เทวนิยมมีหลากหลายศาสดาแต่พุทธมีศาสดาเดียว.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.88 KB
วันที่แก้ไข10 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

เทวนิยมมีหลากหลายศาสดาแต่พุทธมีศาสดาเดียว _สู่แดนธรรม... พ่อท่านบอกว่าจะพูดปัญญาข้อ 1 กับข้อ 8 พ่อครูว่า... ดี ตะล่อมมา พูดออกนอกค่ายไปเยอะ ที่บอกว่าปัญญาข้อที่ 1 ท่านตรัสว่าผู้ที่ได้รับฟังจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าหรือจากสัตบุรุษก็ดี จากผู้มีฐานะครูที่มีสัมมาทิฏฐิ เสร็จแล้วก็รู้สึกว่าอย่างนี้เกิดความรู้ในระดับ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าปัญญาข้อที่ 1 จะมีอยู่ในตัวเองมีสิ่งที่ตัดสินว่าอย่างนี้ใช่หรือไม่ใช่ คนที่ไม่มีในตัวเองเขางงว่ามันพูดอะไรวะจะไม่รู้เรื่องด้วยจะไม่ซาบซึ้งไม่เข้าใจ แต่คนที่มีนี้จะบอกว่าอันนี้ใช่ ยิ่งคนที่มีอคติอย่างตื้นๆพื้นๆเลยว่า คนนี้บวชเรียนก็ไม่ได้บวชเรียน สำนักก็ไม่มี ศิษย์น้องศิษย์พี่ก็ไม่มี อะไรก็ไม่มีสิ่งยืนยันอ้างอิงได้เลยว่าได้มาจากไหน แล้วไปทำเป็นเอาพระไตรปิฎกมาอ้าง อ้างแล้วก็ดันอธิบายไม่เหมือนอาจารย์ใหญ่เขาด้วย มันก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ นัยยะลึกซึ้งซับซ้อนอาตมาอธิบายไม่เหมือนกัน บุญ สมาธิ ฌาน กาย เป็นต้น ก็ไม่เหมือนเขานี่ อธิบายศีลก็ไม่เหมือนเขา สมาธิก็ไม่เหมือนเขา ปัญญาก็ไม่เหมือนเขา วิมุตก็ยิ่งไม่เหมือนใหญ่เลย แล้วมันจะได้อะไร ก็ไม่ได้เรื่องอะไร ข้อ 1 เป็นข้อยืนยันว่ามีต้นทางจะต้องมาจากผู้รู้ อันไม่มีใครตรัสรู้ได้เอง นอกจากพระพุทธเจ้าและสืบทอดจากพระพุทธเจ้ามา อันนี้จึงเป็นเรื่องที่ยืนหยัดยืนยันว่า ที่มานี้มาจากคน เป็นผู้รู้ แล้วคนนี้สืบทอดมาจากคน พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ก็เป็นคนเหมือนกันไม่ใช่เป็นอะไรก็ไม่รู้ เอามาจากพระเจ้า แล้วพระเจ้าอยู่ที่ไหน เขาก็ตอบไม่ได้ อาตมาก็ไขความจริงแล้วว่า พระเจ้าไม่มีหรอก พระศาสดาของเทวนิยมแต่ละพระองค์นั่นแหละเป็นเจ้าของธรรมะเป็นพระเจ้าเสียเอง แต่เขาไม่รู้ตัวเองและไม่กล้ารับว่า ความรู้ขนาดนี้ข้ามีได้ขนาดนี้เชียว

อ่านต่อ

หรือ ไม่กล้า เพราะไม่รู้จักกรรมวิบาก ไม่รู้จักการสืบทอด ไม่รู้จักการสั่งสม ที่เป็นความรู้ของท่านเองของศาสดาแต่ละองค์ สายเทวนิยมก็เช่นกัน สายโลกุตระก็เช่นกัน ของตัวเองสั่งสมมา สั่งสมมากพอได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วศาสดาแต่ละองค์ของศาสนาเทวนิยมต่างก็มีอัตตาของตนเอง จึงมีศาสนาเทวนิยมเยอะ แต่ศาสนาพุทธมีหนึ่งเดียว มีพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าที่หมดยุคก็จะมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อมารับต่อเป็นโพธิสัตว์รับช่วงต่อ สยังอภิญญา ก็ต่อมาเป็นอันเดียว นี่คือสัจจะมีหนึ่งเดียวไม่หลากหลาย เทวนิยมนั้นมีหลากหลายไม่เป็นอย่างเดียว มีอัตตา มีการถือดี มีการถือตัว เอ็งเก่งกว่าข้าๆเก่งกว่าเอ็ง ข้าถูกเอ็งผิดทั้งนั้น แต่ละศาสนาแต่ละศาสนาก็ถือดีของแต่ละศาสนา แต่ศาสนาพุทธมีศาสนาเดียว มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว องค์อื่นๆก็มีสัจจะเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกันหมด ไม่มีแตกแยก นี่คือความจริงที่ยิ่งใหญ่ ที่ทางเทวนิยมก็น่าสงสารเขาเหมือนกัน เพราะว่าเขายังไม่มีปฏิภาณปัญญาที่จะแยกแยะ บารมีเขายังไม่ถึง คนทางเทวนิยม ยิ่งเป็นผู้รู้ระดับอาจารย์ ระดับปราชญ์ ยิ่งออกมาหาโลกุตระ ออกมาหาพุทธนั้นยาก เพราะจะได้รับลาภยศสรรเสริญ ยกย่องเชิดชูมีความเชื่อถือทางโลกียะอยู่ โลกธรรมมันซับซ้อนอยู่ในตัว ยิ่งยาก นอกจากผู้ที่ ได้ค่อยๆรับ รับอัญญธาตุ ที่เป็นธาตุโลกุตระธรรมของศาสนาพุทธมาในแต่ละชาติสั่งสมมา ถึงคราวที่.. แต่ก็ยังยากที่จะมายอมรับจนกระทั่งเป็นผู้รู้ดีในศาสนาเทวนิยม หรือเป็นศาสดาแล้วยอมรับทางโลกุตระ ยาก มันซับซ้อน มันจะไม่ เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นผู้รู้โลกุตระในเทวนิยม จะไม่เป็นผู้ที่เป็นศาสดาไม่เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับ จะเป็นนักศึกษาธรรมดา ดีไม่ดีจะเป็นภาวะที่อธิบายแบบโลกุตระด้วยเขาก็จบอกว่าคนนี้เป็นพวกทำความแตกแยก ทำความ 2 อย่างแยกออกมา ซึ่งเทวนิยมนี้มีหนึ่งเดียวอย่างเดียวเหมือนกัน แต่อย่างเดียวของเขานั้นอย่างเดียวหลายศาสดา อย่างเดียวของเขา อย่างเดียวหัวแตก แต่ของศาสนาพุทธนั้นหนึ่งเดียว ไม่มีหัวแตกแล้วศาสดามีหนึ่งเดียวจริงๆ ไม่มีใครกล้าเป็นศาสดาถ้ายังไม่จริง ถ้ายังไม่ถ้วนรอบที่จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง จะไม่มีกล้าประกาศ เพราะมีปัญญา มีปัญญารู้จริงๆว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าจริงแล้วนะ จะไม่หลงตัว เพราะจะมีความรู้ในอัตตา ในอนัตตา ในความเป็นตัวตน ในความเป็นตัวเอง ในความจริงที่รอบด้าน ไม่มีอัตตา เป็นอนัตตา เป็นปัญญารอบถ้วน จะเป็นเช่นนั้น ขนาดอาตมายังไม่ถึงพระพุทธเจ้าอาตมาก็รู้สภาวะพวกนี้แล้ว แต่อาตมายังมีอุปกิเลสส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ ยังไม่สูงสุดบริบูรณ์ ความรู้หรือปัญญาหรือความรู้ทั้งหมดนี้ ยังไม่ครบ 69 + 7 เป็นเท่าไหร่ = 76 ยังไม่ครบภูมิปัญญา 76 ยังอยู่ในกรอบของ 69 อยู่ อีก 7 ความรู้นั้น เป็นของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธวิสัย ใน ญาณ 76 ซึ่งแค่รู้ญาณ 16 ก็บุญแล้วช ก็เป็นพระอรหันต์ได้แล้ว แค่นี้ก็เหลือกินเหลือใช้ถึงอาสวักขยญาณเป็นโลกุตระจิตข้ามโคตร เป็นมรรคผลของโลกุตระสมบูรณ์แบบได้เลย แค่ญาณ 16 นี้ ในญาณ ที่จะรู้ความจริงนี้ ถ้าสามารถที่จะเรียนรู้ไปตามลำดับ รู้กายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิตธรรมในธรรม ซึ่งมีตัวจิตในจิตเป็นตัวที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเจาะลึกความเป็นสภาวะธรรม ถึง 16 เจโตปริยญาณ 16 ถ้ารู้เจโตปริยญาณ 16 ซึ่งมี 8 คู่ รู้เนื้อหาเนื้อแท้ทั้งบัญญัติ 8 คู่นี้ แล้วก็รู้เนื้อหาของ 8 คู่นี้แล้วทำไปตามลำดับจริงๆ จุดสุดท้ายเป็นวิมุต คู่กับ อวิมุต หรืออีกคู่ก็สมาหิตะกับอสมาหิตะ เป็นสมาธิของศาสนาพุทธ ไม่ใช่สมาธิแบบเจโตสมถะของเดียรถีย์ ซึ่งไม่มีใครรู้สมาธิของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้หรอก สมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกสมาหิตะ ต้องยืนยันในเจโตปริยญาณ 16 คำว่า สมาหิตะ คือ จิตตั้งมั่นตกผลึกจากจิตที่ดับอาสวะสิ้น จิตก็สะอาดตกผลึกเข้า ควบแน่นเข้าจนเป็นสมาธิ เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งอาตมาอธิบายไว้หลายทีแล้ว อาตมาขอยืนยันว่าคนฟังเป็นนักปราชญ์ก็ตาม ไม่ใช่จะเข้าใจที่อาตมาพูดได้ง่ายๆ เขาจะเข้าใจปัญญาได้อย่างผิวเผิน จะได้ศีล สมาธิ ปัญญา ง่ายๆตื้นๆ ไปนั่งหลับตาเดี๋ยวก็ได้ปัญญา ซึ่งจ้างก็ไม่เกิดปัญญา หลับตาไม่มีปัญญาเกิดเลย ปัญญาจะเกิดต้องลืมตาทำทั้งนั้น ปัญญาจะเกิดใน ฌานลืมตา ฌานหลับตาไม่เกิดปัญญาแล้วไม่ใช่ฌานของพุทธ ฌานของพุทธนั้นต้องลืมตาทำเป็นปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสไม่ชัด ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหนฌานอยู่ที่นั่น ปัญญาที่ไม่มีฌานไม่มี ฌานที่ไม่มีปัญญาก็ไม่มี เพราะตัวปัญญานั้นเป็นตัวความรู้ของจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จากอาสวะ คือปัญญา ถ้าจิตมันไม่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสาสวะจริง มันก็ยังไม่ใช่ตัวปัญญาเต็ม ไม่ใช่ตัวปัญญาแท้ ปัญญานี้ไม่ใช่ง่ายๆตื้นๆเล่นๆเป็นปัญญา เพราะฉะนั้นอาตมากล่าวถึงปัญญาเริ่มต้นจะต้องได้ฟังจากพระศาสดาพระพุทธเจ้าหรือผู้ที่สืบทอดมา 640910_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวนิยมมีหลากหลายศาสดาแต่พุทธมีศาสดาเดียว

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน