ปัญญาข้อที่ 8 ในปัญญา 8 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญาข้อที่ 8 ในปัญญา 8 ประการ พ่อครูว่า... ปัญญาข้อที่ 8 ปัญญาจะรู้อะไร ปัญญาเอาอะไรมาเป็นเครื่องชี้บ่งว่า นี่แหละคือปัญญา ในความหมายของศาสนาพระพุทธเจ้า ในข้อ 8 พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ความรู้ที่จะรู้สรุปลงที่ขันธ์ 5 8.อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 ว่ารูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ... สัญญาเป็นดังนี้ ... สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 8 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ ความรู้ที่จะได้รู้นั้นสรุปตรงที่อุปทานขันธ์ 5 รูปที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป รู้สภาวะจริงเลยว่าเป็นอย่างนี้ ทำให้ไม่มีรูปแล้ว สิ่งที่ถูกรู้สภาวะที่ถูกรู้ รู้แล้วก็ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป แต่การดับของผู้ที่ยังไม่มีปัญญา ดับที่ยังไม่ถึงอนัตตาแท้ มันดับไม่จริง มันดับแล้วมันก็ไม่ได้ดับแท้ มันก็วนเวียนอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะเป็นโลกุตระธรรม ปัญญานี้รู้จริงจึงจะสำรอกเอากิเลสออกจากรูป จากเวทนา จากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ รูปจึงดับ เวทนาจึงดับ สัญญาจึงดับสังขารดับ วิญญาณดับ ผู้ที่มีปัญญาชัดแท้ชัดเจนในข้อที่ 8 ข้อที่ 8 ท่านสรุปไว้สั้นๆ เห็นความเกิดขึ้นแห่งความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 เพราะฉะนั้นความเกิดขึ้นความตั้งอยู่แล้วก็ความเสื่อมของรูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดีนั้น 1 2.รู้ดีรู้ชั่ว รู้คุณรู้โทษ รู้ความเกิดความดับ รู้หมดเลยในขันธ์ 5 เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า อุปธิ 3 คำว่า อุปธิ นี้ อยู่ใน
อ่านต่อ
พระไตรปิฎกเล่ม 29 ข้อ 33 คุหัฏฐกสูตร อุปธิ มี 3 อย่าง 1 กิเลส 2 ขันธ์ 3 อภิสังขาร ผู้รู้ 3 อย่างนี้ปฏิบัติจริงจะเกิดนิพพานเกิดอมตะ กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ ในคุหัฏฐกสูตร ไปอ่านให้ดีจะเห็นว่าคนไปหลงผิดนั่งหลับตาสะกดจิต ออกป่าเขาถ้ำไปนั่งสะกดจิตซ้ำเติมเข้าไปอีกจึงเป็นผู้ไกลจากวิเวก จมหลงอยู่ในถ้ำ อันไม่มีผุดไม่มีเกิด อาตมาก็ย้ำ พวกมิจฉาทิฏฐิ ออกป่าเขาถ้ำอย่างที่นิยมกันในศาสนาพุทธถือกันว่า เป็นพระปฏิบัติเพราะว่าเป็นพระออกป่า ออกถ้ำถ้านั่งหลับตา ซึ่งมันผิดทั้งออกป่า ทั้งนั่งหลับตาผิดทาง หนีออกจากสังคมผิดไปจากความรู้ตามลำดับศีล สมาธิ ปัญญา หรือจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่รู้เรื่องเลย คำว่า ละอาย คำเดียว จมอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือจมอยู่ในมิจฉาทิฏฐิออกป่าหลับตาเขาถ้ำ นอกจากไม่ละอายแล้วยังหลงว่าเป็นเรื่องความยอดเยี่ยม ยิ่งเป็นพระป่าก็ถือว่าบรรลุธรรม แต่พระบ้านอ่านพระไตรปิฎกบ้างยังไม่กล้ารับรองตัวเองว่ามาศึกษาลืมตานี่แหละคือสุดยอดยิ่งกว่าไปหลับตา ไม่กล้านะ พระในเถรสมาคมพระที่มีบัลลังก์ทางลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ไม่กล้าข่มพระหลับตานะ ทั้งๆที่พระหลับตานั้นยิ่งมิจฉาทิฏฐิหนักกว่าผู้ที่ได้เรียนภาษาบัญญัติหนักกว่าผู้ที่ปฏิบัติอย่างตื่นๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ชาคริยา เป็นศาสนาคนตื่นไม่ใช่ศาสนาคนหลับ ซึ่งอาตมาพูดเกือบจะทุกมุมแล้ว ซึ่งก็น่าสงสารพวกที่ไปหลบหลับออกป่า แล้วก็ไปนับถือกันอยู่ พระในเถรสมาคมที่ไปเรียนจบปริญญาเอกเปรียญ 9 ได้รับตำแหน่งหน้าที่ในกระแสหลักก็ตามก็ยังนับถือพระป่าอยู่นั่นแหละ นับถือพระหลับตาว่าจะต้องไปหลับตาจึงจะบรรลุนิพพาน ซึ่งเห็นว่ามันหมดเลยไม่เหลือเชื้อโลกุตระทั้งพระป่าพระบ้าน หมดไม่เหลือเชื้อแห่งความถูกต้องเลย พออาตมามาประกาศว่าอาตมานี่แหละพระอรหันต์ ไม่ออกป่า แล้วอยู่ในเมืองนี่แหละ และคนในเมืองที่ไปเข้าใจผิด ไปนับถือศาสนาพระเมืองพระบ้านผิดๆนั้น ก็ไม่นับถืออาตมา อาตมาก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะรู้อยู่ว่าเขาไม่มีภูมิพอที่จะรับได้ ก็รับไม่ได้เป็นธรรมดา นอกจากคนที่มีบารมีจริงอย่างพวกคุณ รับได้เห็นจริง ว่าอย่างนี้ใช่ถูกต้องก็มาเอา ก็ได้ให้แก่ชีวิต ชีวิตของคุณก็ได้สิ่งนี้ไป ได้ศีล สมาธิ ปัญญา ได้วิมุตติ เป็นเรื่องจริง จนเกิดสภาพที่อาตมายืนยันเลยว่า ในยุคนี้เป็นรูปธรรมที่ปรากฏชัดเจน เกิดคนตามหลัก สาราณียธรรม 6 แต่ละคนมีวรรณะ 9 ไม่ได้พูดพล่อยไม่ได้พูดเล่น จริง เป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่าย เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นคนขัดเกลาตัวเอง อย่างพวกคุณอยู่พยายามขัดเกลาตัวเองเท่าที่จะขัดเกลาได้ ผู้ที่พากเพียรก็รู้สึกว่าบางทีเคร่งเกินไป จนกระทั่งเกร็ง บางคนก็พาลจะประสาทเสียเอา ก็อย่าให้เป็นอย่างนั้น ก็มีศีลตามลำดับไป ธูตะ ก็คือ ปาสาทิโก มีอาการน่าเลื่อมใสทางกายกรรม วจีกรรมมโนกรรม ก็มีอาการไปอย่างแท้จริง ผู้รู้ก็จะบอกว่าอย่างนี้เป็นอาการน่าเลื่อมใส ยกตัวอย่างอาการของอาตมา ผู้รู้เท่านั้นถึงจะบอกว่าอาการอย่างนี้น่าเลื่อมใส เป็นผู้ที่มี ปาคุญญตา คล่องแคล่วทางกาย กายปาคุญญตา คล่องแคล่วทางจิต จิตปาคุญญตา น้อยคนหรอกที่จะมาเข้าใจ ในเถรสมาคมจะเป็นปราชญ์เอกขนาดไหน จะบอกว่า โพธิรักษ์เป็นผู้ที่มีอาการน่าเลื่อมใส กายคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียวอย่างนี้หรือ แสดงธรรมอย่างกับลิง พูดคล่องอย่างกับอะไร ซึ่งมันจะเข้าใจยาก อรหันต์อะไร ครอกๆๆอย่างนี้ เขาบอกว่าอรหันต์จะต้องนิ่งๆ สงบๆ พูดช้าๆ เขาก็มี Concept ของเขาอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ใช่ พระอรหันต์อะไรกัน เห็นไหมเขามี Concept อย่างนั้นจริงๆ นี่ยังดีนะที่อาตมายังมีพระบาลียืน กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา ปาคุญญตา แปลว่าคล่องแคล่วว่องไว เพราะฉะนั้น นัจจะ คีตะ วาทิตะ ก็คล่องแคล่ว ทางมโนเป็นประธานก็ไม่ติดขัดอะไรเร็วไวคล่องแคล่ว ซึ่งมันเป็นความซับซ้อนที่เข้าใจได้ยาก เป็นอจินไตย เป็นวิสัย เช่น ฌานวิสัย คำว่า ฌานวิสัยนี้ วิสัยคือ สิ่งที่ได้สั่งสมลงมาอย่างไม่ต้องแก้ไขแล้วเป็นอัตโนมัติของคนผู้นั้น อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย อาตมาแยกบาลี 4 ตัว อาศัย คือ เพิ่งเริ่มต้น จะมีความเคยชินลึกซึ้งขึ้นก็จะเป็นนิสัย สูงกว่านิสัยก็เป็นวิสัย เป็นอัตโนมัติเลย เป็นโดยไม่ต้องเจตนา ไม่ต้องตั้งใจ เป็นโดยอัตโนมัติมา อนุสัยก็คือ ตัวอยู่ในจิตเลย ตัวเล็กที่สุดในจิต ฝังรากอยู่ในจิตเลย เป็นตัวประธาน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นกว่าจะได้กว่าจะเป็นกว่าจะมีนี้ไม่ใช่ภาษาเท่านั้น มันเป็นสภาพจริงที่รองรับ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงอบอุ่นใจที่อาตมาทำงานศาสนาของพระพุทธเจ้ามาประกาศเป็นโลกุตรธรรม มีคนรับได้ จนกระทั่งมาเป็นหมู่กลุ่ม เป็นตัวเป็นตนจริง มีสาราณียธรรม แต่ละคนมีวรรณะ 9 มากน้อยก็แล้วแต่ มีพุทธพจน์ 7 อธิบายไปหมดแล้ว เวลาก็จะหมดด้วย
640910_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวนิยมมีหลากหลายศาสดาแต่พุทธมีศาสดาเดียว