สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ทบทวนญาณ 7 ของพระโสดาบัน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข4 มีนาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ทบทวนญาณ 7 ของพระโสดาบัน โสดาบันจะต้องมีญาณเจ็ดเป็นตัวชี้บอก ญาณนั้นไม่ใช่ของคนอื่น ญาณนั้นเป็นของตัวเอง ญาณเจ็ดเป็นของตัวเอง คนอื่นชี้บอกมาบอกมาก็ฟังได้ เชื่อถือก็เชื่อถือได้ ของพระพุทธเจ้าชี้บ่งมาให้เรา เราต้องเชื่อถือแล้วหรือ เป็นหมาขี้เรื้อน พระพุทธเจ้าบอกว่าเราเป็นหมาขี้เรื้อนก็ต้องพิจารณาอย่างหนัก บอกว่าเราเป็นโสดาบัน ก็อย่าหลงตัว มันเป็นอย่างไรโสดาบัน ใช้หลักต้องรู้เองมีญาณหรือมีอัญญา ปัญญา เจ็ดหลักนี้นะ 1. ผ่านความจริงที่เราได้พบได้ปฏิบัติ เราได้สิ่งที่เป็นโลกุตรธรรม จำนวนหนึ่งผ่าน ไปเรียกว่า วิติกมะ แปลว่าล่วงเลยไป ก้าวข้ามอันนี้มาได้แล้ว อันนั้นล่วงเลยไปแล้ว เราหลุดพ้นข้ามมาแล้ว วีติกมะ ต้องฟังให้ดี ไม่ได้แปลว่ากิเลสหยาบนะ แต่อนุโลมโดยสาระว่ากิเลสหยาบก็ใช่ แต่โดยพยัญชนะแปลว่า จบแล้ว ได้แล้ว ผ่านไปแล้ว หมายถึงกาละกับสิ่งที่มีที่เกิด หรือที่ดับไปแล้วจากไปแล้ว มันถึงชัดเจนว่า กตญาณ ญาณที่สำเร็จผลแล้วมีผลจริงของเราเอง ไม่ใช่เอาของคนอื่นมาตรวจสอบ ก็เป็นอุจจาระเราเอง จะเอามาขยำอีกหรือไม่ เอาออกไปแล้วนะจะเอามาขยำอีก เยอะเลย ถ้ามีสัญญาจำได้แต่คุณก็เอาสัญญามาขยำๆ ยิ่งซับซ้อน สรุปแล้วญาณที่ 1 คือรู้แล้วกิเลสอันนี้ เรากำลังอยู่ในกิเลสอันระดับกลาง ส่วนอนุสัยกิเลสอันปลาย คือมี วีติกมกิเลส ปริยุฏฐานกิเลส และอนุสัยกิเลส ผู้ที่เป็นโสดาบันจะต้องมีปริยุฏฐานกิเลสเป็นตัวยืนยัน มีวีติกมกิเลสเป็นตัวยืนยันว่าหมดแล้วหมดแล้ว จะเรียกกิเลสนั้นว่านิวรณ์ 5 จะเรียกว่าโลภโกรธหลง จะเรียกว่าเราไปติดยึดในเรื่องของความเป็นสัตว์ ในเรื่องของความเป็นของ ในเรื่องของความเป็นสัมผัส 5 เกิดกามคุณ 5 หรือพยาบาท 5 ขั้นหยาบ อธิบายลักษณะหยาบของเราแล้ว มันหมดขั้นต้นขั้นที่หยาบ

อ่านต่อ

หยาบมากจนเรียกว่าอบาย ต่ำสุดของเรา ซึ่งไม่เจริญ อปายะ แปลว่าไม่เจริญ ปายะแปลว่าเจริญ มันไม่เป็นประโยชน์มันไม่เจริญสำหรับเราเลย ของใครของมัน ขั้นต่ำสุดของเราหรืออะไรที่จัดการได้ก่อน กิเลสอันนี้จัดการได้ก่อนเสร็จ เราก็ได้มา ได้มาแล้วมันก็จะมีการผยองนะ โสดาบันใหม่ๆ ก็ไปว่าคนนั้นไปมองคนโน้น ไปเห็นคนโน้นเสร็จแล้วก็ปากมาก เรียกมุขสตี คนไหนช่างว่าช่างทิ่มแทงมาก ก็มี แต่ไม่ทำร้ายให้เลือดตกยางออก เจ็บแต่แค่เจ็บใจ ถูกว่าถูกทิ่มแทงด้วยภาษา เข้าหูเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ไม่เจ็บเท่า เช่นไปว่าเขาหน้าด้าน นี่เขาไม่เจ็บเลยคนชั่วนะ เขาก็ไม่เจ็บคนหน้าด้านหน้าหนา แต่ทุกคนมีความเข้าใจมีความรู้สึกก็รู้สึกได้ ข้อ 1 ผ่านแล้วญาณข้อที่ 1 ที่ท่านต้องมีมุขสตีนี้หยาบต่ำอยู่นะ ไม่ได้หมายความว่าเป็นพระโสดาบันต้องมีปากหอก อย่าหาเรื่องเป็นวิบากใส่ตัวเอง ไม่มีก็ดีแล้ว ที่อาตมาต้องมี พูดทุกวันนี้เหมือนปากหอกต้องทิ่มแทงผู้อื่นต่างๆนานา ที่จริงแล้วอธิบายอย่างโก้ๆว่า อาตมาเสียสละมีวิบากต่อเหมือนกัน แต่อาตมาก็ยอมเสียสละตัวเอง เพื่อที่จะให้เขาชัดเจนได้รู้ ได้เข้าใจ อย่างแท้ๆ ยอมเสีย จริงๆแล้วก็ต้องเมตตา แต่ผู้ที่แข็งๆและด้านๆ มันไม่เข้า ต้องช่วยเขาจริงๆเป็นสัจจะที่ไม่ใช่พูดโก้อะไร แต่อาตมาอธิบายไม่เก่ง ทำไมต้องไปกระหน่ำย่ำยีเขาซ้ำซาก ก็คนอลัชชีคนหน้าหนามันไม่ใช่ธรรมดา ดีไม่ดีตีเขานี้เราเจ็บเลยจนปวดแขน ก็ต้องนวดกันหน่อย มันไม่ไหวตีจนปวดแขน แทงจนหอกที่ใช้ไปทื่อแล้วต้องมาลับใหม่ มันเหนียวจริงๆเราหอกทื่อเลย แม้จะเอาเหล็กจากอยุธยาแล้วนะเป็นเหล็กน้ำพี้ เป็นเหล็กกล้าแล้วนะ เป็นสแตนเลสแล้วนะ มันก็เลยต้องเป็นอยู่ เป็นความซับซ้อนเหมือนแก้ตัวให้แก่ตัวเอง ถ้าตัวเองยังทิ่มแทงอยู่ แต่ต่อไป ก็จะมีพวกเราขึ้นมาทดแทน เอาหอกอันนี้ไป เป็นการส่งต่อกัน ถ้าใครไม่อยากใช้จะโดนเขาตอกกลับก็ไม่ใช้ ใครไม่กลัวก็ใช้ได้ แล้วแต่ใครต่อใครแล้วแต่จริตคน จริตคนที่เกิดซาดิสม์มาโซคิสม์ก็มีบ้าง มันซับซ้อน สรุปแล้ว ปัญญาที่ 1 ประเด็นสำคัญที่สุด คือประเด็นว่า สิ่งที่เราได้รับเป็นกรรมมานี้ มันไม่ใช่สาธารณะปุถุชน มันไม่ใช่ของทั่วไปของปุถุชน เราเป็นปุถุชนมาก่อนทุกคน อ๋อ ปุถุชนทุกคนต้องเป็น แต่ที่เราได้มันไม่ใช่ของปุถุชน มันคนละรส คนละเรื่อง มีวิมุติรส ขั้นโลกุตรธรรม ไม่ใช่โลกียธรรม รสโลกีย์ เราจะมีปัญญาแยกรสของโลกุตรธรรมกับโลกียธรรมได้ รสของโลกียะ ก็เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ลักษณะยินดีปรีดากับสิ่งที่มันเป็นเวทนาอย่างนั้น เป็นรสสวรรค์อย่างนั้น แต่นี่มันไม่มีสวรรค์อย่างนั้น มันชัดเจนตรงข้ามกัน มันหมดต่างหากล่ะ มันหมดรสสวรรค์ มันใช่ สวรรค์อย่างนั้นขี้เก๊ แต่นี่มันไม่มี กว่าเราจะรู้ความไม่มีว่ารสนี้เป็นนิโรธ เป็นความดับสนิท เป็นความไม่มี นัตถิหรือนโหติ ไม่มีจริงๆ เทียบกับความมี ความมียังเหลือน้อยกับความไม่มีเลย มันเทียบกันยาก แล้วมันหมดหรือยัง เหลือนิดหนึ่งน้อยหนึ่ง กับไม่มีเลย มันก็ต้องเทียบเอง อุปมา ต้องเทียบเอง จนกระทั่งมันจบไม่ต้องเทียบแล้ว นัตถิอุปมา เป็นหนึ่งเดียวจริงๆ 0 0 0 มันไม่มีจริงๆ สะอาดบริสุทธิ์ นี่เป็นนามธรรมทั้งสิ้นที่คุณจะต้องไปเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ ก็ต้องเอาของคุณเองอ่านเอง 2. ญาณที่ 2 อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง เอามาทำให้เกิดภาวนามัย เกิดผลแล้วหนอเป็นโลกุตระอย่างนี้ มันไม่เป็นภพของเรา แต่มันเป็นภพที่อาศัยที่เรายังรู้อยู่ว่าเป็นภพความว่าง ภพมันไม่มีแล้วกิเลส อาศัยพยัญชนะเท่านั้นแต่มันไม่มี มันมีแต่มันไม่มี สุดท้าย นัตถ กับอัตถิ ต้องพูดกันความมีและความไม่มีนี่แหละ มันเป็นภพที่ไม่มี แต่มันอาศัยในเหตุปัจจัย ในภพ อ่านจนชัดเจนว่าอย่างนี้หรือเรียกว่าผู้ที่พ้นผู้ดับผู้ไม่มีแล้วเป็นภาวนา ถ้าอย่างนี้ก็ทำให้มันได้อย่างนี้อีก เรียกว่า อาเสวนา เออ อย่างนี้แหละทำให้ได้อย่างนี้แหละ ให้ตรงให้ชัดนะว่า ไม่มีคืออย่างนี้ ไม่มีคืออย่างนี้ มีนิดนึงก็คือ อากิญจัญฯ นิดนึงก็พยายามไม่ให้มีอีก นึดนึงน้อยหนึ่งคืออากิญจัญ ก็ไม่ให้มี เป็น 2 ความหมาย เนวสัญญาต้องหนึ่งก็ไม่ให้มี นิดนึงก็ไม่ให้มี เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาเวทยิตนิโรธ อ่านอารมณ์ เจาะแทงอารมณ์ เคล้าเคลียร์อารมณ์ ตรวจสอบอารมณ์ให้หมด เวทยิตตังนิโรธังโหติ ความไม่มีนั่นมีแล้ว นี่เป็นภาษาไทยนะ ถ้าไม่มีจริงๆเลย ไม่มีแล้วไม่มีอีก ไม่มีอย่างถาวร อเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำให้มากทำให้ตกผลึก อเนญชาภิสังขารๆ เพราะฉะนั้นสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อเนญชาภิสังขารเป็นการสะสมความไม่มีอย่างเดียว ให้ตกผลึก ความไม่มีคือภาวนา ความไม่มีคือ อปุญญะ อปุญญาภิสังขาร ตัวความไม่มีคือไม่มีอะไรไม่มีกิเลสแล้ว ไม่มีจนสิ้นอาสวะอนุสัย แต่คุณก็ต้องสั่งสมอเนญชาให้มาก จนตกผลึก เป็นเหตุปัจจัยที่ ยิ่งเป็นเหตุปัจจัย ถ้าคุณยังมีอยู่ ยิ่งไม่มีอะไรหักล้าง ไม่มีอะไรมาทำลายได้เด็ดขาด ไม่มี 1.บุคคลดีก็ไม่ไปทำลายสิ่งดีแน่ 2.บุคคลร้ายเท่านั้นที่จะมาทำลาย ทุกคนร้ายที่จะมาทำลายสิ่งนี้ ให้ร้ายให้ตาย ก็สู้คนดีที่เป็นโพธิสัตว์ โพธิสัตว์เริ่มตั้งแต่อนุโพธิสัตว์เป็นต้นไป ก้าวไปเรื่อยๆ คนร้ายจะจบขีดของมัน ร้ายสูงสุดมีแค่นี้ จากขีดนี้เป็นต้นไป โพธิสัตว์ เป็นอนุโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ ปัจเจกโพธิสัตว์ คนร้ายหมดสิทธิ์ที่จะก้าวไป แต่โพธิสัตว์ก้าวหนีไปทิ้งช่องว่างห่างออกไป จึงไม่อาจจะมีตัวร้ายเข้าไปแตะ แม้แต่ เส้นขนปลายเส้นขนของโพธิสัตว์ได้ นี่เป็นสัจจะ ขนาดปุถุชนจะข้ามมาโลกุตระยังไม่ง่ายเลย ต้องสร้างบารมีจริงๆ เมื่อไม่สร้างบารมีจริงๆไม่มีสิทธิ์จะข้าม ไม่ใช่ภาษาพูด แต่เป็นเรื่องจริงที่เป็นอจินไตย ตกลง อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เราก็ทำเพิ่มไปจนเป็นเองเป็นอัตโนมัติ อันไหนทำไม่ถึงตถตาก็ทำพากเพียรเข้าไป จนมันซับซ้อนนี่คือปัญญาข้อที่ 2 โสดาบันจะอธิบายอย่างนี้ไม่ได้หรอก ใครรู้สึกว่าเป็นโสดาบันก็ฟังแล้ว เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่อย่าเป็นกังวล คุณได้รับฟังขนาดนี้ ถ้าเป็นภูมิของคุณ เป็นโสดาบันก็จะมีแต่เดินหน้าไป แม้จะเข้าใจละเอียดไม่ได้ก็อย่าไปยึกยัก ติดตามไปพากเพียรอย่าหนีไป

3 ญาณข้อที่ 3 ชัดเจนว่าการปฏิบัติอื่น นอกธรรมวินัยนี้ไม่สามารถจะดับกิเลสสิ้นเกลี้ยงเป็นโลกุตระได้ มันจะเป็นความลึกซึ้งชัดเจน อย่างนี้เท่านั้น อย่างอื่นไม่มี ไม่ทั่วไปกับสาธารณะปุถุชน เป็นภาษาวิชาการ คือ ปุถุชนทั่วไปสาธารณะ ไม่อาจเอื้อมมารู้ได้ ผู้รู้ต้องรู้ของตนที่เป็นแล้วมีแล้วเป็น ปริยุฏฐาน ผ่านวิติกมะมา คุณอยู่กับคุณมีกับคุณ สัมผัสอยู่ แตะต้องอยู่ลูบคลำอยู่ คุณจึงมั่นใจรู้จริงชัดเจนว่ามันเป็นเช่นนี้ มันเป็นอะไร วิมุติรส เป็นอย่างไรก็อย่างนี้ แล้วอย่างไรก็อย่างนี้แล้ว อย่างไรก็อย่างนี้ คุณมีอย่างนี้เองเช่นนี้เอง ก็จะเข้าถึงว่าไม่ต้องอย่างไร ไม่ต้องไฉน อยู่ที่เราแล้วเป็นแล้วอย่างนี้ นี่ก็พยายามใช้พยัญชนะสื่อสภาวะ ชัดๆ เพราะฉะนั้นไม่ทั่วไปกับสาธารณะ ปุถุชน มันก็ชัดเจน อย่างอื่นมันไม่ใช่

4. ญาณข้อที่ 4 ผิดแล้วรีบแก้ไขปรับปรุง บกพร่องผิดพลาดแล้วรีบแก้ นี่เป็นนิสัย วิสัย เป็นสันดานของอาริยะ เป็นธรรมดาเป็นปกติ ของผู้ที่มีคุณสมบัตินี้ ถ้าบกพร่องก็รีบแก้ ไม่ไปมัวผัดวันประกันพรุ่ง ให้เกิดความผิดซ้ำซากไปอีกมันไม่ใช่ จะไม่เอา แค่นี้ก็พอวิบากแค่นี้ก็พอแล้ว ให้รีบแก้ไข

5. ญาณข้อที่ 5 อันนี้ก็ย้ำไม่รู้กี่ที เหมือนแม่โคกับลูกโค แม่โคก็ต้องเลี้ยงตัวเองไป ลูกก็ต้องเลี้ยง ทำงานเราทำงานเขา ทำงานหมู่ทำงานตน ไม่แยกกันเลย ประโยชน์ตนกับประโยชน์ท่านไปพร้อมกันเลยไม่แยกกัน เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดสามารถทำงานแล้วเราก็ได้ประโยชน์ด้วย คนอื่นก็ได้ประโยชน์จากที่เราทำอันเดียวกันนี้ อย่างนี้ใช่ ถ้าไปทำแต่ตัวเอง ไปนอนเสียประโยชน์ตน แล้วมันจะเป็นประโยชน์ท่านตรงไหนไปนอน ไปเล่น(พ่อครูทำท่านจิ้มมือถือ)เสีย ก็จะได้รู้ จะได้เอามาบอกคนไงจะได้รู้ไง ทุกวันนี้มันมีอุปกรณ์ซับซ้อนมากมายทำให้เราแก้ตัวได้ มันจะต้องมาหาหมู่ออกมาหมู่บ้าง อย่างนั้นก็บางเวลาพอสมควร ให้มาทำประโยชน์ท่านบ้าง จะมาอ้างว่าเล่นอันนี้แล้วจะได้รู้จะได้เอาไปบอกไง กว่าจะไปบอกนั้นคุณก็จิ้มอยู่ในนี้จนมันจะทะลุ เพลิดเพลินไปต่างๆนานา เสร็จแล้วก็ไปบอกนิดๆหน่อยๆ ไม่ต้องไปพูดมากอันนี้ สรุปแล้วประโยชน์ตนประโยชน์ท่านนี้จะพร้อมกันได้เท่าไหร่ คุณก็จะต้องมีปัญญารู้เองเข้าใจชัดเจนเอง

6. ญาณข้อที่ 6 มันจะมีทั้งพลังปัญญามีทั้งพลังเจโตครบ สามารถที่จะมีพลังหรือมีอำนาจ สามารถรู้ รู้อย่างจริงด้วยตัวเองเลย และจัดการกับจิตตัวเองให้แข็งแรงเองเลย และก็สามารถที่จะใช้ปัญญานี้แยกแยะผิดถูกอะไรได้ชัดเจน รู้ว่าตนเองได้แล้วจริง รู้ว่านี่เป็นโลกุตรธรรมจริง รู้ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านจริงๆ ประโยชน์ท่านอ้างอิงเล่นๆมันจริงหรือเปล่า การจะทำประโยชน์ท่าน กับประโยชน์ตนนั้น เราเพ่งประโยชน์ท่านให้สำคัญ อย่างน้อยเราทำไม่เกิดประโยชน์ตนเลย เราเสียสละด้วยซ้ำไป ดีไม่ดีได้เสียสุขภาพ เราออกแรงเราช่วยเหลือคน มันก็ยังดีกว่าประโยชน์ตน ประโยชน์ตนเองเห็นแก่ตนเอง ถ้าอยู่กับหมู่ที่ดี คุณไม่ต้องกลัวหรอก หมู่เขาจะเห็นเองว่า คุณมากไปแล้ว ประโยชน์ท่านนั้นจริง แต่ตนนั้นแย่แล้วมากไปให้ไปพัก หมู่ให้ไปพัก เพื่อนดีมิตรดีสหายดีสิ่งแวดล้อมดีมันจะแวดล้อมมันจะจริงใจ แต่ถ้าตนเองว่ายังได้ๆ แต่หมู่เห็นแล้วว่ามันซูบเซียวป้อแป้ไปนะ คนอื่นก็มีญาณปัญญามองออกด้วยความจริงใจ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มันไม่มีอะไรผิด เพราะฉะนั้นต้องฟัง หมู่บ้าง อย่าเอาแต่อัตตาตัวเอง เชื่อฉันเองแล้วเสื่อมทรุด เราไม่พักเราไม่เพียร อัปปัตติฐัง อนายูหัง เราข้ามโอฆสงสารได้ แล้วก็ประมาณในความเราไม่พักเราไม่เพียรนี่มันได้สมดุลไหม กิเลสมันจะกระแซะเราเสมอว่าเราพักไม่พอๆ พวกนี้มีตัว ตัวยุ่งย่ามเลยก็จะเอาแต่พัก คนที่จะเห็นแต่แก่คนอื่นไม่เห็นแก่ตัวเองเลยก็จะเอาแต่เพียร เพียรมากหนัก จนเลยเถิดก็ต้องฟัง สรุปแล้วในหมู่เราจริงใจ ไม่ได้แกล้งประชดประชันไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ส่วนมากหมู่ส่วนมากบอกเราเชื่อ แต่หมู่ส่วนน้อยบอกเราก็ไม่เชื่อ ใช้เยภุยยสิกา เอาคะแนนเสียงส่วนมากเป็นใหญ่ใช้เป็นหลักตัดสินในหมู่กลุ่ม ในหมู่กลุ่มที่สะอาดบริสุทธิ์จริงใจไม่มีเล่ห์เหลี่ยมไม่มีตัวตนอะไร เป็นเครื่องตัดสิน

7. ญาณข้อที่ 7 เขาใช้พยัญชนะคำว่าปลื้มใจ อัตตมนตาโสมมนัสสัง คำว่าอัตตมนตา คือใจมันเป็นตัวตน ส่วน โสมมนัสสัง คือความยินดี เป็นความยินดีของตนเองแปลง่ายๆ อัตตมนตาโสมมนัสสัง เป็นความยินดีพอใจของตัวเองอย่าให้มันมาก เว่อร์มันก็ยินดีมาก มันกลายเป็นแรง คำว่าปลื้มใจนี่ ธัมมชโยเขาชอบลากหางเสียงลงน้ำหนัก คือให้ยินดีมากเกินเว่อร์เกินหนักเกิน มันก็สั่งสมความยินดี แล้วไปหลงยินดีในสิ่งที่ผิดด้วย ยินดีในสิ่งที่เป็นอกุศล หลงในวัตถุ มีแต่สิ่งไม่ดี หลงในนรกยินดีในนรกหลงว่าเป็นสวรรค์ มันก็เลยโถมทับสะสม ควบแน่น ซับซ้อน ต้องประมาณให้ดีว่าคุณจะยินดีในสิ่งที่ถูกต้อง และประมาณอย่าให้แรงให้มาก แม้จะไปยินดีในความดี ยินดีในความดีมาก รีบถอน แล้วก็ไม่ต้องยินดีหมดมุทิตา มุทิตา แปลว่ายินดีในสิ่งที่คนอื่นได้ดีแล้ว แล้วรีบถอนเป็นอุเบกขา เป็นบัญญัติก็พอว่ายินดีด้วยนะ ต่างคนต่างไป เขาจะกตัญญูต่อเราก็ตัวใครตัวมัน อย่าไปติดยึดต่อไปอีก มันเป็นความซับซ้อนลึกซึ้ง อันสุดท้ายดีใจต่อผลที่ดี ยินดีที่ได้ผลในธรรมะที่ดี มีธรรมะเป็นธรรมะ หรือช่วยผู้อื่นได้ดีแล้ว เราเป็นเราได้สิ่งที่ดีกับเรา ให้ผู้อื่นช่วยผู้อื่นจนดี ส่งเขาขึ้นฝั่งแล้วจบเสร็จ อย่างนี้เป็นต้น มันมีคำเยอะแยะ ปีติ ปราโมทย์ ฉันทะ อากังเขยยะ ก็ยินดี เราเข้าใจสภาวะก็แล้วกันพยัญชนะมันมีเยอะ เข้าใจอาการยินดีแล้วดูน้ำหนัก ดูความมากความน้อย ดูความเบาความแรง ลหุตา กับคุรุตา กับสิ่งที่มันมีกับไม่มี เกิดกับไม่เกิด อุปจยะ กับ สันตติ เป็น 2 ตัวสุดท้ายเลย อุปจยะ เป็นพลังงานเกิดของจิต แม้จะยินดีหรือไม่ยินดี ยิ่งเกิดเป็นอกุศลจิตก็ชัดเจนควรจะมีญาณตัดสินได้ แม้จะมีความยินดี มีความเกิด อุปจยะ เราจะไม่ให้เกิดก็ตัดในสันตติ รู้จักการต่อหรือไม่ต่อ สภาวะที่จะต่อ คือ สันตะ จะเกิด ส ของอันตะ มันสงบแล้วคุณจะต่อหรือไม่ต่อ สันตะ ส คือพลังงาน ย ร ล ว ส ตัว ส เป็นตัวที่ 5 ย ร ล เป็นสาม ว ส ห คือ 6 เศษวรรค นี่เป็นพลังงานที่เอาพยัญชนะมาอธิบาย หรือบอกสังขยาเลข 1 2 3 ไม่ออกไปไหน 4 เริ่มออกไปแล้วนะแต่ยังไม่ไปถึงไหน ต้องให้เป็น 5 ตัว ส คือ ตัวที่ 5 ถ้าสิ่งมีคือ เลข 9 ถ้าเลยจะกล้าไปแล้ว 0 ครึ่งหนึ่งของ 9 คือ 5 ครึ่งของ 9 ครึ่งของความเต็มคือ 5 ความเต็มเรียกว่า 10 แต่ความเต็มที่เรียกว่ามีคือ 9 ความเต็มที่ไม่มีคือ 10 หรือศูนย์ ความเต็มของความไม่มี คือ 10 หรือ 0 ความเต็มของความมีคือ 9 ครึ่งหนึ่งของความมีคือ 5 อันตะ คือปลาย เพราะฉะนั้น ส มี 5 ถ้ามันมีไม่มีที่สิ้นสุด สันตะ คือปุถุชนแล้ว แต่ถ้ามีรู้จักตัดสิ้นสุด สันตติ ตัวติ คือจบ สันตะ คืออยู่กลางสงบ มี แต่ ติ คือตัดสินให้ได้ สันติ คือสภาวะองค์ 3 ใช้สันตติ คือตัวลูกข่างนอนวัน คือนิ่ง คุณต้องพยายามจะต่อหรือไม่ต่อ ถ้าลูกข่างนอนวันจะต่อก็ต้องเพิ่มสัมประสิทธิ์ เพิ่มแรงมันก็จะต่อ เป็นพลังงานอัตราก้าวหน้า หมุนต่อ แต่ถ้าไม่ต่อจะตัด ก็คือตัด สันตติ คุณเป็นคนทำเองทั้งนั้น คุณเป็นผู้รู้เอง ลักษณะรูป 4 จบที่ อุปจยะกับสันตติ พระอรหันต์จะใช้อันนี้เป็น แต่ถ้าจะต่ออย่างไรมันสุดท้ายก็ต้องเสื่อมและทรุด คือควบคุมด้วยอนิจจตา ไม่เที่ยง จะตัดสุดท้ายเมื่อไหร่ก็อยู่ที่คุณ หากไม่ตัดก็ต่อ อนิจจตา จึงเป็นปลายเปิดของความรู้ ใน 4 ลักษณะ คุณเป็นเจ้าของลักษณะ 4 คุณเป็นเจ้าของจะอนิจจังไหม ถ้าคุณควบคุมอนิจจังได้ ก็มีประสิทธิภาพถึง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) คุณก็มีไม้เด็ดของคุณทำให้นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อย่าอวดดี ตายอย่างเขียดเหยียดขาตาย แต่ถ้าคนมีคุณธรรมอันนี้ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) รู้ชัดนะว่าคืออะไร เด็ดขาด มันก็มีต่อได้ คุณสามารถควบคุมอนิจจังลักษณะที่ 4 ได้ จะให้เกิดหรือไม่เกิดนั่นเอง ก็เท่ากับคุณมี อุปจยะกับสันตติ ถ้าสองอันนี้แข็งแรงคุณคุมอนิจจังได้ ในอนิจจตา ตัวสุดท้ายของลักษณะ 4

610301_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน