สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยจักเกิดจากธรรมาภิบาล.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยจักเกิดจากธรรมาภิบาล พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ในงานพุทธาภิเษกฯ จะเอาวันมาฆบูชาเป็นหลักเสมอ ปีนี้ตั้งใจจะเทศน์ถึงการอภิบาลบ้านเมือง อธิปไตยเป็นความใหญ่ยิ่ง ที่หมายถึงพลังงานจิตวิญญาณมนุษย์ อธิปไตยจะเกิดได้ ผู้บริหาร รัฐบาลจะต้องดูแลอภิบาลประชาชน แล้วประชาชนจะให้อำนาจรัฐบาลให้ขึ้นมาบริหารปกครองบ้านเมือง ถ้าหากปกครองบ้านเมืองได้ดี ประชาชนก็จะยกอำนาจอธิปไตยให้ แต่เข้าใจผิดว่าผู้ได้รับเลือกจากประชาชนไปเสร็จ เขาได้รับอธิปไตยเลย ได้อำนาจปกครองได้เป็นใหญ่ ได้เลยเมื่อเขาได้รับการเลือกตั้ง คือที่จริงแล้วประชาชนเลือกเข้าไปบริหาร ให้ไปทำการอภิบาล ถ้าหากอภิบาลเป็นธรรมเรียกว่าธรรมาภิบาล ประชาชนก็จะ ยกอธิปไตยให้ เป็นธรรมาธิปไตย หากเขาหาเสียงเก่งประชาชนก็เลือกเข้าไป เป็นรัฐบาลที่สมัคร ยังไม่ได้อภิบาลไม่ได้ปกครองไม่ได้ทำงานเลย สมัยพระพุทธเจ้าไม่มี สมัยนี้ถึงมีลัทธิเลือกตั้ง ซึ่งต้องอภิบาลก่อนจึงจะเกิดอธิปไตย แต่อันนี้พอเลือกตั้งได้แล้วก็มีอำนาจเลย แล้วถือเป็นอำนาจบาตรใหญ่ด้วย เสร็จแล้วก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่นั้นไปปกครอง นี่คือความสับสนของสัจธรรม เอาลองฟังกวีดู
“อธิปไตย”จักเกิดจาก“ธรรมาภิบาล”
(1) อ่านพุทธประวัติต้อง แตกฉาน จับแก่น“ธรรมาภิบาล” แม่นได้ “ธรรมาธิปไตย”ขาน กันอีก คำแฮ แจ้งชัดสัจจะไซร้ ต่างขั้นกันไฉน (2) “อธิปไตย”อำนาจนี้ คือพลัง โลกิยะหลงกันจัง ชอบสร้าง “ใส่ตน”ทุกเล่ห์หวัง “อำนาจ.. ..บาตรใหญ่”ใน“โลก”กว้าง เก่งด้วย“อัตตา” (3) แต่“ธรรมา”นั้นแตก ต่างนัย ทั้ง“อภิบาล-อธิปไตย” *วิกัติล้ำ สำคัญสุดขานไข รู้ยาก ยิ่งแล ปุถุชนถูกกิเลสขย้ำ อสัตย์ล้วนเลวลึก (4) หากศึกษ
อ่านต่อ
า“โลก”ทั้ง “อัตตา” โลกุตระ-โลกิยา แยกได้ จึ่งชัดทุก“ธรรมา” ตามพุทธ ศาสตร์แฮ ว่า“อธิปไตย”นั้นไซร้ จากผู้“อภิบาล” (5) อย่าพาลสร้าง“อำนาจ”ไสร้ ใส่“ตน” ประชาชาติแต่ละคน จักให้ แก่เราที่เขายล เป็นสิทธิ์ ประชาเอง หน้าที่เราใช่ใช้ “อำนาจ”ล้น“ตนมี” (6) ที่แท้ต้อง“รับใช้ ปวงชน” “อธิปไตย”ถ้าคน อยากได้ อ่อนน้อมถ่อมตัวตน เสียสละ แท้เทอญ หาก“อภิบาล”วิสุทธิ์ให้ วิศิษฏ์แล้วจริงเลย (7) คนไทยเคยสัมผัสซึ้ง ตรึงตรา จริยวัตรพระราชา ที่เก้า “อภิบาล”สุดวิเศษหา ใดเปรียบ ได้ฤา เกิด“อธิปไตย”ผ่านเผ้า เทิดเกล้าคนสยาม
“สไมย์ จำปาแพง” 28 ก.พ. 2561 [*วิกัติ=ชนิด,อย่าง;การประดิษฐ์ทำ;การจัดทำให้เป็นแบบต่างๆ] [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 332 ประจำเดือนมีนาคม 2561]
พ่อครูว่า...รัฐบาลจะเกิดได้ เริ่มต้นให้ประชาชนเลือกตั้ง แต่คนจะไปเป็นต้องสมัครเข้าไป เพราะคนมากมายจะจัดการเก็บคะแนนก็เลือกกันทั่วประเทศไม่ไหว ก็เลยมีวิธีจัดการ ออกกฏเกณฑ์ในการเลือกตั้ง เป็นกฎหมายเลือกตั้ง จนเป็นวิธีการในแต่ละประเทศ หลักการรายการแผกแตกต่างกันไปเล็กๆในน้อย สรุปแล้วก็จะได้ ผู้บริหารที่ประชาชนไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง โดยการหาเสียง เลือกฉันนะๆๆ ซึ่งเมื่อเริ่มต้นหาเสียงก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย การหาเสียงไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนั้นพระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดนักประชาธิปไตย อาตมาจะอธิบาย ถึงประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลก ยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยุคราชาธิปไตย พระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์สูงสุด เป็นอำนาจยิ่งใหญ่ในรัฐ ในยุคโน้นประเทศไหนๆก็ยังไม่เกิดประชาธิปไตย แต่พระพุทธเจ้าเผยแพร่ประชาธิปไตยทันที ที่ท่านออกประกาศศาสนา พอเริ่มต้น ประกาศตนว่าเป็นพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็มีคนมาศรัทธาเลื่อมใสเสร็จแล้วมันก็ได้คณะหมู่สงฆ์ ท่านก็ออกธรรมนูญของท่าน เป็นจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จะเรียกว่าพุทธะธรรมนูญก็ได้ คนศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา เป็นการศึกษาของศาสนาพุทธ ไม่มีการศึกษาอื่น ศาสนาทั้งหมดเต็มศาสนาคือไตรสิกขา รวมย่อออกมาให้เข้าใจและหากเข้าใจก็จบ ศีลคือธรรมนูญของศาสนาพุทธ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่มีศีลแล้ว มีแต่วินัย 227 ซึ่งตั้งขึ้นมาเอง บอกว่าภิกษุต้องดูแลศีล ตนเองต้องมีศีล ถามว่าภิกษุมีศีลเท่าไหร่ ดูแลศีลเท่าไหร่ ก็บอกว่า 227 นี่คือสิ่งบ่งชี้ยืนยันว่า ภิกษุก็ไม่รู้แล้วว่าศีลมี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี่คือความเสื่อมอันสนิท เสื่อมอย่างสมบูรณ์แบบของศาสนา เพราะฉะนั้นประเทศที่มีศาสนาพุทธ ประเทศส่วนใหญ่ 95 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวพุทธ ก็ไม่มีผล ไม่มีประโยชน์ที่ได้จากศาสนาพุทธ เพราะว่าศีลเป็นหนึ่งในโลก ศีลเป็นต้นตอของทุกอย่าง ไม่มีแล้วตั้งแต่เริ่มต้นเท่ากับศาสนาพุทธหมดไปแล้ว จึงเป็นประเทศที่ประชาชนนับถือศาสนาพุทธ แต่เมื่อไม่มีศาสนาพุทธก็เลยเป็นศาสนาเละเทะ ต่างคนต่างถือผีถือเงินทอง ทุนนิยม เละเทะไปหมด ยึดถือในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าสำคัญ ส่วนศาสนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีแล้วไม่ยึดถือกันแล้ว นี่คือ สิ่งที่ชี้ชัด เห็นๆเลยตามภูมิอาตมาเห็นตรงๆ ก็เลยน่าสงสารมนุษยชาติมาก อาตมาพยายามดึงศีลกลับมาสู่มวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะชาวพุทธ พยายามสถาปนาศีลไปในสังคม จนกระทั่งหมอประเวศบอกว่า หากจะไปศึกษาสำนักที่เน้นเรื่องของศีลก็มาที่สันติอโศก หากใครไปในเรื่องสมาธิก็ไปธรรมกาย ถ้าใครจะศึกษาปัญญาก็ไปที่สวนโมกข์ เรียกว่า หั่นเสือดำออกเป็นชิ้นๆเลย เอาหางไปต้มซุบ เอาหัวไปติดข้างฝาอีกที่หนึ่ง เอาส่วนกลางไปทำอะไรก็แล้วแต่ หั่นทิ้งหมดเลย น่าสงสาร สงสารศาสนา อาตมาเน้นศีล แต่ไม่ได้ทิ้งสมาธิและปัญญา วิมุติ มาปฏิบัติศีลอย่างมีสัมมาทิฏฐิ ก็จะมีปัญญาเป็นเครื่องประกอบ พาให้เกิดอธิมุติ วิมุติ อธิมุติคือเส้นทางโน้มไปเพื่อวิมุติ โน้มไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้แล้วอะไรโน้ม ก็คือจิตเราที่ได้เหตุปัจจัย แล้วเกิดผลส่วนที่ละกิเลสได้เรียกว่าส่วนแห่งบุญ ละกิเลสหมดสมบูรณ์ก็เข้าสู่อธิมุติหรืออธิโมกข์ สู่วิมุติ วิโมกข์ สมบูรณ์แบบ อาตมาอธิบายธรรมะเหมือนโดดเดี่ยว ศาสนากระแสหลักตีทิ้งอาตมา บอกว่านี่ไม่ใช่พุทธ น่าสงสารประเทศมาก อาตมาประกาศมาตั้งแต่ต้น เดี๋ยวนี้ก็ประกาศยืนยันว่าจะมานำศาสนาพุทธคืนมา โลกได้ปู้ยี่ปู้ยำศาสนาพุทธของพระสมณโคดม ของอาตมาด้วย เละเทะแหลกเหลวหมดแล้ว อาตมาก็จำเป็นที่จะต้องกู้กลับ จะพูดอย่างไร จะต้มยำทำแกงอาตมาอย่างไรก็ตาม อาตมาก็ยอม อาตมาก็จะเทศน์ เอาอาตมาลงต้มในหม้อ อาตมาไม่ตายก็จะเทศน์ในหม้อต้ม ยังไม่ตายก็จะเทศน์ อาตมาไม่ต่อสู้ อาตมาไม่เคยต่อสู้เถรสมาคม ไม่เคยต่อสู้ใคร อาตมาเป็นแต่เพียงว่าไปทำงานร่วม อย่างอาตมาพาไปประท้วงอาตมาพาไปทำงาน อาตมาไม่ได้ไปต่อสู้ อาตมาพาไปประท้วงด้วยสันติ อหิงสา อโหสิด้วยซ้ำ แต่เขาไม่ยอมรับคำอโหสิ บอกว่ามากไป เขาเลยเอาแค่สันติกับอหิงสา สันติคือสงบ อหิงสาก็คือ ไม่รุนแรง non violence ก็ไปทำอย่างจริง แล้วทำงานได้ผลสำเร็จ เราไปประท้วงด้วยความสงบเรียบร้อย ชนะมาไม่รู้ตั้งกี่รัฐบาล ไล่รัฐบาลสำเร็จด้วยความสงบไม่มีอาวุธ ส่วนใครจะไปฆ่าแกงกัน มันพวกเขาน่ะ พวกที่เป็นกบฏ พวกนิวแซน พวกมาวุ่นวาย เราไปประท้วงตามหน้าที่ประชาชน เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่ชอบมาพากลไม่ควรจะอยู่บริหาร เราก็ออกไปประท้วง ประชาชนทำได้ในทุกประเทศไม่ผิดกฎหมายเป็นสิทธิ แต่พวกเราไปประท้วงเสร็จแล้วก็ได้รับข้อหาว่าเป็นกบฏ ทำสำเร็จด้วยนะ ทำสำเร็จเรียบร้อยด้วยดีด้วย เสร็จแล้วเป็นยังไง ก็ได้ข้อหากบฏ ข้อหาผู้ก่อการร้าย โอ้ เราไปก่อการดีนะ เราไม่ได้รู้กฎหมายก็ยังพอรู้ ก็ตามสามัญสำนึก ก็รู้สึกว่าเขาใช้กฎหมายอย่างไรกับประชาชน คนดีทำงานดี เสร็จแล้วก็ยังต้องได้รับข้อหาจากผู้บริหารประเทศ ทั้งๆที่ ผู้บริหารคณะที่แย่ออกไปแล้ว เพราะเราประท้วงจนออกไปหมด ซึ่งถ้าเขียนออกมาบันทึก มาจดไว้หมดรายละเอียดนี่ รัฐศาสตร์น่าจะบันทึกได้ดี เรื่องการเมืองการประชาธิปไตยของไทย สุดสวยสุดงดงาม ที่สุดแห่งที่สุดพลเอกประยุทธ์มาบอกว่า ผมขอยึดอำนาจ ใช้ภาษาง่ายๆสุภาพเรียบร้อยก็สำเร็จ ที่เรียกกันว่าปฏิวัติ ไม่ได้ปฏิวัติรุนแรงอะไร แต่เป็นการปฏิรูปมาได้เรื่อยๆ จนกระทั่งอำนาจของประชาชนนี้ หรือผู้ที่บริหารขณะนั้นหมดฤทธิ์แรง คุณประยุทธ์พูดตรงนี้ก็ได้แล้วในการยึดอำนาจ จะเรียกว่าปฏิวัติก็ไม่มีรุนแรงอะไร เพราะเป็นการปฏิรูปที่มันสุกงอม อำนาจประชาชนครอบรัฐบาลตอนนั้น ที่จริงก็หมดแล้ว ตามประวัติศาสตร์ตอนนั้น ไม่มีใครดูแล เป็นตัวแทนปลอมๆ นายกฯก็หมดสิทธิ์แล้วถูกปลด พลเอกประยุทธ์ก็เป็นตัวแทนประชาชนไปขอใช้อำนาจ เอาอำนาจมาบริหาร ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรเพราะทุกอย่างลงตัวสุกงอมหมดแล้ว ก็ได้อำนาจมาบริหารจนถึงทุกวันนี้ จริงๆ มันเป็นการเมือง ประชาธิปไตยที่สวยงามที่สุดเลย สวยงามที่สุด มันไม่ใช่อย่างที่คนเข้าใจหลวมๆเผินๆว่า เมืองไทยยังไม่มีประชาธิปไตย เพราะเมืองไทยมีทหารปฏิวัติ เขาใช้พยัญชนะตัวหนังสือเท่านั้น แต่ที่จริงโดยสาระสัจจะความจริงเป็นประชาธิปไตย นี่แหละคือประชาธิปไตย มันเกิดการปฏิรูปมาอย่างได้ลำดับ จนกระทั่งสุกงอม จนกระทั่งถึงที่ พวกนี้ก็นำคณะขึ้นมาบริหาร โดยที่ประชาชนยินดี ประชาชนมอบให้ ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ ไม่มีการถูกต่อต้าน นอกจากผู้ที่เสียอำนาจ เขาทำร้องโหวกเหวก เดี๋ยวนี้ก็ยังร้องอยู่ทั้งนั้นเท่านั้นแหละเป็นธรรมดาธรรมชาติ ซึ่งมันไม่ได้ถูกหลักเกณฑ์อะไรถูกเรื่องอะไร ประท้วงโหวกเหวก แล้วก็มาหาว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย นี่แหละคือประชาธิปไตยที่เดินมาอย่างงามที่สุดในโลก อาตมาว่าประเทศไหนก็ยึดอำนาจหรือเอาอำนาจไปบริหาร ในหลักประชาธิปไตยไม่ได้อย่างประเทศไทย นี่เป็นตัวอย่างที่สุดยอด ในประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ของประชาธิปไตยของโลก บันทึกไว้ทีเดียว บันทึกเป็น สุดยอด Best Record ได้เลย ถามนักรัฐศาสตร์ก็ได้ พตท.รุ่งโรจน์ก็นั่งอยู่นี่ เป็นนักรัฐศาสตร์จบรัฐศาสตร์มา ที่อาตมามองเห็นความจริง ตามภูมิอาตมา เมืองไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ อำนาจประชาธิปไตย มันโอ้โห reform มาอย่างสวยงามมาก ค่อยๆดำเนินมาตามลำดับๆ ก็ค่อยๆปฏิรูปมา จนสุดยอด สุกงอมสวยสดก็จบ สุดทางของประชาธิปไตย ใครบอกว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย คนนั้นไม่มีความรู้ประชาธิปไตย โดยเขาไปเข้าใจว่าประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเท่านั้นถึงจะเกิดประชาธิปไตยได้ นี่ประชาชนเลือกแล้ว โดยนามธรรม โดยสัจธรรม แต่เขาไม่เห็นเขาไม่รู้ ว่าพลังงานจิตวิญญาณประชาชนของประเทศนี้เลือกแล้ว ทุกวันนี้ประเทศไทยก็ยังยินดีให้ พลเอกประยุทธ์บริหาร คณะคสช.บริหารอยู่ ที่เสียงโหวกเหวก อย่างโน้นอย่างนี้อะไรต่างๆนานา พวกที่เสียอำนาจทั้งนั้น พวกที่จะหาเรื่องดิสเครดิตออกไป เพื่อตนเองจะได้โอกาสเข้ามาบริหาร ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองน้ำเน่าทั้งหลาย หรือว่า เป็นคณะที่เป็นหลักๆ ก็รู้อยู่แล้ว คือพวกอำนาจใหญ่ที่เคยครองมาหลายรัฐบาล มีตัวแทนมีนอมินีมา ทักษิณ สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ นั่นแหละก็เลยมีพรรคมีพวก นึกว่าประเทศไทยเป็นของเขา ก็จะมาทวงอำนาจคืนอยู่อย่างนั้นแหละ ทีนี้ เข้าสู่ความหมายของความเป็นธรรมะให้ชัดๆ ประเทศชาติและสังคมจะต้องมีผู้อภิบาลในทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่คนมีกลุ่มหมู่ก็จะมีผู้นำ สมัยโบราณก็เรียกผู้นำเป็นจ่าฝูง เป็นหัวหน้า ดูแลปกครอง จนกระทั่งขยับมาถึงทุกวันนี้ก็เป็นวิธีการพัฒนา มาจนถึงทุกวันนี้ มาเป็นธรรมดาธรรมชาติของมนุษย์ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็มีการบริหารกัน มีหัวหน้าโขลง มนุษย์ก็ย่อมมีความรู้ยิ่งกว่าเดรัจฉาน ก็บริหารกันมาแต่ไหนแต่ไร วิธีการก็แปลกแยกไป ประชาธิปไตยนี้ เป็นการบริหารของมนุษย์ มนุษย์มีทั้งกายและใจ มีทั้งรูปและนาม สอง เป็นธรรมะ 2 ในประเทศที่มีพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณ ถ้าในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระเจ้าแผ่นดินก็คือพระเจ้า มีอำนาจสิทธิ์ขาด สั่งให้สร้างสั่งให้ทำสั่งให้ฆ่าสั่งให้ประหาร สั่งให้ลงนรกขึ้นสวรรค์ พระเจ้าแผ่นดินแต่ละแคว้นก็มีอำนาจเต็มเป็นพระเจ้าของประเทศ ทีนี้ มาเป็นประชาธิปไตยแล้ว พระพุทธเจ้านำประชาธิปไตยไปประกาศ มีธรรมนูญเป็นจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีหลักเกณฑ์ท่านเรียกว่าธรรมวินัย หรือมีพรหมจรรย์ มีธรรมวินัยมีพรหมจรรย์หรือมีศาสนา อันเป็นศาสตร์สมบูรณ์ ซึ่งผู้บริหารปกครองแม้จะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็จะปกครอง ในอินเดียมีแคว้นใหญ่แคว้นเล็ก พระพุทธเจ้าเดินทางเข้าในแคว้นไหน โดยลัทธิของท่าน มีคณะมีมวลภิกษุ ที่ใช้ธรรมนูญ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้วก็เผยแพร่ลัทธิ อธิบายความหมาย การมาเป็นมนุษย์เป็นประชาชนของสังคมจะต้องเป็นคนอย่างนี้ตามหลักเกณฑ์ธรรมะ อย่างนี้ๆ แม้แคว้นใหญ่ที่เป็นแคว้นโกศลเป็นแคว้นใหญ่ที่สุดของทวีปอินเดียยุคนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ยอมให้พระพุทธเจ้าประกาศเลย ประกาศลัทธิ จะได้คนจากแคว้นโกศลนั้นเข้ารีตเท่าไหร่ก็เอาไปเลย หรือจะประกาศให้ครอบงำความคิด ให้ประชาชนของแคว้นโกศลนั้น รับความรู้อย่างของลัทธิพุทธ อย่างของความรู้พระพุทธเจ้า หรือพุทธศาสตร์ก็จงทำเลย ยินดีที่จะให้สอน ยินดีที่จะให้ สร้างความรู้นี้ให้แก่ประชาชน แล้วให้เขาไปประพฤติตนเป็นคนอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ให้ จะอยู่ในแคว้นนี้ก็ได้ แคว้นมคธก็เป็นแคว้นใหญ่ แคว้นโกศลก็เป็นแคว้นใหญ่ ที่มันเป็นเครื่องชี้บ่งความเป็นประชาธิปไตย พระพุทธเจ้าไม่มีศักดินา ไม่มีความเป็นทาส ปลดความเป็นทาสแล้ว ไม่มีศักดินา ทุกคนเสมอภาค เอาคุณธรรมเป็นหลักของชีวิต ไม่มี พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ศูทร อย่างนี้เป็นต้น นั้นเป็นเครื่องชี้บ่งของอิสระเสรีภาพความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประชาธิปไตยสำคัญมาก แสดงถึงอิสระเสรีภาพ อย่างนี้เป็นต้น แล้วยิ่งในนัยหลักธรรมพระพุทธเจ้า เป็นหลักธรรมที่ให้มนุษย์อยู่กันอย่างเป็นสุขเย็น พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ทำให้มวลประชาชนส่วนใหญ่ ถ้าทั้งหมดได้ก็ยิ่งดี ให้เป็นคนมีประโยชน์คุณค่า พหุชนหิตายะ
610301_ธรรมะมาฆบูชา พุทธาภิเษกฯ ปฐมอโศก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์