ความจบที่แท้จริงคือสลายอัตตาเป็นอุตุนิยาม.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความจบที่แท้จริงคือสลายอัตตาเป็นอุตุนิยาม พ่อครูว่า… ทุกอย่างของเรามันเป็นรายการสดเลือดหยดติ๋งๆ วันนี้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกด้วย เขาตั้งให้เป็นวันสำคัญ เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ เป็นวันเกิดของชุมชนราชธานีอโศกด้วย นับตั้งแต่งานสมโภชปี 2537 ก็ผ่านมา 28 ปี หมายความว่ามี 8 2 ตัว พอดีเลย 88 ก็ได้ และเป็นวันเกิดของมหาลัยวังชีวิตด้วย สำหรับชาวอโศกเรามีทั้งวันเกิดชุมชนราชธานีอโศก ทั้งวันเกิดของมหาลัยวังชีวิต เราไม่เรียกมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้ก็หายไปแล้ว มันไม่ขึ้น มันจะเป็นอะไรอย่างอื่นอีกก็ยังไม่ขึ้น อย่างเป็นทางการ ก็ไม่เป็นไรเท่านี้ก็เหลือแหล่แล้ว งานนี้ก็มีหนังสือ 2 เล่มออกมา พอดีเลย ขอแนะนำมันเป็นเล่มสุดท้ายแล้วสำหรับหนังสือรวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร เล่ม 5 รวมคอลัมน์จากการเขียนในหนังสือเราคิดอะไร คอลัมน์คนจะมีธรรมะได้อย่างไร ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้ายแล้วเอามาขยายความ ก็ได้หนังสือถึง 5 เล่ม อาตมามีหน้าที่ไขความสัจธรรมที่เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายแหล่ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็ได้ทำเต็มที่ไม่ได้ออมมืออะไร สุดฤทธิ์สุดเดช ทำมาเรื่อยๆ ขยายความมา จนตอนนี้ก็ยังเขียนปัญญา 8 อยู่ยังไม่เสร็จหมด แต่ก็เสร็จไปเล่มหนึ่งแล้วนะ ปัญญา 8 ก็กำลังเขียนขยายต่อ จะมีเล่ม 2 ตอนนี้มี 700 กว่าหน้าแล้ว ก็น่าจะแบ่งเป็น 2 เล่ม เอาจริงๆน่าจะถึง 800 หน้า ก็สามารถแบ่งได้อีก ตกลงปัญญา 8 ก็จะมีถึง 3 เล่ม แล้วอาตมาก็คิดว่าคงจะเพลาแล้วในการเขียนหนังสือธรรมะ นอกจากจะพูดบรรยายเป็นนัยยะลึกซึ้งอีก พวกเราก็ช่วยกันเก็บ ช่วยกันบันทึกมีอยู่แล้ว อาตมาคงไม่ต้องเสียเวลามาเขียนอีกก็ได้ แต่ที่จะต้องเขียนอยู่ก็คือเรื่องของการเมือง ยังเขียนค้างอยู่เรื่องประชาธิปไตยแบบไทย ยังไม่ได้ไปต่อ ยังไม่ได้ไปทบทวน ข
อ่านต่อ
ึ้นต้นไว้แล้ว 100 กว่าหน้า ก็คงจะไปเขียนเรื่องของการเมือง เรื่องของรัฐศาสตร์ ซึ่งก็พูดกันในวันสำคัญนี้ เรื่องรัฐศาสตร์เป็นเรื่องของสังคมประเทศชาติ แต่ละประเทศ จะเป็นประเทศเล็กหรือประเทศใหญ่ ก็ต้องมีวิธีการบริหารบ้านเมือง บริหารเพื่อที่จะให้ประชาชนคนในประเทศ คนในรัฐของตนเอง อยู่เย็นเป็นสุข เป็นสำนวนสามัญกลางๆ อยู่เย็นเป็นสุข มันก็มีนัยยะสำคัญที่ขยายความว่า แล้วการอยู่เย็นเป็นสุขของคน มันขึ้นอยู่กับจิต จิตที่ยึดถือ จิตที่มีเจตนา แล้วก็ยึดถือเป็นอุปาทาน เจตนาก็คือมโนสัญเจตนา เป็นจิตที่มีจุดมุ่งหมาย แล้วก็ต่อจากนั้นเป็นสัญญากำหนดหมายตามเจตนา เพื่อให้ส่งให้ไปถึงสิ่งที่ตนยึดถือ ในโลกียธรรมทั้งหมด เขามีจุดหมายที่ยึดถือ แล้วก็ถือว่าสิ่งที่มีที่เป็นนั้น มีอยู่นิรันดร โดยเฉพาะจิตวิญญาณ มีอยู่นิรันดร เทวนิยมหรือโลกียเขาเข้าใจอย่างนั้น แล้วเขาก็ยึดถือกันอย่างนั้น พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ใหม่ ว่าอย่างนั้นไม่ใช่ จิตวิญญาณไม่ใช่อยู่นิรันดร จิตวิญญาณเป็นธาตุที่ปรุงแต่งขึ้นมาของเหตุและปัจจัย ดังที่ปฏิจจสมุปบาท ที่ท่านตรัสไว้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่รู้คือมีอวิชชา ก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่นั้น เป็นสิ่งที่มีเหตุและปัจจัยเท่านั้นที่ปรุงแต่งกันอยู่ โดยพยัญชนะก็เรียกว่าสังขาร การปรุงแต่งที่ว่านี้ ไม่ใช่การปรุงแต่งของรูปกับรูปเท่านั้น ถ้ารูปกับรูปปรุงแต่งกันอยู่ก็เรียกว่าอุตุนิยาม เช่น นิวเคลียร์ เป็นต้น พลังงาน 2 อย่างบวกกับลบที่ปรุงแต่งกันอยู่ เกาะแน่นเล็กละเอียดก็เรียกว่านิวเคลียร์ อย่างนี้เป็นต้น และไอสไตน์ก็ค้นพบพลังงานอันนี้ สูตร E=MC 2 เอามาใช้กันทั่วโลกแล้วก็พัฒนา การต่อให้ด้วยความซับซ้อนมากขึ้น คนก็พยายามศึกษาไปถึงชีวะ ซึ่งระดับพืช ระดับสัตว์ เขาก็ศึกษา ระดับพืชก็ศึกษาได้ดีเหมือนกัน ได้ดีได้เก่งพอใช้ทีเดียว แต่ก็ยังไม่ทะลุทะลวงเหมือนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าศึกษาถึงขั้นระดับพืชคือ เห็นความแตกต่างของการปรุงแต่งเกาะตัวกัน เป็นชีวิต ซึ่งก็แตกออกเป็นหลายเผ่าพันธุ์ เป็นล้านๆเลย ก็เป็นชีวะแล้วต่างจากอุตุ สูงไปกว่านั้นปรุงแต่งกันอีกไปเป็นธาตุรู้ พืชเริ่มมีธาตุรู้ตัวเองมีตัวเองมี ISH มีตัวเองเป็นประธานแล้วก็มีพลังงาน 2 เป็นสามเส้า เป็นพนักงานสำเร็จรูปเรียกว่า cyclic order เมื่อพลังงานเพิ่มขึ้นพัฒนามาเป็นสัตว์ เรียกภาษาว่าสัตว์ มันก็ต่างจากพืช มันเป็นพลังงานที่วิจิตรพิสดารเก่งกว่าสัตว์เยอะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็นำมาประกาศเผยแพร่ พืชกับสัตว์ พืชยังไม่มีเวทนา เป็นธาตุรู้ที่เรียกว่ามีสังขารกับสัญญา มีการปรุงแต่งแล้วกำหนดรู้ธาตุที่เอามาปรุงแต่งเป็นชีวะ ควบคุมบงการ ก็ไม่มีฤทธิ์มากอะไร ไม่ไปทำลาย ไม่ไปเบียดเบียนใคร เบียดเบียนใครไม่เป็น มีแต่พยายามรวมเอาธาตุอุตุมาปรุงแต่งให้ตัวเองมีชีวะ จนกระทั่งมีพืชเป็นนานาชนิดเป็นล้านๆชนิด เมื่อจากพืชพัฒนาตัวเองขึ้น พืชนี้มันจะมีตัวสำคัญอยู่ตรงที่ มันยังไม่ทิ้งจากดิน มันยังไม่ทิ้งจากที่เกาะอยู่ แม้จะอยู่ในน้ำอยู่ใต้ทะเล หรือบนทะเล อยู่ในกลางทะเล ลอยตัวอยู่อาศัยน้ำเกิด หรืออยู่ใต้ทะเลเกาะดินอยู่ ก็ตาม มันก็ยังเป็นธาตุชีวะระดับพืช ซึ่งยังมีอีกหลายอย่างมาก จนกระทั่งมันหลุดออกมาจากดิน ปลาดาวเป็นต้น หรืออะไรอีกหลายๆอย่าง หลุดออกมาจนพัฒนาตัวมาเป็นสัตว์น้ำ ตั้งแต่สัตว์เล็กจนกระทั่งถึงสัตว์ใหญ่ ใหญ่จนกระทั่งใหญ่กว่าสัตว์บกใหญ่กว่าช้างเลย ไม่รู้จะใหญ่กว่าไดโนเสาร์หรือเปล่า เรายังไม่เคยเห็นไดโนเสาร์ เห็นแต่ประวัติศาสตร์เขาก็ประมาณกันมา ตกลงพระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ท่านก็ศึกษาเอาชีวิตนี้เข้าศึกษา สิ่งใดท่านสงสัยท่านไปเกิดเลย ก็พัฒนามาจากอุตุนิยามเป็นดินน้ำไฟลมมาเป็นพืช กระทั่งมาเป็นสัตว์ จนกระทั่งมาเป็นสัตว์เจริญ เป็นเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่พัฒนาทางความคิดทางจิตวิญญาณ เป็นอาริยชน สูงกว่าโลกียชน ซึ่งโลกียชนนั้นถือเป็นคนดีถือว่าเป็นกัลยาณชน ยังไม่เรียกว่า อาริยะ มาเป็นอริยบุคคลจึงเป็นผู้ที่รู้เหนือกว่าที่คนโลกีย์เขารู้ในโลกโลกีย์เทวนิยม พูดอย่างนี้ไม่ได้ยกตนข่มท่านหรืออวดดี แต่ดูความเป็นจริงตามนั้น โลกีย์เขาสลายธาตุสัตว์หรือจิตนิยามเขาสลายไม่ได้ เขาจึงจำนนว่า จิตวิญญาณ หรือจิตนิยาม เป็นธาตุที่ต้องมีอยู่นิรันดรหายไปไม่ได้ ถ้าตายแล้วก็ต้องไปอยู่กับธาตุใหญ่เป็นเจ้าธาตุที่เรียกว่าพระเจ้า God แล้วความรู้ใน God จะอยู่อย่างไรกับพระเจ้า เขาไม่รู้แล้ว เขารู้แต่ว่าต้องไปอยู่กับ God พระเจ้าเป็น แล้วแต่ God จะสั่งจะบัญชาให้เป็นไปอย่างไร จนกระทั่งให้มาเกิด จนกระทั่งส่งผู้รู้มาควบคุม มาดูแลคำสอนเอาคำสอนมาประกาศแก่คนเป็นพระบุตร คำสอนอย่างนี้เป็นต้น ศาสนาเทวนิยมก็จะมีพระเจ้าพระบุตรมาประกาศคำสอนซึ่งเป็นคำสั่ง ซึ่งต่างจากคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ไม่ใช่คำสั่งแต่เป็นคำสอนที่สอนให้ใครเต็มใจศึกษาก็ศึกษา ใครจะเชื่อก็เชื่อไม่เชื่อก็ไม่ได้สั่ง ไม่เผด็จการ ไม่บังคับ ใครมีภูมิปัญญาปฏิภาณเห็นดีเห็นงามพอใจ ก็เลือกเอาเอง ถ้าใครไม่ชอบใจไม่พอใจก็ไม่เอาไม่มีปัญหาไม่ล่าบริวาร ใครพอใจเท่าไหร่ก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่เที่ยง พลเมืองไม่มากพลเมืองไม่เพิ่ม เพราะไม่หาสมาชิกเพิ่ม คนจะมาเป็นสมาชิก มาด้วยตนเอง รู้ด้วยตนเอง ศรัทธาด้วยตัวเอง ยินดีด้วยตัวเอง มารับเอาด้วยตนเอง เป็นอิสระเสรีภาพ Absolute สูงสุด สัมบูรณ์สุด ศาสนาพุทธเป็นอย่างนั้น อิสระเสรีภาพของแต่ละบุคคล ไม่หลอก ไม่บังคับ ไม่หว่านล้อม บอกความจริงเท่านั้น อาตมาบรรยายธรรมะไม่มีคารม ไม่หวาน ให้พายินดีไม่มี มีแต่เปรี้ยงๆๆ พูดให้มันตรงมันสั้นมันเร็ว มันแรงมันครบ พอ ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่ขัณฑสกรด้วย ไม่ใส่แม้แต่หญ้าหวาน อาตมาก็เป็นชีวิตเหมือนพวกคุณทุกคน เกิดมาแล้วก็แสวงหา เมื่อถึงเวลาแสวงหาก็แสวงหา จนกระทั่งสามารถแสวงหามาเจอโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วก็สั่งสมมา ค่อยๆมีหน่วยกิตของความรู้เรียกว่า อัญญธาตุ ทางโลกุตระ ทางศาสนา พระพุทธเจ้า ก็ได้หน่วยกิตมา ทีละหน่วย 2 หน่วย 20 หน่วย 30 หน่วย เป็น อัญญธาตุ เป็นธาตุอื่นที่ต่างจากธาตุโลกียะ ธาตุโลกียะเขาก็มีมิติต่างกันของแต่ละโลกียก็มี เพราะฉะนั้นจึงมีศาสดาของโลกียะ มาก เป็นศาสดาหลายองค์อยู่ในศาสนาเทวนิยม ศาสนาพระเจ้า แต่พระเจ้าคนละองค์ เขาไม่รู้ว่าพระเจ้าคนละองค์นั้น ก็คือศาสดาของแต่ละศาสดานั่นแหละ ต่างคนก็ต่างศาสนาแต่ละองค์แต่ละคน เป็นความรู้ที่สั่งสมด้วยบารมีของแต่ละคน สั่งสมไปตามกรรมวิบาก เขาไม่รู้กรรมวิบากของตนเอง อัตตาเป็นอจินไตย เขาไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นเขาก็มีความรู้เท่าที่เขารู้ และไม่รู้ ที่เขาไม่รู้เพราะเขารู้เท่านั้น รู้เท่าที่เขารู้ แล้วต่อจากนั้นเขาไม่รู้ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นรู้ครบถ้วนทั้งความมีครบหมดเลย และรู้ทั้งความไม่มีครบหมดอีก รู้ตั้งแต่บรรลุเป็น อนุปคัมมะ เริ่มต้นเป็นอภิภู ก็จะเริ่มต้นมี อนุปคัมมะ รู้สิ่งที่มีและไม่มี และมีพลังงานความรู้สูงกว่าความมีและความไม่มี แต่ไม่หลงผิดว่า ความมีก็ต้องไปยึดติดความไม่มีก็ต้องไปยึดติด มีความรู้อันนี้แหละ ไม่เข้าไปยึดติด แต่ต้องอาศัยกันและกันก็อาศัยในขณะมีชีวะ รู้ตั้งแต่ก่อนเป็น อนุปคัมมะ ก่อนอภิภู ตั้งแต่เป็นพระอรหันต์ก็เริ่มรู้แล้ว พระอรหันต์ระดับ 1 คือพระอรหันต์ที่มีอาริยธรรมขั้นที่ 4 โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็เริ่มรู้จบแล้วว่า อัตตาเป็นอย่างนี้เอง แท้ๆมันอนัตตา ไม่มีตัวตนจริงหรอก แยกธาตุอนัตตาเป็นดินน้ำไฟลมได้เลย ถ้าตายแล้วก็เลิก ทำได้แล้วไม่สงสัย เป็นผู้ที่รู้จักการแยกธาตุให้เป็นอนัตตา หรือเป็นดินน้ำไฟลมได้ 650605_พิธีน้อมกตัญญูบูชา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ งานอโศกรำลึก 2565