สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จะรู้กรรมฐานอ่านเวทนาตนได้อย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.32 KB
วันที่แก้ไข28 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จะรู้กรรมฐานอ่านเวทนาตนได้อย่างไร _ทำอย่างไรเราจะรู้เท่าทันความรู้สึกที่เป็นกิเลสของตัวเองครับ พ่อครูว่า...ก็ต้องมาเรียนดูอาการอารมณ์ความรู้สึก อ่านเวทนาให้รู้ ก็คือความรู้สึก อ่านรู้ คุณอยากรู้ความรู้สึกมันง่ายหรือ ฝึกไปเถอะ มาฝึกอย่างที่อาตมาพาทำ ทำอย่างไรก็ทำอย่างที่อาตมาสอนแนะนำ ไปที่อื่นช้ากว่านี้ ยิ่งไปย่างหนอก้าวหนอจะช้า แทนที่จะฝึกให้รู้ได้เร็วแต่ก็ไปฝึกย่างหนอก้าวหนอมันก็ไม่ทันกิน พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแบบนี้ ไม่รู้อาจารย์คนไหนมาฝึกวิธีนี้ขึ้นมา สอนกันเต็มแล้วก็รับรองกันด้วยว่า เป็นวิธีการที่ถูกต้อง มันเป็นสายเจโตมันถูกต้องกับความรู้สึกตัวเอง แค่นั่งหลับตาหยุดสะกดจิต เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรเป็นเรื่องของวิธีการ

_กรรมฐานคืออย่างไร พ่อครูว่า...กรรมฐานคือจุดที่เราจะปฏิบัติ ฐานที่เราจะปฏิบัติ ตำแหน่งแห่งที่ที่เราใช้ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นกรรมฐานของศาสนาพุทธคือเวทนาเท่านั้น ความรู้สึกเท่านั้น อันอื่นไม่ใช่เลย อันอื่น จะเรียกว่าเป็นกสิณ แต่กรรมฐานกว้างกว่ากสิณ ว่าจะมาปฏิบัติก็ต้องใช้กสิณ สายไหน เมื่อมีสัมมาทิฏฐิก็จะปฏิบัติถูก เท่านั้นเอง สรุปแล้วกรรมฐานคือจุดที่เราจะปฏิบัติ ให้อ่านเวทนา แม้ว่า กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ก็เป็นเวทนาที่เป็นตัวหลัก เพราะว่าเวทนาเป็นฐานของการปฏิบัติในพระไตรปิฎก พรหมชาลสูตร ข้อ 50-60 ไปข้อหลังๆ ล. 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ แม้ในมูลสูตรก็ตาม ก็ต้องมี เวทนาเป็นที่ประชุมลง ผัสสะเป็นเหตุ(สมุทัย)

อ่านต่อ

แต่ไม่รู้ไปเรียนอย่างไรไปนั่งหลับตากันเต็มไปหมด ในประเทศไทยอาตมาถึงได้เหนื่อยจริงๆ เพราะเขาไปยึดมั่นถือมั่นกัน พระอาจารย์ใหญ่ชื่อว่าอาจารย์มั่นก็ไม่รู้ ไม่กระดิกเลย ไม่ฉุกคิดเลยว่า อยู่ด้วยกันนั่งหลับตา มันไม่มีในหลักการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า เป็นของเดียรถีย์ อ่านพระไตรปิฎกไม่แตก พระพุทธเจ้าเกิดมาก็มีแต่เดียรถีย์ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็มาสร้างสมาธิของท่าน ในมหาจัตตารีสกสูตร ก็มีว่าไว้ ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ก็มีสัมมาสมาธิ หากไม่มีการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ก็ไม่มีสัมมาสมาธิ มรรค 7 องค์คือ ในการทำอาชีพ การกระทำ การพูด การคิด มีทิฏฐิ แล้วมีสติกับความเพียร แล้วก็จะตกผลึกเป็นสัมมาสมาธิ สมาธิของพุทธเจ้านั้นไม่ใช่จิตที่นิ่ง แต่เป็นจิตที่แววไว แข็งแรงตั้งมั่น มีมุทุภูตธาตุ รวมให้เป็นหนึ่งได้เร็ว นั่นคือสมาธิ คือแข็งแรง คือสมาธิตั้งมั่นทำได้เร็ว ไม่ใช่การนั่งหลับตาและหยุด อย่างนั้นมันเป็นสมถะไม่ใช่สมาธิ การไปนั่งหลับตาปฏิบัติได้เป็นสมถะ สมาธิต้องปฏิบัติแบบลืมตาตลอด แล้วสะสมเป็น อินทรีย์ 5 พละ 5 ปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติอย่างนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ ธรรมะของพุทธนั้นผิดไปไกล ทั่วไปยึดมั่นถือมั่น อาตมามาในปางนี้ยุคนี้มาแก้ความผิดก็เหนื่อยหน่อย แต่ไม่รู้ทำไง เกิดมาแล้ว 610827_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 9 บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน