มนสิการในมูลสูตร 10.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.61 KB
วันที่แก้ไข25 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

มนสิการในมูลสูตร 10 _Jaitham ใจธรรม :ชอบฟังพ่อครูอธิบายพระไตรปิฏกมากค่ะ ฟังแล้วทำให้เข้าใจ แม้แต่เรื่องที่เข้าใจได้ยาก อย่างเรื่องเอามือไปลูบพระอาทิตย์ได้ เมื่อก่อนงงมากค่ะแต่มาเข้าใจเพราะฟังพ่อครู ว่าหมายถึงอยู่กับกิเลสก็ไม่ร้อน ค่ะ / ดูของบนโต๊ะ บ้านราชนี่ช่างอุดมสมบูรณ์มากๆนะคะ ดูมันหัวใหญ่มากกกกก ไม่เคยเห็นขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ พ่อครูว่า...คนเราอยู่ดีๆจะเอามือไปยื่นถึงพระอาทิตย์ได้อย่างไรไม่รู้ไกลกี่ล้านปีแสง ไม่ร้อนก็หมายถึงว่าเราสามารถสัมผัสกิเลส แล้วเราก็ไม่เดือดร้อนรู้ความจริงตามความเป็นจริง สัมผัสของคนอื่นกิเลสของคนอื่นแล้วเราก็รู้เขา จะช่วยเขาได้ไหม ช่วยเขาได้จะช่วยได้ด้วยวิธีใดเราสามารถก็ช่วยกันไป โดยเฉพาะกิเลสของเรา ไม่รู้ร้อนรู้เย็นไปหลงกิเลสนี้ทำให้เราร้อนแต่ไปหลงว่าเย็น หลงทุกข์เป็นสุข นี่คือวิปลาส 1 ใน 4 เห็นสิ่งที่ความทุกข์เป็นความสุข เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นความเที่ยง เห็นสิ่งที่ไม่น่าได้ น่ามีน่าเป็น เห็นสิ่งที่น่ามีน่าได้น่าเป็น และเห็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนว่ามีตัวตนเป็นตัวตน พูดแล้วจะโยงใยธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ถึงกันหมดเลย ในธรรมะพระพุทธเจ้ามีข้อสำคัญอยู่ข้อหนึ่งที่ชาวพุทธทุกวันนี้ไม่เข้าใจแล้ว แล้วก็ทำไม่เป็น คือ มนสิการ มนสิการนี้เป็นข้อที่ 2 ของมูลสูตร 10 ข้อที่ 1 มีฉันทะเป็นมูล ข้อที่ 2 มีมนสิการเป็นเหตุที่พาให้เกิดให้เป็น สัมภวะหรือปภวะ เป็นแดนเกิด มีมนสิการ นอกนั้นก็มีผัสสะเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง ไล่ไปจนถึงมีนิพพานเป็นปริโยสาน และในมนสิการนี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด คุณต้องคบสัตบุรุษ จึงจะได้ฟังสัจธรรม ถ้าคุณไม่พบสัตบุรุษคุณไม่ได้ฟังสัทธรรม เมื่อคุณไม่ได้ฟังสัจธรรม คุณก็ไม่เกิดปัญญา คุณก็จะทำการโยนิโสมนสิการไม่เป็น คุณไม่พบสัตบุรุษคุณไ

อ่านต่อ

ม่ยินดีในสัตบุรุษ คุณไม่เริ่มมีศีล คุณไม่เริ่มเรียนรู้อัตตา คุณไม่เริ่มมีสัมมาทิฏฐิและไม่สังวรในความไม่ประมาทต้องไม่ประมาท ตั้ง 6 ชั้นแล้วคุณจะดำเนินโยนิโสมนสิการได้ เป็นตัวที่ 7 ของสุริยเปยยาลสูตร ถ้าทั้ง 6 นั้นไม่พร้อม มนสิการ โยสิโสมนสิการก็ไม่ได้ คนจะต้องเข้าใจโยนิโสมนสิการคืออะไรเสียก่อนจึงจะเกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิก็จะต้อง 1 มี ปรโตโฆษะ 2 ต้องมีโยนิโสมนสิการคนอื่นที่จะต้องฟังนั้นเป็นใคร เป็นสมณะโพธิรักษ์เป็นต้น คนอื่นคือคนที่เป็นสัตบุรุษเป็นคนที่อยู่ในฐานะของครู เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ได้ไป สยังอภิญญาไม่ได้เป็นผู้รู้เองเป็นสัตบุรุษ คุณจะต้องดูตัวเองให้ออก ถ้าคุณยังไม่รู้คุณยังไม่สามารถ ยิ่งคุณยังไม่ได้อยู่ในฐานะของครู ไม่ได้เป็นสัตบุรุษยิ่งเป็นสยังอภิญญาคุณก็ยังไม่ใช่ ยกเว้นสยัมภูยกเว้นในฐานะพระพุทธเจ้า ส่วนพระโพธิสัตว์ที่จะมีสยังอภิญญาเขาก็มีเป็นจริง อย่างอาตมาบอกไปนี้ ขนาดบอกไปคุณยังไม่เชื่อเลย แล้วไม่บอกมันจะไปได้อะไร อาตมาบอกว่า อาตมาไม่มีจิตอยากอวดโอ่ อาตมาไม่มี อาตมาศึกษาปรมัตถ์ อาตมาฆ่ากิเลสนี้ตายก่อนในชาติก่อนแล้ว มาพูดบอกไปในสิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิพูดไปเขาก็ไม่รู้เพราะเขาโง่ คนที่ฉลาดจริงๆจึงจะรู้จักสัตบุรุษ ไม่มีใครพูดอย่างอาตมาหรอกพูดที่มีหลายมุมเหลี่ยมนี้เป็นความจริงทั้งนั้น ซื่อตรงนะ ไม่ใช่ว่าจะมาเล่นลิ้นเล่นโวหารอาตมาพูดสัจธรรมทั้งนั้น อาตมาเกิดมาในชาตินี้ตั้งแต่รู้ตัวก่อนจนมา 50 ปีแล้ว อาตมารู้ตัวอัตโนมัติทำงานไม่ใช่เรื่องล้อเล่นไม่ใช่เรื่องเล่นแต่เป็นเรื่องจริงของสัจธรรมทั้งนั้น หากว่าจะมาอยู่กับลูกหลานถึงจะมีลูกเล่นตลกบ้าง แต่เมื่อแสดงธรรมอาตมาไม่มีการเล่น มีลูกเล่นบ้าง เล็กๆน้อยๆ ซึ่งก็รู้ ใครก็ดูดีลาว่าเป็นเรื่องสนุกก็สมส่วน เพราะเป็นศิลปินต้องยอมเอาสุนทรียศิลป์ใส่เข้าไปในสารศิลป์เพราะว่าศิลปะจะต้องมีศาสตร์และศิลป์ ถ้ามีแต่ศาสตร์ก็มีแต่สารคดีถ้าเป็นสุนทรีย์ไม่มีสาระเลยก็เป็นพวกฟุ้งซ่านบ้าบอ พวกศิลปะจึงมีแต่สุนทรีหาเทคนิค แค่คนติดยึดคนชอบแต่ไม่รู้จักแก่นสารสาระว่าสิ่งที่คุณสื่อสารออกไปเป็นงานชิ้นนี้ สาระแก่นสารที่คุณต้องการให้เขาได้รับคืออะไร ศิลปินทุกวันนี้ไม่รู้เรื่องนี้แล้ว ใครที่มีปฏิภาณก็ยังดีทำเรื่องที่มีแก่นสารสาระ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน