แยกความรู้สึกออกจากทุกข์เวทนาทางกายได้อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
แยกความรู้สึกออกจากทุกข์เวทนาทางกายได้อย่างไร ประเด็นที่สอง อยากถามพ่อครูว่า..ปกติ คนใกล้จะตายจะมี 2 ลักษณะ มีทุกขเวทนาทางกายมาก มีความเจ็บปวด ลักษณะที่ 2 คือไม่มีทุกข์เวทนาทางกายมาก ถ้าเป็นพระอรหันต์มีไหมที่ท่านเองทุกเวทนาทางกายมาก แล้วท่านแยกความรู้สึกออกจากทุกข์เวทนาทางกายได้ พ่อครูว่า...อาตมาว่า ถามไปก็เท่านั้นแหละ บอกไปก็ยาก การกระทำจริงๆก็ยากมากไม่ใช่ทำเล่นๆ กาย มันเจ็บกายยิกทุกข์ ร่างมันไม่สมดุล ในอาการ 32 ตั้งแต่ ผมขนเล็บฟันหนัง ไปจนถึงข้างในอวัยวะต่างๆทั้งหมด 32 ที่พระพุทธเจ้าท่านรวบรวมไว้หมดแล้ว มันก็ทำหน้าที่ของมัน ถ้าอวัยวะเจ้าการเหล่านั้นมันเกิดไม่สมดุลของแต่ละอัน ไตมันมีอะไรขัดข้อง ปอดมันมีอะไรขัดข้อง มันก็เกิดรู้สึกไม่สมดุลมันก็จะสะดุดเรียกว่าเจ็บหรือปวดเรียกว่าไม่ค่อยคล่องตัวของมัน มันก็เป็นจริงของเรื่อง กายิกทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เรียกว่าทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังเลี่ยงไม่ได้ในสิ่งที่มันไม่สมดุลขึ้นมา แล้วมันก็เป็นด้วยมันก็เป็นความ ชรตา เป็นความเสื่อมความไม่สมดุลเป็นครั้งคราว มันเป็นได้จริงๆไม่เสียหายอะไรไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร อย่างพระพุทธเจ้าถูกหินที่พระเทวทัตกลิ้งลงมาทับพระบาทห้อเลือด ท่านจะไม่รู้สึกเจ็บเลย ถ้าท่านตั้งใจทำ ท่านไม่รับรู้สึกต่อกายภายนอกก็ทำได้อย่างที่ท่านได้ตรัสว่าท่านได้เดินอยู่ที่โรงกระเดื่อง ไม่รับเสียงภายนอกเลยแม้แต่เสียงกระทบสัมผัสหรือทางผิวหนังหรือทางภายนอกอื่นๆก็ไม่รับเลย ตัดเลยไม่รับรู้เลย ได้ เหมือนอย่างอาตมานี่ อาตมาได้ต้องเข้าไปในภพ แล้วมีสมถะที่แน่น แต่ถ้าทำลืมตาแล้วทำแน่นๆ ที่เรียกว่าทำพลังฌาน ทำพลังสมถะ ลืมตามันยากกว่าหลับตา แต่พระพุทธเจ้าทำได้ไม่รับ ท่านจึงบอกว่าเดินจงกรมอยู่ในโรงกระ
อ่านต่อ
เดื่อง ฟ้าผ่าใกล้ๆนี่ ดังเปรี้ยงเลย วัวตาย 4 คนตาย 2 ฟ้าผ่า ท่านไม่ได้ยินเสียง ไม่เห็นแสงฟ้าผ่า ไม่รู้ว่าฟ้าผ่า ทั้งๆที่ท่านไม่ได้หลับนะ ท่านเดินจงกรมอยู่ในโรงกระเดื่อง จนกระทั่งเขาเดินกลับมาจากที่ไปเดินดูคนตายมาแล้ว ทักทายกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ถามว่าไปไหนมา เขาก็บอกว่าไปดูคนตายจากการถูกฟ้าผ่าเมื่อกี้นี้ พระพุทธเจ้ากล่าวว่า เหรอ ท่านไม่ได้ยิน คนก็ว่า ไม่ได้ยินอย่างไร วัวตาย 4 คนตาย 2 เขาอยู่ใกล้ๆได้ยินก็เลยมาดูไง ท่านก็บอกว่าท่านไม่ได้ยินหรอก คนก็สงสัยก็ถามว่าเป็นไปได้อย่างไร ท่านก็ไม่ได้อธิบายให้เขาฟัง มีหลักฐานในพระไตรปิฎก ซึ่งมันเป็นเรื่องของพลังงานจิตนี้มันซับซ้อน อย่างนี้ก็อย่างนี้ แต่ถ้าทำในขณะที่ลืมตาเลยนะ ขณะลืมตานี้ แล้วเราก็ระงับ อย่างอาตมาสะกดจิตก็ลืมตา อาตมาเคยสะกดจิตให้คนไม่ปวดฟัน แต่มันก็ได้พลังงานนี้อย่างมากก็ 7 วันอยู่ได้ แล้วรีบไปหาหมอฟัน หมอฟันเขาจะไม่ทำเมื่อมีอาการปวด ก็เลยบอกว่าให้เขารีบไปทำจะได้แก้ไขรากฐานให้เอาเชื้อโรคทำให้เสร็จอย่างนี้เป็นต้น ความซับซ้อนลึกซึ้งพวกนี้ จะรู้ไปจะว่ามีประโยชน์ก็มี แต่เป็นประโยชน์ที่ไกลเกินไป เอาสามัญที่เราเป็นทุกข์เป็นสุขอยู่กับสิ่งที่เราเกี่ยวข้องเป็นสามัญนี้ดีกว่า อันนี้เป็นฤทธิ์แรงที่ไกลเกิน ไม่เกี่ยวกับปัจจุบันสามัญประจำวันเท่าไหร่หรอก เมื่อคุณมีฐานะที่จะต้องทำก็ค่อยศึกษาก็ได้ _สู่แดนธรรมว่า...ปัญหาเดียวกัน แต่เขาอาจมีการยึดว่า อรหันต์จะไม่มีความเจ็บปวดเลยไม่มีเวลาเลย สำหรับพวกพระป่า พ่อครูว่า..คำว่าไม่เสวยเวทนาคือ ไม่เสวยเวทนาที่เป็นกิเลส เป็นความทุกข์ความสุข ที่เป็นอารมณ์โลกียะ แต่ก็เสวยเวทนาความจริง ธรรมชาติของความจริงแท้ๆมันก็เป็นเช่นนั้น มันก็เป็นอย่างที่มันเป็นอย่างมนุษย์ทั้งหลายที่เขาเป็นเหมือนกันมันไม่ประหลาดอะไร แต่ท่านไม่ทุกข์ไม่สุข ท่านไม่เสียใจไม่ดีใจ มันแยกยากที่เป็นเวทนา 2 มีเวทนาแท้กับเวทนาเทียมที่เป็นโลกียะต้องแยกให้ออก เวทนาโลกๆที่เขาหวั่นไหวทุกข์สุข แม้มันจะเจ็บก็รู้ว่าเจ็บ เจ็บมากๆก็ร้องโอ๊ย ได้แต่ไม่ได้เศร้าใจเสียใจไม่ได้หม่นหมอง ไม่ได้มีอาการของทางโลกียะที่เขาทำไม่เป็น สู่แดนธรรมว่า..พวกนักธรรมะมักจะคิดว่าเมื่อร้องโอยเมื่อไหร่แสดงว่ามีตัวตน พ่อครูว่า..ไม่ได้เป็นอรหันต์เท่านั้น แต่แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังบอกพระอานนท์เลยว่าเรามีความรู้สึกเจ็บปวด ปวดหัว เพราะวิบากที่เคยเป็นชาวประมงแล้วยินดีที่เขาจับปลาได้มากก็เลยมีอาการปวดศีรษะ คนที่พวกสายหลับตาก็จะบอกว่าไม่ต้องเจ็บปวดอะไรเลยได้ พวกนี้ยังอีกนาน ขนาดที่อาตมาพยายามกระทุ้งกระแทกให้ออกมาจากป่าเสียก็ยังไม่ออก นี่นาน ท่านจะชื่อว่านานเสีย คุณนาน ต้องมาตั้งต้นศึกษาให้ดีตั้งแต่สังโยชน์ข้อที่ 1 2 3 4 เรียนรู้กายเสียก่อน เรียนรู้จักรูปนามเสียก่อน แล้วก็เริ่มต้นตั้งแต่รูปนามคู่แรก ที่คุณเองไปติดในอะไรเกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับของ