สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน ในจิตมีอุตุนิยามหรือพีชนิยามอยู่ด้วย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.73 KB
วันที่แก้ไข1 มกราคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน ในจิตมีอุตุนิยามหรือพีชนิยามอยู่ด้วย _อุตุนิยาม พีชนิยาม ในจิตมีหรือ พ่อครูว่า...เป็นพยัญชนะเอาใช้แทน จริงๆร่างกายเรามีทั้งอุตุ มีทั้ง พีชะ มีทั้งจิต ทีนี้คุณจะประกอบกรรม กายวาจา จิตของคุณก็จะต้องรู้ว่า ตอนนี้มันจะหมายถึง อุตุนะ เพื่อจะสื่อสภาวะด้วย ทีนี้สื่อสภาวะด้วย ถ้าคุณจะพูดถึงว่าแตงโม แตงโมมันก็จะต้องมีทั้งอุตุมีทั้งพีชะ มันไม่มีจิต แน่นอน คนพูดกับคนอื่นเขาคนจะหมายถึงอะไร คุณก็ต้องเอาพยัญชนะเอาภาษามาสื่อให้ถึงเขา ความจริงแล้วในขณะที่คุณพูด จิตของคุณก็จะต้องมีธาตุรู้ ที่คุณต้องรู้หมายถึง แตงโมมันไม่มีหรอกไม่ได้มีจิต มันมีแต่อุตุกับพีชะ อุตุกับพีชะ มันก็มีในจิตของเราเองที่หมายถึงมัน ในจิตของเราเองมันไม่มีอุตุ หรือพีชะแต่หมายถึงที่จะทำกรรมให้คนอื่นเขารู้ไหมว่าคุณคิดก็รู้ของคุณเองแล้วก็หายไป แต่เมื่อพูดถึงแตงโมมันเป็น พีชะกับอุตุ แต่ถ้าพูดอยู่ข้างในแตงโมของฉันลูกสีสันอย่างนี้ สีของมรกตผสมนิลกาฬ คนอื่นก็จินตนาการไปตาม แล้วมันเป็นนิลกาฬนี้ดำหรือว่ามรกตมันเขียวมาก เขาก็จินตนาการตามคุณเข้าไป แต่มันไม่ได้เป็นสภาพที่เหมือนกันได้ ก็จินตนาการไปมันก็ไม่ใช่อุตุ มันก็ไม่ใช่ พีชะแล้ว มันจะไปมีในจิตจริงก็ไม่ได้มันก็เป็นจินตนาการ ให้เป็นความละเอียดในการอธิบายสภาวะพวกนี้ ที่จริงความทุกข์ความสุขไม่ได้ละเอียดขนาดนี้หรอก การพ้นจากความทุกข์ความสุขไม่ได้ละเอียดขนาดนี้หรอกเพราะที่พูดนี้

_ถามว่า ลักษณะจิตของคุณที่เป็นอุตุ พีชะมีไหม คุณรับรู้ได้ก็คือคุณมี แต่ถ้าคุณไปยึดมั่นถือมั่นในจิตก็เป็นอาสวะอนุสัย แต่ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ไม่เป็น เอาจริงๆแล้วมันจะไปเอาให้อุตุ เป็นจิตไม่ได้ เอาพีชะไปเป็นจิตมันไม่ได้ อยู่คนละฐานะ เป็นแต่เพียงถ้าจิตที่ไปรู้แล้วยึด ถ

อ่านต่อ

้ารู้แล้วยึดคุณก็ติดไปข้ามชาติ แต่ถ้าคุณวางปล่อยมันก็มีหนึ่งวินาที คุณยึดถือไว้ 1 วินาทีมันก็อยู่กับคุณ 1 วินาที แต่คุณโง่ไม่รู้จัก กาละรู้จักความยึดคุณก็โง่ คุณก็เลยคิดถึงไปนิรันดร เพราะกาละก็ไม่รู้ความคิดก็ไม่รู้นี่คือเทวะอย่างหนึ่งคุณไม่รู้ทั้งคู่ ก็คุณไปชอบมัน คุณยึดถือก็ไม่รู้ กาละก็ไม่รู้ แต่คุณมีฉันทะ ก็เสร็จเลย ฉันทะจึงเป็นมูล ข้อที่ 1 ของมูลสูตร

สุขกับทุกข์หมด นิพพาน เป็นแต่เพียงเราอนุโลมปฏิโลมกับเขากับโลกเขา เรารู้อันนี้ถูกอันนี้ผิด อันนี้ดีไม่ดี คนนี้เขาว่าถูกคนนี้เขาว่าผิด คนนี้เขาก็ดีเขาว่าชั่ว เราก็เข้าใจได้ตามเขา แต่จะบอกว่าเรามี เราก็มีดีกับเขา มีถูกกับเขา แต่ชั่วหรือผิดเราไม่มี พยัญชนะเหมือนพูดเล่นพูดโก้ สภาวะของคุณจริง แต่กรรมเราไม่ได้ทำกับเขา ความชั่วความถูกผิดอยู่ที่เขา

อาตมายกตัวอย่างเหมือนแม่เล่นขนมหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก เหมือนมีความสนุกไปกับลูกเขา เด็กเขาก็สนุกไป แต่บางทีก็เมื่อยเหมือนกัน เราก็อนุโลมสุขสนุกไปกับเขา ไม่ได้ยึดไม่ได้ดูดดึงเอาไว้ เมื่อเลิก เด็กลูกเลิกแล้ว คุณก็ไม่เหลือคุณก็วางเพราะคุณไม่ได้ติดเยอะ มันเป็นความจริง นอกจากคนจะติดยึดอยู่เวลาลูกไม่อยู่คุณก็เล่นเองสนุกเองมันเอง คุณจะไปหลอกตัวเองได้อย่างไร แต่คุณไม่มีคุณจะทำไปทำไม มาเข้าเรื่องการเมือง... จากบ้านเล็กเมืองน้อย การปกครองในสมัยโบราณที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราช พุทธศาสนาได้ถูกใช้เพื่อเสริมอำนาจความเป็นสมมุติเทพให้แก่ผู้ปกครอง.........ด้วยการเติมแต่งขนบประเพณี เสริมส่งพิธีกรรมให้อลังการ ดูขลัง ให้ง่ายแก่การปกครอง การสวดมนต์พรมน้ำ ทำเครื่องราง ลงยันต์ ท่องคาถา เสกอาคม ถูกนำมาประกอบเสริมพิธี และช่วยสร้างความฮึกเหิมในยามรบทัพจับศึก พ่อครูว่า...พยัญชนะเป็นตัวสื่อสภาวะที่จะตรงกัน แต่เมื่อคนยังไม่เข้าถึงสภาวะก็ต้องใช้พยัญชนะเป็นตัวนำสำคัญไปให้เข้าถึงสภาวะ คนที่ไปหลับตาทำ แล้วก็ทำจิตของตัวเองให้เป็นได้เช่นทำให้วิมุติแบบหลับตาได้ วิมุติก็คือหลุดพ้นวางหยุดเฉย เป็นความวิมุติเป็นความนิโรธ แต่สภาวะจริงๆแล้วมันไม่ใช่ คำว่าวิมุติจากการหลับตานั้นไม่มี ไม่ใช่หรือว่าหยุดจิตให้ไม่นึกไม่คิดไม่มี มันต้องมารู้ว่าไม่มี อย่างสว่างสัมผัสอยู่ก็ไม่มีเศษธุลีละอองแวบ เต็มๆต้องมาเอาสว่างไม่ไปเอามืด เอามืดอย่างไรคุณก็หาไม่ได้ครบ สว่างถึงจะหาได้ครบ สว่างเกินไป พร่าก็ไม่ครบ คนที่อนุโลมได้ เช่นแม่เล่นขนมหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก จบแล้วแม่ไม่เอาอะไรไว้ แต่ลูกเลิกเล่นแล้วมันก็ยังจะมี แต่แม่เลิกเล่นแล้วมันก็ไม่มี ฉันเดียวกัน พระเจ้าปเสนทิโกศล พระพุทธเจ้าท่านก็อนุโลม เลิกแล้วท่านก็ไม่มี พระเจ้าปเสนทิโกศลท่านก็มีไป พระพุทธเจ้าท่านไม่มีตามเขา ปัจจุบันไม่มีคุณก็ไม่มี คุณจะอนุโลมกับเขาเมื่อปัจจุบันคุณไม่มีเมื่ออนุโลมกับเขาก็เหมือนมี เลิกแล้วคุณก็ไม่มี ไม่มีแล้วมี 1 วินาทีคุณก็จำได้ มี 100วินาทีคุณก็จำได้ นี่เป็นปีคุณก็จำได้ สักแต่ว่าจำ ก็ยังมีการกินลึกในความรู้สึกอีก สัญญาคือจำ เวทนาคือความรู้สึก มันคนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นความรู้สึก จริงๆแล้วจำนี้ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขหรอก แต่เมื่อมีสัญญากับสังขาร พีชะมีสัญญา มันจำหน่วยลักษณะนี้ธาตุนี้ เป็นธาตุที่เราต้องการในเนื้อ มันเอาแต่สิ่งที่มันเอา ISH สิ่งที่มันไม่ต้องการมันไม่เอาแต่ไม่ไปทำร้ายเขา เพราะฉะนั้นธาตุจิตของคน ทำให้เป็นพีชธาตุได้ ธาตุพลังงานที่เหลืออื่นอีก พีชะจะมีธาตุพลังงาน static ด้วย พลังงานที่เหลือเป็น Dynamic พลัง Static มีพลังงานแข็งแรงควบแน่น ไม่ให้พลังงานไดนามิคของเราไปทำชั่ว มีฤทธิ์ พลังงาน Static ฐานจิตที่แข็งแรงเป็นตัวประธาน เป็นฐานไม่ให้ไปทำชั่วได้ คุณมี static อยู่ 100 ใช้ Dynamic แค่ 30 ก็สบาย อย่าไปใช้มาก หากใช้มากไปก็พลาดพลั้งได้ตายด้วย อธิบายเป็นพยัญชนะเป็นภาษา นามธรรม จิตของเราต้องฝึกอย่างที่ว่านี้จริงๆคุณถึงจะมีได้เป็นไปได้และคุณก็ทำได้ ถ้าคุณทำไม่ได้คุณก็ตาย ตายถึงร่างกายเลยนะไม่ใช่ตายเฉพาะจิตด้วย 611231_ทำวัตรเช้า งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน รุ่นที่ 6 ส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่นิพพาน 611231_ทำวัตรเช้า งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน รุ่นที่ 6 ส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่นิพพาน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน