สัมมาทิฏฐิส่วนสาสวะและส่วนอนาสวะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัมมาทิฏฐิส่วนสาสวะและส่วนอนาสวะ _ศิษย์เก่าอโศก : เหตุใดหัวข้อธรรมเกี่ยวกับสัมมาทิฏฐิ 10 ประการ (1.ทานที่ให้แล้วมีผล 2.ยัญพิธี....) ยังถูกเรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังเป็น “สาสวะ”ครับ ผมเข้าใจว่าหมายถึงยังมีกิเลสเป็นโลกียะ จากพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 257 มหาจัตตารีสกสูตร ขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า…อธิบายแต่พอสังเขปว่า สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา). 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . คุณทำทานแล้วได้ทำใจในใจลดกิเลสหรือไม่ เมื่อคุณให้เงินให้ทองให้เข้าของแกคนอื่น เสร็จแล้วคุณทำใจในใจไม่ได้สัมมาทิฏฐิ สาธุขอให้ได้บ้านเรือนได้ร่ำรวยได้อะไรต่างๆนานา การทำทานแบบนั้นไม่ได้บุญเลย ได้แต่กุศล ได้แต่คุณงามความดี คุณทำทานนั้นดีแล้ว คุณทำทานวัตถุก็ดีมีประโยชน์ต่อคนอื่น กุศลคุณก็ได้ แต่คุณไม่ได้ปรมัตขั้นโลกุตระ อันนี้แหละไม่ได้เข้าใจกันง่ายๆ เป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 สอนกันเต็มบ้านเต็มเมืองไม่มีโลกุตระ เขาทำใจในใจโยนิโสมนสิการ ไม่เป็น ไม่รู้จักอาการของจิตว่าจิตของตัวเองนั้น อาการโลภมาให้แก่ตัวเองอยากได้มาให้แก่ตัวเอง หรืออย่าไปอยากได้ ต้องอยากให้สิ แล้วอย่าไปตั้งจิตเอาอะไรแลกกลับมา ถ้าคุณทำทานไป 1000 แล้วคุณก็ยังมีในใจบอกว่าขอให้ได้คืนมาสัก 900 คุณก็จะได้ทาน100 ใช่ไหม? แต่มีหรือจะคิดอย่างนี้ เพราะมันยังไม่รู้ว่าการให้กับการเอาคืออะไร การเอาคืนมา ทานไป 1,000 ขอให้ได้กลับมา 900 ใจมันต้องการแลกเปลี่ยนกลับคืนมารับคืนให้แก่ตัวเองนั่นแหละคือการตั้งจิตไว้ผิด ทำใจในใจผิดยังมิจฉาทิฏฐิในการทำใจในใจ คำว่ามนสิการจึงเป็นตัวสำคัญเลยในมูลสูตรเป็นข้อที่ 2 มีมนสิการเป็นแดนเกิด ผู้ที่จะทำให้จิตเกิดจิตตาย เกิดอย่างไร เกิดอย่าเป็นคนขี้ขออย
อ่านต่อ
่าเป็นคนสะสมจิตที่โลก หรือเกิดเป็นคนลดละจิตโลภลง คุณละหรือเพิ่ม คุณละอาการจิตโลภ คุณทำใจในใจถูกต้องเลย คุณเห็นอาการจิตของคุณเลย ต้องอ่านจิตอ่านอาการจิตของตัวเองเป็นจริง เพราะฉะนั้นไม่ง่ายเลย แต่ที่เขาสอนกันอยู่นั้น...อาตมาก็ตั้งใจอยู่ต่อไม่อยากจะตายง่ายๆอยากจะให้รู้กัน อยากจะให้เห็นความจริงก็มีกัน ให้ได้ทำถูก แล้วจะได้เป็นผู้เจริญได้บรรลุอรหันต์ไปตามพระพุทธเจ้าสอน ที่ไม่ได้ทำอย่างนี้มันถึงเกิดเหตุการณ์แย่งลาภยศทรัพย์ศฤงคารอำนาจบาตรใหญ่กัน ที่ออกมาตะโกนกันอยู่ทุกวันนี้เป็นการแย่งอำนาจ แย่ง หลงความเข้าใจของตนเอง เขาเข้าใจว่าลุงตู่ไม่ดีจะต้องเอาออกให้คนอื่นมาแทน ก็เยอะ จริงๆแล้วให้ลุงตู่ออกก็ไม่คิดว่าตัวเองจะไปเป็นนายกฯให้คนอื่นมาแทน แต่บางคนไม่รู้หรอกจะให้ใครมาแทน เอาออกแล้วจะให้ใครมาแทนก็ไม่รู้ เราก็เฮโลตามหมู่ นี่คือคนโง่ทั้งหลายแหล่ที่เขาจูงจมูกไป ออกไปตะโกนทั้งๆที่ไม่รู้ แน่นอนตัวเองไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นหรอก แต่ไม่ได้คิดว่าจะเอาใครมาเป็นอันนี้มีเยอะนะ ลุงตู่ถึงได้ถาม แล้วคุณจะเอาใครมาบริหาร แล้วเขาจะทำดีเท่าผมไหม เขาเป็นคนตรงนะ พลเอกประยุทธ์นี้ เขาพูดชัดๆอยู่อย่างนี้ไม่ได้หลงตัว รู้ว่าตัวเองทำได้ขนาดนี้แล้วคนอื่นจะทำได้ขนาดไหน แล้วคนที่พูดอย่างนั้นก็เชื่อเลยว่า ท่านประยุทธ์จะต้องเชื่อว่ามีผู้ที่เข้าใจท่าน เข้าใจพลเอกประยุทธ์ อย่างเช่นอาตมาก็เข้าใจ แล้วผู้ที่เข้าใจก็เป็นผู้ที่อยู่ในหมู่มวลที่พูดกันไป ก็ไม่ใช่ว่า ใครเป็นอย่างที่ท่านประยุทธ์พูด แต่ที่จริงท่านประยุทธ์พูดนั้นใช่ เป็นอย่างที่ท่านประยุทธ์ว่าคือผู้ที่อยู่ร่วมกันนั้นต่างก็ยกให้อยู่แล้ว โพลออกมาก็มียืนยันแล้ว คือไม่ได้งมงาย ไม่ได้หลงตัวเอง เป็นสัจจะความจริง คนที่รู้ตัว รู้ความเป็นจริง รู้มวลองค์ประกอบอื่นๆด้วย รู้เขารู้เราไม่ใช่หลงตัวว่าคนอื่นไม่ได้ยินดีเลยไม่ได้เห็นด้วยเลย คุณประยุทธ์มีประชาชนเห็นด้วยและส่งเสริมมากกว่าโพธิรักษ์ เพราะอาตมาทำหน้าที่คนละอย่างกับพลเอกประยุทธ์ สิ่งที่อาตมาทำอยู่นี้พยายามเผยแพร่พยายามใช้ความจริงความรู้ให้เป็นประโยชน์ คนยังเข้าไม่ค่อยถึงซึ่งมันเป็นโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นคนที่จะยอมรับอาตมา ให้เป็นอะไรอยู่อย่างนี้ ก็มีขนาดแค่นี้แหละ นอกนั้นก็จะบอกว่าโพธิรักษ์เป็นคนบ้าเป็นคนหลงตัวเอง แต่อาตมามีความจริงใจว่าอาตมาไม่ได้หลงตัวเอง ผู้รู้ผู้มีอำนาจก็พอเข้าใจอาตมาค่าเฉลี่ยของประชาชนก็ยอมรับตามนี้ เขาก็เข้าใจโพธิรักษ์เป็นโพธิสัตว์อธิบายได้ทำประโยชน์ได้แต่ก็ไม่ได้สนิทใจ จะไปเอาออกก็ไม่ถูก แล้วก็ดูประมาณอยู่ว่า ตัวเองก็เถียงยังไม่ค่อยได้ เมื่อเราเถียงทีไรก็ยกอ้างพระไตรปิฎกทุกที เขาก็เลยไม่กล้าเถียง อาตมามีกุศลมากเลยที่ยังมีพระไตรปิฎกอยู่ ยังมีหลกฐานต่างๆ ก็เลยอยู่รอดอยู่ได้พอสมควร สรุปว่า สาสวะ คือกิเลสบางส่วนถูกกำจัด แต่ยังไม่หมดอาสวะ เรียกว่าสาสวะ ยังเหลืออาสวะ ผู้ที่กำจัดกิเลสได้บางส่วนแล้วต้องรู้จักที่เด็ดจริงๆแล้วก็มีวิธี อุปายโกศล ให้ได้ลดละ ชัดเจนจริงๆ ผู้มีสัมมาทิฐิทำให้กิเลสลดลงไปได้บ้าง แม้ว่าอาสวะบางส่วนบางอย่างลดลงได้ เป็นทิฏฐิปัตตะ กายสักขี จนกว่าจะเป็นปัญญาวิมุติอาสวะหมดสิ้น ถึงจะเริ่มต้นเรียกว่าอรหันต์ แม้อนุสัยไม่หมด แต่หมดอาสวะแล้วจึงเรียกว่า อนาสวะ สัมมาทิฏฐิจึงมี 2 อย่าง สัมมาทิฏฐิที่ลดกิเลสได้ส่วนหนึ่งยังเหลืออาสวะไม่หมดอาสวะ เรียกว่ามี สาสวะ หมดสิ้นอาสวะเกลี้ยง จึงเรียกว่าเป็น อนาสวะ จึงเริ่มนับว่าเป็นพระอรหันต์ 631021_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โลกุตรธรรมนำไทยให้รอดพ้นวิกฤติการเมือง