ผู้ที่ยอมแพ้นี่แหละ คือผู้สงบ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข25 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ผู้ที่ยอมแพ้นี่แหละ คือผู้สงบ _สู่แดนธรรม... วันนี้พ่อท่านพูดหัวกะทิทั้งนั้นเลย กำลังเสียงก็ไม่ตกอีกด้วย พ่อครูว่า... ถ้าได้พูดสัจจะแล้วไม่รู้กำลังมันมาจากไหน เหมือนพระพุทธเจ้าเข้าทรง สู่แดนธรรม... จะนิมนต์จิบน้ำก็ไม่กล้า นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม... ผมก็เห็นใจสำหรับผู้ที่พยายามทำความเข้าใจนะครับ คนที่จะเป็นผู้ที่เป็นผู้แพ้เป็นผู้ที่ยอมเขาจะปล่อยจิตในขณะที่ย่ำแย่นั้น ไม่ใช่ ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... มันจำนน จิตมันอยากเอาชนะแต่ทำไม่ได้ก็เลยยอมแพ้ คนที่ยอมแพ้นั่นแหละคือผู้ชนะเพราะคนที่ยอมแพ้คือคนที่ปลดปล่อยอัตตาตัวเอง คนที่ไม่ยอมปลดปล่อยอัตตาตัวเองนั้นไม่ยอมแพ้ แพ้ไม่ได้แพ้ไม่เป็น สู่แดนธรรม... คนที่มีกำลังใจชั้นเลิศแต่ทำสถานการณ์ให้ยอมให้ได้ อันนี้คือการยอมอย่างมีกำลังสติปัญญาอย่างยิ่ง พ่อครูว่า... ใช่ ถูกต้อง มีปัญญาถูกต้อง ต้องยอมปล่อยเพราะว่า ไปดันทุรัง เถียง ขออภัยผู้ที่มีปัญญารู้แล้วจะไม่ดัน แม้ดันสุรังก็ไม่ทำ ดันทุรังคือดันอย่างทุร เลวร้าย หรือจะดันอย่างดีคือดันสุรัง อาจจะดันบ้างในบางครั้งที่เห็นว่าควร แต่ถ้าเห็นว่าสูญเปล่า เสียแรงเปล่า เสียทุนแรงงาน ก็ไม่ต้องไปดันทุรังหรอก อันนี้ก็ปล่อยไปเลย สู่แดนธรรม... เพราะสภาวะเช่นนี้ ผมจึงจำได้ว่า ตอนผมไปสันติอโศกใหม่ๆที่พ่อท่านให้เขียนป้ายว่า ถ้าเราเสียเปรียบ มันเป็นความโง่ของเรา แต่ถ้าเราเสียสละ มันเป็นพลังสติปัญญาของเรา พ่อครูว่า... ถูกต้อง คนยอมแพ้หรือคนยอมเสียให้ ยอมสละให้ คนนี้คือคนมีปัญญารู้ๆ หรือมันมีสำนวนไทยว่า เสียรู้ คุณไม่ได้รู้จริงหรอก แต่คุณเสียท่า เสียรู้ อันนี้ก็เรียกว่ามันจำนน จริงๆคุณอยากจะเอาชนะอยู่ แต่มันสู้ไม่ได้แล้ว มันรู้ว่าสู้เขาไม่ได้ ถ้ามีปัญญาแล้ว ไม่ได้เสียรู้ ไม่ได้เสียท่า แต่

อ่านต่อ

ยอมให้เขาชนะไปเพราะว่าไม่มีอัตตา ไม่ได้ยึดติดว่ามีเรา เขาจะชนะก็ไม่เป็นไร เราแพ้ก็ไม่เป็นไร สัจจะมันก็คือสัจจะ ความถูกมันก็คือความถูก ความผิดมันก็คือความผิด เป็นแต่เพียงว่าใครจะผิดจะถูกเท่านั้นเอง สู่แดนธรรม... ผมจะขอสรุปว่า เท่าที่พ่อท่านได้เทศน์มาวันนี้ ทั้งสัตตาวาส 9 ทั้งวิญญาณฐีติ 7ถ้าพวกเราอยากจะเข้าถึง ผมว่า มีข้อสรุปที่ทำให้เข้าถึงได้ข้อเดียวคือ ธรรมะทุกอย่างของพระพุทธเจ้านั้น สรุปลงไปที่คำว่า เอาออก จาคะ เสียสละ ปล่อยวาง แล้วผมจึงถามว่า การปล่อยวาง ควรทำอย่างมีสติปัญญาที่แข็งแรง ไม่ใช่ปล่อยวางเพราะว่าเราแหย เราไร้ค่า สิ้นท่า ถึงปล่อย อย่างนี้ไม่ถูกใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ไม่ถูก มันจำนน อย่างนั้นมันจำนวน สู้ไปไปไม่ออก ดีไม่ดีเราตายเปล่า ก็จำนน นั่นเรียกว่ายอม แพ้อย่างยอมแพ้ ประเภทที่ไม่สัมมาทิฏฐิ มีอัตตา ยอมแพ้แต่มีอัตตา แต่ผู้ที่ยอมแพ้อย่างไม่มีอัตตา มีปัญญาเข้ามาแทนที่อัตตา เรารู้ว่า มันก็ต้องยอมไป เด็กๆบางคนมันไม่เดียงสาจะไปเอาชนะมันทำไม บางคนโง่จะพูดอย่างไรก็ยังโง่อยู่อย่างนั้น จะไปเอาชนะได้อย่างไรเพราะมันโง่ หรือ มันดันทุรัง มันอัตตามันใหญ่เยอะ จะไปเอาชนะมันทำไม เพราะเขาตั้งใจจะไปดันทุรัง เขาตั้งใจจะไปยึดอัตตาเขาไม่ยอมเรา เราก็ยอมเขามันก็จบ ความสงบมันก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ยอมสงบ ผู้ที่ยอมแพ้นี่แหละ คือผู้สงบ พูดถึงประเด็นตรงนี้ ยอมแพ้ หรือไม่ยอมแพ้ แต่ยอมไม่รุนแรง ฟังให้ดีตรงนี้ใหม่ ยอมแพ้หรือไม่ยอมแพ้ แต่ยอมไม่รุนแรง ไม่ยอมรุนแรง หรือยอมไม่รุนแรง ไม่ยอมรุนแรง ทำเบานั้นแหละ ทำสงบนั่นแหละ ทำ ซึ่งเป็นบุญญาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสังคมมนุษยชาติ ออกรบด้วยบุญญาวุธ ลหุธาตุ เบา ไม่รุนแรง ยืนยันอะไร ยืนยันว่าเราเป็นอมตะบุคคล เป็นอมตะคือ ความไม่มีตัวตน ฆ่าไม่ตาย คนที่เป็นอมตะบุคคล ไม่มีใครฆ่าตายได้ ฉะนั้นเขาจะรบด้วยอาวุธที่ร้ายแรงรุนแรงขนาดไหน เป็นจอมยุทธที่คุณจะเอาอาวุธที่สารพัดเหมือนในหนังจีนกังฟู เขาจะทำอาวุธร้ายแรงพิสดารมาอย่างไร หรือจะมีวรยุทธเก่งขนาดไหนอย่างไร ก็ล้มล้างจอมยุทธผู้นี้ไม่ได้ จอมยุทธผู้เอาความสงบสยบความรุนแรงได้ เป็นภาษาที่เราได้ทำมาแล้ว รบชนะด้วยการเอาความสงบไปลดความรุนแรง ความเลวร้ายหรือความเป็นทรราช เพราะฉะนั้นผู้ผิดต้องแพ้ แพ้ด้วยสัจธรรม เพราะผู้ไม่ผิดเป็นอมตะบุคคล เราก็ได้พิสูจน์อมตะบุคคลมาแล้ว รบชนะในสนามรบประชาธิปไตยมา 3-4 รัฐบาล แถมรัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วย 5 รัฐบาล ก็ชนะมาหมด ซึ่ง นักรัฐศาสตร์ นักการเมืองยังเข้าใจถึงโลกุตระธรรมที่เอาความสงบไปรบชนะความรุนแรงนี้ ยังเข้าใจไม่ได้มันจะไปอย่างไร เขาเอาปืนยิงตูมเดียว เมืองไทยเป็นประชาธิปไตย เมืองไทยเป็นชมพูทวีป พอในยุคที่ได้รับคุณธรรม อาริยธรรม ถึงขั้นเป็นโลกุตรธรรมแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครองราชย์มาถึง 70 ปี คนไทยเป็นอาริยบุคคลขึ้น โดยการไม่รู้ตัว โดยความไม่รู้ตัวว่า ได้เป็นผู้ที่ซึมซับเอาต้นทุนของคนไทย คนที่จะมาเป็นคนไทย นี่พูดถึงอจินไตยอีกอย่างหนึ่ง คนที่จะมาเป็นคนไทยนั้นเป็นคนที่มีบารมี คนที่ไม่มีบารมีแม้แต่เป็นสัญชาติไทย ต่อให้ พูดตรงนี้จะแรง ต่อให้เป็นเชื้อชาติไทย เกิดในเมืองไทยเป็นเชื้อชาติไทย แต่เป็นคนละศาสนาของพุทธ ขออภัยที่ต้องพูดความจริงอันนี้ คุณก็ยังไม่รู้เรื่องหรอก โลกุตรธรรม ความสงบสยบความรุนแรงพวกนี้ ยังอีกไกล แบบเดียวกันกับเทวนิยมที่อยู่ต่างชาติ ที่อยู่นอกประเทศไทย มีประเทศไทยนี้มีมวลของโลกุตรธรรม มีมวลประชาชนที่เป็นโลกุตรธรรม เป็นอาริยะที่แท้ เมืองไทยคือเมืองอาริยกะ เมืองอื่นคือเมืองมิลักขะอยู่ ยังฆ่ากันด้วยอาวุธ ยังฆ่าด้วยทุนรอน ยังฆ่ากันด้วยความคิดที่เอาชนะคะคาน ที่ขี้โกง หรือขี้โกงด้วยเล่ห์เหลี่ยมโกงด้วยมายากล ในคณะอื่นๆ ในคณะชาวไทยนี่ซื่อสัตย์สุจริต แม้จะมีเออเรอร์ที่มีคนโกงผสมอยู่ แต่มวลของส่วนใหญ่นั้น ซื่อสัตย์สุจริต มีมวลที่มากพอที่มันลึกซึ้งเกินที่จะขยายความว่า ซื่อสัตย์สุจริตอย่างไรแค่ไหน อาตมาขยายความตรงนี้ไมไหว แต่สัจจะความจริงเป็นได้แล้ว เพราะฉะนั้นแม้จะมีการขัดแย้งกันอยู่ในชาวไทย ก็ขัดแย้งกันเป็นสัจจะ เพราะทุกอย่างต้องมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ ความสงบ ความสามัคคี คือสภาพสังคมที่มีความขัดแย้งอันพอเหมาะ ไม่มากมายไม่รุนแรง ถึงที่สุดแล้วผู้ที่เป็นฝ่ายส่วนใหญ่ ฝ่ายที่จะชนะด้วยความสุภาพ ก็จบด้วยความสุภาพ แล้วพวกที่เป็นส่วนน้อยเขาก็จะเป็นพวกที่แพ้ภัยตัวเอง ในที่สุด ไม่แก่ตายก็ป่วยตาย ไม่ป่วยตายก็ถูกรถชนตาย ไม่ถูกรถชนตายก็หกคะเมนตีลังกา อะไรก็แล้วแต่ตาย ตายไปเองโดยที่ฝ่ายส่วนใหญ่ไม่ได้ไปทำอะไรเขา เขาตายด้วยเหตุปัจจัยของเขาเอง เพราะฉะนั้นตัวอย่างของสังคมที่จะขัดแย้งถึงขั้นแก่งแย่ง ถึงขั้นใช้คำว่ารบกัน เป็นสงคราม เรียกว่า สัปยุทธหรือสัมปยุต ประยุทธรบนี่แหละ ก็มีรบกันเป็นสัจจะ ด้วยฝ่ายใหญ่ก็เหมือนหมาใหญ่ชนะหมาน้อย หมาใหญ่ไม่ไปทำอะไรรุนแรงกับหมาน้อย แต่ถ้าหมาน้อยมากัดหมาใหญ่ หมาใหญ่ก็งับให้สักพักเดี๋ยวก็ตาย โดยไม่เจตนาจะให้ตายมันก็ต้องตายเพราะมันใหญ่กว่า มันมีแรงกว่า เขี้ยวมันโตกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ผู้ที่รบด้วยปัญญา ผู้ที่เป็นโลกุตระเป็นอาริยะแล้วไม่ไปกัดหรอก ปล่อยให้หมาน้อยมันแง๊งๆๆ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เหมือนในเมืองไทย ที่เห่าแง๊งๆคือหมาน้อย แม้แต่ในต่างประเทศคือหมาน้อยทั้งนั้น ออกชื่อเลยหลบไปเห่าอยู่ในเมืองนอก ไม่ใช่โทนาฟ ที่หมายในสัญญาของอาตมา ..ปิยบุตร บุตรที่รักของพระเจ้า ขออภัยแรงไปหน่อย เขาเชื้อสายของพระเจ้าจริงๆ จะเป็นอย่างนั้น นี่ก็คือตัวอย่างของโลกชนิดหนึ่งสมนามสมรูป นามของเขาคือปิยบุตร นามหรือชื่อคือปิยบุตร สภาวะก็คือปิยบุตร คือคนนุ่งกระโปรง ผู้ชายนุ่งกระโปรง ไปหลบอยู่กับเมีย ไม่กล้าเข้าเมืองไทย แล้วก็ไปทำการยุแหย่ เดี๋ยวนี้เมืองไทยก็เลยถูกกระแสพวกนี้จะล้มล้างสถาบัน ถึงขั้นล้มล้างจารีตประเพณี จะไม่ยอมให้มีแม้กระทั่งแห่พระเกี้ยว รายการกีฬาประเพณีอะไรต่างๆนานา ก็ทำไปสารพัด ก็ดูไปโดยไม่ต้องไปดูไบ ก็จะเห็นความจบหรือความลงตัวของมันได้ เป็นความลึกซึ้งซับซ้อนเลยที่ว่าความสงบชนะความรุนแรง หรือเป็นผู้ที่มีคุณวิเศษ มีราศี มีบารมีต่างๆ ซึ่งมันเป็นกำแพงไร้สภาพ มันเป็นธรรมะที่ไม่มีตัวตน แต่มีพลังฤทธิ์ ธรรมฤทธิ์เป็นพลังงานวิเศษที่ไม่มีภาษาเรียกสภาวธรรมเหล่านี้ ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล แต่มีเหตุผลมีองค์รวมมีคุณสมบัติของมันทุกอย่าง ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องสมมุติโมเม สัจจะมันลงตัวครบสภาพหมด ไม่ใช่เรื่องบังเอิญไม่ใช่เรื่องโมเมเรื่องจับแพะชนแกะ เป็นเรื่องถูกต้อง สัดส่วน มีสัดส่วนความจริงของอันนั้นเพียงพอ เพราะฉะนั้นยังจะมีพฤติการณ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจหรือด้านสังคม บุญนิยมหรือโลกุตระ ก่อหวอด สร้างตัวตั้งลงในประเทศไทยแล้ว ย้ายมาจากอินเดียจนอาตมาขอยืนยันว่าชมพูทวีปคือ ทวีปที่มีโลกุตรธรรม คือประเทศไทย ย้ายมาจากอินเดีย จากเนปาลแล้ว แล้วก็ขยายตัวอยู่ในทวีปอินเดียก่อน ตั้งแต่ยุคยังไม่มีพาหนะเครื่องบินข้ามแดนอะไรได้มากมาย ตั้งแต่ 2,000 กว่าปีก่อน เดี๋ยวนี้ก็ข้ามไปได้บ้าง แต่มันก็เป็นเนื้อหาสาระโลกุตระอยู่ที่ประเทศไทย อาตมาพูดอย่างไม่อมพนำ ไม่มังกุ ไม่สะทกสะท้านอะไร พูดอย่างเต็มกำลังที่มั่นใจ ว่า ไม่ผิด ว่าเป็นสัจจะ ที่เป็นเอหิปัสสิโก เชิญมาดูได้ เชิญมาสัมผัส เชิญมาเรียนรู้ มาศึกษาเอาได้ พูดอย่างสุภาพ ถ้าพูดอย่างผยองหน่อยก็ท้าให้มาพิสูจน์ เราไม่พูดถึงขั้นท้าให้มาพิสูจน์ เราก็พูดแค่เชิญมาดู เรียกร้องให้มาดูได้ มาสัมผัสความจริงได้ มีที่เรานี่แหละ ไม่ใช่คุยตัว ไม่ใช่โอ้อวด แต่สาธยายความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น ซึ่งมนุษยชาติในโลกต้องอาศัย ใช้คำว่า ต้องอาศัยด้วยนะ Have to ต้องอาศัย ต้องมี ใช้คำนี้เหมือน command เหมือนเป็นคำสั่งกลายๆ แต่ที่จริงเป็นสาธยายเท่านั้น ไม่ใช่เป็นคำสั่ง เป็นการยืนยันอย่างมีน้ำหนัก ว่า นี่เป็นความจริงอย่างนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่วิเศษ อุตตริมนุสสธรรม เพราะฉะนั้นก็ขอยืนยันว่า โลก อาตมาทำงานมา 50 กว่าปีและ รวมผลของการทำงานมาถึงวันนี้ วันนี้พูดอย่างยืนยัน ย้ำสิ่งที่ตัวเองได้ เอาธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้ มาย้ำยืนยันลงไปว่า เป็นโลกุตระอย่างนี้เอง ถึงขั้น สาธารณโภคีที่อาตมาก็เคยได้ย้ำแล้ว ว่า สาธารณโภคีนั้นในยุคพระพุทธเจ้าเอง พระสมณโคดมก็ไม่สามารถทำกับฆราวาสได้ ไม่ใช่อาตมายิ่งใหญ่ แต่มันคนละกาละ เทศะ ฐานะ คนละเวลา คนละยุคสมัย คนละถิ่นที่ และ คนละฐานะตำแหน่ง ประชากรประชาชน ประชาชนในยุคโน้นเป็นประชาชนอยู่ในยุคทาส ประชาชนในยุคนี้ไม่มีแล้วทาส อิสรเสรีภาพสมบูรณ์แบบ 641025 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 15

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน