สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน อุปาทายรูป 24 นาม 5.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข27 มกราคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน อุปาทายรูป 24 นาม 5 ที่นี้มาอธิบายอุปาทายรูป 24 พอมาถึง ปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 ก็เป็น 10 แต่เวลาทำงานแล้วพอกระทบสัมผัสเป็นภาวรูปเหลือ 9 แล้วมันหายไปไหน 1 เพราะว่าตาหูจมูกลิ้นกาย เวลาคุณจะสัมผัสก็มีใจร่วมด้วยทั้งหมด เมื่อสัมผัสแล้วเสร็จ กายนี่ก็คือใจ ใจก็คือกาย สัมผัสนอกสัมผัสในก็คืออันเดียวกัน กายเลยแหว่งไปครึ่งหนึ่ง กายเป็นทั้งภายนอกทั้งภายใน เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นทั้งภายนอกทั้งภายในก็รวมเป็นหนึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ตัวกายก็นับเอาใจด้วย อันเดียวกัน ก็เลยเหลือ 9 หากคุณเป็นคนตาย คุณมีแต่กายไม่มีใจ คุณก็เหลือแต่ร่างภายนอก 5 ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก ใจไม่มี แต่ถ้าคุณไม่เอาภายนอกเลย คุณเหลือแต่ใจ ภายนอกไม่รับรู้เลย ก็เป็น 9 อยู่ ไม่ต้องอธิบายภาษามาก พวกเราก็ทำได้อยู่ แต่โดยพยัญชนะภาษา เอามาอธิบายให้ชัดเจนครบครันเท่านั้นเอง

ในอุปาทยรูป พระพุทธเจ้าตรัสถึง รูปมี 28 นามมี 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ในการปฏิบัติไม่ต้องไปท่องพระอภิธรรมเจตสิก 89 52 จำก็ยากตายชัก พระพุทธเจ้าให้มาใส่ใจในรูปที่ 28 ส่วนพวกรู้พยัญชนะเก่ง แต่ปฏิบัติไม่ได้ ถ้าได้เนื้อแล้วไปเอาสลากมาแปะก็สบาย รูป 28 กับนาม 5 นี้สำคัญ ไม่ใช่ นามหมายถึงเจตสิก 52 89 ไม่ได้ พวกนั้นเมาหมัด ถ้าคุณปฏิบัติรูป 28 นี้ไม่ได้ไม่มีทางบรรลุ รูป 28 หมายถึงโลก กับอัตตารวมกันแล้วเป็นสัตว์โลกในนี้ ตามอันตคาหิกทิฏฐิไม่โต่งไม่แยกไปทางใดทางหนึ่ง ต้องมาสังเคราะห์สังขารกันในนี้

เริ่มต้น มหาภูตรูป 4 คนก็เริ่มต้นต้งแต่ปสาทรูป 5 คือที่มีระบบประสาททำงานได้ที่ ตาหูจมูกลิ้นกายโคจรรูป 4 คือมันออกไปทำงาน โคจรไปสัมผัสจึงจะเกิดภาวะรูป 2 เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายครบ 5 เช่นคนตาบอดเป็นต้น ก็ไม่ส

อ่านต่อ

ามารถรู้ครบ รูปนี้ มันครบกว่าทุกอย่าง เสียง กลิ่น รสก็เรียกว่ารูป คือเป็นสิ่งที่ถูกรับรู้แล้ว หูไปสัมผัสเสียงก็คือเรียกว่ารูป ไปสัมผัสกลิ่น รส ก็เรียกว่ารูป เมื่อปสาทรูป โคจรรูปทำงานก็เป็นภาวะ ภาวะ จะมี 2 เสมอ อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ คนไม่ได้แยกอิตถีภาวะกับปุริสภาวะออกแล้วทำ อิตภีภาวะให้เป็นปุริสภาวะ ทำให้เป็นหนึ่งได้ก็หมดสุขหมดทุกข์ สัมผัสก็ไม่มีเวทนาเก๊เกิด ไม่มีอะไรมาร่วมปรุงให้เกิดเวทนาเก๊ มีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง ถึงต้องปฏิบัติที่ภาวะรูป 2 จับอาการให้ได้ที่ หทยรูป ไม่ได้อยู่ที่สมองไม่ได้อยู่ที่หน้าไม่ดีอยู่ที่หัวใจสูบฉีดโลหิต ไม่ได้อยู่ที่กระเพาะไม่ได้อยู่ที่ปลายเท้า อยู่ที่กำหนดความรู้สึกตรงไหนได้ เวลามันผัสสะ แล้วรับรู้ความรู้สึกภายใน ตากระทบรูปก็รู้ที่ตา กระทบกลิ่นก็ได้กลิ่น หทยรูป จึงบอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน มันเกิดอาการรับรู้ความรู้สึกที่ตรงนั้นก็คือ หทยรูป ไม่มีสถานที่ไม่มีที่กำหนด แต่อยู่ในองคาพยพ อยู่ในคูหาสยังของเรา แล้วต้องมีปสาทรูปด้วยประสาทต้องทำงาน หากประสาทไม่ทำงานก็เป็นมนุษย์พืช การปฏิบัติธรรมไม่มีผัสสะภายนอกก็โมฆะ หลับตามีประโยชน์ 4 อย่าง 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี . 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน)

ศาสนาพุทธไม่มีสุขไม่มีทุกข์ได้ พระอรหันต์ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ได้ ดับสุขดับทุกข์ได้ เทวนิยมนี้อยากได้ความสุข แล้วถือว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของความสุข แล้วเป็นเจ้าของตลอดด้วย ถ้าเกิดว่าคนใดคนหนึ่งเกิดทุกข์ขึ้นมาก็ถือว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า แต่พระเจ้าสู้ซาตานไม่ได้ ซาตานจะแทรกแซงมาให้คนเป็นทุกข์ ซาตานมันเก่งกว่าพระเจ้าเหนือกว่าอำนาจพระเจ้าทำให้คนเป็นทุกด้าน ส่วนของศาสนาพุทธนั้นทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ตัวเองทำเองทั้งนั้นอย่าไปโยนขี้หมาใส่พระเจ้า ความสุขความทุกข์อะไรก็พระเจ้า พระเจ้าอะไรจะมาใจร้ายขนาดนั้นทำให้คนทุกข์ ศาสนาพุทธถึงชัดเจนที่สุดเลยว่า ไม่ต้องพระเจ้าหรอก กรรมการกระทำของตัวเราเองทั้งสิ้น 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581)

ต้องแก้ที่ตัวเราเอง ศาสนาพุทธแก้กรรมของตัวเอง ทำกรรมให้บริสุทธิ์อย่าเป็นอกุศลเลย เมื่อไม่ทำกรรมอกุศลเลยก็ไม่มีบาปก็จบ แข็งแรงไม่เปลี่ยนแปลงด้วย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” มีวสวัตตี มีอำนาจเหนือจิตเราแข็งแรงจัดการจิตใจเราเองได้ จบในตัว เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องรบกวนพระเจ้า และไม่ต้องอาศัยอำนาจพระเจ้า สูงกว่าพระเจ้าที่ต้องการแต่สุข ติดสุข แต่สู้ซาตานไม่ได้เพราะยังจะต้องเกิดความทุกข์อยู่ ขออภัยที่เปรียบเทียบกับศาสนาเทวนิยม ศาสนาพุทธทำลายซาตานผีมารชั่วได้หมดเลย จากที่เราตรัสรู้แล้วจะไม่มีวิบากใหม่เกิดอีกเลย วิบากบาป เหมือนหมาไล่เนื้อที่จะวิ่งตามมา ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วทำแต่กุศลอย่างเดียวจนวิบากบาปไล่ตามมาไม่ทัน บุญไม่ขยันเท่าหมาป่า แต่บาปนี้ขยันไล่ล่า ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จะขยันกว่าลูกหนี้เสมอ ศาสนาพุทธหมดทุกข์หมดทุกเรื่องขายความความเป็นเทวะ มีแต่ความเป็นเทวะจนไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เทวนิยมไม่หมดสุขหมดทุกข์ได้จึงเป็นภาวะคู่ ยังไม่มีอิสระเสรีภาพยังมีภาวะคู่ตลอดกาล เรื่องความสุขความทุกข์จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ศาสนาพุทธนั้นหมดทุกข์หมดทุกข์โดยอิสระลอยตัว และยิ่งจะรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ในโลกกรรมอันใดที่เกิดความทุกข์นั้นไม่ทำเลยกรรมอันใดที่เกิดความสุขนั้นก็เข้าใจและอยู่เหนือได้ด้วย ไม่เกิดสุขไม่เกิดทุกข์ได้ เพราะเมื่อเกิดความสุขก็ต้องเกิดความสุข ไม่มีใครอยากจะเอาความทุกข์แต่มันเป็นเทวะมันขาดกันไม่ได้มีสุขก็ต้องมีทุกข์ เมื่อเราดับสุขดับทุกข์ได้ก็ไม่มีภาวะคู่ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ศาสนาพุทธจึงเข้าใจเทะวเข้าใจพระเจ้า ว่าคนที่ยังตกอยู่ในอำนาจพระเจ้าก็ต้องเชื่อพระเจ้าเพราะพระเจ้าสอนให้มีความดีความสุขก็ดี แต่ว่าศาสนาพุทธดีก็ทุกข์ได้ชั่วก็ทุกข์ได้ มันเกี่ยวกันนะ เพราะมันโง่เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึง 1. หยุดความโง่เลยความดีก็ทำแต่ความชั่วไม่ทำ 2. ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเลย อยู่เหนือทุกข์เหนือสุขดับเหตุแห่งทุกข์ เราจัดการกรรมของเราเอง สัพพปาปัสสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง โอวาทปาติโมกข์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเข้าใจไม่ได้ง่ายๆผู้ที่ทำจริงได้จึงจะชัดเจน แม้แต่ประเด็นที่ว่า สัพพปาปัสสอกรณัง ทำไมไม่สัพพอกุสลาธัมมา ทำไมไม่เอาคู่กับ กุสลสูปสัมปทา บุญเป็นวันเวย์ บาปก็วันเวย์แต่เอามาเรียก ซินโนนีมไวพจน์กับอกุศลเท่านั้นเอง บาปหมดบุญก็หมด กรรมที่เหลือก็เป็นแต่กุศล ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นคนไม่มีบุญไม่มีบาป คำว่าบุญหากเข้าใจเป็นกุศลก็หมดเลย ไปเข้าใจว่า ที่จริงบุญคืออาวุธร้ายอันหนึ่งฆ่ากิเลส แต่เข้าใจว่าบุญคือขนมอร่อยก็เลยเจ๊งเลย บุญ อาวุธร้าย ฆ่าบาปให้หมด ก็ไม่มีบุญแล้วแต่ไปเข้าใจบุญว่าเป็นขนมปังอร่อย คุณเลยสร้างบุญไม่ถูก สร้างพลังงานจิตไม่เกิดบุญเกิดแต่กุศลเป็นขนมปังอร่อยร่วมกันเป็นโลกียะสร้างแต่กุศล ไม่เป็นโลกุตรธรรมเพราะความเข้าใจคำว่าบุญนั้นผิดด้วยประการฉะนี้ศาสนาพุทธจึงไม่มีเนื้อ โลกุตระ สมณะฟ้าไท สรุปจบ 620127_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ศาสนาพุทธพ้นจากความเห็นสุดโต่งในอันตคาหิกทิฏฐิ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน