07-บทที่ 2 ปริศนา.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์137 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

4917440 -851535 0 0 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎีที่ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นประเด็นดังต่อไปนี้ 1 . ผู้สูงอายุ 1 . 1 ความหมายของผู้สูงอายุ 1 . 2 สถานการณ์ของผู้สูงอายุ 1 . 3 นโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุ 1 . 4 การเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ 1 . 5 สถานการณ์ของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหาร 1 . 6 ภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหาร 2 . พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ 2 . 1 ความหมายของพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ 2 . 2 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ 3 . ภาวะสุขภาพ 3 . 1 ความหมายของภาวะสุขภาพ 3 . 2 ภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ 3 . 3 การประเมินภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ 4 . แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 4 . 1 ทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคม 5 . งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 . 1 งานวิจัยในประเทศ 5 . 1 . 1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะส่วนบุคคล 5 . 1 . 2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและภาวะสุขภาพ 5 . 2 งานวิจัยต่างประเทศ 6 . กรอบแนวคิดของการวิจัย ผู้สูงอายุ ความหมายของผู้สูงอายุ การให้ความหมายหรือคำนิยาม โดยมีการกำหนดว่าบุคคลใดนั้นจะย่างเข้าสู่วัยสูงอายุเมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น สภาพสังคม ประเพณี และกฎหมายของแต่ละประเทศโดยทั่วไป ซึ่งความหมายของผู้สูงอายุจะใช้เรียกบุคคลที่มีอายุมากที่มีลักษณะผมขาว หน้าตาเหี่ยวย่นการเคลื่อนไหวเชื่องช้า เป็นต้น โดยข้อตกลงที่เป็นสากลมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และ ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่กำหนดความหมายของผู้สูงอายุ คือ ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป (วัชพลปร

อ่านต่อ

ะสิทธิ์ ก้อนแก้ว. 255 7 : 11 - 12 ) ฮอลล์ ได้แบ่งการสูงอายุของบุคคลออกเป็น 4 ประเภท คือ 1 . การสูงอายุตามวัย ( Choronological Aging ) หมายถึง การสูงอายุตามปีปฏิทินโดยการนับจากปีที่เกิดเป็นต้นไป และบอกได้ทันทีว่า ใครมีอายุมากน้อยเพียงใด 2 . การสูงอายุตามสภาพร่างกาย ( Biological Aging ) เป็นการพิจารณาการสูงอายุจากสภาพร่างกายและสรีระของบุคคลที่เปลี่ยนไป เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายลดน้อยลง เป็นผลมาจากความเสื่อมโทรมตามกระบวนการสูงอายุ ซึ่งเป็นไปตามอายุขัยของแต่ละบุคคล 3 . การสูงอายุตามสภาพจิตใจ ( Psychological Aging ) เป็นการเปลี่ยนแปลงใน หน้ าที่ การรับรู้แนวความคิด ความจ ำ การเรียนรู้ เชาว์ปัญญา และลักษณะบุคลิกภาพ ที่ปรากฏในระยะต่าง ๆ ของชีวิตแต่ละคนที่มีอายุเพิ่มขึ้น 4 . การสูงอายุตามสภาพสังคม ( Sociological Aging ) เป็นการเปลี่ยนแปลงใน บทบาทหน้าที่ สถานภาพของบุคคลในระบบสังคม รวมทั้งความคาดหวังของสังคมต่อบุคคลนั้น ซึ่งเกี่ยวกับอายุ การแสดงออกตาม คุณค่าและความต้องการของสังคม ส ำ หรับการก ำ หนดว่าผู้สูงอายุเริ่มเมื่ออายุเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับความแตกต่างกันในแต่ละสังคม ส ำ หร ับ สังคมไทยนั้นก ำ หนดว่า ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีสัญชาติไทยและมีอายุตั้งแต่ 60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ทั้งนี้ผู้สูงอายุมิได้มีลักษณะเหมือนกันหมด แต่จะมีความแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ องค์การอนามัยโลกจึงได้แบ่งเกณฑ์อายุตามสภาพของ การมีอายุเพิ่มขึ้น ดังนี้ 1 . ผู้สูงอายุ ( Elderly ) มีอายุระหว่าง 60 - 74 ปี 2 . คนชรา ( Old ) มีอายุระหว่าง 75 - 90 ปี 3 . คนชรามาก ( Very Old ) มีอายุ 90 ปีขึ้นไป การแบ่งผู้สูงอายุเป็น 3 ช่วงดังกล่าว ส ำ หรับในสังคมไทยยังมิได้มีข้อสรุปว่าจะมีการจัดประเภทของผู้สูงอายุในลักษณะใด การจัดโดยใช้เกณฑ์อายุก็ยังมีข้อถกเถียงว่ายังไม่เหมาะสม นักวิชาการบางท่านจึงใช้เกณฑ์ความสามารถของผู้สูงอายุแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1 . กลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองได้ดี 2 . กลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง 3 . กลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพมีความพิการ กระทรวงสาธารณสุข แบ่งผู้สูงอายุออกเป็น 3 กลุ่ม ตามความสามารถของการประกอบกิจวัตรประจำวัน ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้สูงอายุที่พึ่งตนเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่น ชุมชน และสังคมได้ เรียกว่า กลุ่มติดสังคม กลุ่มที่ 2 ผู้สูงอายุที่พึ่งตนเองได้บ้าง ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เรียกว่า กลุ่มติดบ้าน กลุ่มที่ 3 ผู้สูงอายุที่ช่วยตนเองไม่ได้ พิการ หรือทุพพลภาพ เรียกว่า กลุ่มติดเตียง การศึกษาในครั้งนี้สนใจศึกษาผู้สูงอายุตามเกณฑ์ของประเทศไทย คือ อายุ 60 ปี ขึ้นไป ที่เป็นกลุ่มติดสังคม เนื่องจากเป้าหมายของการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพื่อให้ผู้สูงอายุคงสถานะของการเป็นบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจหรืออีกนัยหนึ่ง คือ ให้คงสถานการณ์เป็นผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมให้นานที่สุดเพื่อลดการตกไปสู่การเป็นผู้สูงอายุในกลุ่มติดบ้านหรือติดเตียงที่จะต้องพึ่งพิงผู้อื่นเป็นหลัก สถานการณ์ของผู้สูงอายุ สถานการณ์ผู้สูงอายุของประเทศไทยมีรายงานการเปลี่ยนแปลงทางประชากรประจำปีและข้อมูลสถิติที่สำคัญเกี่ยวกับผู้สูงอายุ (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย 2556 : 12 - 39 ) ซึ่งรายละเอียดดังนี้ 1 . สถานการณ์ด้านประชากร จากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553 - 2583 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 1 . 1 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอายุของประชากร โครงสร้างทางอายุของประชากรแสดงด้วยสัดส่วนของประชากรในวัยต่าง ๆ เมื่อจำแนกประชากรออกเป็นกลุ่มอายุ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ประชากรวัยเด็ก (อายุน้อยกว่า 15 ปี) วัยแรงงาน (อายุ 15 - 59 ปี) และวัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จะเห็นได้ว่า ในระหว่างปี พ.ศ. 2553 - 2583 สัดส่วนของประชากรวัยเด็ก และวัยแรงงาน มีแนวโน้มลดลง ในขณะที่สัดส่วนของประชากร สูงอายุ มี แนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 13 . 20 ใน พ.ศ. 2553 เป็นร้อยละ 32 . 10 ใน พ.ศ. 2583 และที่น่าสังเกต คือ ในปี พ.ศ. 2560 จะเป็นปีที่คาดว่าสัดส่วนของประชากรวัยเด็กจะเท่ากันกับสัดส่วนของประชากรวัยสูงอายุ 1 . 2 จำนวนและสัดส่วนของประชากรสูงอายุ จากผลการคาดประมาณประชากรของประเทศไทยปี พ.ศ. 2553 - 2583 พบว่าสัดส่วนของประชากรสูงอายุวัยปลาย (อายุ 80 ปีขึ้นไป) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนกล่าวคือ สัดส่วนของผู้สูงอายุวัยปลายจะเพิ่มจากประมาณร้อยละ 12 . 70 ของประชากรสูงอายุทั้งหมด เป็นเกือบ 1 ใน 5 ของประชากรสูงอายุ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุวัยปลายนี้ จะสะท้อนถึงการสูงอายุ ขึ้นของประชากรสูงอายุ และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของประชากรที่อยู่ในวัยพึ่งพิง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เมื่อพิจารณาสัดส่วนเพศของประชากรสูงอายุ พบว่า ประชากรสูงอายุเพศหญิงมีสัดส่วน ร้อยละ 55 . 10 ในปี พ.ศ. 2553 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 56 . 80 ในปี พ.ศ. 2583 โดยเฉพาะประชากรสูงอายุ วัยปลายเพศหญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากร้อยละ 13 . 90 ในปี พ.ศ. 2553 เป็นร้อยละ 21 . 30 ในปี พ.ศ. 2583 เนื่องจากเพศหญิงจะมีอายุยืนยาวกว่าเพศชาย สำหรับแนวโน้มประชากรสูงอายุไทยจะอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลหรือเขตเมืองเพิ่มขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2553 มีประชากรสูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลจำนวน 3 . 30 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 39 . 70 เพิ่มขึ้นเป็น 11 . 60 ล้านคน หรือร้อยละ 59 . 80 ในปี พ.ศ. 2583 ทั้งนี้ เนื่องมาจากแนวโน้มการเติบโตของประชากรเมืองในประเทศไทยมีสัดส่วน เพิ่มสูงขึ้น 1 . 3 อัตราเพิ่มของประชากรรวมเปรียบเทียบกับประชากรวัยสูงอายุ จากข้อมูลการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2553 - 2583 ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเพิ่มของประชากรโดยรวมมีแนวโน้มลดลงจนติดลบ โดยเริ่มติดลบในช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2568 - 2573 เป็นต้นไป ในขณะที่อัตราการเพิ่มของประชากรสูงอายุแม้ว่าจะมีแนวโน้ม ลดลง แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราการเพิ่มประชากรรวมค่อนข้างมาก อันเป็นผลมาจากอัตราเจริญพันธุ์ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว 2 . สถานการณ์ด้านสุขภาพ 2 . 1 ภาวะสุขภาพที่ประเมินโดยตนเองของประชากรสูงอายุ ภาวะสุขภาพที่ได้จากการประเมินโดยตนเอง เป็นอีกหนึ่งดัชนีที่ใช้กันแพร่หลาย ในการวัดสุขภาพโดยรวม ร้อยละของประชากรอายุ 60 ปี ที่รายงานว่าตนเองมีสุขภาพดี หรือดีมาก ปี พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2554 จำแนกตามอายุ เพศ และเขตที่อยู่อาศัยซึ่งพบว่าร้อยละของผู้สูงอายุประเมินว่าตนเองมีสุขภาพดีหรือดีมากลดลง ทั้งในเขตเมือง และในเขตชนบท นอกจากนี้ ร้อยละที่มีสุขภาพดีหรือดีมากนั้นยังผันแปรกับอายุ และเพศ โดยผู้สูงอายุที่มีอายุมากมีร้อยละที่รายงานว่า ต นเองมีสุขภาพดีหรือดีมากต่ำกว่าผู้สูงอายุที่มีอายุน้อยและผู้สูงอายุหญิงมีสัดส่วนผู้ที่รายงานว่า ตนเองมีสุขภาพดีหรือดีมากต่ำกว่าผู้สูงอายุชาย สัดส่วนประชากรสูงอายุที่ประเมินว่ามีสุขภาพดีจำแนกตามจังหวัด ในปี พ.ศ. 2554 เป็นที่น่าสนใจว่าจังหวัดชุมพร และระนอง มีร้อยละของผู้สูงอายุที่ประเมินว่าตนเองมีสุขภาพดีหรือดีมากสูงถึงกว่าร้อยละ 60 . 00 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ 2 . 2 ปัญหาสุขภาพในประชากรสูงอายุ ปัญหาด้านการมองเห็นเป็นอีกปัญหาที่สำคัญที่เป ็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ของผู้สูงอายุ และอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุและการพลัดตกหกล้ม จากข้อมูลพบว่าใน ปี พ.ศ. 2554 ร้อยละ 47 . 40 ของผู้สูงอายุรายงานว่ามีปัญหาด้านการมองเห็น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2550 เล็กน้อย โดยปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ ผู้สูงอายุหญิงมีแนวโน้มประสบปัญหา ดังกล่าวมากกว่าเพศชาย และผู้ที่อาศัยในเขตเมือง มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหามากกว่า ในเขตชนบท อีกปัญหาที่ผู้สูงอายุประสบคือ ปัญหาด้านการได้ยิน พบว่า ในปี พ.ศ. 2554 ประมาณร้อยละ 15 . 00 ของผู้สูงอายุประสบปัญหาดังกล่าว และปัญหาดังกล่าวแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงจาก ผลการสำรวจในรอบก่อน โดยปัญหาการได้ยินจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ และเพศหญิงจะประสบปัญหามากกว่าเพศชาย รวมทั้งผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตชนบทจะมีปัญหาสูงกว่าในเขตเมืองปัญหาสุขภาพที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุและอาจ นำไปสู่ความพิการได้คือการพลัดตกหกล้ม ซึ่งการพลัดตกหกล้มนี้ เกิดจากทั้งสภาพร่างกาย และศักยภาพ ในการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ถดถอยตามอายุ และสภาพแวดล้อมทั้งภายในบ้านและนอกบ้าน ข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุไทยในปี พ.ศ. 2550 และปี พ.ศ. 2554 พบว่า สัดส่วนการพลัดตก หกล้มลดลงเล็กน้อย จากร้อยละ 10 . 30 เหลือเพียง ร้อยละ 8 . 60 เมื่อพิจารณาตามลักษณะประชากรจะ พบว่า การพลัดตกหกล้มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ผู้สูงอายุหญิงมีแนวโน้มที่จะพลัดตก หกล้มมากกว่าผู้สูงอายุชาย และผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตเมืองมีแนวโน้มที่จะมีการหกล้มมากกว่าในเขต ชนบท อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบระหว่างปี พ.ศ. 2550 กับ พ.ศ. 2554 มีแนวโน้มลดลงในทุกกลุ่ม ประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุหญิง แม้ว่าแนวโน้มการหกล้มจะลดลง แต่ก็ควรจะลดประเด็นปัญหานี้ให้เหลือน้อยที่สุด ดังนั้น จึงควรเร่งส่งเสริมให้มีการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทั้งภายในบ้านและนอกบ้านให้เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมระบบการขับถ่ายเป็นอีกปัญหา หนึ่งของผู้สูงอายุ ปัญหาการกลั้นอุจจาระไม่ได้ เป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประชากรสูงอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุวัยปลาย ผู้สูงอายุเพศหญิง และผู้สูงอายุที่อยู่ในเขตชนบท ในปี 2558 กระทรวงสาธารณสุข ได้ประเมินคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ พบว่า ร้อยละ 79 . 00 คือ ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมที่ยังช่วยเหลือตนเอง ผู้อื่น ชุมชนและสังคมได้ และอีกร้อยละ 21 . 00 คือ ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือ เรียกว่า กลุ่มติดบ้านเป็นผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหว ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง และกลุ่มติดเตียงเป็นผู้สูงอายุกลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พิการ หรือมีภาวะทุพพลภาพ ที่ต้องการการดูแลระยะยาว จากผลการตรวจสุขภาพประจำปี ในปี พ.ศ. 2557 พบว่าผู้สูงอายุวัยต้นได้รับการตรวจสุขภาพต่ำสุด ร้อยละ 50 . 60 ร้อยละ 32 . 40 มีการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ และ ส่วนใหญ่เป็น วัยต้นร้อยละ 9 . 50 สูบบุหรี่เป็นประจำ ร้อยละ 2 . 80 ดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ ร้อยละ 15 . 00 ทั้งสูบบุหรี่และดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้สูงอายุที่สูบบุหรี่เป็นประจำสูงสุด ร้อยละ 12 . 50 ภาคเหนือมีผู้สูงอายุที่ดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำสูงสุด ร้อยละ 3 . 20 ผู้สูงอายุวัยต้นมีสัดส่วนของผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มสุราเป็นประจำสูงกว่าผู้สูงอายุวัยกลางและวัยปลาย สรุปแล้ว ภาวะสุขภาพร่างกายโดยรวมของผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่มีสุขภาพดี ร้อยละ 42 . 40 มีสุขภาพไม่ดีและไม่ดีมาก ๆ มีเพียงร้อยละ 13 . 90 และร้อยละ 2 . 10 ตามลำดับ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2560 ; 16 - 18 ) 2 . 3 สุขภาพจิตของประชากรสูงอายุ ในการวัดภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุนั้น นอกจากสุขภาพทางกายแล้ว สุขภาพ ทางใจหรือสุขภาพจิตก็เป็นมิติที่ควรให้ความสำคัญเช่นกัน จากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ .ศ. 2554 ได้มีการวัดสุขภาพจิตของผู้สูงอายุจากข้อคำถาม 15 ข้อ โดยแต่ละข้อมีคะแนนอยู่ ระหว่าง 0 - 3 คะแนน พบว่า ผู้สูงอายุไทยมีคะแนนสุขภาพจิตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 32 . 0 คะแนน ซึ่งอยู่ใน เกณฑ์มาตรฐานสำหรับสุขภาพจิตของคนไทยทั่ว ๆ ไป (ค่ามาตรฐาน คือ 27 . 0 - 34 . 0 คะแนน) โดย ผู้สูงอายุ ชายมีคะแนนสุขภาพจิตสูงกว่าผู้สูงอายุหญิง (คะแนน 32 . 5 และ 31 . 6 ตามลำดับ) เมื่อ พิจารณาสุขภาพจิต ของผู้สูงอายุไทยตามกลุ่มอายุ พบว่าผู้สูงอายุวัยต้นมีคะแนนสุขภาพจิตสูงกว่า ผู้สูงอายุวัยปลายและผู้สูงอายุวัยกลาง (คะแนน 32 . 2 31 . 7 และ 31 . 7 ) ตามลำดับ 3 . อัตราความเร็วของการเพิ่มประชากรสูงอายุ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยจะเป็นประเทศในกลุ่มแรกของอาเซียนที่เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้วมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงวัยอย่างรวดเร็วมากด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ประเทศไทยจะ ใช้เวลาเพียง 14 ปี ที่สัดส่วนของประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มจากร้อยละ 10 . 00 เป็นร้อยละ 20 . 00 ส่วนประเทศอื่นนอกเหนือจากไทยและสิงคโปร์ กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยภายในประมาณ 10 - 20 ปีข้างหน้า และ อัตราความเร็วของการเพิ่มประชากรสูงอายุของอาเซียนจะค่อนข้างรวดเร็ว มากเช่นกัน เร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยใช้เวลาไม่ถึง 30 ปี ที่ประชากรสูงอายุ จะเพิ่มเป็นเท่าตัว นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า บรูไนเมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย ในปี พ.ศ. 2560 จะใช้ เวลาใกล้เคียงกับประเทศไทย คือ 13 ปี ที่ประชากรสูงอายุจะเพิ่มจากร้อยละ 10 . 00 เป็นร้อยละ 20 . 00 ในขณะที่ฟิลิปปินส์จะมีอัตราความเร็วของการเพิ่มประชากรสูงอายุช้าที่สุดในภูมิภาค 4 . การคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ ในปี 2558 กระทรวงสาธารณสุขได้ประเมินคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุจำนวน 6,394,022 คน พบว่า ร้อยละ 79 . 00 ( 5 ล้านคน) คือ ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมที่ยังช่วยเหลือตนเอง ผู้อื่น ชุมชนและสังคมได้ และอีกร้อยละ 21 . 00 ( 1 . 3 ล้านคน) คือ ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือ เรียกว่า กลุ่มติดบ้านเป็นผู้สูงอายุที่ เคลื่อนไหว ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง และกลุ่มติดเตียงเป็นผู้สูงอายุ กลุ่มที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พิการ หรือภาวะทุพพลภาพ ที่ต้องการการดูแลระยะยาว เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี พ.ศ. 2550 กับปี พ.ศ. 2554 ในผู้สูงอายุที่มีภาวะทุพพลภาพ พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ ที่เพิ่มขึ้น โดยผู้สูงอายุกลุ่มพึ่งตนเองได้ (กลุ่มติดสังคม) มีประมาณร้อยละ 78 . 00 กลุ่มพึ่งตนเองได้บ้าง (กลุ่มติดบ้าน) มีร้อยละ 20 . 00 ขณะที่กลุ่มพึ่งพาผู้อื่น ไม่สามารถทำกิจกรรมด้วยตนเอง (กลุ่มติดเตียง) มีร้อยละ 2 . 00 และเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 15 . 00 ในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 80 ปี จากข้อมูลข้างต้นเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า ผู้สูงอายุไทยยังคงต้องการการดูแลเป็นจำนวนมาก เนื่องจากประชากรผู้สูงอายุที่มี ภาวะพึ่งพิง มีภาวะทุพพลภาพ 1 ใน 4 ของประชากรผู้สูงอายุไทย เป็นเหตุให้ไม่สามารถทำกิจกรรมตามที่เคยทำมานานกว่า 6 เดือนได้ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาทุพพลภาพระยะยาว (กฤตวรรณ สาหร่าย. 2560 : 167 ) นโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ความสำเร็จและความท้าทายในการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ (มูลนิธิสถาบันวิจัยและ พัฒนาผู้สูงอายุไทย. 2556 : 42 - 61 อ้างถึงใน วัชพลประสิทธิ์ ก้อนแก้ว. 2557 : 41 - 47 ) การติดตามและประเมินแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 - 2564 ) ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2550 - 2554 ) ซึ่งการเปลี่ยนผ่านทางประชากรจากการมีภาวะเจริญพันธุ์ระดับสูงมาสู่ ระดับน้อย ภายใน ช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สังคมไทยก้าวสู่สังคมสูงวัย นโยบายและแผนที่จะรับมือกับ ประเด็นท้าทายของการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยจึงต้องเป็นการมองภาพในระยะยาว ด้วยเหตุดังกล่าว ประเทศไทย จึงมีการกำหนดกรอบแนวทางในการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุของประเทศ โดยจัดทำ แผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับแรกขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 ให้เป็นแผนระยะยาว 20 ปี และต่อมาได้มี การจัดทำแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ. 2545 - 2564 และมีการปรับแผน ฯ ดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2552 แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 เป็นแผนที่พัฒนาขึ้น โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ เกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางประชากรของประเทศ รวมทั้งปัญหาและประเด็นท้าทายต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ รวมทั้งเป็นการระดมความคิดจากผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสีย หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านผู้สูงอายุ มาร่วมกันกำหนดแผน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการด้วยกัน คือ 1 . เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่ามีศักดิ์ศรีพึ่งตนเองได้และมีหลักประกันที่มั่นคง 2 . เพื่อสร้างจิตสำนึกให้สังคมไทยตระหนักถึงผู้สูงอายุในฐานะบุคคลที่มีประโยชน์ ต่อส่วนรวม และส่งเสริมให้คงคุณค่าไว้ให้นานที่สุด 3 . เพื่อให้ประชากรทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมการ และมีการ เตรียมความพร้อมเพื่อการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ 4 . เพื่อให้ประชาชน ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรภาครัฐ และเอกชน ตระหนัก และมีส่วนร่วมในภารกิจด้านผู้สูงอายุ 5 . เพื่อให้มีกรอบและแนวทางการปฏิบัติงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ สำหรับทุกภาคส่วนที่ เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การบูรณาการงานด้านผู้สูงอายุ (คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ. 2553 : 30 ) โดยแผนฉบับนี้มีการกำหนดเป้าหมายของดัชนีภายใต้มาตรการและยุทธศาสตร์ไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งกำหนดให้มีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการผลักดันให้มีการดำเนินงานตามที่แผนกำหนด ทั้งนี้เมื่อมีการติดตาม ประเมินผลหรือมีการวัดผล ก็ จะนำไปสู่การปฏิบัตินอกจากนี้ กระบวนการติดตามประเมินผล ยังเป็นกลไกสำคัญในการวัดความก้าวหน้า ความสำเร็จ ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุของประเทศ และผลจาก ก ารประเมินจะเป็นข้อมูลสะท้อนกลับที่สำคัญสำหรับการปรับ นโยบาย แผน และการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุของ ประเทศให้สอดคล้อง และทันกับ สภาวการ ณ์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามประเมินผล การดำเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ได้ดำเนินการมาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเป็นการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน ในช่วง 5 ปีแรกของแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (ปี พ.ศ. 2545 - 2549 ) ในปี พ.ศ. 2550 - 2551 ผลการประเมินครั้งนั้นนำไปสู่การปรับแผนครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2552 ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 - 2555 ได้มีการติดตามประเมินผลการดำเนิน ในระยะที่ 2 (พ.ศ. 2550 - 2554 ) วัตถุประสงค์ของการติดตาม ประเมินผลในครั้งนี้ คือ เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุตามดัชนีที่กำหนด ไว้ในมาตรการภายใต้ยุทธศาสตร์ของแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 ฉบับ ปรับปรุงครั้งที่ 1 และ แสดงแนวโน้มของดัชนีต่าง ๆ ที่ปรากฏในแผนฯ ฉบับเดิม และเพื่อประเมินกระบวนการทำงาน ด้านผู้สูงอายุโดยเน้นด้านการส่งเสริมและคุ้มครองผู้สูงอายุตามยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ และยุทธศาสตร์ที่ 3 ระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ แผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ยังคงไว้ซึ่งวิสัยทัศน์ของแผนฉบับเดิม คือ “ผู้สูงวัยเป็นหลักชัยของสังคม” หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ แผนฉบับนี้คาดหวังให้ “ผู้สูงอายุเป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพสามารถมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการพัฒนาสังคม ผู้สูงอายุจึงมิใช่ผู้ด้อยโอกาสหรือเป็นภาระต่อสังคม จึงควรได้รับการส่งเสริม พัฒนา และเกื้อกูลจากครอบครัวชุมชน รัฐและ ทุกภาคส่วนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรีพึ่งตนเองได้ และมีหลักประกันที่มั่นคงจนบั้นปลายของชีวิต” ( มูลนิธิสถา บันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. 25 60 : 29 ) แผนผู้สูงอายุ ฯ ฉบับปรับปรุงประกอบไปด้วย 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1 . การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ 2 . การส่งเสริมและการพัฒนาผู้สูงอายุ 3 . ระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ 4 . การบริหารจัดการเพื่อการเพิ่มการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการ ระดับชาติและการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ 5 . การประมวล พัฒนา และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุ และการติดตาม ประเมินผล ฯ เป็นที่น่าสังเกตว่าแผนผู้สูงอายุไม่ได้เน้นแต่การส่งเสริม คุ้มครองหรือพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เน้นถึงการเตรียมการสำหรับผู้ที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคต ทั้งนี้เพราะ กลุ่มประชากรนี้เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่กำลังเคลื่อนเข้ามาเป็นผู้สูงอายุภายในช่วง 10 - 20 ปี ข้างหน้า ดังปรากฏในยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 และที่ 3 นั้น เน้นการส่งเสริม พัฒนาและ คุ้มครองผู้ที่เป็นผู้สูงอายุแล้ว และยุทธศาสตร์ที่ 4 และที่ 5 เป็นการเน้นเกี่ยวกับกระบวนการกำหนด นโยบายและการบริหารจัดการงานด้านผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้และข้อมูลด้วย ในภาพรวมจากการติดตามผลการดำเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ฉบับ ปรับปรุง ครั้งที่ 1 ในช่วงปี พ.ศ. 2550 - 2554 พบว่า จากดัชนีตามมาตรการภายใต้ยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ซึ่งมี ด้วยกัน ทั้งหมด 56 ดัชนี และดัชนีที่สามารถประเมินได้ 51 ดัชนี มีเพียง 26 ดัชนี ที่ผ่านตามเป้าหมาย หรือตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือคิดเป็นร้อยละ 51 ที่ บรรลุตามเป้าหมายสะท้อน ว่าผลการ ดำเนินงานในภาพรวมของประเทศยังผ่านในระดับที่ค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในราย ยุทธศาสตร์จะเห็นทั้งด้านที่มีพัฒนาการดีขึ้น และด้านที่ยังต้องเร่งดำเนินการ ยุทธศาสตร์ที่มี พัฒนาการดีขึ้น คือ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การประมวลผลพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุ และ การติดตามประเมินผล (ผ่านร้อยละ 100 . 00 ) และยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการเพื่อการพัฒนางาน ด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการระดับชาติ (ผ่านร้อยละ 85 . 70 ) การดำเนินงานที่สัมฤทธิ์ผลตามดัชนีที่กำหนด สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐให้ความสนใจประเด็นด้านผู้สูงอายุมากขึ้น ฐานข้อมูล ด้านผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้น รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ พยายามปรับข้อมูลให้ทันสมัยเป็นระยะ ๆ ในด้านการบริหารจัดการมีความพยายามในการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุระดับชาติ โดยสำนักส่งเสริม และ พิทักษ์ผู้สูงอายุพยายาม ผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ มีการปรับแผนและแปลงแผนผู้สูงอายุไปสู่การปฏิบัติมีความพยายามเชื่อมงาน ด้านผู้สูงอายุไปสู่ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ดัชนีที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายคือ ยังขาดการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติในเรื่อง การผลิตบุคลากรด้านผู้สูงอายุให้เหมาะสม และเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ สำหรับยุทธศาสตร์ที่ดัชนียังไม่บรรลุตามเป้าหมายเท่าที่ควรและต้องเร่งปรับปรุงการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเตรียมความพร้อมของประชากร เพื่อวัย สูงอายุที่มีคุณภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 3 ระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ และยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563