได้ ก็ต้องทบทวนตรวจสอบที่ สมาหิตจิตกับอสมาหิตจิต ก็ตรวจสอบอีกว่าหลุดพ้นแล้วหรือไม่หลุดพ้นเป็นวิมุต อวิมุติ สุดท้ายจะเป็น สมาหิตังกับวิมุติ จบด้วยอุภโตภาควิมุติ นี่คือเจโตปริยญาณ 16 อาตมาอธิบายโดยสภาวะไม่ได้อธิบายตามพยัญชนะที่แปลคำสู่คำ อาตมามีสภาวะเหล่านี้สมบูรณ์อาตมาพูดไปไม่ได้อวดอ้างแต่พูดความจริง เขาก็หาว่าอวดตัว หากไม่อวดตัวแล้วจะเอาที่ไหนมาอวด เอาใครที่ไหนมาอวด มันไม่รู้จริงเท่ากับตัวเองมีจริงหรอก ไม่รู้จะทำยังไงเกิดมาในชาตินี้ เกิดมาในชาตินี้อาตมามีความจริง มีความจริงที่จะเอามาแสดง แปลคำว่าเอามาอวด โชว์

ถามว่าต่างจากวิชชาจรณสัมปันโน 15 หรือไม่ ไม่ต่าง แต่คุณพูดไม่ครบเท่านั้นเพราะว่า จรณะและวิชชามีวิชชา 8 อยู่ในนั้นด้วย คุณเอาวิชชา 8 ไปทิ้งที่ไหน แตกต่างคือพูดครบทั้งจรณะ แต่วิชชา 8 ไม่ได้พูดจรณะ แต่ถ้าพูดวิชชาจรณสัมปันโน ก็ครบ ก็สมบูรณ์และจรณะ 15 วิชชา 8 นี่แหละคือพุทธคุณของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็คืออันนี้ อาตมาก็ย้ำไม่รู้กี่ทีแล้ว สำคัญที่สุด

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน