เศรษฐกิจดีต้องมีวรรณะ 9(1).docx
เนื้อหาในไฟล์
เศรษฐกิจดีต้องมีวรรณะ 9 สรุปคำว่าเศรษฐกิจที่ดีนี้ จงมาดูตัวอย่างชาวอโศก สรุปง่ายๆ เพราะอโศกมีเศรษฐกิจที่ดี เศรษฐกิจนี้เป็นเศรษฐกิจสำเร็จรูปแล้ว โดยหมู่สมาชิกของผู้ที่มีทฤษฎีนี้ ปฏิบัติตนอยู่ในกฎเกณฑ์หลักเกณฑ์ทฤษฎี จะเรียกว่ากฎเกณฑ์กฎหมาย ธรรมนูญ ก็ได้ ชาวอโศกมีธรรมนูญอย่างนี้ ตามที่เราเป็นอยู่นี้ แล้วผลของสังคมออกมาได้ถึงสาธารณโภคี หมายความว่าเป็นคนที่อยู่ในสังคมกลุ่มนี้แล้ว ทำงานแล้ว มีลาภธัมมิกา ได้ผลผลิตออกมาเอาเข้าสวนกลางเป็นสาธารณโภคี เป็นข้อที่ 4 ของสาราณียธรรม 6 นี่เป็นเครื่องชี้บ่งของคำว่าเศรษฐกิจ ลาภโดยธรรม เอามาเข้ากองกลาง แล้วก็กินใช้ร่วมกัน จึงเกิดสังคม เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ตามหลักเกณฑ์ ศีลสามัญญตา ตามความรู้ความเห็น ทิฏฐิสามัญตา นี่คือสาราณียธรรม6 นี่ ชาวอโศกที่สุดธรรมะพระพุทธเจ้าเอามาทำจนเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดหรือจะเรียกว่าคอมมิวนิสต์ก็ได้ เป็นสุดยอดยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ คาร์ลมาร์คก็ไม่มีทางเทียบ เทียบไม่ได้เพราะนี่เป็นสุดยอด คาร์ลมาร์คไม่ได้สามารถทำให้คนมาทำงานเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ แล้วมีทิฏฐิเสมอสมานกัน ไม่มีลัทธิแปลง ลัทธิแก้ ชาวอโศกไม่มีลัทธิแก้ ผู้จะมาแก้ลัทธินี้ หลุดออกไปจากชาวอโศกมีไหม มี เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครมาแก้ลัทธินี้ เพราะฉะนั้นใดเศรษฐกิจดีจึงมีความหมายที่ยากจะเข้าใจ ในหลวงร.9ตรัสไว้ว่าเศรษฐกิจดีคือเศรษฐกิจคนจน เศรษฐกิจต้องอยู่กันอย่างผู้ที่ขาดทุน เป็นความรู้ที่สูงส่งมาก พวกเรามีชีวิตอยู่อย่างเป็นผู้ขาดทุน เจริญมาก ผู้ที่อยู่อย่างมีชีวิตเอาแต่กำไร เสื่อมเอากำไรมากๆๆ เสื่อมมากๆๆๆ ฟังแล้วขัดหูไหม มันคนละเรื่องกับที่เขาเข้าใจกันเลยที่เป็น Concept ของเขา เพราะฉะนั้นถ้าเปลี่ยน Concept เปลี่ยนความรู้ความเข้าใจองค์รวมของเ
อ่านต่อ
ขา มาเป็นอย่างที่มีเป้าหมายอย่างชาวอโศกเข้าใจ ถ้าเข้าใจได้มากเท่าไหร่ก็จะเกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์และสังคมจะอยู่อย่างเป็นสุข แต่นี่มันยังเข้าใจกันยังไม่ได้ยังไปคนละทิศทาง ยิ่งเป็นประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา อัตตาเต็มบ้อง หมด ประชาธิปไตยดีสุดคือไม่มีอัตตา มีความขยันมีความรู้ความสามารถมีความเสียสละเกื้อกูล มีการสังคหะ มีพลังแห่งสังคหะ มีพลังงานปัญญา พลังงานวิริยะ พลังงานอนวัชชะ มีพลังงานปัญญา มีกำลัง 4 จึงไม่มีภัย 5 1. ปัญญาพลัง (กำลังคือ ปัญญา) . . . 2. วิริยพลัง (กำลังคือ ความเพียร ขยัน) . . 3. อนวัชชพลัง (กำลังคือ การงานที่ปราชญ์ไม่ติ) . , 4. สังคหพลัง (กำลังคือ การสงเคราะห์ช่วยผู้อื่น) , มีต่อ...
1. อาชีวิตภัย (ภัยจากการดำรงชีวิต หาอาหารเลี้ยงกาย) 2. อสิโลกภัย (ภัย คือ การติเตียนจากคนโลกๆ) 3. ปริสสารัชภัย (ภัยคือ การสะทกสะท้านต่อสังคม) . 4. มรณภัย (ภัยคือ ความตาย) 5. ทุคติภัย (ภัยคือ ทุคติ เช่น อบายภูมิ นรก เดรัจฉาน ฯ) (พลสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 209)
ชาวอโศกไม่มีใครมาเบียดเบียนเท่าไหร่ เพราะเราไม่ไปเบียดเบียนใคร เป็นชีวิตที่อยู่อย่างสบาย อาชีวิตภัย (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท …เราไม่ติดโควิดอยู่ที่นี่ปลอดภัยมากเลย พ่อครูว่า...เราไม่กลัวตาย ก่อนตายก็ยิ้ม อาตมาไปดูท่านถนอมคูณก่อนจะตาย ท่านก็ว่า จะวางอย่างไรๆ ไม่ได้ขัดข้องหมองใจเลย ท่านก็บอกว่าวางอย่างไร? คือ เวลามันทำจริงๆมันพร้อมแล้วแต่มันเป็น นามธรรม ที่จริง ก็ยังข้องใจว่าจะถูกหรือเปล่า เอาล่ะก็วางดีทุกอย่าง อาตมาก็อธิบายสู่ฟัง เงียบไปพัก ไม่ได้สะทกสะท้านต่อความตายต่อนรกเลย เพราะพวกเราทำงานไม่มีอกุศลไม่มีนรกอะไร แล้วจะไปกลัวทำไม เรารู้ชัดแล้วก็ไม่ไปทำในสิ่งที่เป็นอกุศล ส่วนคนที่ทำอกุศลแฝงอยู่ก็แล้วแต่ตัวใครตัวมัน แต่ถ้าใครสะอาดบริสุทธิ์มาแล้วอย่างน้อย 5 ปี 10 ปี 20 ปีไม่ได้ทำอกุศลอะไร มันสบาย ตายแล้วมีแต่กุศลรองรับเบื้องหน้า ถ้าพูดอย่างโลกๆก็มีแต่สวรรค์ตายไปแล้วมีแต่สวรรค์เพราะเราไม่ได้สร้างอะไรให้เรา ทรัพย์ข้างหน้าของเราไม่ได้มีนรก สู่แดนธรรม...อาสิโลกภัย คือภัยที่เกิดจากการตำหนิติเตียน ต้องแยกแยะว่าไม่ใช่ไม่มีการตำหนินะ พ่อครูว่า..ดีอธิบายเพิ่ม ผู้รู้ไม่ตำหนิติเตียนปราชญ์ไม่ตำหนิติเตียน เราอยู่อย่างผู้ที่เลี้ยงง่ายมีวรรณะ 9 สังคมเราเป็นสังคมสาราณียธรรม 6 ตัวบุคคลมีวรรณะ 9 เป็นคนเลี้ยงง่ายเป็นคนบำรุงง่าย คือเป็นคนอยู่กับสังคมนี้จะบำรุงแต่ไม่บำเรอ จะให้เจริญพัฒนาไปให้ดีไม่ยาก เป็นคนว่านอนสอนง่ายรู้จักดีรู้จักชั่ว เป็นคน สุโปสะ เป็นคนมักน้อย คู่กับเป็นคนพอสันตุฏฐิ เป็นคนใจพอแต่เขาไปแปลว่าพึ่งพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ อาตมาก็บอกว่าไปถามคุณธนินท์ เจียรวนนท์ว่าเขาพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ไหม ...แล้วหยุดที่จะมีเพิ่มไปอีกไหม อย่างนี้ก็ไม่พอสิตัวเองไม่หยุด มันไม่พอ เพราะฉะนั้นมักน้อยที่สุดแล้วคือคนที่เป็นศูนย์ ไม่มีสมบัติแล้วก็พอ ใจพอ กินดีแล้วอยู่ได้ไหม มีความเป็นศูนย์ได้อยู่ได้ไหม นี่เป็นความท้าทายของมนุษยชาติของสังคม ชาวอโศกเราทำได้ มักน้อยแล้วพอ อัปปิจฉะ คือมักน้อย ต้องการน้อยๆ อาตมาแปลว่า กล้าจน คนจนที่สุดคือคนศูนย์ ใจพอคือสันตุฏฐิ แล้วก็เป็นคนที่ขัดเกลา เรายังรู้ว่าเรายังมีอะไรบกพร่องโดยเฉพาะใจเรายังมีกิเลสก็ขัดเกลากิเลสในใจ สัลเลขธรรม เรียนรู้ เราก็ต้องสังวรระวังตัวเองเป็นคนที่มีอาการน่าเลื่อมใส ปาสาทิโก ขัดเกลาตามหลักพระพุทธเจ้าคือมี ธูตะ วิเคราะห์ปฏิบัติที่สูงขึ้น เคร่งขึ้น หากใส่องค์ก็เรียก ธุตังคะ ก็คือธุดงค์ แต่เขาแปลว่าเป็นการบุกดงทะลุดง ไปโน่น ดง แปลจาก ตังคะ ของบาลี แล้วพอพ้องกับคำว่าดงของไทย ก็เลยบอกว่า พระธุดงค์คือผู้ที่พระเข้าป่าเข้าดง ทะลุดง สู้กับเสือสิงห์กระทิงแรดมาแล้ว เป็นคำสอนของเดียรถีย์ ออกนอกรีตศาสนาพุทธ พระแบบนี้เป็นเดียรถีย์ ที่ไม่ใช่พุทธ ธุตังคะ คือข้อปฏิบัติที่สูงขึ้น เคร่งขึ้น ยิ่งปฏิบัติได้จะยิ่งดี ไม่เคร่ง สบายได้โดยไม่ยากไม่ลำบากศีลเป็นปกติ ศีล 5 8 10 จุลศีล มัชฌิมศีลมหาศีลได้อย่างไม่ลำบากเลย เรียกว่ามีธูตะ ทำได้อย่างสบายมาก ปกติ คือผู้มีศีล สู่แดนธรรมว่า..เหมือนสมณะเรามีชีวิตเลยไม่ได้ใช้เงินก็เป็นปกติ พ่อครูว่า...ใช่ พระเถรสมาคมทำไม่ได้ แม้แต่ฆราวาสเราก็ไม่ใช้เงินในเรื่องส่วนตัวได้เลยของส่วนรวมก็ใช้เป็นธรรมดา ส่วนเรื่องส่วนตัวอาศัยส่วนกลางได้หมดเลย ไปที่สขจ.ได้เลย เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตของชาวอโศก สบาย มีทุกอย่างพร้อมพรัก ปาสาทิกะ คือ อาการที่น่าเลื่อมใส สุดยอด อปจยะ ก็คือไม่สะสม แล้วเป็นไง วิริยารัมภะ ไม่สะสมอะไรเลยแต่ยอดขยัน ขยันไม่หยุด เรียกว่า วิริยารัมภะสุดยอด แต่ไม่เอาอะไรมาเป็นของตัวเอง มีแต่สร้างๆๆ เอาเข้ากองกลาง แล้วเราก็กินน้อยใช้น้อยมันจึงเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมีความเหลือเฟือจึงได้สะพัดให้แก่ผู้อื่นได้ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นสังคมกลุ่มใดที่อยู่ในหมวดวรรณะ 9 นี้จึงเป็นสังคมเศรษฐกิจ รวย เป็นเศรษฐีเงินถังแต่สตางค์ไม่มี