โลกุตระนั้นดับสุขดับทุกข์ให้สูญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
โลกุตระนั้นดับสุขดับทุกข์ให้สูญ อาตมามาทำงาน 50 ปีก็ยังชื่นใจอยู่ว่ามีผู้ที่มีธุลีในดวงตาน้อย คือยังมีปัญญา มีภูมิธรรมที่จะรับแสงสว่างของพระพุทธศาสนา แล้วธรรมะของพระพุทธเจ้าหรือของพระพุทธศาสนานี้ เนื้อแท้คืออะไร?.. เนื้อแท้คือโลกุตระ โลกียะนั้นศาสดาทุกพระองค์ เทวนิยมก็สอนกันอยู่ทั้งนั้นสอนให้ละชั่วประพฤติดี เป็นสมมุติสัจจะเท่านั้นมันไม่ใช่โลกุตระเลย โลกุตระนั้นรู้จักสุขทุกข์ แล้วมาดับให้หมดสุขหมดทุกข์เลย ไม่เหลือเลย จึงเป็นนิพพานเป็น 0 นี่ก็ไม่มีใครพูดหรอก เขาไม่กล้าพูดว่าจะดับสุข เพราะเขายังไม่รู้ว่าสุขมันต้องทิ้งด้วยเหรอ ก็แปลว่าไม่สุขไม่ทุกข์ อทุกขมสุข เป็นฐานกลางอุเบกขา ซึ่งอาตมาก็อธิบายว่าไม่สุขไม่ทุกข์ไม่ใช่อุเบกขาทีเดียวนะ มันบอกถึงสภาวะสมมติ สุขทุกข์นั้นมันเป็นสมมติ ไม่ใช่ปรมัตถ์ ปรมัตถ์นั้นไม่มีกิเลส ไม่มีกิเลสก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อุเบกขาเป็นปรมัตถ์ ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นพยัญชนะที่เป็นโลกียะอยู่ ยังเป็นสมมติอยู่ มาใช้คล้ายๆกันแทนกันเป็นไวพจน์กันเป็นซินโนนีมกันอยู่แค่นั้นแหละ ใช้แทนเฉยๆ แต่มันไม่ใช่อันเดียวกันนะ ไม่สุขไม่ทุกข์กับอุเบกขา เป็นคำที่พอถูไถใช้แทนกันได้ เอาพยัญชนะเพื่อให้รู้ว่า คุณยังหลงความสุขความทุกข์อยู่ เพราะยังมีกิเลส คุณดับกิเลสหมด สุขก็หมดทุกข์ก็หมดจึงจะเป็นอุเบกขา จึงจะเป็นนิวตรอน ว่างจากผลักดูด ไม่ผลักไม่ดูดแล้ว ก็อธิบายไปโดยความหมายเหล่านี้ คุณจะเรียนรู้ก็ต้องรู้อาการของจิต อาการที่มันเคลื่อนมันดูดเป็นอย่างไร อาการผลักเป็นอย่างไร อาการสุขทุกข์เป็นอย่างไร คนยังมีอวิชชาก็ยังมีอาการของสุขทุกข์ สุขทุกข์มันแยกกันไม่ได้มันเป็น 2 จนกระทั่งไม่มี 2 หรอก อย่างน้อยที่สุดก็ให้มันเหลือ 1 อยู่ที่ มันไม่ควรจะไปเป็น 2 1 มันก็ยังตอบอะไรไม่ได้ทีเดียว ที่จริงม
อ่านต่อ
ันไม่มี 1 เลยมันเป็น 0 แล้วปุโลปุเลคือ 1 ไม่เอาสุขไม่เอาทุกข์ แต่ทุกข์มันยอมหรือไม่มันเป็นคู่กัน เอากระดาษแผ่นหนึ่งมาเอาแค่หน้าเดียวนะ และอีกหน้านึงคุณไม่เอา จะเอากระดาษนี้ไปได้อย่างไร เอากระดาษหน้าเดียวนะ อีกหน้าหนึ่งไม่เอา อาตมาว่ายกตัวอย่างนี้ชัดดีนะ แล้วไม่เอาได้อย่างไร มันต้องมีสองหน้า คุณจะผ่ามันอย่างไร ถึงผ่าให้บางอย่างไรขนาดไหน กระดาษมันต้องมี 2 หน้าอยู่ดี คุณจะผ่าให้บางให้ขนาดไหนได้ มันก็มี 2 หน้าอยู่ดี มันแยกกันไม่ได้ อาตมาว่าพูดจนหมดแล้วถ้าอย่างนี้ไม่เข้าใจก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้ศึกษากัน เพราะฉะนั้นต้องรู้อาการ คือการเคลื่อนไหวของจิต เคลื่อนไหวเป็นสุขเคลื่อนไหวเป็นทุกข์ เป็นอาการตั้งแต่ หยาบ ก็ลดได้ ไม่มีอาการแล้วสุขทุกข์ในความหยาบ ลดลงเหลือกลางๆ สุขทุกข์อย่างกลางๆ อย่างหยาบๆ เลิกเลย ไม่เสพ ไม่อร่อย ไม่สุข ไม่ทุกข์ เลิกเลยอาการจิตอย่างนั้นจนกระทั่งลดลงมีทุกข์นิดนึง ปลาย ดุกดิกๆ เป็นวิรชะ อโศกะ อโศกะ คือไม่โศก แต่ยังมีส่วนโศก, วิรชะ คือส่วนเสพ เสพรส, วิรชะ เป็นรสอย่างยิ่ง เสพอย่างยิ่ง, รชะ เป็นรสโลกีย์อย่างยิ่ง เหลือนิดนึง คุณก็ต้องรู้ให้ได้ จนไม่มีเลย ผลักดูด โศกะก็ผลัก รชะ ก็ดูด ไม่มีทั้งผลักทั้งดูดถึงจะเป็นเกษม เขมัง บริสุทธิ์สะอาดหมดเลยไม่มีอะไรอีกสูงสุดอย่างนี้เป็นต้น ถ้าเรียนรู้แล้วไม่รู้อาการของมัน อาการมันจะเกิดตอนกระทบสัมผัสกับอันนู้นอันนี้ ถ้าไม่กระทบสัมผัสมันก็เป็นความจำ เอาความจำมาระลึก ความจำขยำขี้อยู่นั่นแหละ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ความจริง ความจำไม่ใช่ความจริง ความจำคืออดีต ความจำสิ่งที่เกิดแล้วหายไปแล้ว ความจำไม่ใช่ความจริง ความจำไม่ใช่ความจริง ความจริงคือปัจจุบันไม่ใช่อดีต อนาคตยังมาไม่ถึงไม่ใช่ความจริงใหญ่เลย ความจริงอยู่กับปัจจุบัน มีเท่านี้ คนที่หลับไปกับปัจจุบันไม่มีทิฏฐกาละ ไม่มีปัจจุบันชาติ คนนี้นอกรีตศาสนาพุทธหลับตานี้ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีจักษุ ไม่มีสิทธิ์ที่จะมีญาณ ปัญญา วิชชา ไม่ได้เกิดการบรรลุธรรมของพุทธได้เลย อาตมาว่า พูดซ้ำซากวนมาเยอะ แต่ก็เข้ามาหาเนื้อ จะพูดเฟ้อ ภาษานอกๆ เอานิยาย Harry Potter , Lord of the Rings , Star Wars หรือเขามีหนังพิสดารอะไรอย่างอื่นมาก็ไม่รู้ เราก็ไม่ได้ตามเขาแล้วแค่นี้ก็เมื่อย แค่ Harry Potter แค่ Star Wars เราก็เมื่อยสุดเมื่อยแล้ว เอาอะไรมาผสมผเสหลอกกันไป มอมเมากันไป ได้แต่สิ่งแปลกๆพิสดารเอามายำเละ อธิบายให้เชื่อมต่อกันอย่างโน้นอย่างนี้ พิลึกกึกกืออะไรต่ออะไรโดยพิสดาร สนใจดีสนุกดี แต่เราย่อเข้ามาหาสภาวะ 2 เรียนรู้จักภาวะ 2 ตั้งแต่บวกลบ ดีชั่ว โดยเฉพาะโลกุตระกับโลกียะ เรียนรู้เนื้อแท้ของพวกนี้ให้จริงแล้วเปรียบเทียบกัน อันนี้มันเป็นโลกียะ อันนี้เป็นโลกุตระ ก็ทำให้เป็นโลกุตระ ถ้าดีชั่วก็เอาก่อนได้ เอาแต่ดีไม่เอาชั่ว ได้มันไปด้วย ได้ดีแล้วไม่เอาชั่วแล้วก็อาศัยกันทั้งโลกียะและโลกุตระ ถ้าโลกุตระต้องมีสุขมีทุกข์ เอ้า..ไม่ต้องมีทั้งสุขและทุกข์ มีอยู่ในโลก มีก็ต้องมีแต่ส่วนดีไม่มีส่วนชั่ว ถ้ามีที่เป็นโลกุตระก็เอาแต่สุข แต่สุขของพระพุทธเจ้าจริงๆ สุดท้ายมันไม่มี ก็เลยเอาปรมังสุขัง ยิ่งกว่าสุขก็แล้วกัน แต่เขาแปลว่าสุขอย่างยิ่ง สุข เราก็รู้ว่ามันเป็นโลกียะอยู่ความสุขกับความทุกข์ ทั้งคู่ ถ้าโลกุตระมันยิ่งกว่าสุข ทุกข์ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์จึงเรียกว่า ปรมังสุขัง สภาวะมันเป็นอย่างนั้น ถ้าใครไม่รู้ก็วนเวียน ปรมังสุขัง ไปวนเวียนก็คือ มีสุขอย่างยิ่ง แต่นี่มันยิ่งกว่าสุข คือไม่ทุกข์ไม่สุข พอเข้าใจไหมใช้พยัญชนะมาพูด พูดได้เท่านี้เพราะมีพยัญชนะเท่านี้
640303_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิบัติจรณะ 15 พาให้พ้นสวรรค์คนโง่