ความฉลาดของศาสนาพุทธเรียกว่าปัญญาไม่ใช่เฉกา.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความฉลาดของศาสนาพุทธเรียกว่าปัญญาไม่ใช่เฉกา พ่อครูว่า... ผู้ที่ศึกษา สายศรัทธา หรือสายที่ปัญญาไม่ค่อยมาก ธาตุปัญญานี่ก็เป็นความรู้หรือความฉลาดชนิดแบบของพระพุทธเจ้า ที่ท่านแยกไว้เป็นปัญญา 8 เทวนิยมไม่มีปัญญา มีแต่สิ่งที่เรียกด้วยศัพท์ว่า เฉโกหรือเฉกะ แต่ว่าเฉกะมันไม่แพร่หลาย เพราะว่าคนไม่นิยม แม้แต่พวกเทวนิยมเขามีความรู้ เฉกา แต่เขาก็ไม่รู้ว่าคืออันนี้ใช้เรียกองค์ความรู้ทางเทวนิยม เลยเอาคำว่าปัญญามาใช้แทน แต่เรียกเอาพยัญชนะของศาสนาพุทธ ที่เป็นโลกุตระ เอาไปเรียกเป็นความรู้ความฉลาดแบบเขา อันนี้แหละทำให้คนรู้ยาก คนก็เลยแยกไม่ออกว่าจริงๆแล้วมันเป็นความรู้ความฉลาดแบบ เฉกะหรือ ความรู้แบบปัญญา เพราะฉะนั้นคนที่จะแยกความรู้แบบเฉกะหรือเฉโกกับปัญญา ถ้าใครสามารถแยกได้รู้ได้ก็เริ่มมี อัญญธาตุ เริ่มตั้งแต่ตัวเองค่อยๆรู้ตัว สะสมหน่วยกิตของ อัญญธาตุ มาถึง 50 หน่วย เคยเขียนไว้แล้วในหนังสือปัญญา 8 เลย 50 หน่วยออกมาจึงจะเป็นความรู้โลกุตระ ที่จะเข้าใจโลกุตระดำเนินไปได้ดี ยิ่ง อัญญธาตุ ถึง 75 หน่วยมันถึงขั้น 3 ใน 4 จึงเรียกว่า นิยตะ เที่ยงแท้ที่จะบรรลุเลย อยู่ครึ่งระหว่าง 50 ก็ยังไม่ค่อยรู้ 60% ก็ยังไม่ชัดเจน 75% ชัดเจนดีแล้วได้ 3 ใน 4 มี อัญญธาตุ ถึง 3 ใน 4 ของโลกุตระธาตุเต็มๆ จึงจะสมบูรณ์ไปสู่ที่สุดที่สูง สัมโพธิปรายนะ เต็มรอบ 100 หน่วยแรกตั้งแต่โสดาบัน จนถึงพระอรหันต์แบ่งเป็น 4 ไป สังขยาเลข 4 คือออกมาจากกรอบสามเส้า เป็นหน่วย cyclic order เป็นหน่วยสำเร็จรูป จะมีความรู้โผล่ออกมาจากนี้ได้เหมือนออกจากนอกโลก นี่เทียบด้วยวัตถุ หรือจะทำให้พลังงานแตกตัวออกจาก 3 หลัก ตัวอย่างพลังงานปรมาณู เขาพยายามที่จะ ผสมส่วน ตัวมันเองมันทำไม่เป็น ปรมาณูมันทำตัวเองไม่เป็น คนถึงจะไปศึกษาพลังงานนั้น แล้วคนเป
อ่านต่อ
็นประธานของบวกลบ คนก็ผสมส่วนเอง เขาก็ผสมส่วนได้แล้วก็รู้ว่าอะไรจะมาเจาะให้จุดระเบิด ออกมาเป็น 4 5 6 7 ใช้พลังงานนั้นออกมาให้มากที่สุด เป็น 4 5 6 7 อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่รู้ว่าเขาทำได้เท่าไหร่ทุกวันนี้ อาตมาไม่ได้สนใจพลังงานทั้งวัตถุเท่าไหร่.. มาสนใจพลังงานทางจิตวิญญาณ ก็นับหน่วยพลังงาน 2 3 4 5 6 7 8 เก่งไปถึง 9 ต่อจากนั้นก็ 0 เป็น cylcic รอบใหม่ จะขยายเป็น 10 20 30 เป็นหน่วยซ้อนเข้าไปอีกก็ได้ ขยายจาก 10 20 30 หน่วยซ้อนไปอีก กลายเป็น 90 ก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นสูตรพยัญชนะที่จะขยายอย่างนี้ อาตมาจึงใช้สูตรเป็น E=C(MC 2 + A) ใครจะทำต่อให้มันได้ทางวัตถุ ทางนามธรรมก็ทำได้ แต่ทำไปเถอะ ปฏิบัติขยายผลไปเราจะเข้าใจสูตรเหล่านี้ สูตร คือ ตัวแทนรูปนาม ย่อลงมา ให้มันเป็นหลักของความรวมกันอยู่ในรูปของสังขาร บวก คูณ ยกกำลัง หรือลบ แต่ลบเราไม่ได้เอามาใช้ เราใช้สูตรไปในทางคูณและยกกำลัง ของอาตมาในขั้นยกกำลัง ไม่ใช่แค่ขั้นสัมประสิทธิ์ระดับสูงเท่านั้น อาตมาพยายามพาทำมา ทำสภาวะได้ก่อนแล้วค่อยไปเอาตัวพยัญชนะภาษามาแปะชื่อทีหลัง เอาพยัญชนะเอาชื่อมา หาตัวสภาวะยาก ค้นหายาก ยิ่งอันที่มันเกินกว่าคิด เกินกว่าที่จะมีผู้รู้ คิดเองยากมาก ถ้าหากมีผู้รู้คิดไว้ก่อนแล้วเราศึกษาตามเขาจะง่าย เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปทำพยัญชนะ เราทำสภาวะตามที่พยัญชนะพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ครบหมดแล้ว อาตมาไม่ต้องเหนื่อยเรื่องหาพยัญชนะมาทดแทน ที่เขาเอาพยัญชนะมาแปะกับสภาวะผิด อาตมาต้องตามล้างตามเช็ดเยอะแยะเลยเหน็ดเหนื่อย ก็เลยตามล้างตามเช็ดไม่ไหว เราเห็นอย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้พูดไปเลย เขาจะแย้งเราก็ไม่ฟังเสียง พาให้ประกาศ พาให้พวกเราเรียนรู้ปฏิบัติจนเกิดผลมายืนยัน เช่น ยืนยันว่าอาริยบุคคล เป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นโพธิสัตว์อย่างไรอาตมาเอามาให้ปฏิบัติพระพุทธเจ้ามีจริง อาตมายืนยันว่ามีจริง พวกคุณก็ยืนยันตัวเอง รู้ตัวเอง จะรู้ยังไม่ชัดเจนนัก ก็จะรู้ว่ามันใช่หรือนี่ เพราะในคำอธิบายต่างๆ โสดาบันเลิกอะไร สูงขึ้นไปเป็นสกิทาคามีเลิกอะไร สูงขึ้นไปเป็นอนาคามีเลิกได้อีกถึงเรียกว่าอรหันต์ ขนาดไหนจึงเรียกว่าอรหันต์ ตั้งแต่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส พวกเราก็สบาย รู้ได้ เลิกมา จนมาเป็นคนทิฏฐิเดียวกัน ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา สามัญตา หมายความว่ามันเสมอสมาน ไม่ใช่เสมออย่างเดียว มันสมาน มันมีตัวเชื่อมต่อ โสดาเสมอโสดา สกิทาฯเสมอสกิทาฯ อนาคาเสมออนาคา อรหันต์เสมออรหันต์ ไม่ใช่ว่าเสมอกันอย่างเดียวแต่มันมีสมานมีการเชื่อมต่อกัน คนนี้ต่อจากเรา คนนี้โสดาฯ คนนี้สกิทาฯ คนนี้อนาคาฯ คนนี้อรหันต์ เสมอกันโดยที่ไม่ได้หลงตนเอง ตนเองต่ำก็รู้ว่าตนเองต่ำ ตนเองสูงก็รู้ว่าตัวเองสูง ตนเองเสมอก็รู้ว่าตนเองเสมอ อย่างนี้เป็นต้น จึงไม่ข่มกัน ผู้ที่ข่มกันอยู่ ก็เป็นกิเลสส่วนตัวของเขา แล้วชาวอโศกการข่มกันมีไม่มากเท่าไหร่ 650605_พิธีน้อมกตัญญูบูชา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ งานอโศกรำลึก 2565