ปัญญาของพุทธต้องรับจากสัตบุรุษจนเกิดความละอายเกรงกลัวอย่างแรงกล้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข10 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญาของพุทธต้องรับจากสัตบุรุษจนเกิดความละอายเกรงกลัวอย่างแรงกล้า พ่อครูว่า...เป็นเรื่องของแต่ละสมัยแต่ละกาละ อาตมาพูดย้ำหลายทีว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่ว่าจะเข้าใจกันได้ง่ายๆ ในยุคของพระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้แล้วพาคนมาเป็นหมู่ประชาธิปไตย ที่นี้ประชาธิปไตยก็จะมีหลักเกณฑ์เรียกว่าธรรมนูญ ท่านก็ตั้งธรรมนูญขึ้นมาคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ผู้ใดมาเข้ารีต อยู่ภายใต้กรอบธรรมนูญอันนี้ มาอยู่ในระบบนี้ อยู่ในระบอบนี้ ก็ปฏิบัติ แล้วพระพุทธเจ้าในยุคนั้นก็ท่านยิ่งใหญ่ จนพระเจ้าแผ่นดินแคว้นใหญ่ๆในยุคนั้น ประเทศในยุคนี้ก็มีความหลากหลาย บางประเทศร่ำรวยจากการขายน้ำมันเช่นบรูไน คนรับเงินเดือนได้เลยไม่ต้องทำอะไร บางประเทศก็มีความลำบากมากแห้งแล้ง ประชาชนทำกินไม่เป็นอีกแล้วอดตายไปมากมาย ซึ่งก็มีตัวอย่างของทุกอย่าง พระพุทธเจ้าเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะที่เรียกว่ากรรมวิบากของมนุษย์ เพราะฉะนั้นใครที่มีกรรมวิบากแย่ๆก็จะไปเกิดในประเทศที่มันแสนจะทารุณโหดร้าย ไปเป็นพลเมืองที่ทุกข์ทรมาน เรื่องนี้เป็นเรื่องของกรรมจัดสรร เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก คนที่ได้มาเกิดในประเทศไทยนี้ แม้จะอยู่ในพุทธอื่นๆ หรือแม้จะไม่ได้อยู่ในพุทธ เป็นศาสนาอื่นก็ตามอยู่ในประเทศไทย ดีมาก ถ้าศาสนาอื่นอยู่ในประเทศอื่น ยาก ประเทศที่เขามีศาสนาเดียวเป็นมวลใหญ่ในประเทศ ศาสนาอื่นจะไปแทรกนั้นยาก จะมีศาสนาพุทธที่ไปแทรกอยู่ในศาสนาอื่นบ้าง เขาไม่รังเกียจเท่าไหร่ ในประเทศที่เขานับถือศาสนาเทวนิยมเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าชาวพุทธไปอยู่กับเขา ที่เขาเป็นเทวนิยมกันเกือบจะเป็นเทวนิยม ซึ่งไม่ใช่ง่ายที่จะเข้าใจเทวนิยมกับอเทวนิยม ไม่ใช่ง่ายเลย แม้ในประเทศไทยทุกวันนี้ก็ไม่ใช่จะเข้าใจเรื่องอเทวนิยม อาตมาเอาอเทวนิยมหรือโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยสาธยายอย

อ่านต่อ

ู่ทุกวันนี้ ยังไม่ค่อยกระเตื้องเท่าไหร่ พลเมืองเกือบ 70 ล้านคนในเมืองไทย นับถือพุทธ 95 เปอร์เซ็นต์ คนที่พอจะเข้าใจมาเป็นชาวอโศกก็มีแค่นี้ 67 ล้านคน มาที่นี่สัก 6000 คน แม้จะไม่มาเป็นชาวชุมชน ในชุมชนมี 500-600 คนก็ใหญ่แล้ว ก็อยู่ตรงนั้นตรงนี้กระจายกันอยู่ทั่วไป ชุมชนอโศกเล็กๆน้อยๆก็มีอยู่กันไปกระจัดกระจายทั่วประเทศ รวมแล้วก็ประมาณ นับอย่างหลวมๆก็ 60,000 คน ใน 60 เกือบ 70 ล้านคน ได้แค่นั้น ที่มาฟังธรรมและสนใจปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างพวกคุณมาอยู่ในชุมชนเห็นว่าอันนี้เป็นสาระสำคัญของชีวิต ชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่เป็นสมาชิกของชุมชนอโศกขณะนี้ จะเป็นคนเลยอายุ 40 ขึ้นไปเป็นน้ำหนัก แล้วจากอายุ 40 ขึ้นไปตัดสินใจแล้วอยู่ในนี้ตายไปกับชาวอโศก นอกนั้นก็ยังมีเรี่ยวแรงดีอยู่ ยังจะออกไปแบ่งส่วนทางสังคมข้างนอกเขาอยู่อะไรต่ออะไรบ้าง จะไปแบ่งลาภยศสรรเสริญสุข แบ่งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มันก็ยังไม่แก่ เขายังไม่รู้จริง รู้จริงแล้วแม้จะมีอายุน้อยอยู่ในนี้ก็เข้าใจ ก็มีไม่มาก เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ในนี้ก็อยู่ในนี้ไม่ชไปไหนหรอก มีน้อย ซึ่งมันไม่ง่าย พวกเราหรือใครก็แล้วแต่ที่รู้ชัดเจนแล้ว มันไม่คิดวอกแวกเลยนะ มันจบ ก็นี่แหละเรือนอยู่เรือนตาย มันชัดเจนเลย อันนี้มันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่มีปัญญา ที่มีธาตุรู้ ธาตุรู้ที่เยี่ยมยอดจริงๆเลย ธาตุรู้ 8 ประการ 8 ข้อ อาตมาว่าความรู้เรื่องปัญญานี้รู้เองไม่ได้ มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ เมื่อได้แล้วท่านก็ประกาศมีคนรับสืบทอดต่อช่วงกันมาด้วยกาละ จนกระทั่งเกิดสัตบุรุษ เกิดสยังอภิญญา เกิดผู้รับรู้ในธรรมะโลกุตระ ในฐานะที่รู้ได้ถูกต้องดีสัมมาทิฏฐิก็อยู่ในฐานะผู้ที่จะถ่ายทอดต่อได้ แต่คนที่ไม่สัมมาทิฏฐิเขาก็ถ่ายทอดแบบผิดแบบมีบาปมีเวรของเขา คนที่ถูกต้องก็ไม่ใช่มีบาปเวรก็สั่งสมบารมีไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีประเด็นที่อาตมาอธิบายยังไม่ถึง ความรู้ในระดับโลก ผู้มีปัญญาโลกุตระแล้ว คนที่มีความชัดเจนในตัวเองว่า คนนี้มีปัญญาโลกุตระจริงๆ จะเข้าไปหาด้วยความละอายโดยความเกรงกลัว ด้วยความเคารพนับถือบูชา อย่างแรงกล้า พระพุทธเจ้าท่านใช้คำเหล่านี้ไม่ใช่ไม่มีความหมาย พระพุทธเจ้าตรัสคือสัจจะความจริงที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นอย่างพวกคุณนี้ เข้ามาหาอาตมา อาจจะไม่รู้สึกว่าละอาย แต่จะมีรู้สึกถึงความเกรงกลัว และเคารพ คำว่าละอายคำนี้เป็นสำนึกในตัวเอง สำนึกว่า เราไปหลงโลกียะ ไปหลงอยู่ทางโน้นมากบ้างน้อยบ้าง บางทีก็มากโดยไม่รู้ตัวซึ่งน่าละอาย ไปหลงอยู่จมอยู่ในความซับซ้อนของลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ซึ่งมันไม่ใช่แก่น ไม่ใช่เนื้อ ไม่ใช่กระพี้ ไม่ใช่เปลือก แม้แต่สะเก็ดยังไม่ใช่เลยซึ่งอันนี้ก็ลึกซึ้งซับซ้อน โลกุตรธรรมของพุทธเจ้ามันยืนยันความผิด ยืนยันความสิ้นไปในยุคนี้ แม้แต่ศีลก็ไม่มีกัน ที่บัญญัตินั้นก็มีอยู่ แต่ที่ประพฤติปฏิบัติจริงเขาไม่ได้เอาจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยเฉพาะมหาศีล เขาไม่ได้รู้เรื่องเลย มีอยู่เต็มไปหมด มีแต่เดรัจฉานวิชา ไปติดอยู่กับลาภ ไป ติดอยู่กับสรรเสริญ สำคัญนะ ติดเกี่ยวกับสรรเสริญที่ยกย่องกันว่าเป็นปราชญ์ เป็นผู้รู้อยู่ทุกวันนี้ เขาไม่รู้ตัวกัน จมกับลาภยศสรรเสริญ มันน่าสงสารน่าเห็นใจ อยู่อย่างนั้นแหละ ทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่ชัดเจน ถ้าชัดเจนก็แสดงตัวออกมาแล้วว่าไม่เอาอย่างนั้นแล้ว เราไปหลงอยู่นาน ก็จะละอาย กว่าจะมีคำว่าละอาย มันลึกซึ้งมากมายเลย กว่าจะรู้สึกว่า โอ้โห.. เราทำไมน่าอาย ดีไม่ดีเคยมาละลาบละล้วงอาตมา แล้วจะกล้าไปขอขมาหรือ เราไปทำเสียใหญ่เสียหนัก จะไปขอขมาได้อย่างไร มันสุดจะละอาย ถ้ามีความสำนึกอย่างนี้ก็ยังดีนะ แม้จะไม่กล้าเข้ามาขอขมา แต่สำนึกแล้วก็ยังดี แล้วยิ่งกล้าแสดงตัวเลย ว่าอย่างโพธิรักษ์นี้ถูกต้อง ขออภัยที่อาตมาพูดอย่างกับยกย่องตัวเอง เป็นผู้ถูกต้องยิ่งใหญ่เหลือเกิน ก็ต้องขออภัย ที่เป็นความจริงที่ต้องพูดสู่กันฟังไป เรื่องศาสนาเรื่องธรรมะ จะไม่มีใครมาพูดอย่างผ่า 2 ฟาก ความถูกต้องกับความไม่ถูกต้อง อย่างหงายของที่คว่ำถูกต้อง บอกขาวบอกดำ อย่างที่อาตมาพูด จะไม่มีใครมาพูดอย่างนี้ เพราะหากว่าพูดอย่างไม่ชัดเจนคลุมเครือ ว่านั่นดำนี่ขาว มันจึงต้องทำอย่างนี้ไง มันก็เลยดูแข็งดูอวดดี มันเสร็จไปในตัวเลย ให้มันรู้ดำรู้แดงรู้ดำรู้ขาว เขาก็เลยบอกว่า ใครมารับรองเอ็งวะ และที่มันน่าจริงๆเลย เขาไม่เชื่อ เขาไม่รู้ถึงกรรมวิบากอะไร อาตมามีกรรมวิบากมาเก่าตั้งแต่ชาติเก่าก่อน สั่งสมบารมีมา ชาตินี้ก็นำมาใช้ ก็พูดก็บอกความจริง แต่เขาไม่เชื่อเพราะเขาไม่รู้ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เชื่อกรรมวิบาก อจินไตยหรือกรรมวิบาก เป็นคนนอกศาสนาพุทธ กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ อาตมามีกรรมวิบากของอาตมาข้ามชาติมาชาตินี้ จนอาตมาบอกว่าอาตมาไม่มีอาจารย์ เพราะอาตมาเป็นอาจารย์ของตัวเอง พูดอย่างนี้เขาก็บอกว่าน่าหมั่นไส้ ชาตินี้ผู้ที่จะมาเป็นอาจารย์อาตมายังไม่ได้ เพราะไม่มีภูมิพอจะมาสอนอาตมา เพราะอาตมามี สยังอภิญญา มีความรู้เองแล้วก็เอามาประกาศ 50 ปีได้ประมาณนี้ อาตมาถึงได้ว่า มันยากเย็นแสนเข็ญที่คนจะเข้าใจแล้วก็จะเชื่อ ว่า อันนี้เป็นสัจธรรมจริง มันได้น้อยจัง อาตมาจึงกระเสือกกระสนที่จะอายุยืนยาวต่อๆๆไปอีก ซึ่งมันก็ดีขึ้นทำให้คนเข้าใจได้เพิ่มขึ้น มีอัตราการก้าวหน้าเพิ่มขึ้นมา มันมีเห็นอยู่ว่าอัตราการก้าวหน้ามีคนยอมรับเชื่อถือ ไม่กล้าต้านอะไรแล้ว เพราะโชคอาตมาดีที่ยังมีพระไตรปิฎกยืนยันหลักฐาน อาตมาก็เกาะแจกับพระไตรปิฎก เอามายืนยันตลอดเวลา จึงไปรอด ถ้าหากไม่มีพระไตรปิฎก ก็ไม่มีสำนัก ไม่มีอาจารย์ ก็ได้พระไตรปิฎกช่วยไว้อย่างดียืนยัน ไม่อย่างนั้นอาตมาแย่ไปไม่ออกเลย นี่อยู่รอดได้ก็เพราะว่าพระไตรปิฎกช่วยไว้อย่างสำคัญ เพราะฉะนั้นรอบตัวของอาตมาจึงมีพระไตรปิฎกเปิดเต็มไปหมด ไม่มีอะไรก็หยิบพระไตรปิฎกมาอ่าน สุดยอด หยิบเล่มไหนมาอ่านก็สุดยอดทั้งนั้นเลย พระไตรปิฎก มันจริงๆ มันสุดยอด 640910_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวนิยมมีหลากหลายศาสดาแต่พุทธมีศาสดาเดียว

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน