ปฏิจจสมุปบาท ชาติ 5 โดยพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิจจสมุปบาท ชาติ 5 โดยพิสดาร [๗] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง(ชลาพุชะกับอัณฑชะ) ๑, เกิด(สังเสทชะ) ๒, เกิดจำเพาะ(โอปปาติกปฏิสนธิ) ๓, ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ (ในวงเล็บคือท่านที่แปลบาลีมาเป็นไทย) พ่อครูว่า… ดูคำแปลแล้วแสดงว่า คนแปลไม่ได้เข้าถึงนามธรรม พระไตรปิฎกถือว่าเป็นความรู้สูงสุดแล้วในความรู้ของผู้รู้ทั้งหลายในประเทศไทย แปลจากภาษาบาลีขยายความเป็นภาษาไทยให้คนศึกษาตาม ก็เลยมีความรู้แค่รูป ไม่มีความรู้นาม โอปปาติกโยนิคือ นาม ท่านก็เลยถือว่า ความเกิด 4 ประการ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ เป็นเรื่องรูปธรรม อภินิพพัตติเท่านั้นเป็นนามธรรม นี่คือการเกิด 5 ประการ ชาติคือคำใหญ่ เป็นคำรวมทั้งหลายในตัวปลายของปฏิจจสมุปบาท ก็แจกชาติเป็น ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ อาตมามีความรู้มาแต่เดิมไม่ได้มีเขาจากพระไตรปิฎกหรือความรู้จากใคร ก็รู้ความเกิดทั้ง 5 นี้ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ รู้หมดเลยว่ามันเป็นอย่างไรใน 5 อย่างนี้ ชาติ เป็นคำรวมใหญ่ การเกิดรวม สัญชาติ คือการเกิดที่มาจากธาตุรู้ สัญญะ สัญญา แล้วก็นำติดตัวมาเป็นสัญชาติ เพราะฉะนั้นผู้ที่เกิดมา จิตวิญญาณติดตัวมา ที่เป็นความจำเก่าแล้วก็กำหนดหมายรู้ของตนเองเก่าได้ติดตัวมา พอมาเกิดปุ๊บ ก็มีการรู้ตัวทันที เรียกว่ามีสัญชาตญาณ เป็นญาณที่รู้ติดการเกิดของตนเองมา สัตว์เดรัจฉานก็ตาม คนก็ตาม มีสัญชาติ ติดตัวมา เรียกว่าการเกิดของสิ่งที่เกิดติดตัวมา ท่านแปลสรุปง่ายๆว่า เป็นความบังเกิด มันเกิดคือยังไม่ชัด บังๆ อาตมาว่าอาตมาแปลได้ชัดกว่า คือเกิดติดตัวมา ถ้าให้อาตมาเป็นผู้แปลบาลี ชาติคือ ความเกิดทั้งหมดรวมลงในชาติ สัญชาติ
อ่านต่อ
คือ ความเกิดที่ติดตัวมาระลึกรู้ได้ แล้วก็เอามาใช้เรียกว่า สัญชาติ โอกกันติคือ ความหยั่งลงคือ การเกิดที่คุณมีองค์ประกอบดินน้ำไฟลม มีองค์ประกอบของร่าง มีองค์ประกอบของกาย องค์ประกอบของสิ่งที่รวมกันเป็นรูปนาม แล้วก็มีกรรมกิริยาทุกอย่างขึ้นมาสั่งสมลงไปในสัญชาติ ท่านเรียกว่าหยั่งลงเป็นกรรมวิบากลงไปในจิต เมื่อยังไม่รู้เรียกว่าอวิชชา เมื่อไม่รู้ก็ปฏิบัติตามกิเลสของตัวเองหรือว่าตามอวิชชาของตัวเอง ได้กรรมเป็นอันทำ เมื่อเกิดกรรมนั้นก็ตกผลึกใส่เซฟ ใส่คลังของธาตุอัตตา หรือธาตุของจิตเรา สั่งสมรวมเป็นของตนๆ เรียกโอกกันติ ด้วยอวิชชามันก็เป็นเช่นนี้ จนกว่าจะรู้ว่า มันมีกรรมกิริยาในปัจจุบัน เราเกิดมามีร่างมีกายเป็นเหตุปัจจัย มีทุกอย่างมีปัญจสาขา มีการกระทำ มีจิตวิญญาณ มีตัวประธานแล้ว เกิดกรรมกิริยาอะไรขึ้นมาเรียนรู้ว่ากรรมกิริยามันไม่ดีไม่ทำ ดีก็ทำ ก็เลยเกิดกรรมดีกรรมชั่วได้กรรมดีมากขึ้น ศาสดาทั้งหลายที่เป็นโลกียะก็เรียนรู้แต่กรรมดีกรรมชั่ว ก็ได้แต่สั่งสมดีหยั่งลง สั่งสมจนได้เป็นศาสดาเป็นคนดีที่สุด เป็นที่ยอมรับของแต่ละชาติ ก็ศาสดาองค์ใดสั่งสมมาก็ได้แค่นี้ ความรู้ของโลกีย์ มีแค่นี้มี ชาติ สัญชาติ โอกกัติ แค่นี้ ไม่มีความรู้ที่จะออกนอกกรอบนี้ ส่วนศาสนาพระพุทธเจ้ามาแยกแยกความรู้ว่า มันมีการเกิดที่พิเศษอีกเรียกว่า นิพพัตติ คือ การเกิดที่จะไปนิพพาน การเกิดที่จะมีความดับ การเกิดที่รู้จักความดับ รู้จักเหตุแห่งความดับ รู้จักเครื่องทำให้เป็นอุบายเครื่องออก เครื่องทำให้เหตุที่มันไม่ให้ดับ เหตุที่มันจะต้องต่อไปอยู่เรื่อยๆ ดับเหตุตัวนั้นได้ ก็จึงสร้างทำความดับ สร้างพลังงานทางจิตขึ้นมา เป็นพลังงาน ธาตุที่สามารถทำให้ความเกิดของกิเลสมันดับลงได้ เรียกว่ามันจางคลายจนถึงดับ ทำให้ธาตุเหตุที่มันไม่ยอมตาย มันมีแต่สั่งสมการเกิดมีแต่ชาติๆๆ มันไม่ตาย ไม่ตายจริง พระพุทธเจ้าค้นพบสิ่งที่ทำให้เกิดปัญญาหรือความเฉลียวฉลาด ทำให้พลังงานของการเกิดลดลงๆ จางคลายไป จนสามารถทำถึงขั้นดับได้ พอสามารถรู้ ว่า สร้างพลังงานอย่างนี้เอง ที่ทำให้กิเลสลดๆๆ เรียกว่า อันนี้แหละคือการเกิดของปัญญา การเกิดของพลังงานพิเศษ ที่ศาสนาพระพุทธเจ้าค้นพบ เรียกว่าปัญญาหรือ วิชชา หรือ ญาณ ก็คือความรู้ มาจาก อัญญธาตุ เกิดความรู้ขึ้นมาจริงๆสามารถทำให้เกิดความรู้ ความเกิด ความดับ นิพพัตติ จึงเป็นการรู้ความเกิดความดับและสามารถทำให้ความเกิดความดับนั้น ต้องการดับสิ่งที่ดับ แล้วก็ทำให้ดับได้จริงๆ จนจบ สิ่งที่ดับได้จริง จบแล้ว หมดแล้ว สุดยอดทำได้เก่งเรียกว่า อภินิพพัตติ คือการทำนิพพัตติ ทำให้เกิดความเกิดความดับ ความเกิดตรงนี้จึงมี 2 อย่าง 1. ความเกิดของความเกิด 2. ความเกิดของความดับ ทำความดับนั้นให้ปรากฏขึ้นมาได้ ก็เรียกว่าทำความดับ โดยการเราใช้พลังงานธาตุรู้ปัญญาทำให้มันดับได้จริง สุดยอด พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่ามันดับได้เพราะมันมีเหตุคืออวิชชาคือมันไม่รู้ ไม่รู้อะไร?.. มันไม่รู้ว่าธาตุ 2 ปรุงแต่งกันอยู่เป็นนามรูปแล้วก็มาเป็นวิญญาณ อ๋อ.. วิญญาณนี้พอรู้แล้วก็แยกแยะได้เป็นนามรูป มันมี 2 อันสังขารปรุงแต่งกันอยู่ สังขาร วิญญาณ มีนามรูป ก็เลยเกิดความรู้ว่า สามเส้าแรก รู้สังขาร วิญญาณ นามรูป แล้วนามรูปและวิญญาณจะรู้ได้อย่างไร คนอวิชชาก็ไม่รู้เรื่อง มีแต่สังขารเป็นไปของตัวเอง ท่านก็ละเอียดลออรู้ยิ่งขึ้นไปอีก พระพุทธเจ้ารู้ถึง ต่อจากนามรูปก็มีอายตนะผัสสะ เวทนา นามรูปเราจะรู้ได้เพราะมีผัสสะกันระหว่างธาตุหนึ่งธาตุสอง สองสิ่งสัมผัสกันแล้วเกิดตัวกลางนี่แหละ ผัสสะก็เกิดอายตนะ จึงรู้ว่า อ๋อ.. มันมี 2 ซึ่ง 2 คือตัวรูปกับตัวนาม เมื่อสัมผัสกันก็เกิดพลังงานตัวที่ 3 ยืดพลังงานตัวที่ 3 ออกไปก็จะเห็นเป็นสะพานเป็นอายตนะ อธิบายเป็นรูปธรรม (อธิบาย Slow motion 1,000 เฟรมต่อวินาที) เกิดอันนี้ อันนี้เองเป็นวิญญาณ อายตนะคืออันนี้ วิญญาณคืออันนี้ เมื่อตากระทบรูปก็เกิดวิญญาณทางตา เรียกว่า อายตนะทางตา ทางหูได้ยินเสียงก็เรียกว่าเป็นอายตนะทางหู เกิดธาตุรู้ทางหูขึ้นมา ก็เรียกเป็น จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ เป็นวิญญาณที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็แยกวิญญาณออกไป แจกวิญญาณออกเป็นเวทนา สัญญา สังขาร มี รูป เวทนาสัญญา สังขาร ตัวหนึ่งเป็นตัวรู้ตัว ตัวหนึ่งก็เป็นตัวปรุงแต่งสังขาร ตัวที่มันจะต้องรู้ว่าเอ็งเป็นสังขารเอ็งเป็นตัวเวทนาคือตัวสัญญา เป็นตัวกำหนดรู้ ตัวสัญญามันเป็นตัวสุดยอดเลย รู้แล้วใส่เซฟเป็นความจำ เป็นตัวทำหน้าที่ทุกอย่าง สูงสุด สัญญาตัวนี้ทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ สามารถทำตัวจบก็เป็นวิญญาณฐิติ 7 รู้จักกายกับสัญญา ใช้สัญญากำหนดรู้กายทั้งหมด ปรุงแต่งกันขึ้นมาจนเป็นกายอย่างหนึ่งได้อย่างสองอย่างสามจนละเอียดลงไปหมด 3 4 5 6 7 เป็นวิญญาณฐิติ 7 จนรู้เหตุว่า มันยังมีการเกิด ยังมีกาย กายคือรูปนามที่ปรุงแต่งกันอยู่ ต้องมีนามด้วยเสมอ คำว่ากาย จึงหมายถึงนามธรรมเป็นหลัก กายไม่ได้หมายถึงรูปธรรมอย่างเดียว กาย มาเป็นภาษาไทย กายเป็นภายนอกกลายเป็นรูป แล้วก็เป็นร่าง กายก็เลยไม่มีนามเลย เลยผิดอย่างมหันต์ กายกลายเป็นรูปธรรม มีธาตุรู้ไม่ร่วมกับกายเลย มีแต่ดินน้ำไปลงที่คือความผิดอย่างมหันต์ ในไทย กายเป็นความรู้ที่เสื่อม จนกระทั่งกำหนดกายเป็นวัตถุกำหนดกายเป็นภายนอกอย่างเดียว กายเป็นธาตุวัตถุดินน้ำไฟลมหมด จบเลยศาสนาพุทธผิดถนัด นี่คือสุดยอดแห่งความเสื่อมของความรู้ทางศาสนา อาตมามาเห็นเข้าแล้วก็น่าสงสาร ความเกิดท่านก็แปลอีกอย่างหนึ่ง ท่านก็แปล ตามฟุตโน้ตการเกิดของท่าน หมายถึงรูปไปหมดเลย เห็นความเสื่อมความรู้ของศาสนาพระพุทธเจ้าเสื่อมไปชัดเจน พูดตรงๆซื่อๆไม่ใช่ดูถูกดูแคลน ไม่ได้ข่มเบ่ง อธิบายเป็นวิชาการให้ฟังด้วยสัจจะความจริง อาตมารู้จึงไม่เหมือนที่ท่านรู้กัน แล้วเอามาอธิบายตามความรู้ของอาตมา สัญชาติ ก็แปลว่า ความบังเกิด อาตมาแปลว่า เป็นสิ่งที่ประจำในจิตเจตสิกของเรามาตามสัญชาตญาณของมัน สัตว์เดรัจฉานเกิดมาก็กินนมก่อนเพื่อน สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมนะ คลอดออกมาเดี๋ยวก็มันเดินเต๊าะแต๊ะไปหานม สู่แดนธรรม...ที่ท่านแปลว่าบังเกิด น่าจะหมายถึงการเกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นมาเองน่าจะมาจากสัญญาขันธ์ พ่อครูว่า…ก็ได้ ตีความอย่างตัวเองไม่รู้ มันเกิดขึ้นมาเอง ทุกอย่างมาแต่เหตุเองมันเกิดเองได้ที่ไหน ที่จริงแล้วมันเป็นความจำ เป็นความจำเก่าที่ฝังมา สัญชาติจะบอกว่าเป็นการเกิดของความจำเก่า อย่างนี้ก็จะชัดกว่าความบังเกิด ชาติก็เป็นการเกิดคำกลางๆ สัญชาติก็เป็นความจำที่เกิดมาเป็นความจำเก่าที่พาเกิด ก็จะเข้าใจชัดขึ้นกว่าบังเกิด เกิดบังๆอย่างไร ถ้าความเกิดที่เป็นความจำเก่าพามาเกิดอย่างนี้ก็พอรู้เรื่องนิดนึง ถ้าอาตมาแปล เราไม่มีกรรมกิริยาอะไรเลยมันก็เป็นกรรมที่นิ่งๆ ก็สั่งสมด้วยอวิชชาด้วยความไม่รู้ พระศาสดาจึงมาเรียนรู้ว่ารู้นะแต่ไม่รู้ว่ากรรมคืออะไร รู้แต่ว่าดีคือกายวาจานั่นแหละ แต่อธิบายไม่ออก เป็นกายวาจาแต่ไม่รู้ว่าใจคือบงการ ก็เลยบอกว่าพระเจ้าเป็นผู้บงการ กายวาจาจะทำอะไร พระเจ้าท่านไม่ใช่พาทำชั่ว ท่านพาทำแต่ดี เพราะฉะนั้นเชื่อพระเจ้า ก็พยายามศึกษาฝึกฝนทำแต่ดี ศาสนาจึงมีแต่ทำดีที่สุดแล้วก็เวียนเกิดเวียนตายเพราะไม่รู้การเวียนเกิดเวียนตาย คุณทำดีคุณก็ได้ดี ผู้ที่จะสั่งสมตัวเองเป็นพระเจ้าก็สั่งสมเรียนรู้ความดี ทำกรรมดีแต่ไม่รู้คำว่ากรรมคืออะไร นึกว่ากรรมคือGod Godสั่งให้ทำดีก็เชื่อก็ทำได้ทำได้ทำได้สูงสุดก็เลยเป็นพระเจ้า กว่าจะได้เป็นพระเจ้าไม่ใช่แค่ชาติเดียว สั่งสมคามดีเป็นคนดีที่สุดได้เป็นพระเจ้า แต่มันไม่เที่ยงหรอกเพราะว่าปัญญาเหล่านี้ไม่มีความรู้ประกอบ ไม่มีปัญญาประกอบ พอสูงไปแล้วก็เหลิงก็หลง ค่อยๆหลงตนเองก็ค่อยๆเสื่อมหนัก บางคนเสื่อมหนักเลยศูนย์แล้วตีลังกาลงต่ำเลย ก็เสื่อมๆเจริญๆ เสื่อมๆ จบแค่นี้ศาสนาโลกีย์ ศาสนาพระพุทธเจ้ามาเรียนรู้การเกิดพิเศษ นิพพัตติ จนจบอภินิพพัตติ เป็นการเกิดพิเศษที่มีนิพพาน นิพพัตติ มีรากศัพท์มาจากนิพพานนั่นเอง นิพพานที่ว่า คือ รู้จักจิตเจตสิก รู้จักวิญญาณ รู้จักธาตุรู้ รู้จักอัตตา รู้จักกิเลสในอัตตาภาษาพยัญชนะว่าตัวตน อาตมัน อัตตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรียกว่าปรมาตมัน ศาสนาพุทธเรียนรู้ความเป็นอัตตา ผู้ที่จะได้ศึกษาความเป็นอัตตาก็จะได้รู้ ว่า คนต้องศึกษา อัตตาหรือ จะได้รู้อันนี้ต้องได้รู้จักการพบผู้รู้ ผู้รู้ที่อยู่ในฐานะครูที่เป็นสัมมาทิฏฐิ หรือผู้รู้ที่เป็นสัตบุรุษ หรือได้รู้จักจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ผู้ที่ทำให้เรารู้นั้นเป็นกัลยาณมิตรเป็นมิตรดีแล้วทำให้เกิดอายะ เกิดประโยชน์ อายะคือประโยชน์คือสิ่งที่ได้รับทำให้เจริญ ได้รับจากผู้ที่รู้แล้วเราก็รับมาจากผู้รู้ สหายะคือร่วมกัน ได้รับสัมผัสสัมพันธ์กับผู้รู้จากพระพุทธเจ้าจากสัตบุรุษ จากครู ผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิก็เข้าไปคบไปพบ รู้ผู้นี้ควรคบ ผู้นี้คือผู้รู้ ในยุคพระพุทธเจ้าก็ต้องตามพระพุทธเจ้าไปให้เจอ พระพุทธเจ้าไม่มีก็ต้องตามสัตบุรุษให้เจอ ผู้ที่ไม่เจอสัตบุรุษก็ต้องเจอผู้รู้ที่รู้ความจริงสัมมาทิฏฐิให้ได้ เมื่อรู้ได้จึงจะได้รู้ความจริง แต่ถ้ารู้ไม่ได้ไปสำคัญผิดว่า อสัตบุรุษ หรือ ผู้ไม่ใช่ครูที่สัมมาทิฎฐิ ก็ไปรู้ตามนั้นอีกเหมือนกัน อาตมาว่า อาตมาเป็นสัตบุรุษ เป็นสยังอภิญญา เป็นผู้รู้ ไม่ได้พูดพล่อยๆ ได้รู้ความจริงมาบอกโกหกไม่ได้ ถ้าโกหกอาตมาก็บาปกินหัวมาตั้ง 50 ปี มายืนยันอธิบายตามความรู้ของอาตมาอาตมาบาปกินหัว ป่านนี้แผ่นดินสูบแล้วนะ เพราะว่าเป็นความผิด แต่นี่ 50 ปีแล้วนะ ก็ไม่ได้ถูกแผ่นดินสูบ ก็ปลอดภัยมาเรื่อยๆ ตอนแรกคนมองผิดก็มาถล่มทลาย ผู้ที่ถล่มทลายนั่นแหละคือแผ่นดินสูบ คนถล่มทลายแผ่นดินสูบ ทีนี้แผ่นดินจะสูบอาตมาสูบไม่ได้ อาตมาก็เลยลอยตัวอยู่บนแผ่นดินนี้ แล้วก็ขยายความอธิบายอยู่ทุกวันนี้ ก็ขยายความได้ โดยไม่มีที่ใครจะต้าน ไม่มีใครที่จะแย้งเท่าไหร่ แต่มี คนที่ยังโง่อยู่ก็มีเยอะ เขาก็แย้งไปตามประสา แย้งแล้วอาตมาก็เอาพระไตรปิฎกยันไป แย้งมาก็ยันไปๆ พอเอาพระไตรปิฎกยันไปเขาก็เถียงพระไตรปิฎกไม่ได้ ยิ่งผู้ศึกษามายิ่งเถียงไม่ได้ ผู้ไม่ศึกษามาบอกว่าเอ็งอ้างพระไตรปิฎกข้าก็จำนนวะ ก็เลยยอมบ้าง อาตมาก็เลยทำได้มีหลักฐานยืนยัน กำลังอธิบายอยู่นี่ การเกิดที่ค้นพบโดยพระพุทธเจ้า เป็นการเกิดที่รู้การดับ เป็นการเกิดที่รู้ความจริง ว่าเกิดคืออะไร แล้วดับคืออะไร ดับให้สนิทเลยจนยั่งยืนถาวรมั่นคงตลอดกาล ไม่เกิดอีกเลย ก็เอาความรู้ที่สามารถรู้ความไม่เกิด อะไรจะไม่ให้เกิด ก็เอามาใช้ว่า ตัวไม่ให้เกิดนี้คือกิเลส ตัวพลังงานธาตุอวิชชา ซึ่งมันปลอมตัวมาเป็น วิชชา ปลอมตัวมาเป็นธาตุรู้ แต่มันเป็นธาตุเลวความรู้ที่เลว ก็เอาความรู้ที่รู้ความดับก็รู้เหตุสามารถดับเหตุวิธีทำให้เหตุมันดับ เอาความรู้อันนั้นมาจัดการกับตัวนี้แหละ ไม่ใช่ต้องไปทำความดับวิญญาณทั้งหมด มาดับตัวเหตุ ตัวกลิหรือกิเลสนี่แหละ ดับตัวนี้ให้ได้ จบตัวนี้จึงเหลือวิญญาณสะอาด จึงรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ในความเป็นวิญญาณ ว่า อ๋อ.. มันเป็นธาตุสังขาร เพราะเราได้ดับกำจัดตัวเหตุเรียกว่า ปุญญาภิสังขาร แล้วก็มาทำความรู้ในสังขารและจัดการกับสังขารเรียกว่าอภิสังขาร จนกระทั่งทำให้อภิสังขารนี้ ทำให้ตัวที่มันดับ ตัวกลิ หรือกิเลสดับ กำจัดให้มันดับได้ก็เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร เป็นอภิสังขารที่ทำให้เป็นบุญได้ บุญคืออะไร คือตัวประหารกิเลส บุญคือตัวประหารกิเลส ทำให้กิเลสตายสนิท ไม่เกิดอีกเลยสิ้นถาวรยั่งยืนได้เลย พอทำให้สิ้นจบ พฤติการณ์ของบุญ หรือพฤติกรรมของบุญ มีหน้าที่ประหารกิเลสอย่างเดียว ประหารกิเลสเสร็จก็หายไปเลย ไม่มีตัวตน เพราะถ้าขืนมีตัวตนต่อประหารกิเลสได้แล้วยังมีตัวตนอยู่ ตัวตนก็ไม่รู้จักจบ บุญมีหน้าที่ประหารกิเลส ที่จริงบุญนั้นอาตมาอธิบายรายละเอียดมาถึงพลังงานของธาตุรู้ พลังงานของจิต ละเอียดมาแล้ว บุญคือตัวสุดท้ายของฌาน พลังงานไฟที่เผากิเลส ฌานคือตัวปัญญา ฌานคือปัญญา คือธาตุรู้ มารู้จักกิเลสและรู้จักสร้างพลังงานฌาน สร้างพลังงานเผา เผาให้เก่งๆ เผาพลังงานราคะโทสะ โมหะ มันก็เป็นพลังงานเหมือนกัน พลังงานทางจิตวิญญาณ ทางวิทยาศาสตร์ ทางจิต ไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์โลกีย์ ทางโลกๆวัตถุ แต่เป็นพลังงานทางจิตซึ่งเผาได้ เผาหมดลง เรียกด้วยพยัชนะว่าปุญญะ ฌานคือปัญญา ปัญญาสูงสุดก็คือบุญ ดับกิเลสได้สนิทเลย เมื่อสนิทแล้วบุญก็หายไปไม่ต้องมีบุญอีก ปริขีโณ สูญสิ้นไปทำงานได้เสร็จจบเป็น ปุญญปาปปริกขีโณ บาปหมดบุญก็หมด ไม่เหลือ ก็เหลือแต่ปัญญาเท่านั้น ปัญญาจึงเป็นตัวครองโลกหมดเลย เพราะฉะนั้นนิพพัตติ เป็นการเกิดเครื่องมือทำให้กิเลสดับ พลังงานที่ทำให้กิเลสดับ การสร้างพลังงานปัญญา ที่ไปกำจัดกิเลสได้ คนที่สามารถสร้างพลังงานทางจิต ให้เกิดธาตุปัญญาได้ แล้วก็กำจัดเสร็จเป็นบุญ จบ จะบุญหายไปเหลือแต่ปัญญา ปัญญาก็เป็นธาตุรู้ที่ใช้งาน อภินิพพัตติ คือ การรู้การเกิดการดับ หรือรู้ทำความดับให้แก่การเกิด จึงมาเลือกทำการเกิดกิเลส ดับตัวเกิดแต่กิเลสนะไม่ต้องไปดับวิญญาณหรอก จึงเห็นวิญญาณสะอาด เป็นธาตุเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันอยู่อย่างไม่เป็นตัวตนอะไรเลย เมื่อรู้แล้วจะมีปัญญามีธาตุรู้ ว่าอ๋อ ธาตุ จิตเจตสิกทั้งหลายแหล่คือธาตุ 2 ธาตุเทวะ เทวะแปลว่า 2 เทวะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั่นแหละคือปัญญา คือวิชชา คือญาณ ธาตุรู้ตัวนี้ จึงรู้หมด ตั้งแต่สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ และชาติ รู้หมดถึงชาติ ดับชาติได้ เป็นอภินิพพัตติ รู้จักชาติและดับชาติได้สมบูรณ์แบบหมดเลย เพราะฉะนั้นอธิบายตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ไปถึงชาติ ทวนจากชาติมา เมื่อมีความรู้ในชาติ ดับชาติได้จึงดับภพได้ จึงดับอุปทานได้ ดับตัณหาได้ ดับเวทนา พอดับเวทนาแล้วได้ ตัวนี้แหละจึงมาเรียนรู้ว่าดับเวทนานี้มันไม่ได้ดับเวทนาทั้งหมด สำหรับผู้ยังมีชาติ ยังมีความเกิดของความจริง เกิดอะไร ก็เกิดชีวิตินทรีย์ เกิดพลังงานของชีวิต ยังอยู่ยังไม่ได้แตกสลาย ชีวิตินทรีย์นี้ไป เป็นพลังงานของความเป็นชีวิตยังมีอยู่ยังไม่แตกสลายไปมันก็ต้องมี เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่อง ความมีกับความไม่มี ในพระไตรปิฎกล. ๑๖ ข. [๔๓] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน ๒ อย่าง คือ ความมี ๑, ความไม่มี ๑ ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ)
เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) พ่อครูว่า…ความมีคือความวน โลกคือความวน ก็เลยเกิดความไม่มีของความวนแล้ว ความมีในโลกย่อมไม่มีความวนในโลก ย่อมไม่มีเรียกว่าดับโลก โดยโวหารเรียกดับโลก คนนี้ดับโลกได้ ดับความวนได้ ดับอะไร ดับควมเกิด เกิดแล้วก็ตายตายแล้วก็เกิดเป็นโลก พระพุทธเจ้าดับความวน เกิดแล้วก็ตายแต่ละก็เกิดก็เป็น ไม่เกิดไม่ตาย นี่คือความสามารถความรู้ที่ยอดของพระพุทธเจ้า ทีนี้ ทำให้ไม่เกิดไม่ตายนั้นเมื่อเกิดมาเป็นชีวิตแล้ว ในสูตรนี้แหละ เกิดมาเป็นชีวิตแล้วมีวิญญาณ แยกนามรูปได้ รู้วิธีอุบายเครื่องออก วิธีที่จะรู้แยกเวทนา เวทนาที่มันถูกตัณหาอุปาทานปรุงแต่งเป็นเหตุ ตัวอาการของพลังงานลดกิเลส ตัณหาอุปาทานรู้ว่ามันมีก็จับตัวมันได้ ปัญญามันมีฤทธิ์มีอำนาจมากเลยจับตัวกิเลส กิเลสวิ่งหนีเลย มันมีอำนาจมากนะปัญญา พลังงานสูงสุดของปัญญา กิเลสไม่รอหน้า กิเลสไม่กล้าที่จะให้ปัญญามาเห็นตัว กิเลสมันหนีไปไวมากเลยจนกระทั่งถ้าปัญญาอยู่ที่ใด กิเลสอยู่ไกลๆ มันจะไม่มาใกล้เลย มันกลัวมากเลย อธิบายเป็นภาษาไทยง่ายๆ ไม่ใช่เดานะ เรื่องจริง ปัญญาจึงสง่างามมาก ตัวที่จะทำให้หม่นหมองทำให้มืดทำให้ไม่สว่าง ไม่ได้ มาไม่ได้ กิเลสมาทำให้มืดมัวหม่นทำให้โศกะ รชะไม่ได้ เพราะตัวนี้มันมีปัญญาเป็นตัวยิ่งใหญ่ มีวิชชาเป็นตัวยิ่งใหญ่ สามารถที่จะไล่กิเลส หรือตัวเองของปัญญา กิเลสไม่กล้าเข้าใกล้ มันกลัวไปห่างพันปีแสงเลย ไม่กล้าเข้าใกล้เลยนี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นที่อาตมาอธิบายไปนี้ เราก็ต้องมาจับธาตุวิญญาณ แยกวิญญาณเป็นนามรูป หรือย่อยลงไปจากวิญญาณเป็นเวทนา สัญญา สังขาร โดยมีตัวธาตุรู้รองรับเรียกว่ารูป เวทนาที่เป็นรูปก็คือตัวพลังงานของเวทนา ที่ถูกตัวสัญญากำหนดรู้ แล้วเรียนรู้จนกระทั่งเป็นปัญญา รู้จักสังขาร แล้วก็มีความรู้อภิสังขารว่ามีอะไรปรุงแต่งร่วมอยู่ มีกิเลสปรุงแต่งร่วมอยู่ รู้จักหน้าตาของกิเลส จับตัวกิเลสด้วยปัญญา พอปัญญามันจับตัวกิเลสได้เท่านั้น หนีไกลไปเลย ปัญญานี้กิเลสมันกลัวมาก พอปัญญาโผล่มากิเลสมันวิ่งไม่คิดชีวิตเลย หนีไปไกลเลย ไม่ต้องไปจัดการอะไรกับมัน พลังปัญญามีฤทธิ์เดชอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงสร้างปัญญาให้ได้ ปัญญาจะสำเร็จได้ก็ต้องสร้างฌาน สร้างฌาน สำเร็จเป็นอุเบกขาเป็นฌานที่ 4 ฌานที่ 1 ก็เผากิเลสไปได้ระดับหนึ่ง ฌานที่ 2 3 4 จนเผากิเลสหมดเกลี้ยงเป็นจิตสะอาด ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มุทุ ธาตุจิตวิญญาณที่แววไว เร็ว ทั้งรู้ทั้งเป็นได้ มีสภาพ 2 อย่าง ทั้งรู้ทั้งเป็นจริงได้ในตัวเอง เก่ง นี่แหละเป็นธาตุสูงสุดที่มนุษย์จะต้องศึกษาให้จิตใจตัวเองเป็น มุทุภูตธาตุ เราก็มาขยายความไป อาตมาก็ขยายความไปจนกว่าจะตาย ถ้ายังพูดได้ พูดไม่ได้ก็คงอธิบายแบบใบ้ๆได้
640419_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิจจสมุปบาท ชาติ 5 โดยพิสดาร