พุทธคุณ 9 ในอัมพัฏฐสูตร.docx
เนื้อหาในไฟล์
พุทธคุณ 9 ในอัมพัฏฐสูตร [๑๖๓] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉนเล่า. ดูกรอัมพัฏฐะ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ (เป็นพระอรหันต์ -ตรัสรู้เองโดยชอบ-ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ -เสด็จไปดีแล้ว -ทรงรู้แจ้งโลก -เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า -เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย -เป็นผู้เบิกบานแล้ว -เป็นผู้จำแนกพระธรรม) พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว พ่อครูว่า...อาตมาอธิบายให้เห็นว่า ในพุทธคุณ 9 1. เป็นพระอรหันต์ 2. เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ 3. ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ อันนี้แหละถึงพร้อมด้วยวิชชาจะระณะนี่แหละ เป็นคุณธรรมหรือคุณสมบัติคุณวิเศษอันเป็นของศาสนาพุทธแท้ นอกนั้น ศักติ เป็นเครื่องเสริมศักดิ์ศรี เป็นอรหันต์ แล้วตรัสรู้เองโดยชอบ ชี้ให้เห็นว่าท่านตรัสรู้เอง เริ่มต้นสยังอภิญญาก็ไม่ต้องมีใครบอกแล้ว ยิ่งเป็นสยัมภู ก็ยิ่งรู้เอง แต่หากจะไปศึกษาว่าท่านรู้มาจากพระพุทธองค์ก่อนก็ได้ แต่มันตัดรอบได้แล้วว่าท่านรู้เองเริ่มตั้งแต่เป็นปัจจัตตังภูมิ จึงเลื่อนมาเป็นสยังอภิญญา จากนั้นก็มาเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ แล้วมาเป็นสยัมภู ปัจจัตตัง เริ่มรู้ได้ด้วยตัวเองสั่งสมขึ้นไปเป็น ปัจเจก ปัจเจก สั่งสมไปอีกจนกระทั่งไปเป็น ผู้รู้เองได้ สยังอภิญญา อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้มาเปิดเผยโลกุตรธรรมและยืนยันว่าถูกต้องด้วย คนอื่นก็มีได้แต่ไม่ใช่ผู้ที่มีโลกุตรธรรมมากเพียงพอ ขออภัย อย่างอาตมามี ขยายความชัดเจนมีโลกุตระอย่างไรเอาหลักฐานพระพุทธเจ้ามาขยายความอย่างนี้ ติดตามไปยืนยันไปหลักฐานพวกนี้มันก็จะต้องได้รู้เห็น ถ้ามันผิด แต่ถ้ามันถูกคุณก็ต้องรู้ด้วย ระดับสยังอภิญญา ถือว่าเป็นของตัวเองเกิดมาใ
อ่านต่อ
นชาตินี้ ปางนี้ อย่างเช่นอาตมาไม่มีใครรู้ จนต้องใช้ภาษาว่ายุคนี้อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสว่าท่านเป็นไก่ตัวพี่ แต่อย่างนั้นเป็นการสร้างศาสนาเลย ไม่มีใครสร้างศาสนาพุทธได้ ท่านก็สร้างศาสนาพุทธเป็นผู้แรกที่สร้างได้ในกัปของท่าน แต่อาตมานั้นศาสนาพุทธได้มีมาแล้วแต่มันได้เสื่อมไป อาตมาเป็นคนแรกที่กู้กลับมาได้ในยุคนี้ ถ้าอาตมาไม่มามันจะหายไปเลย อาตมาจึงเป็นไก่ตัวพี่ พูดไว้ไม่ได้อวดโอ่เบ่งข่ม แต่เป็นสัจจะ ฟังไว้ อย่าเพิ่งรีบตาย ตรวจสอบอาตมาไป ไม่ใช่เรื่องท้าทายแต่เป็นเรื่องสัจจะที่ยืนยันได้ อาตมาไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นสยัมภู มีแต่คนยัดเยียดว่าอาตมาเป็นผู้ตรัสรู้เอง อาตมาก็ว่ามันมีหลายเองนะ ศึกษาให้ดีอย่าตัดสินอะไรง่ายๆ สู่แดนธรรม...จากปัจจัตตังมาเป็นปัจเจก ทำได้เมื่อเขามีสัทธรรม 7 พ่อครูว่า..ก็สูงมาเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี ขึ้นมา มีปัจเจกของตัวเองมากขึ้นจึงจะมาเป็น สยังอภิญญา สู่แดนธรรมว่า...พ่อท่านเคยบอกว่า พระอานนท์กับพระสารีบุตรมีความเป็นพหูสูตไม่เท่ากัน พระอานนท์นั้นทรงจำพระธรรมไว้มากเรียกว่าพหูสูต แต่ว่าพระสารีบุตรนั้นมีความจริงมากจึงเรียกว่าพาหุสัจจะ พ่อครูว่า...พาหุสัจจะ เอาคำว่าสัจจะมาเป็นตัวยืนยันความจริง พหุ หรือพหูแปลว่ามาก สูต แปลว่า ความรู้ แต่ความรู้กับความจริงที่คุณจะเอาอันไหน...ก็เอาความจริงกัน อธิบายไป เอาตามหลักฐานซักไซ้ไล่เรียงไป พุทธคุณ 9 นี้ จะเป็นเสด็จไปดีแล้ว สุคะโต ถึงอย่างไรท่านก็ไม่ถอยมาหาความช่วยเหลืออีกแล้ว ไปข้างหน้าอยู่ข้างเดียวเลย ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ โดยเฉพาะไม่มาเป็นพระพุทธเจ้า 2 สมัย ไปดีแล้วตรงไปเลยจบ เหมือนบุญ มีหนึ่งเดียวทิศทางเดียวมีหนึ่งไม่มีสอง ไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก โลกวิทู ขยายความของพระพุทธเจ้า อาตมาก็มีความรู้แจ้งโลกโลกีย์และมีความรู้โลกโลกุตระตามบารมี โลก จะเป็นอย่างไรก็ขยายความเพิ่มเติมเป็นโลก กับ อัตตา ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่สมควรฝึก สารถี แปลว่าผู้ที่นำพา เก่ง ไม่มีใครเท่าเทียม นำพาไปสู่นิพพานไม่มีใครเก่งเท่า อย่างยุคนี้อาตมาก็เป็นผู้นำพา จะเรียกว่าไม่มีใครยิ่งกว่าก็ได้ในยุคนี้ปางนี้ แต่ไม่ได้เก่งเท่าพระพุทธเจ้า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นครูของเทวดา ของมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาคืออะไร มนุษย์คืออะไร แปลกันง่ายๆว่าเทวดาคือผู้มีจิตสูง มนุษย์ก็แปลว่าผู้มีจิตสูง มนุษย์ หมายความถึง ผู้ที่มีกาย มีสัญญา ที่ชัดเจนรู้ได้มีรูปมีนาม มนุษย์ คน เป็นกายเป็นดินน้ำไฟลมแท่งก้อนเป็นรูปเป็นร่าง มนุษย์ มีกาย อย่างหนึ่ง เทวดา มีกาย อีกอย่างหนึ่ง แม้แต่มิจฉาทิฎฐิก็เข้าใจ กายอีกอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐิก็หมายถึงนามธรรมเหมือนกัน ส่วนมนุษย์นั้นรูปธรรมชัดๆ เทวดากับมนุษย์นี้แยกเป็นสองต่างกัน มนุษย์ คือคนมีดินน้ำไฟลมแต่มีใจสูง เทวดาก็เน้นที่มีใจสูง เทวดาจะหนักไปทางนามธรรม แต่มนุษย์หมายถึงรูปธรรมก่อน อย่างนี้เป็นต้น ก็เอาทั้งสองอย่างมา เป็นครูของเทวดาทั้งนามธรรมและรูปธรรมแต่จริงๆแล้วรวมอยู่ที่คนนั่นแหละ 2 ใน 1 ใน 2 อยู่ในนี้ เป็นผู้เบิกบานแล้ว ภาษาบาลีคือพุทโธ เราก็ใช้ ขณะนี้เราเอามาใช้ว่า สุขสำราญเบิกบานใจ มันมีความเบิกบาน หากใช้พยัญชนะบาลีคือ อภิปโมทยังจิตตัง คืออภิ ปราโมทย์ จิตที่มีความยินดีร่าเริงเบิกบานปราโมทย์ อภิ คือยิ่งใหญ่ มันเป็นความเบิกบานปราโมทย์ อันนี้เป็นคุณสมบัติของจิตวิญญาณที่สูงสุด เพราะฉะนั้นในอานาปานสติจะจบด้วย อภิปโมทยังจิตตัง กายสังขารังปัสสัมภยัง สงบแล้วมีกายสงบ กับอภิปโมทยังจิตตัง กายสงบ จิตเบิกบานร่าเริง กายสงบ เพราะฉะนั้นซ้อนๆที่อาตมาอธิบาย กายสงบ นี้คือจิตสงบ เพราะกายนี้เน้นเอาที่จิต แต่ก็ยังยาก ทุกวันนี้ก็เขียนหนังสือเปิดยุคบุญนิยมอยู่ ตอนนี้กำลังตรวจสอบตรงนี้พอดี พยายามแก้ไขคำความไม่ให้สับสนให้ชัดเจน อธิบายวนหลายซ้อน มันก็ยากมากเลย กายปัสสัทธิ ไม่ได้หมายความว่ากายนิ่งๆ กายต้องมีสองเสมอ มี 1 ไม่ได้แต่ผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิจะเข้าใจว่ากายนี้เป็นแค่ดินน้ำไฟลมไม่มีจิตไปร่วมด้วย นั่นแหละคือมิจฉาทิฏฐิ เป็นพวกโมฆะไปแล้ว กาย พระพุทธเจ้าท่านเน้นให้เอาจิตด้วยซ้ำไป กายคือจิต มโน วิญญาณ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 อย่างนั้นด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจะต้อง ชัดๆให้ดีเลย ไม่อย่างนั้นไปไม่ได้ไปไม่ถูก สู่แดนธรรม...ในอานาปานสติสิ่งที่ให้ศึกษากาย บอกว่า กายปฏิสังเวที พ่อครูว่า… คือให้รู้กายอย่าขาดกาย แม้หลับตาไม่รู้ภายนอกมีแต่ลมหายใจก็อย่าขาดจากลมหายใจที่จะต้องไปรู้ อยู่ในภพเลย ผิดเลย การตรัสรู้นั้นจะต้องมีกายไม่มีการตรัสรู้ไม่ได้จึงบอกว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายไม่อย่างนั้นนับเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ พระอรหันต์ทุกองค์จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แม้คุณนั้นจะยืนยันด้วยกายสักขีต้องเอามาเปิดเผยได้ จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงจะขึ้นเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้ายังยอมอนุโลม แม้คุณจะบอกว่ายืนยันด้วยกายสักขี แล้วยืนยันด้วยกับใครได้ไหมคำว่ากายต้องยืนยันกับใครคนอื่นได้ต้องมีภายนอก ต้องมีคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมรับรู้กัน พระอรหันต์จึงบอกด้วยกันได้ คนจะไปบอกตัวเองว่าเป็นอรหันต์เลยนะเหมือนพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครรู้เลยว่าโลกนี้มีปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ เพราะว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธะท่านไม่ประกาศตนเลย ท่านเป็นพระพุทธเจ้า แต่ท่านไม่ได้ประกาศ เลยไม่มีในทำเนียบของพระพุทธเจ้าเลย จึงเรียกว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เพราะท่านไม่ประกาศ ท่านจะอุบัติขึ้นมาในยุคใด ท่านก็ไม่ประกาศหรือท่านเป็นแล้ว แต่ท่านเองท่านไม่เลยถึงวาระที่ท่านเรียกว่ายังไม่ได้เกิดมาได้ร่างเป็นมนุษย์ก็ตาม ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย สมณะฟ้าไท...แล้วคนศรัทธาพระปัจเจกพุทธเจ้าได้อย่างไรครับ ถ้าไม่ประกาศ พ่อครูว่า...เขารู้กันได้ยากไง ปัจเจกพุทธเจ้า จะรู้ก็ต่อเมื่อ ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ที่สามารถรู้ถึงภูมิพระปัจเจกพระพุทธเจ้าเอามาพูดให้ฟังเท่านั้น ถึงแปลกๆกันว่าพระพุทธเจ้าที่สอนคนไม่ได้เพราะท่านไม่บอกใคร เลยไปตีความผิดว่าท่านสอนคนไม่ได้ ก็ขนาดเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ายังสอนคนไม่ได้แล้วมันจะอย่างไร เพราะฉะนั้นท่านไม่ได้บอกใครเลยแต่พระโพธิสัตว์ ที่มีภูมิโดยเฉพาะเป็นพระพุทธเจ้าเอามาพูด แน่นอนพระพุทธเจ้าก็ต้องรู้พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มาประกาศ คนก็ได้รู้ด้วยบัญญัติ พระพุทธเจ้า สัมมาสัมพุทธะ ก็มาบอกว่าคนนี้เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ แม้ว่าท่านจะปรินิพพานเป็นปริโยสานไป พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความต่างจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียวเท่านั้นคือท่านไม่ได้ประกาศศาสนาเอง แต่ท่านมีภูมิธรรมเท่ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบด้วยตัวเองเรียบร้อยแล้ว แต่ท่านไม่ประกาศศาสนาของท่านต่อโลกมนุษยจึงไม่มีใครรู้จักท่าน ท่านไม่ได้ประกาศศาสนาก็เลยไม่มีทำเนียบว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ไม่ได้ขึ้นในทำเนียบเลย ไม่ให้โลกรู้เลย เป็นเรื่องสัดส่วนของตัวเองเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆแต่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายได้อย่างพระโพธิสัตว์ ผมนี่ก็อธิบายได้ ส่วนผมจะไปถึงขนาดนั้นได้หรือไม่ แต่ผมตั้งใจจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศศาสนาองค์ใดองค์หนึ่ง