เพลง แม่จ๋า.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง แม่จ๋า(แม่มูล)
ยามทุกข์ระทมตรอมตรมฤดี ยามทุกข์ทวีเจียนวายชีวา ชวนหวนไห้อาลัยใฝ่หา ยิ่งพาหวนครวญถึงแม่ โถ! ใครไหนจะรักเรา แม้นเอาพระคุณนั้นแผ่ ออกกางกว้างไกลสุดแล คุณท่วมแดดุจน้ำแม่มูล คุณนั้นคงนานคงวันคงคืน จะฝังยงยืนทวีคุณคูณ จนฟ้ามอดแม่มูลเหือดสูญ เทียบพูนพระคุณมิได้ โถ! ใจยิ่งครองทุกข์ตรม ยิ่งรมรุกชวนหวนให้ อยากแอบอุ่นทรวงแนบใน กลางอ้อมใจแม่ของลูกเอย.
เพลง“แม่จ๋า”นี้ เดิมอาตมาแต่งเป็นเพลงนำในละครวิทยุเรื่อง“แม่มูล” ที่คุณสุภัทร สวัสดิรักษ์ ได้รับมอบให้มา สร้างออกอากาศทั่วประเทศไทย ยุคต่อต้านคอมมูนิสต์ของยูซิส ตอนนั้นก็เรียกชื่อเพลงว่า“แม่มูล” แต่งทำนองเสร็จ เมื่อ ๒๒ ก.ย. ๒๕๑๐ ใส่คำร้องเสร็จ ๒๕ ก.ย. ๒๕๑๐ บรรเลงโดยวงดนตรีที่ ชอุ่ม สาณะเสน ผู้แยกเสียงประสาน คัดหาเอานักดนตรีทั้งหลายประดามีในยุคนั้นที่รู้จักกันดี มาร่วมบันทึกเสียง ๒๗ ก.ย. ๒๕๑๐ โดยมี เกศิณี วงษ์ภักดี ขับร้องเป็นคนแรก ไม่ได้ทำอัลบั้มหรือเผ่นเสียงออกเผยแพร่ จนกระทั่ง ๒๗ ก.ค. ๒๕๑๒ จึงได้บรรเลงใหม่บันทึกลงแผ่นเสียงและทำอัลบั้มเท็ปคัสเซสออกจำหน่าย ก็ยังใช้ชุดที่ ชอุ่ม สาณะเสน แยกเสียงประสานไว้เดิมนั่นเองบรรเลงบันทึกเสียง และให้ เกศิณี วงษ์ภักดี ขับร้องอยู่ยังไม่เปลี่ยนเป็นคนอื่น เป็นเพลงที่มีนักดนตรี นักแยกเสียงประสาน แม้แต่เจ้าหน้าที่ห้องอัดเสียงถึงผู้ควบคุมห้องบันทึกเสียงที่บันทึกเสียงกัน ชมว่าไพเราะ จนกระทั่งมาขอให้อาตมาแต่งให้ทำนองคล้ายแบบนี้ให้เป็นเพลงที่ใช้ร้องในสถานศึกษาวิทยาลัยบางมด ซึ่งบัดนี้คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คือเพลง“ไม่ลืมบางมด” ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าในมหาวิทยาลัยจะยังใช้ร้องกันอยู่หรือเปล่า ก็เป็นเพลงที่มีเนื้อหาความรักแม่ คิดถึงแม่ เ
อ่านต่อ
ชิดชูเทิดทูนพระคุณของแม่ แล้วก็ต้องพาดพิงไปถึงแม่น้ำมูล อันเป็น“ชื่อเรื่อง”ของละครวิทยุของคุณสุภัทรเขา ที่ดำเนินเรื่องราวของคนที่เป็นคอมมูนิสต์ตามป่าเขาย่านแม่น้ำมูลยาวไปทะลุแดนอีสาน ลงแม่น้ำโขง ซึ่งแน่นอนว่า พระคุณของแม่นั้นมันยิ่งใหญ่ ไม่อาจจะหาไหนมาเทียบเทียมได้เลย แม้จะเปรียบเทียบกับแผ่นฟ้ามหาสมุทรทั้งหมดในเอกภพจักรวาลก็ไม่ปานเปรียบได้จริงๆ คนในยุคใหม่สมัยเทคโนโลยี่เฟื่องฟูนี้มี“ความเฉลียวฉลาด”มากขึ้นในทางโลกีย์ หนักไปทางวัตถุนิยม และมากไปด้วยทั้งวาทกรรมทั้งตรรกะ ก็เป็นความเฉลียวฉลาดมากขึ้นแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้พากันลดคุณค่าทางวัฒนธรรม ทางคุณธรรมลงไปเล่า! มันน่าจะยิ่งเฉลียวฉลาดลึกล้ำซาบซึ้งขึ้นทับทวี ในความรักเทิดทูนพระคุณของแม่ของตนซึ่งมีคนเดียวน่นอน มีคนอื่นหาได้ไม่ และการเป็นผู้รู้จักคุณค่าอันเทิดทูนของพ่อแม่ มันก็เป็นความสูงส่งเจริญขึ้นของสัตว์โลกที่ชื่อว่ามนุษย์ ซึ่งมันก็มีความฉลาดเพิ่มขึ้นแท้ๆนี่นา!!!??? แต่ทำไม? ..ทำไม? จึงเป็นเช่นนั้นกัน ..หา? ก็ตอบได้ว่า ความฉลาดมันยังวนอยู่ในกรอบของความเป็น“โลกียะ” ยังหาทางอออกจากวงวนของ“โลกียะ”ไม่ได้ จึงยังอยู่ในวงวน(cyclic)ที่หลุดพ้นออกไปจาก“สุข-ทุกข์”อันเป็น“คู่หู”หรือ“เทฺว”ที่ไม่สามารถแยกแยะเป็น เพราะ ยังยึดมั่นจมอยู่กับความเป็น“เทฺว”ว่าเป็น“๑” ตีไม่แตกแยกแยะไม่เป็น โดยเฉพาะไม่มีความรู้ใน“เวทนา ๑๐๘” จึงจัดการปฏิบัติกับกระบวนการ“เวทนา ๑๐๘”ให้เป็นผลสำเร็จไม่ได้ เพราะยังไม่มี“อัญญธาตุ”ออกไปสู่“โลกุตระ”นั่นเอง จึงไม่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิต-เจตสิก(นาม ๒) -รูป(รูป ๑)”หรือตีความเป็น“เทฺว(ธรรมะ ๒)”ไม่แตก ไม่มีภูมิ “โลกุตระ” ก็ยังปิดประตูที่จะเป็น“อาริยบุคคล ๔”ที่มีสิทธิ์บรรลุ“นิพพาน”อยู่แน่นอน ศึกษา“พุทธธรรม”ให้สัมมาทิฏฐิกันเถิด แล้วจะเป็น ทั้งผู้เจริญด้วย“โลกียธรรม”และเจริญทั้ง“โลกุตรธรรม”เป็น “กุศลธรรม”มี“ภาวะ ๒”ที่ทำงานหรือเป็น“ธาตุอาศัย”ของจิตนิยามควบคู่กันไปอย่างสมดุลในตน • สมณะโพธิรักษ์ • (๓๑ มี.ค. ๖๒) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๔๖ พ.ค. ๖๒ ครั้งที่ ๑๐๓]