560124_รายการสงครามสังคมธรรมะ การเมือง โดยพ่อท่าน.เรื่อง.ตอบด้วยอริยสัจแห่งชีวิต.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข21 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

560124_ รายการสงครามสังคมธรรมะ การเมือง โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 24 มกราคม 2556 ณ สันติอโศก ....เรื่อง...ตอบด้วยอาริยสัจแห่งชีวิต

พ่อครูสมณะโพธิรักษ์เปิดรายการที่ห้องกันเกราสันติฯ.....เริ่มรายการจะอ่านประเด็นที่คุณ 4424 ส่งมาให้เมื่อนำมาต่อกันยาวถึงสองหน้าครึ่ง.....ท่านก็คงปรารถนาดีจึงส่งมา....

_0894424xxx เมื่อความทุกข์กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า, สมควรหรือไม่ที่จะมัวถามหาว่าใครเป็นผู้กระทำให้ทุกข์เกิดขึ้น? หรือว่าทุกข์นั้นเกิดขึ้นเองโดยหามีใครเป็นผู้กระทำไม่, ใช่หรือไม่? ซึ่งคำถามทั้งหลายเหล่านี้ไม่สมควรจะถามอย่างยิ่ง, เพราะสมควรจะกระทำซึ่งความดับทุกข์ก่อนมากกว่า! เปรียบเหมือนบุรุษที่ถูกธนูยิง, สมควรจะรักษาแผลให้หายเสียก่อน ซึ่งที่พุทธเจ้าตรัส ไว้เช่นนี้, ก็เพราะว่าปุถุชนทั้งหลายมีวิจิกิจฉาลังเลสงสัยมาก, จึงไม่รู้ว่า, ไปโดยปริยาย! นั่นเพราะจะเป็นเช่นเดียวกับอรหันต์ที่เมื่อทุกข์ทั้งหลายได้สิ้นไปแล้ว, คำถามที่จะสงสัยว่าใครเป็นผู้กระทำถ้าเมื่อความทุกข์อันเกิดจากแผลธนูได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว, คำถามทั้งหลายเหล่านั้นย่อมเป็นอันถูกยกเลิกให้ทุกข์เกิดขึ้น? หรือที่จะสงสัยว่าทุกข์เกิดขึ้นเอง, โดยหามีผู้กระทำให้เกิดขึ้นไม่? ซึ่งคำถามทั้งหลายเหล่านี้ย่อมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย! ในเมื่อทุกข์ทั้งหลายได้สิ้นไปแล้ว, และนี่แหละคือสาเหตุที่ว่าทำไม? พุทธเจ้าถึงตรัสว่าให้รักษาแผลธนูอันเป็นทุกข์ให้หายก่อน!แทนที่จะเสียเวลาไปถามหาว่าใครเป็นผู้ยิง? หรือถ้าเทียบเป็นทางธรรม, ก็เท่ากับการถามหาว่าอัตตามีอยู่จริง! หรือว่าอัตตาไม่มีอยู่จริง! นั่นเอง, ซึ่งข้อวิจิกิจฉาในเรื่องของอัตตานี้, พุทธเจ้าจะเลี่ยง, ไม่ตอบ! นั่นเพราะอะไร? ก็เพราะว่าปุถุชนยังฝังหัวอยู่ด้วยอุปาทานในรูปนามว่าเป็นตัวตน! ฉะนั้น

อ่านต่อ

จึงเป็นการยากที่จะให้ปุถุชนเข้าใจถึงคำตอบที่คืออนัตตาได้! ซึ่งอนัตตานี่แหละไม่มีในศาสนาอื่น, แต่มีเฉพาะในศาสนาพุทธนี้เท่านั้น! และก็มิได้หมายความว่า, เมื่อศาสนาพุทธปฏิเสธเรื่องมีอัตตาแล้ว, ก็จะไปยอมรับในเรื่องไม่มีอัตตาดังที่คนทั่วไปเข้าใจกันนั้น, ก็หาไม่! ในทางโลก, เขาวัดความฉลาดกันด้วยIQ, ส่วนในทางธรรมก็แบ่งปัญญาเป็น3ขั้น (ต่ำ,กลาง,สูง) คือสุตะ,จินตา,ภาวนาซึ่งปัญญาที่จะรู้ถึงอนัตตาได้, ต้องเป็นระดับสูงคือภาวนาเท่านั้น! ฉะนั้นแม้ในชาวพุทธเอง, จะหาผู้มีปัญญารู้ถึงอนัตตาได้, จึงหาได้ยากยิ่งนัก! แต่ถึงอย่างไร ถ้าผู้ศึกษามีปัญญาอยู่ในขั้นกลางคือจินตามยปัญญา, ก็ยังพอสามารถจะนึกตรองตามได้, เช่นสมมุติว่า..มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่เครื่องหนึ่ง, ก่อนจะใช้งาน ก็ต้องป้อนข้อมูลเข้าไปก่อน เช่นเอาปากกามาวางหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงที่ลูกตาของมัน แล้วป้อนข้อมูลบอกกับมันว่า นี้คือปากกา! เสร็จแล้วลองชี้ไปที่ปากกาตรงหน้ามัน แล้วถามมันว่า ปากกามีอยู่ไหม? ซึ่งแน่นอนมันย่อมตอบว่ามี! จากนั้นให้เอาปากกาออก แล้วลองชี้ไปที่เดิมซึ่งตอนนี้ว่างเปล่าแล้ว ถามมันใหม่ว่าปากกามีอยู่ไหม? ซึ่งแน่นอน, มันย่อมตอบว่าไม่มี! ถึงตอนนี้แล้ว ให้ทำการลบข้อมูลที่ป้อนไว้แต่ทีแรกที่ว่า นี้คือปากกาออกเสียจากเครื่อง ซึ่งเมื่อข้อมูลถูกลบไปแล้ว ทีนี้ให้เอาปากกามาวางใหม่ตรงที่เดิม แล้วชี้ไปที่ปากกา ถามมันใหม่ว่าปากกามีอยู่ไหม? มันก็จะตอบเป็นอักษร”L” ที่แปลว่าตอบไม่ได้! จากนั้นให้เอาปากกาออก แล้วชี้ไปตรงที่เอาปากกาออก ถามมันใหม่อีกครั้งว่าปากกามีอยู่ไหม? ซึ่งมันก็จะตอบเป็นอักษร”L” ที่แปลว่าตอบไม่ได้อีกเช่นกัน! สรุปก็คือว่าเมื่อเอาข้อมูลที่ว่า, นี้คือปากกา ออกเสียจากเครื่องแล้ว มันก็ไม่สามารถจะตอบได้ว่ามีปากกาหรือไม่มีปากกาได้เหมือนเดิมอีกแล้ว! ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าจะเปรียบจิตเหมือนกับเครื่องคอมฯ อุปาทานในรูปนามว่าเป็นตัวตนก็ย่อมเปรียบเหมือนกับข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไปในเครื่อง ซึ่งธรรมดา..ปุถุชนย่อมถูกฝังหัวไว้แล้วด้วยอุปาทานในรูปนามว่าเป็นตัวตนมานานแล้วนับภพชาติไม่ถ้วน! ฉะนั้นรูปนามของปุถุชนจึงย่อมมิใช่รูปนามPureๆ เช่นรูปก็มิใช่รูปPure แต่เป็น รูปูปาทานักขันโธ (รูป+อุปาทาน), เวทนาก็มิใช่เวทนาPure แต่เป็นเวทนูปาทานักขันโธ (เวทนา+อุปาทาน), สัญญาก็มิใช่สัญญาPure แต่เป็นสัญญูปาทานักขันโธ (สัญญา+อุปาทาน),ฯ และซึ่งปุถุชนยังกอร์ปอยู่ด้วยอุปาทานคือข้อมูลที่ว่ารูปนามเป็นตัวตนเช่นนี้แล้ว ฉะนั้นจึงย่อมก่อให้เกิดความเห็นผิดได้! เช่นว่า,เมื่อเห็นรูปนามปรากฏอยู่ตรงหน้า ก็จะกล่าวว่ารูปนามมีตัวตน และเมื่อเห็นรูปนามดับหายลับไปตรงหน้า ก็จะกล่าวว่ารูปนามไม่มีตัวตน..ซึ่งทิฐิคือความเห็นของปุถุชนเยี่ยงนี้ ย่อมจะไม่ตรงกับสัจธรรมความเป็นจริงขั้นปรมัตถ์! แต่สำหรับผู้ที่มีจิตหลุดพ้นเพราะเห็นสัจธรรมความเป็นจริงขั้นปรมัตถ์แล้ว ย่อมหมายถึงว่า อุปาทานในรูปนามว่าเป็นตัวตนหรือคือข้อมูลที่เคยฝังหัวอยู่ไว้ในจิตย่อมจะถูกลบออกไปจนหมดสิ้น ฉะนั้นรูปนามของผู้หลุดพ้นนี้จึงกลายมาเป็นรูปนามที่บริสุทธ์! เช่นรูปก็คงเป็นรูป, เวทนาก็คงเป็นเวทนา, สัญญาก็คงเป็นสัญญาเป็นต้น, โดยที่ขันธ์5คือรูป,เวทนา,สัญญา,ฯ ยังคงอยู่ครบ เพียงแต่มิได้+กับอุปาทาน!เท่านั้นเอง..ซึ่งจิตที่หลุดพ้นจากอุปาทานเพราะได้ลบข้อมูลที่ว่าเป็นตัวตนไปแล้วนั้น ก็ย่อมเปรียบเหมือนกับเครื่องคอมฯที่ถูกลบข้อมูล(ว่านี้เป็นปากกา)ออกไปแล้วนั่นเอง แต่ก็มีต่างกันตรงที่ข้อมูลในคอมฯที่ถูกลบออกไปนั้น เป็นการลบทิ้งสัญญา แต่ส่วนสัญญาในจิตที่หลุดพ้นนั้นมิได้หายไปไหน! แต่ยังคงอยู่เป็นสัญญาบริสุทธ์ที่มิได้+ด้วย…อุปาทานเท่านั้นเอง และเมื่อเครื่องคอมฯถูกลบข้อมูลออกไปแล้ว จึงไม่สามารถจะตอบได้ว่ามีปากกาหรือไม่มีปากกา ฉันใด..จิตที่หลุดพ้นจากอุปาทานเพราะได้เห็นปรมัตถธรรมคืออนัตตานั้นแล้ว ก็ฉันนั้น! เพราะเมื่ออุปาทานว่ารูปนามเป็นตัวตนได้ถูกลบออกไป(จากจิต)แล้ว จึงย่อมไม่กล่าวว่า, รูปนามมีตัวตน! และอีกทั้งย่อมไม่กล่าวว่า, รูปนามไม่มีตัวตน! ซึ่งนั่นย่อมแสดงว่า,ทั้งมีตัวตนและทั้งไม่มีตัวตนย่อมเป็นมิจฉาทิฐิทั้งคู่! เมื่อปุถุชนฟังแล้ว, แน่นอนว่าย่อมจะไม่เข้าใจ! โดยเฉพาะโพธิรักษ์ต้องหูหักแง๋ๆ, ทั้งนี้ก็เป็นเพราะถูกฝังไว้ด้วยหัวตะปูอุปาทานว่ารูปนาม เป็นตัวตนมาตั้งแต่เกิดเป็นด.ช.รัก รักพงษ์แล้ว,ฉะนั้นถึงแม้ว่าจะอ่านพระไตรปิฎกจนจบหลายแสนล้านรอบก็ตาม, มิสก็ยังคงเป็นมิส! โพธิรักก็ยังคงเป็นโพธิรักษ์! ที่ไม่อาจจะเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าอนัตตาแม้เพียงคำเดียวได้เลย! แต่ก็น่าให้เห็นใจอยู่,เพราะถ้าอนัตตาอันเป็นปรมัตถธรรมนี้สามารถจะเข้าใจกันได้ง่ายๆ, ป่านนี้คนทั้งหลายก็คงจะบรรลุกันหมดแล้ว! และจะหาใครมาสมัครเป็นศิษย์โพธิรักได้อีกเล่า! ว่าไม๊? และเพื่อมิให้โพธิรักกล่าวหาเราได้อีก, โดยหาว่าเรากล่าวตู่พระไตรปิฎก! จึงต้องขอยกที่พุทธเจ้าตรัส ว่า, ดูกรภิกษุทั้งหลาย, หากว่าธรรมอันเราตถาคตกล่าวไว้นั้นดีแล้ว, ย่อมจะเข้าสู่มัชฌิมาปฏิปทาคือไม่ไปสู่ส่วนสุดโต่งคือทิฐิ2อย่าง 1)ความเห็นว่ามีตัวตน,นี้เป็นสุดโต่งด้านที่หนึ่งที่ธรรมะของเราตถาคตย่อมไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดโต่งด้านนี้ 2)ความเห็นว่าไม่มีตัวตน, นี้ก็เป็นสุดโต่งอีกด้านหนึ่งที่ธรรมะของเราตถาคตย่อมไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดโต่งด้านนี้อีกเช่นกัน! และขอขยายเพิ่มอีกว่า, ความเห็นว่ามีตัวตนย่อมก่อให้เกิดอัตติกิลมถานุโยค, ส่วนความเห็นว่าไม่มีตัวตนย่อมก่อให้เกิดกามสุขัลลิกานุโยค, ฉะนั้นแล้วอะไรเล่า? ที่จะก่อให้เกิดมัชฌิมาปฏิปทาได้! ซึ่งย่อมแน่นอนว่าการเห็นสัจธรรมตามความเป็นจริงขั้นปรมัตถ์เท่านั้นที่จะก่อให้เกิดมัชฌิมาปฏิปทาได้! ซึ่งปรมัตถธรรมที่ว่านั้นก็คือสัพเพธัมมาอนัตตา หรือสั้นๆก็คืออนัตตา!นั่นเอง สรุปก็คือ..อนัตตาหรือความเห็นว่ามิใช่ตัวตนนี้แหละ ที่ก่อให้เกิดมัชฌิมาปฏิปทา! อันเป็นเส้นทางที่มีเฉพาะในศาสนาพุทธนี้เท่านั้น! และที่ได้ชื่อว่าสายกลางนั้น ก็เพราะว่าอยู่ตรงกลางระหว่างสุดโต่งทั้ง2ด้านคือสุดโต่งด้านมีตัวตนกับสุดโต่งด้านไม่มีตัวตน! ฉะนั้นเมื่อได้ยกพระไตรปิฎกมาแจกแจงจนละเอียดดุจผงแป้งเช่นนี้แล้ว จึงขอให้อรหันโพธิรักจงยอมรับแต่โดยดี อย่าได้ขืนดันทุรังเถียงต่อไปอีกเลย! และอย่านึกว่าเรารู้ไม่ถึงความคิดในทางธรรมของโพธิรัก! คือโพธิรักย่อมคิดว่า การที่จะมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนนั้นขึ้นอยู่กับว่ารูปนามนั้นเป็นใคร? ถ้าเป็นอรหันต์ก็ไม่มีตัวตน, แต่ถ้าต่ำกว่าอรหันต์ลงมาย่อมมีตัวตนอยู่ทั้งสิ้น! ฉะนั้นโพธิรักจึงมิให้เครดิตกับคำว่าอนัตตาซักเท่าไร! ซึ่งก็มิได้แปลกอะไร! นั่นเพราะว่ารู้ดีถึงความคิดของโพธิรัก! ที่แม้ว่าความคิดนี้จะเกิดขึ้นโดยโพธิรักเอง แต่ก็นับเป็นได้แค่ขั้นกลางคือขั้นจินตาเท่านั้น! ฉะนั้นโพธิรักจึงยังต้องพัฒนาปัญญาของตนต่อไปอีก เพื่อให้สูงขึ้นถึงขั้นภาวนา โพธิรักถึงจักสามารถรู้ถึงปรมัตถ์คือรู้ถึงอนัตตานั้นได้ แต่ที่ซึ่งโพธิรักมักบอกว่าตนรู้ปรมัตถ์คือจิต,เจสิก,รูป, นิพพานนั้น โพธิรักก็อาศัยท่องจำเอามาพูดเท่านั้น! แต่ที่จะให้รู้เลยไปถึงขั้นรู้ว่าทำไม?ทั้งจิต, เจสิก,รูป,นิพพาน แต่ละอันถึงต้องเป็นอนัตตาด้วย! และก็รู้ด้วยว่าอนัตตานี้เป็นยังไง? ซึ่งความรู้เรื่องเหล่านี้ล้วนเกินจินตามยปัญญาของโพธิรักทั้งสิ้น! สรุปก็คือว่าปัญญาของโพธิรักแทนที่จะได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้นถึงขั้นภาวนาหรือขั้นปรมัตถ์ แต่กลับสะดุดหยุดลงอยู่แค่ขั้นจินตาคือขั้นสมมุติเท่านั้น! (มิน่าเล่า! ถึงแต่งสมาธิพุทธเล่ม2ไม่จบซักที!) และหากให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อไร!โพธิรักถึงจะมีปัญญารู้ถึงปรมัตถ์ซักที! เพราะหากไม่รู้ถึงปรมัตถ์แล้ว ย่อมไม่รู้ถึงอนัตตาด้วย! และหากไม่รู้ถึงอนัตตา ย่อมเข้าไม่ถึงมัชฌิมาปฏิปทาด้วย! และหากเข้าไม่ถึงมัชฌิมาปฏิปทา ย่อมไม่เห็นอริยสัจ 4ด้วย! และหากไม่เห็นอริยสัจ 4 ย่อมดับทุกข์คือกิเลสตัณหาอุปาทานไม่ได้ด้วย! ฉะนั้นเพื่อที่จะช่วยพัฒนาภูมิปัญญาให้โพธิรัก ทางเราจึงยินดีขยันSMS เพื่อช่วยจุดเทียนในที่มืดให้แก่คนเดินทางที่กำลังหลง!อมิตตาพุทธฯโพธิรัก IQเตี้ย, IDEAต่ำ, แถมEQผิดปกติอีก! จึงชอบฟังไม่ศัพท์จับไปกระเดียด! สงสัยกรรมฐานแตกก่อน, โพธิรักเลยแต่งตำราสมาธิพุทธเล่ม2ไม่จบซักที !ถ้าฮีสทีเรียแพร่ระบาดหนัก อาจมีSuperอรหันตโพธิสัตว์เพิ่มขึ้นอีกหลายตน! ให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทานทั้งปวง ถ้าให้อธรรมเปลืองเวลาFMTV อยากรู้ว่าศูนย์รวมมิจฉาทิฐิอยู่แถวบึงกุ่มรึเปล่า? และแพร่สาขาที่ไหนบ้าง? หลายช่องTVโฆษณาแข่งขายสินค้า ไม่เว้นนักบวชโฆษณาเก่งธรรมะ! ถ้าโพธิรักเข้าถึงอนัตตาจริง! คงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ ที่ระรานเขาไปทั่ว!!! ผู้ไม่รู้จริงแต่ชอบสอนคนอื่น จะต่างอะไรกับคนตาบอดที่สอนวิชาแสงสว่าง! พวกมิจฉาทิฐิควรต้องโดนยาแรง! เช่นใส่ยาโง่บัดซบลงไป ดิ้นพราดๆเลย! ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก่อนเกิดกายเดิมนั้นไม่มี! พอเกิดก็มีกายออกมาเป็นตัวตนสักวันก็ดับสิ้นตัวตนไม่มีกายแต่..ให้สมณะลองถามจิตใต้สำนึกของตนเองดูซิ! ว่ารู้สึกว่าชาวพุทธส่วนใหญ่ชิงชังพวกตนใช่ป่าว? พ่อครูว่า…เขาอ้างพุทธพจน์ฟังดูดี แต่ว่าเรื่องปรมัตถธรรม คุณ 4424 ก็คิดว่ามีปรมัตถธรรม และอาตมาก็ว่าตนเองมีปรมัตถธรรมเช่นกัน และอาตมาจะไม่ตอบทุกคำความแต่จะเอาสิ่งที่อาตมาได้เขียนมาอธิบายให้ฟัง

อาริยสัจคืออะไร อาริยสัจ คือ ความจริงของผู้เป็นโลกุตรบุคคลจริง ที่เข้าถึง "ปรโลก" ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ แล้วนำมาประกาศให้สังคมมนุษย์รู้ตาม ปฏิบัติเข้าสู่โลก อาริยะที่เป็น "โลกใหม่" (โลกนี้คือโลกียะ ปรโลกคือโลกอื่นที่ต่างจากโลกียะ ซึ่งมันทวนกระแสกับโลกียะ ซึ่งโลกียะคือ โลกที่สุขด้วยกามและอัตตา ซึ่งความเป็นกลางของ 4424 กับของ อาตมา นั้นคนละอย่าง ของ อาตมา คือ ผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติก็จะลดกาม และอัตตา ฝั่งกา ม นั้นจะทำให้หลงสุข เป็นกามสุขขัลลิกะ ส่วนอัตตานั้นทำให้เป็นอัตกิลมถานุโยค อัตตาขั้นหยาบคือ อบายมุข ส่วนอัตตาที่รองลงมาคือกาม เราต้องล้างตัณหา ที่เป็นเหตุให้เกิดกาม ผู้ที่ดับกามดับอัตตาได้ จนกระทั่งไม่โต่งไปทั้งสองฝ่ายคือ กาม กับอัตตา พระพุทธเจ้าพาปฏิบัติกามภพก่อน เมื่อหมดกามก็เหลือรูปภพ อรูปภพ คือด้านอัตตา จึงเกลี้ยง เรียกว่าจิตผู้นี้ถึง มัชฌิมา แล้วได้อย่างถาวร เป็นอนัตตาคือไม่มีตัวตนทั้งกามและอัตตา ก็จบเป็นคนที่เป็น กลาง คือเข้าถึงความเป็นกลาง มัชฌิมานั้นคือตัวผล ไม่ใช่ตัวมรรค ถ้าไม่มีสภาวะจะสับสน) คนผู้เอาแต่ "ขบคิด" ซึ่งใช้แค่เหตุผล(ตรรกะ) แล้วหลงว่า "การขบคิดจนทะลุ" นี้คือ "ภาวนามยปัญญา" จึงเอาแต่ใช้การขบคิดจนมี "ผล" สรุป แล้วหลงว่าตนบรรลุ ไม่ได้ปฏิบัติด้วย "มรรค อันมีองค์ 8 " หรือไม่ได้ปฏิบัติตาม "โพธิปักขิยธรรม 37 " จนรู้แจ้งสัมผัสเห็น เวทนา 108 เกิด "เจโตปริยญาณ 16 " เพราะผู้เอาแต่ "ขบคิด" นั้นแม้แต่ "ไตรสิกขา" ก็ไม่ได้ปฏิบัติเลย ได้แค่ "ผลของการขบคิด" แล้วหลงว่าเป็น "ปัญญาขั้นสูง" แล้วหลงว่าเป็น "ภาวนามยปัญญา" คนชนิดนี้คือ ผู้ไม่ได้มี "ปฏิบัติ" เพราะเมื่อสำเร็จด้วย "ตักกาวจรา" ได้แก่ ผู้สำเร็จ "การขบคิด" ด้วยเหตุผลเท่านั้นแล้ว ก็จะไม่ปฏิบัติอะไร เช่น พวกลัทธิเซ็น หรือสายปฏิบัติเอาแต่ "สติ" แล้วรู้ แล้วนิ่งเฉย ตัดทิ้งไปเลย อย่าคิดอะไรต่อ ทำใจให้สบายพอแล้ว เพราะส่วนมากจะ เข้า ใจว่า "ทุกสรรพสิ่งไม่ใช่ตัวตน" (สัพเพธัมมา อนัตตา) มาเป็นตัวต้น ทั้งๆที่เป็น "ตัวจบ" หรือ "ตัวปลาย" ของการปฏิบัติจนบรรลุสูงสุด แต่นี่หลงอยู่แค่ "ผลการขบคิด" มันรู้ดีแล้วนี่ว่า "ตัวตนใดๆก็ไม่มีในโลก" เมื่อ "ตัวตน" ไม่มี จะเอา "ตัวตน" ที่ไหนไปปฏิบัติ คนชนิดนี้คือ ผู้มีแค่ "อัตตวาทุปาทาน" = ยึดมั่นถือมั่นได้แค่ "วาทะ" ว่าเป็นตัวตน ยกตัวอย่างมาลุงกยบุตร...ในมาลุงกยสูตรดังนี้ พระสูตร จูฬมาลุงโกยวาทสูตร เรื่อง พระมาลุงกยบุตรดำริถึงมิจฉาทิฏฐิ 10 [147] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระมาลุงกยบุตรไปในที่ลับเร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงด ทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้อง หน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทิฏฐิเหล่านี้แก่เรานั้น เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่เราฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักลาสิกขามา เป็นคฤหัสถ์ พระมาลุงกยบุตรทูลบอกความปริวิตก พ่อครูว่า… คุณ 4424 นั้นจับแพะมาชนแกะ ซึ่งมาลุงกยบุตรนั้นถามเรื่องมิจฉาทิฏฐิ แต่คุณ 4424 ตัดเอาแต่ที่ว่าทุกข์นี้เกิดหรือไม่เกิด แต่ที่จริง ทุกข์นั้นเกิดที่ไหนใครทำนั้น อยู่ที่อเจลกัสสปะสูตร... [47] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือ บาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ อเจลกัสสปได้เห็น พระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ สถานที่นั้น ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [48] ครั้นแล้ว อเจลกัสสปได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพเจ้าจะขอ ถามเหตุบางอย่างกับท่านพระโคดม ถ้าท่านพระโคดมจะทรงกระทำโอกาส เพื่อทรงตอบปัญหาแก่ข้าพเจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ยังมิใช่เวลา จะตอบปัญหา เรากำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน แม้ครั้งที่ 2 ... แม้ครั้งที่ 3 อเจลกัสสปก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพเจ้าจะขอถามเหตุบางอย่างกับท่านพระโคดม ถ้าท่านพระโคดมจะทรงกระทำโอกาส เพื่อทรงตอบปัญหาแก่ข้าพเจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ยังมิใช่เวลาตอบปัญหา เรากำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน ฯ [49] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ก็ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะถามท่านพระโคดมมากนัก ฯ ภ. ดูกรกัสสป ท่านจงถามปัญหาตามที่ท่านจำนงไว้เถิด ฯ ก. ข้าแต่ท่านพระโคดม ความทุกข์ตนกระทำเองหรือ ฯ ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ ก. ความทุกข์ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม ฯ ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ ก. ความทุกข์ตนกระทำเองด้วย ผู้อื่นกระทำให้ด้วยหรือ ท่านโคดม ฯ ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ ก. ความทุกข์บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่น กระทำให้หรือ ท่านพระโคดม ฯ ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ ก. ความทุกข์ไม่มีหรือ ท่านพระโคดม ฯ ภ. ความทุกข์ไม่มีหามิได้ ความทุกข์มีอยู่ กัสสป ฯ ก. ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์ ฯ ภ. เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์หามิได้ เรารู้เห็นความทุกข์อยู่ กัสสป ฯ พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าท่านถามตรงประเด็นเลย อย่าไปมัวแต่ไปหาว่าใครทำหรือเราทำให้ทุกข์ ให้ถามว่าทุกข์มีอยู่หรือไม่......ที่อาตมาแสดงออกนั้นไม่ได้มีทุกข์แต่แสดงอาการลีลาเพื่อสอนผู้อื่น ก. เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ความทุกข์ตนกระทำเองหรือท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ความทุกข์ผู้อื่น กระทำให้หรืออัน (นี้อุทเฉททิฏฐิ) ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้หรือ (อันนี้สัสตทิฏฐิ) ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น (คือมันโต่งไปคนละด้าน) กัสสป เมื่อข้าพเจ้าถามว่าความทุกข์ไม่มีหรือ ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า ความทุกข์ไม่มีหามิได้ ความทุกข์มีอยู่ กัสสป เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์ ท่านตรัสว่า เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์หามิได้ เรารู้เห็นความทุกข์อยู่ กัสสป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงตรัสบอกความทุกข์แก่ข้าพเจ้า และขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงความทุกข์แก่ข้าพเจ้าด้วย ฯ พ่อครูว่า… คุณ 4424 นั้นไม่ได้เรียนรู้ทุกข์เลย แต่ไปคิดเอาว่าไม่มีตัวตนปุ๊ปเลย อะไรๆก็ไม่มีเลย อันนี้เป็นอุทเฉททิฏฐิ ตีทิ้งเรื่องอัตตะเลย จึงไม่สามารถเข้าถึงอัตตานุทิฏฐิ ในขบวนการละทิฏฐิ 3 คือ 1 . เห็นความไม่เที่ยงจึงละ มิจฉาทิฏฐิได้ 2 . ตามเห็นรู้ความเป็นทุกข์ได้ จึงละสักกายะทิฏฐิได้(สักกายะคือ proper noun เป็นปัจจัตลักษณ์) เป็นการอ่านกิเลสของตนได้ก่อน แล้วลดสักกายะซึ่งก็คือการลดอัตตานั่นเอง จนถึงตัวสุดท้ายคืออาสวะอนุสัย เมื่อดับสิ้นก็คืออนัตตา เข้าถึง 3 .อัตตานุทิฏฐิ เรียกว่าไม่มีตัวตน คือ "อนัตตา" เป็นอรหันต์ ในผู้ที่เอาแต่เหตุผลหรือเห็นว่าทุกอย่างไม่มีตัวตน การปฏิบัติก็จะเป็นหมันไปหมด อย่างคุณ 4424 นี่ก็น่าสงสาร จึงจัดอยู่ในคนผู้มิจฉาทิฏฐิ จำพวก "อุทเฉททิฏฐิ" คือนัตถิกทิฏฐิเพราะไม่มีผลการปฏิบัติ ไม่มี "อัตตทิฏฐิ" จึงไม่สามารถมี "อัตตานุทิฏฐิ" ในขณะปฏิบัติ จนถึงที่สุด "มีอนัตตา" ในตนได้บริบูรณ์สัมบูรณ์ โดยการตรวจด้วย "เวทนา 108 " หรือตรวจด้วย "อรูปฌาน 4 " หรือตรวจด้วย "อนุปุพพวิหาร 9 " หรือตรวจด้วย "เจโตปริยญาณ 16 " หรือตรวจด้วย "วิชชา 8 " ถ้าเอาแต่ "ขบคิด" ก็บรรลุได้แล้วไซร้ หลักธรรมที่อาตมานำของพระพุทธเจ้ามายกอ้างเป็นตัวอย่างต่างๆข้างบนนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าจะต้องให้ปฏิบัติจนเข้าถึงหรือบรรลุธรรมอันละเอียดลึกซึ้งนั้นกันไปทำไม? ก็เอาแต่พากเพียร "ขบคิด" กันเหมือนชาวมหายานที่หลง "การขบคิด" กันนั้นก็พอแล้ว เสียเวลาสาธยายละเอียดลอที่ลึกซึ้งเป็นคัมภีรากันไปทำไม เพราะผู้เอาแต่ "ขบคิด" ยัง "มีอวิชชา" จึงไม่รู้อย่าง "อัตตา" ทั้งไม่รู้ความเป็น "โลก"

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น....

_การโกงเรื่องอะไรของนายกฯครั้งล่าสุดที่จะทำให้เขาตกนรกจาก 1500 ชาติเป็น สองแสนสี่หมื่นชาติ.... พ่อครู ตอบ...ตอบไม่ได้ จำนน..... ตอบว่า การโกงเรื่องอะไรก็แล้วแต่เป็นการตกนรกทั้งสิ้น มีการโกงโดยไม่รู้ตัวก็มีน้อย ทุนนิยมนั้นมีวิธีการโกงเยอะ การโกงอย่างรู้ๆเดี๋ยวนี้มีเยอะ ซับซ้อน เอาประชาชนเป็นเบี้ยให้ซับซ้อน ไม่ให้ใครรู้ เขาไม่กลัวสัจธรรม เดี๋ยวนี้บ้านเมืองโกงจัดจ้านมากเลย น่าจะต้องแก้ไขกัน เราก็ได้แต่ต้องพยายามเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาประกาศให้ปฏิบัติ อย่างไม่กดดัน ใครมีปัญญาคุณก็มาเอาเอง พากเพียรเอาเอง เป็นการคัดเลือกเพราะไม่ได้เอาอะไรมาล่อ

_รู้จักคนวัดคนหนึ่ง เธอสนใจเรื่องของคนอื่นมากทั้งที่ข้อมูลที่เธอฟังมักฟังความข้างเดียว ซึ่งดูเธอภาคภูมิใจในสิ่งที่เธอได้ยินได้ฟังมา แต่เธอจะสื่อก่อนด้วยการพูดแสดงความสงสารผู้ที่ถูกกล่าวหา พฤติกรรมเช่นนี้ผิดศีล เวลาฟังเธอสื่อควรทำใจอย่างไร… พ่อครู ตอบ… รู้ให้ทันใจตนเอง ถ้ามีข้อมูลก็ช่วยให้ข้อมูล ไม่ใช่การฟ้อง ให้ข้อมูลแก่ผู้ที่จะช่วยแก้ไขได้ การฟ้องนั้นจิตใจไม่ดี เป็นการทำร้าย แต่การให้ข้อมูลคือการบอกด้วยจิตซื่อๆ อยากให้เขาได้ดีขึ้น ก็ ทำใจในใจให้ดี เพราะพวกเราชอบในการติเตียนติติง...ผู้ให้ข้อมูลมานี้ ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ถ้าเขาจริง คุณก็ผิด ต้องหาข้อมูลให้ดี

_ทุกข์ที่เกิดจากฐานความผิดที่ไม่ได้กระทำผิด เราต้องทุกข์ทันที่ที่ต้องรับรู้หรือไม่ ยุติธรรมหรือเปล่า ผู้กล่าวมีความผิดไหม?.... พ่อครู ตอบ..ถ้าเขาว่าเราผิดๆ เราไม่ได้ผิดแบบที่เขาว่า คนว่าก็เป็นคนผิด เราไม่ผิดแล้วเราเป็นทุกข์ทำไม เราโง่ เราไม่ได้ผิดไม่ได้ชั่ว เราอย่าโง่ อย่าบ้าจี้ตามเขาว่า ถ้าทุกข์ เราเสียใจแล้วเราไม่ได้ทำผิด เราจะทุกข์ทำไม นี่คืออัตตา อัตตาว่า เราจะผิดหรือถูกมาว่าไม่ได้ เราเป็นคนว่าไม่ได้ อัตตาข้าใครอย่าแตะ ก็อาจจะเคืองไม่ชอบใจเป็นโทสะมูลนั่นก็คือทุกข์ ตอบอื่นไม่ได้นอกจากโง่อย่างเดียว ข้อสำคัญอย่าเข้าข้างตัวเอง ตรวจสอบให้ดี ถ้าไม่ใช่เขาก็ไม่มีข้อมูลจริงผิดบาปอยู่ที่เขา เราอย่าหวั่นไหว แต่ถ้าเราลำเอียง เราเป็นอย่างที่เขาว่าจริง เราก็ซวย อย่ามีอคติ อย่าเข้าข้างตนเอง

_จากคนที่ทนเห็นสังคมเน่าเละตุ้มเป๊ะไม่ไหว?.....เรื่องมิสป่าตองค่ะ ...ที่ทุกคนได้หยิบยกมาพูดหนูว่าไม่มีอิทธิพลเท่ากับมิสนางงามเวทีต่างๆหรอกค่ะ ที่ต่างถอดเสื้อผ้าอวดทรวดทรงกันอย่างไม่อาย พอได้ชนะก็ถือว่ามีหน้าตาแก่ตนและวงค์ตระกูล นี่คือการสร้างต้นแบบที่เลวร้ายกับเยาวชน ได้แค่นี้หรือผู้หญิงเรา เห็นแล้วน่าสงสาร...พ่อครูมีความเห็นกับความคิดอย่างนี้..... พ่อครู ตอบ....อาตมา เห็นด้วยกับคุณอย่างยิ่งสังคมมันเหลงเละ ไม่เฉพาะ เมืองไทย ไปหลงความงามขี้หมูขี้หมา คุณค่าของคนไม่ใช่อยู่ที่ความสวยงามความหล่อ ...เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ทำไมชาวพุทธไม่ชัดเจน ไปหลงยกย่องสรรเสริญพวกนี้ คนดีไม่ค่อยได้รับการสรรเสริญ คนก็เลยหลงแต่ความงามภายนอก ไปขายของเสริมสวยกันรวยเละ คนโง่จมตกเป็นแมงเม่ามากมาย ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ตกต่ำ คุณค่าของคนมีมากกว่าความสวยเยอะเลย แต่งมงายกันหมดโลก ทั้งการละเล่นเสพรส สารพัดแข่งขัน มีการพนัน โลกต่ำลงทุกวัน ข่าวที่จะเชิดชูความดีไม่ค่อยมี มีแต่ข่าวมอมเมาแล้วโลกจะไม่งมงายได้อย่างไร สื่อสารทุกวันนี้ เป็นสื่อเสียไปแล้ว หลายคนก็บอกว่าเขาต้องทำมาหากินต้องเอาตามความนิยมของคน คือมันอ่อนแอพึ่งตนไม่รอด

_ผมเคยถูกทำร้ายเมื่อ 2 ปี จึงเกิดอาการหวาดกลัวหวาดหวั่น....จะทำใจอย่างไร.... พ่อครู ตอบ.....ทางจิตวิทยาเขาก็มีการศึกษามีการทำเพื่อให้ลดความกลัว แต่ทางธรรมะต้องศึกษาให้ถึงความจริง พระพุทธเจ้าสุดท้ายแล้วจะหายกลัว จะพ้นภัย ไม่กลัวตาย ไม่กลัวทุคติ ไม่กลัวตกนรก ไม่กลัวติเตียน ไม่สะทกสะท้านในบริษัท ไม่กลัวการดำเนินชีวิต ไม่กลัวเสื่อมลาภยศสรรเสริญสุข อาตมาว่าคนที่ดีก็ไม่กลัว จะแกล้วกล้าอาจหาญ จะมีพลัง 4 ทำให้พ้นภัย 5 ได้อย่างแท้จริง เราจะทำเพื่อสังคมเพื่อมนุษยชาติ โดยพึ่งพากันได้ในหมู่ ไม่ต้องอาศัยนายทุน แต่มีผู้มีปัญญาช่วยเกื้อกูลสงเคราะห์ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะอยู่ไม่ได้ ศีลธรรมเป็นกม.สูงสุดเพื่อปกครองมนุษยชาติฉันใด รัฐธรรมนูญก็เป็นกม.สูงสุดเพื่อปกครองประเทศฉันนั้น...

_1.ผัสสะคืออะไรครับ... 2.ผัสสะมีเหตุปัจจัยอะไรบ้างครับ 3...แล้วจะใช้ผัสสะในการปฏิบัติอย่างไร?? … พ่อครู ตอบ..การปฏิบัติธรรมพระพุทธ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน