เรื่องความเสื่อมของศาสนาพุทธ และการกอบกู้.docx
เนื้อหาในไฟล์
เรื่องความเสื่อมของศาสนาพุทธ และการกอบกู้ พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 วันนี้ก็วันที่ 9 เดือนก็เดือน 9 ขึ้น 1 ค่ำ ปีฉลู อายุก็ยืนยาวไป 2,500 กว่าปี เป็นกึ่งพุทธกาล คำว่ากึ่งพุทธกาลก็คือ ศาสนาพระพุทธเจ้าสมณโคดม มีกาละหรือมีเวลาอายุ 5,000 ปี ตัวเลข 2,500 ก็คือกึ่งหนึ่ง ก็คงเคยได้ยินฟังมา พระพุทธเจ้ามีการกำหนดขอบเขตเวลากาละกัปป์ ของศาสนาพุทธของแต่ละพระพุทธเจ้าไม่เท่ากัน พระพุทธเจ้าสมณโคดมเป็นยุคปลายภัทรกัป แปลว่า กัป ในยุคที่มี พุทธศาสนา ดีๆ ในภัทรกัปนี้ เขาก็บอกไว้ว่า มี พุทธศาสนา ใน พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระโคตมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน 80 ปีก่อนพุทธกาล) พระเมตไตยพุทธเจ้า (อนาคตอีกหลายล้านปีนับจากที่พระศรีศากยมุนีโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน) จากนั้นจะเป็นยุคพุทธันดร จะไม่มีศาสนาพุทธเกิดขึ้นที่ไหนในโลก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยมจะเกิดเป็นช่วงๆ แต่ว่าศาสนาเทวนิยมจะมีอยู่ตลอดกาลนานไม่เคยขาด เป็นพื้นฐานของโลกียะ แล้วโลกุตระคือส่วนเจริญ จึงเจริญเป็นส่วนยอดพีระมิด นานๆถึงจะมีได้ หมดยุคก็จะหายไป แล้วเมื่อถึงวาระอันสมควรมีเหตุปัจจัยครบก็ถึงจะเกิดมีพุทธศาสนาขึ้นมาในโลกอีกใหม่ ไม่ได้มีอยู่ตลอดกาลนาน เพราะมันเป็นสิ่งยากสิ่งสูง เมื่อโลกมีความเสื่อมร้ายแรงเข้าสู่กลียุค เข้าสู่ความเสื่อมมากจนกระทั่งมนุษย์ตกต่ำไม่สามารถจะรับเอาความรู้ขั้นโลกุตระได้ โลกุตระก็เกิดไม่ได้ แล้วโลกุตระนี้จะอยู่กับมนุษย์อย่างสำคัญ ถ้าเผื่อว่าไม่พากเพียร มีเหตุปัจจัยของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นเรื่อง อจินไตย เป็นเรื่องกรรมวิบากด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่มันจะต้องเกิดต้องเป็นอย่างน
อ่านต่อ
ั้นด้วย มันจึงมียุคกาลที่ไม่มีศาสนาพุทธ เช่น พระพุทธเจ้าสมณโคดมท่านพยากรณ์ไว้ พยากรณ์ศาสนาพระองค์เอง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะพระองค์เองหรอก แต่เป็นของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะเหมือนกันหมด จะมีการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็เสื่อมไป หมุนวนอยู่ ในช่วงเสื่อมมันก็จะเสื่อม ส่วนมันยังไม่หมดไปก็จะมีผู้มากอบกู้ ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าสมณโคดมจะมีอายุยืนยาวไปครบ 5,000 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้ได้เสื่อมไปจริงๆ ตามที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ตรัสไว้ ในอาณิสูตร (พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 672 ) อาณิสูตร ล.16 [672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษาแต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ พ่อครูว่า... เอามาพูดทบทวนเพื่อยืนยัน ไม่ใช่พูดแบบเอาดีเข้าตัว แต่พูดความดีแล้วมันก็เข้าตัว เพราะอาตมาเป็นผู้นำศาสนาพุทธที่ได้เสื่อมไปแล้วในยุค 2,500 กว่าปีของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธมีอายุยืนยาว 5,000 ปี เมื่อมาถึงกึ่งหนึ่ง 2,500 มันชัดเจนว่ามันได้เสื่อมจนโลกุตระไม่มีเหมือนที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ท่านไม่ได้ตรัสเรื่องไม่จริง พระพุทธเจ้าจะต้องตรัสความจริง ผู้ที่หลงในความรู้ตนเองก็หาว่าอาตมาพูดเอาเอง ซึ่งมันไม่ใช่ เราพูดความจริงตามความเป็นจริงยืนยันอยู่ อาตมาไม่ได้พูดเข้าข้างตัวเอง แต่อาตมาพูดความจริง แล้วความจริงนั้นอาตมาเป็นตัวละครอยู่ในความจริงนั้นด้วย อาตมาคือพระโพธิสัตว์ คือสัตบุรุษที่จะมาเป็นตัวละครตัวจริงในยุค 2,500 กว่าปีนี้ มีตัวตนบุคคลคือพระโพธิรักษ์ พระโพธิสัตว์จริงๆ แล้วมาอธิบายธรรมะของพระพุทธเจ้า อ่านพระไตรปิฎกเทียบเคียงให้ดูตลอดเวลา พากันมาปฏิบัติจนกระทั่งมีพระอริยเจ้า มีสาธารณโภคี มีวรรณะ 9 มีสาราณียธรรม 6 ยืนยันความจริงอยู่อย่างนี้ พาคนมาเป็นคนจนมี เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลสมีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) พากันบรรลุ ขัดเกลาตนเอง ให้เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอรหันต์แล้วก็พัฒนาภพภูมิเป็นโพธิสัตวภูมิต่อ ก็แล้วแต่องค์ไหนจะไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ต่อเป็นพระโพธิสัตว์ไป ซึ่งอธิบายได้ชัดเจน แต่ท่านก็ไม่เชื่อก็บังคับไม่ได้ เพราะว่าท่านไม่มีผู้ไม่รู้ ถ้าไม่มีภูมิปัญญาพอจะรู้ก็บังคับเขาไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไร สรุปเรื่องกึ่งพุทธกาลนี้มันเสื่อมจริงๆ จะไปเสื่อมตอนไหน จะว่าตอนต้นพุทธกาลก็เริ่มเสื่อม แต่กึ่งพุทธกาบก็ยิ่งเสื่อม แล้วอาตมาจะต่ออายุศาสนาพุทธให้ครบ 5,000 ปี ใช้วิจารณญาณดีๆไต่ตรองตามที่อาตมาสาธยายความจริงอย่างไม่ได้พูดเข้าข้างตัวเอง ไม่ได้หลงตัวเองอะไรเลย พูดธรรมะจริงๆ พูดถึงกาละของศาสนาพุทธ กับเนื้อหาของศาสนาพุทธที่มีกรรมเป็นตัวหลัก กรรมที่เป็นโลกุตระไม่ใช่กรรมที่เป็นแค่โลกียะ มาถึงยุคนี้เป็นความจริงที่เป็นยุคเสื่อม ในกึ่งพุทธกาลนี้ จนกระทั่งไม่เหลือโลกุตระตามคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพยากรณ์เอาไว้มันไม่ผิดหรอก มันเป็นความจริง ฟังความจริงนี้ให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าบังคับให้เชื่อแต่ให้ไปพิจารณาตามให้ดีๆ ที่ท่านประพฤติกัน ผู้สืบทอดศาสนาจากมหาเถรสมาคม ท่านก็ไปจมงมงายอยู่กับสรรเสริญรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ยกตัวอย่างผู้ที่ทำผิดๆ ซึ่งก็มีตัวตนบุคคลเราเขาที่ปฏิบัติอยู่ ไม่ว่าจะเป็นธัมมชโย มหาบัว ที่จะเป็นคนพูดเยอะ (ส่วนอาจารย์มั่นอาจารย์ของมหาบัวนั้นไม่พูดเยอะก็เสียชีวิตไปก่อนแล้ว) ก็เลยมีบทบาทเยอะ มีพฤติกรรมพฤติการณ์บันทึกไว้เป็นประวัติเป็นตำนานกันเยอะก็ได้เอามาพูดกัน กับพฤติการณ์ของท่าน ท่านติดสิ่งเสพติดคือหมากพลู ติดสิ่งเสพติดในสรรเสริญ ซึ่งอธิบายได้ยากกว่ารูปรส กลิ่นเสียงสัมผัส เช่นว่าท่านสามารถเรี่ยไรได้เยอะอ่านเยอะ แล้วช่วยประเทศชาติได้เยอะก็เกิดมานะอัตตาติดยึดในสิ่งที่เป็นมานะอัตตาคือดีแท้ จริงมันก็เป็นความดีช่วยประเทศชาติมันเป็นความดีไม่ได้ปฏิเสธเลย แต่มันเป็นโลกิยะเป็นความดี แล้วท่านก็ไปมีอุปกิเลสซ้อนมีปีติยินดีมีมานะอัตตามีอติมานะ โดยท่านไม่รู้จักอุปกิเลสพวกนี้เลยมันก็ยิ่งลึกยิ่งแน่น และมันคงจะจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือท่านปฏิบัติในสายเจโตสายศรัทธาก็เลยเคร่งสะอาด ไม่ละเมิดไม่ผิด ก็ยิ่งซับซ้อนให้ท่านหลงตัวเองที่ติดยึดไปว่าฉันเป็นคนสะอาดบริสุทธิ์ฉันบกพร่องไม่ได้ อาตมายังมีจุดบกพร่องเยอะเลยอาตมาเขียนไว้ทั้ง 10 ข้อ แต่ว่าท่านไม่บกพร่องอะไรเลย คนโวยวาย แต่มาฟังที่ท่านพูดจะไม่พบความบกพร่องเลย แต่อาตมายอมรับความบกพร่องของอาตมา แต่ท่านก็บอกว่าไม่มี มันก็เป็นภาวะซับซ้อนมากเลยคนเราที่หลงตัวเอง อาตมาว่าคนที่ไม่มีภาวะบกพร่องเลยยกให้พระพุทธเจ้าองค์เดียว แม้แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ก็ยังบกพร่องกันอยู่ทั้งนั้น ถือว่ามีสุดยอดพระพุทธเจ้าองค์เดียวที่จะต้องได้เท่าเทียมไม่เหลืออะไรบกพร่อง ถ้าไม่ถึงพระพุทธเจ้ายอดสุดลดลงมาก็ต้องไม่เท่าแล้ว ใช่ไหม เพราะท่านไม่รู้ท่านจะเอาอรหันต์อย่างเดียวท่านไม่รู้จักโพธิสัตวภูมิและจิตของท่านคำนึงเมื่อท่านมีจิตที่เรี่ยไรเงินเข้าคลัง ซึ่งโพธิสัตว์ไม่ทำหรอกอะไรอย่างนั้นเป็นงานโลกีย์เขา อย่างเช่นอาตมาไม่ไปเรี่ยไรเงินให้แก่ประเทศชาติหรอก ไม่ทำ ซึ่งเป็นความลึกซึ้งซับซ้อนที่ต้องขยาย โดยเอาเหตุปัจจัยจริง ปรากฏการณ์จริง มายืนยันอธิบาย สรุปแล้วยืนยันว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์จริงเป็นคนในศาสนาพุทธแท้ๆขึ้นมาทำงานที่เป็นงานตามหน้าที่เป็นกรรมวิบากสัมภาระวิบากที่อาตมาจะต้องทำอยู่ จนกว่าจะสิ้นสุดปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ซึ่งสามารถรีไทร์ตัวเองก็ได้ จะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ เหมือนอย่างพลเอกประยุทธ์อาตมาก็ให้กำลังใจให้เข้มแข็งอย่าถอดใจง่ายๆ เพราะว่าอาตมาดูแล้วก็ใช้ได้ แม้จะเกิดเหตุการณ์อะไรต่ออะไรประมวลกันดูแล้ว อาตมาก็ประมวลตามปัญญาอาตมาว่าใช้ได้เป็นตัวอย่างที่เกิดความดีให้แก่โลกนี้ ว่าโลกในยุคนี้ จุกจิก เหมือนอิตถีภาวะ บอกว่าพยายามทำความสงบรักษาความไม่รุนแรง พูดแล้วก็ตลก ซึ่งมันไม่มีระดับด้วย ซึ่งเขาก็อยู่นอกประเทศก็ยังบงการอะไรได้อยู่ ลูกน้องก็ทำการอยู่ เป็นตัวอย่าง ไม่ต้องสมมุติ มันเป็นความจริงที่จะเป็นตัวอย่างให้แก่โลก สรุปว่า ยุคนี้เป็นยุคเสื่อมจริงๆ แล้วอาตมามากอบกู้ขึ้นได้ เพิ่งกอบกู้ขึ้นได้ อาตมาทำงานมา 50 ปี พอเห็นหน้ายังไม่ถ้วนเห็นหลัง หลังมันเห็นยากกว่าหน้า ก็ต้องค่อยๆเห็นไป แอบๆมาข้างๆแล้ว กว่าจะครบกลมถ้วน ไม่รู้ว่าอาตมาจะต้องตายไปจากร่างโพธิรักษ์แล้วเกิดมาอีกในยุคกับนี้ไหม ในกับของพระพุทธเจ้าสมณโคดมนี้ ถ้ามันยังไม่พอก็ต้องมาเกิดอีก แต่ตั้งใจจะต่อให้ได้นานที่สุด เหลือเท่าไหร่ขึ้นมามันก็จะเบาลง ถ้าอาตมาทำให้ดี ก่อนที่โพธิรักขิโตยุคนี้หรือมงคล รักโพธิ์หมดลมหายใจทิ้งร่างนี้ไป ถ้าไม่มากพอก็ต้องมาเกิดให้ไปถึง 5,000 ปีให้ได้ ถ้าประมาณแล้ว คำนวณดูคิดว่ามั่นใจได้ก็ไม่ แต่ดูท่าทีแล้วมวลมนุษย์นั้นน่าสงสารมาก และมันก็อยู่ในช่วงที่กำลังจะมีโลกุตรธรรมประกาศขึ้นในโลก ซึ่งศาสนาในโลกมีทั้งเทวนิยมและอเทวนิยม ศาสนาพุทธนี้อยู่ในจำนวนยอดพีระมิดเท่านั้น นอกนั้นเทวนิยมเป็นฐานพีระมิดทั้งหมดเลย โลกุตระหรือศาสนาพุทธอยู่ตัดยอดพีระมิดมาส่วนหนึ่งเป็นพีระมิดฐานเล็ก ศาสนาพุทธที่เแต่ป็นโลกุตรธรรมมันเสื่อมจริงๆตรงตามที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมพยากรณ์เอาไว้ใน อาณีสูตร มันเป็นเรื่องจริง จริงๆเลย อาตมาจึงนำเอาโลกุตรธรรมมากอบกู้มาประกาศสืบทอดของพระพุทธเจ้าไป 50 ปีแล้ว ก็ได้ประมาณนี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าเชื้อรากเหง้าของศาสนาพุทธในเมืองไทยยังสืบทอดได้ ยังโคลนนิ่งขึ้นมาได้ โคลนนิ่งคือเอาเชื้อที่จวนจะหมดแล้ว เหลือแค่เล็กละเอียด เอามาฟื้นด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์เขาก็มีก็นี่แหละ อาตมากำลังทำอยู่แล้ว วิธีธรรมะ ให้มาฟื้นขึ้นมาได้ เห็นรูปเห็นร่างทั้งกายและใจ แต่คนก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน คิดว่าง่าย คิดว่าตื้นๆ แล้วคำว่ากายก็ผิดเพี้ยนไป อาตมาก็ต้องมาสืบทอดความถูกต้องของโลกุตรธรรม กายไม่ใช่แค่ภายนอกเท่านั้น แต่มีจิตวิญญาณด้วย ก็ค่อยๆบอกกันไป ตอนนี้มีหนังสือ เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 เขียนไว้ ผู้ไม่มีภูมิธรรมอ่านแล้วจะไม่ติดใจ ไม่สนุก ไม่เห็นค่า ไม่เห็นความสำคัญหรอก แต่ผู้ที่รู้มีภูมิธรรมจริงๆ อ่านแล้วจะเห็นว่าหนังสือเล่มนี้จะมีความหมาย สำคัญ มีเรื่องเนื้อหาสาระ ลึกซึ้ง สำนวนของพุทธเจ้าตรัสไว้คือ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ซึ่งมันเป็นจริงนะ ตั้งใจศึกษาติดตามให้ดีๆ ชีวิตนี้ควรจะได้สิ่งที่สำคัญ ชีวิตไม่ควรได้โลกียะหรือโลกธรรม เพราะเป็นเรื่องที่หมุนเวียนไม่รู้จักจบ อยู่กับทุกข์กับสุข อยู่กับการทรมานทรกรรมวุ่นวายเดือดร้อนไปจนกระทั่งตกต่ำ อาการสุดเจ็บสุดแสบสุดทุกข์สุดทรมาน จนกระทั่งถึงไม่ทรมานก็หลงสวรรค์ เป็นสวรรค์เป็นนรกอยู่อย่างนั้น หมุนเวียน ซึ่งศาสนาพุทธนั้นดับสวรรค์ดับนรก คำว่าดับสวรรค์ดับนรก ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก มันก็สูญไปแล้ว สิ้นไปแล้ว ไม่มีใครรู้จักเรื่องนี้ อาตมาก็นำเรื่องนี้มาพูด เพราะศาสนาพุทธุตรธรรมนั้นไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ไม่ได้ไปยึดติดอะไรหรอก หากว่าคุณยึดติดคุณก็มี เช่น สวรรค์ 6 ชั้น เป็นต้น จาตุมหาราชิกา (สวรรค์ที่มหาราชใหญ่ 4 ทิศ ปกครอง) ดาวดึงส์ (ที่อยู่แห่งเทพที่ยังเสพอารมณ์เพิ่ม เกินๆ) ยามา (แดนใจของผู้เปลื้องทุกข์ได้, ได้นาน,) ดุสิต (แดนใจของผู้อิ่มสงบเฉยได้แล้ว เพราะเสวยอิ่ม) นิมมานรตี (ภูมิจิตของผู้มีใจยินดีในการเนรมิต ความปรารถนา สำเร็จได้ด้วยความสามารถตน) ปรนิมมิตวสวัตตี (ภูมิที่อยู่แห่งเทพที่มีอำนาจในการเนรมิตอื่นๆ มีผู้อื่นสนองอำนาจให้ได้อย่างเร็วไว หากจิตพ้นขั้นนี้ได้แล้วย่อมเป็นพรหม) (พตปฎ. เล่ม 4 ข้อ 17) พวกที่หลงสวรรค์เป็นพวกไม่เดียงสา ภาษาว่าไม่เดียงสาที่จริงเขาอยู่ ตาวติงสา ไม่เดียงสา แต่เขาจมกับ ตาวติงสะ แปลว่า 33 หากว่า ทวัตติงสะ แปลว่า 32 ลักษณะสำคัญมันมี 32 แต่ไปสร้างภพชาติประหลาดขึ้นมาอีกอันหนึ่งเรียกว่าดาวดึงส์ (ตาวติงสะ แปลว่า 33) มันเกิน 32 ขึ้นมา มันเป็นของเก๊ ดาวดึงส์คือสวรรค์เก๊ คนไม่รู้ก็ไปเป็นจตุมหาราช ไปปราบไปแย่งชิงมาได้แล้วก็สมใจเป็นสุข เบียดเบียนคนทั้งนั้น เบียดเบียนทั้ง 4 ทิศเลย จตุมหาราชิกา รบชนะ 4 ทิศ แต่สู้บุเรงนองไม่ได้ชนะทั้ง 10 ทิศ แล้วอยากให้มันยาวนานเรียกว่า ยามะ ไม่ให้หยุด ทั้งๆที่เขามีแดนให้หยุดคือดุสิตก็ไม่หยุด ให้พักไม่เอา เสพติดไม่พอ ก็หาพวกหรือเนรมิตเอง เอามาเสพติดเอง โง่เง่าเอง คือ ทำเอง ทำแล้วจนมันเสื่อมเสียก็ยังเสพของเสียไป เป็นเทพเสพของเสีย เป็นเทพเสพของเสีย นิมมานรดี ยังไม่พอยังชวนคนอื่นไปสร้างมาให้ตนเองเสพอีกคือ ปรินิมมิตวสวัตตี นี่คือสวรรค์ เก๊ 6 ชั้น 640809_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 4