หลักกถาวัตถุ 10.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข4 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

หลักกถาวัตถุ 10 ทีนี้หลักของ กถาวัตถุ 10 คือ อัปปิจฉกถา, สันตุฏฐิกถา, ปวิเวกกถา, อสังสัคคกถา, วิริยารัมภกถา, ศีลกถา, สมาธิกถา, ปัญญากถา, วิมุตติกถา, วิมุตติญาณทัสสนกถา อัปปิจฉะ มักน้อยไม่เอามาก ปรารถนาน้อย น้อยที่สุดเท่าไหร่คือ 0 อัปปิจฉะ นี่แปลความหมายก่อน สันตุฏฐิ แปลว่าใจ พอ ยิ่งน้อยเท่าไหร่ยิ่งพอ ใจพอ ไปหา 0 อัปปิจฉะ ไม่ต้องไปมีมากมายหรอก 0 ก็พอ คนนี้เจริญ หรืออนุโลมได้แค่ 1 หรือ 2 ก็พอ อัปปิจฉะ เป็นตัวกำกับอยู่แล้ว ใจที่พอคู่กับอัปปจิฉะ สันตุฏฐิ ไม่ใช่ไปหาให้มากแล้วพอแต่พึ่งพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไปถามคุณธนินหรือคุณเจริญได้ เขามีของเขาเขาพอใจของเขาที่มีอยู่ไหม เขาก็ว่าพอใจ เขาก็เป็นคนที่ สันตุฏฐิ สันโดษแล้วสิ ไปถามบิลเกตส์ เพราะฉะนั้นมันไม่พอมันไม่หยุด ปวิเวกะ แปลว่า ตั้งอยู่ในฐานของวิเวก วิเวก จากอะไร? วิเวกจากอุปธิ อุปธิมีอะไรบ้าง?.. 1.กิเลส, 2. ขันธ์, 3. อภิสังขาร ในคุหัฏฐกสุตตทิสเทส ไกลจากกิเลส ไกลจากความเป็นขันธ์ ที่จริงไม่ใช่ไกลหรอก กิเลสนั้นไกล แต่ขันธ์นี้ต้องรู้จัก อภิสังขาร ต้องทำได้ กิเลสนี้ต้องรู้จัก ต้องจัดการมันด้วย อยู่ในไหน อยู่ในขันธ์ 5 นี่แหละ ในขันธ์ 5 นี้แยกให้ออก จับตัวให้ได้ จับให้มั่นคั้นให้ตายตัวมันให้ได้แล้วใช้อภิสังขารโดยมี ปุญญาภิสังขาร บุญ เป็นเครื่องมือ ฆ่ากิเลสในขันธ์ประหารกิเลสในขันธ์ ประหารเสร็จบุญก็หายไป ปุญญปาปปริกขีโณ แล้วทำในทุกปัจจุบัน ทิฏฐกาละ ปัจจุบันชาติ ถ้าไม่มีปัจจุบันไปทำหลับตาในอดีตในอนาคตไม่ได้ ศาสนาพุทธไม่ใช่ ศาสนาพุทธเป็นทิฎฐธรรมนิพพานทิฐิ จะต้องมีความเห็นรู้ว่าจะต้องทำได้ผ่านจะได้นิพพานต้องทำในทิฏฐกาละ ปัจจุบันชาติ ไปทำในอดีตอนาคตไม่มี ทำในปัจจุบันจะต้องมีการตื่นรู้พร้อมกับทุกๆคน ปัจจุบันต้องลืมตา มีตา หู

อ่านต่อ

จมูก ลิ้น กาย มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก แสงสว่าง ครบพร้อมหมดกระบวนการ อาตมาจะอธิบายละเอียดไปถึงไหนเขาถึงจะค่อยๆตื่นรู้ เพราะฉะนั้นการทำวิเวกนี่แหละจึงเป็นเรื่อง คุหัฏฐกสุตตทิสเทส ที่ท่านอธิบายแล้วเขาไม่รู้เรื่องวิเวกเลย คนที่ปฏิบัติไปสู่นิพพานแต่หยั่งลงจมลงไปอยู่กับความหลง ขึ้นต้นคำอย่างนี้เลยพระพุทธเจ้าตรัส อย่างที่มันเป็น ที่เขาเป็นอยู่พระพุทธเจ้าก็เอาอย่างนั้นมาตรัสว่าไว้ เดียรถีย์ เดี๋ยวนี้ก็กลับไปสู่เดียรถีย์ อาตมาต้องพูดเป็นหนึ่งเดียวกับพระพุทธเจ้าอาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่เป็นลูกเป็นสาระหนึ่งเดียวกันกับพระพุทธเจ้า ก็ต้องเอามาพูดเพราะเขากลับไปเป็นเดียรถีย์อย่างเก่า อาตมาก็ต้องพูดอย่างไม่ผิดเพี้ยนไปจากพระพุทธเจ้าท่านตรัส ก็ลงหยั่งลงสู่ความหลง ไกลจากวิเวก เพราะเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ(คุหัฏฐกแปลว่าถ้ำ) กิเลสเป็นอันมากปิดบังไว้อย่างมืด อยู่ในถ้ำแล้วมีกิเลสเป็นเหมือนก้อนหินปิดอยู่ในถ้ำอีก ตัวเองมีกิเลสติดแน่นเลยยิ่งกว่ากองหินปิดปากถ้ำปิดหมดแล้วรูถ้ำหมดเลย ไปตั้งและจมอยู่ในความหลง พระพุทธเจ้าตรัสไว้หนักแต่เขาไม่รู้สึก ทั้งๆที่เขาเรียนรู้บาลียิ่งกว่าอาตมา แต่เขาก็ไม่รู้สึกรู้สา ไกลจากวิเวก ไม่รู้จักวิเวกแล้ว เพราะไปหลง สังสัคคะ คือ ประกอบไปด้วยสวรรค์ แล้วใช้พยัญชนะว่าอสังสัคคะ แปลว่าไม่คลุกคลีกับหมู่ แต่ที่จริงว่าไม่คลุกคลี ไปหลงกับสวรรค์ไม่หลงประกอบสวรรค์อยู่ คือ อสังสัคคะ คือสภาวะแท้สภาวธรรมที่อาตมาแปลให้ฟัง ท่านเรียนแต่พยัญชนะแล้วเมากับพยัญชนะไม่ได้เรื่องได้ราว อาตมาก็เจาะลงไปถึงเนื้อแท้ เพราะไม่ได้เรียนรู้เรื่องกถาวัตถุ 5 ทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะคือ อนุปุพพิกถา 5 เป็นเบื้องต้น ของลำดับที่จะต้องควรรู้เสียก่อน แสดงธรรมไปโดยลำดับ (อนุปุพพิกถา) 1. ทาน การสละ การให้ 2. ศีล การชำระขัดเกลา ด้วยเจตนางดเว้น 3. สัคคะ (สวรรค์) . 4. กามานัง อาทีนวัง โอการัง สังกิเลสัง โทษของกาม ความต่ำทรามของกาม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย . . 5. เนกขัมมะ อานิสัง อานิสงส์การออกจากกาม

คือ ทาน กับศีล คนทำทาน ปฏิบัติศีลเพื่อจะให้เกิด ไปหลงทานหลงศีล แล้วไปหลงว่า ทานได้สวรรค์ ศีลได้สวรรค์ แล้วไปติดยึดสวรรค์ เป็นกามคุณ สมความใคร่อยากได้สมใจ สวรรรค์เป็นกามคุณ ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ สัคคะ ไม่ใช่คุณเป็นโทษ เป็นกามโทษ ตัวที่ 4 ของอนุปุพพิกถาคือ กามาทีนวะไม่ใช่กามคุณ 5 กามาทีนวะ คือโทษ แต่ไม่กระดิกหูเพราะติดอยู่ในสวรรค์ กามาทีนวะไม่ศึกษา มันมีคู่เป็นกามคุณก็ไปหลงอยู่ในกามคุณเป็นสวรรค์ สวรรค์ของกามทั้งหมด สวรรค์ทั้ง 6 คือแหล่งของพญามาร ตั้งแต่ จตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี สวรรค์ 6 ชั้นเป็นแดนของคนบ้า เป็นแดนของคนเมา เป็นแดนของคนโง่ เป็นแดนของคนที่หลงมีสวรรค์ ศาสนาพุทธไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก หมดสวรรค์หมดนรก นี่เขาไม่กล้าพูดกันหรอกเพราะเขาไม่รู้จริง อาตมารู้จริงอาตมาพูดได้พูดอย่างไม่แคร์ไม่กลัว พูดอย่างไม่เกรงฟ้าเกรงดิน เพราะฉะนั้นคนที่จะเริ่มต้นสวรรค์ ท่านก็พูดเป็นภาษาที่น่ากลัวไว้แล้วเป็นจตุมหาราชิกา จตุมหาราชิกา คือพวกยักษ์พวกมาร เขี้ยวโง้ง ตาโปน จะกินๆ ดุ แล้วก็เต็มไปด้วยดาบด้วยหอก ไล่แทงไล่ฆ่าเขาทั้งนั้น พวกยักษ์มาร 4 ทิศ จตุมหาราชิกา พอไปแย่งฆ่าแกงใครเขาได้ก็หลงว่า ตาวติงสา แปลว่าอะไร แปลว่าอาการที่ 33 ตาวติงสะ แปลว่า 33 33 คืออะไร คือวิมานคนบ้า วิมานคนเมา เป็นแดนสวรรค์เป็นแดนที่มันไม่มี ธรรมดามนุษย์นั้นมีแค่ 32 มีทวัตติงสาการ มีแค่อาการ 32 อาการสมดุลของความเป็นอยู่ลักษณะอาการร่างกายทั้งหมดด้วย จิตใจควบคุมอยู่ มีอาการอยู่อย่างสมดุลกลางๆ 32 อาการ เพราะฉะนั้นอาการที่ 33 คือมะเร็ง คือเนื้องอก มะเร็งพิษเป็นเนื้องอกพิษ ตั้งแต่จตุมหาราชิกาคือยักษ์คือมาร แล้วก็ไปเที่ยวไล่แย่งชิงโลกเขาโลกียะลาภยศสรรเสริญโลกียสุขบ้าๆบวมๆ ไปแย่งสวรรค์ แต่ที่จริง ตัวเองทำเหตุแห่งทุกข์ สวรรค์เป็นเหตุแห่งทุกข์ ฟังอาตมาอธิบายนี่ไม่เขยื้อนไม่รู้จักฟังไม่ขึ้นไม่เข้าใจก็คงหมดแล้วล่ะ อาตมาว่าพูดแรงแล้วนะ พูดจนแหลกละเอียดจนไม่รู้จะเอาหัวหางอันไหนมาอธิบายแล้ว ทีนี้ยิ่งสวรรค์ต่อจากชั้นดาวดึงส์ คือชั้นที่งมงายใหญ่ ยามา แปลว่า ระยะเวลา คุณอยากได้ไปเลย ยามหนึ่งก็ไม่พอ ยามสองก็ไม่พอ ยามสามก็ไม่พอ เอามายามๆ ยามาคือ เวลาที่ไม่จบ จะไปหลงสวรรค์ดาวดึงส์ เป็นวิมานบ้า ส่วน ดุสิต เป็นแดนแห่งความพัก มันควรหยุดบ้าง แต่มันไม่หยุด พวกนี้บ้า ดุสิตไม่หยุดไม่พัก ผู้ที่รู้ว่าดุสิตคือแดนพักเป็นโพธิสัตว์ ดุสิต จึงเป็นแดนพักของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์คือผู้ที่รู้โลก รู้อัตตาแล้ว รู้จักพักรู้จักเพียร ถ้าไม่ใช่เป็นโพธิสัตว์ไม่รู้จักดุสิตหรอก ให้พักไม่รู้จักพัก (ไฟดับ แต่ออกอากาศได้) ดุสิต ยิ่งงมงาย ไม่รู้จักพัก นิมมานรดีก็เนรมิตเอาใหญ่เลย ไม่เอาก็เนรมิตเอาเองเลย ตามที่ต้องการ ตามความประสงค์ต้องการ รติ เนรมิตเองสร้างเอง จนสุดท้ายไม่พอ มีบริวาร ปรนิมมิตวสวัตตี มาร่วมสร้าง เลยกลายเป็นพวกบ้าทั้ง 6 ทั้งบ้าทั้งเมาทั้งมืดทั้งโง่ สวรรค์นี้คือแดนคนโง่ ฟังไว้ นี่โพธิรักษ์ เป็นคนปากกล้าคนเดียวที่พูดอย่างนี้ ถ้าคุณรู้เข้าใจเลยคุณหยุดสวรรค์หยุดนรก คุณหยุดสวรรค์ก็หยุดนรก รู้ให้ได้ว่า อารมณ์ชอบ อารมณ์ยืนยันเสพความระเริง ทุกอย่างมีหนึ่งเดียวความจริงตามความเป็นจริง ไม่มีหรอกสุข ไม่มีหรอกอร่อยไม่มีหรอกน่าชื่นใจ มีแต่คู่ มีชื่นใจก็มีไม่น่าชื่นใจอยู่ในนั้น มีแต่คู่ทั้งนั้นเป็นภาวะ 2 ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากรู้อะไรตามจริงหมด รูปอย่างนี้คืออย่างนี้ เสียงอย่างนี้คืออย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้คืออย่างนี้ รสสอย่างนี้คืออย่างนี้ หนึ่งเดียว หนึ่งเดียวรู้ความจริงตามความเป็นจริงจบ อย่าแส่ออกมาจาก 1 ต้องทำดุๆอย่างอาตมาทุกวันนี้ไม่ยังงั้นไม่รู้สึกรู้สา มันยังน้องแนร้ง ไม่รู้จักจบ ผู้ที่รู้จักรสอัสสาทะโลกีย์ที่มันอร่อย มันหลอกเป็นจอมมารอย่างยิ่งรู้ทันแล้วก็ทุกอย่างมันก็ไม่มีอะไรสัมผัสแล้วก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงมันจบมัน 1 ๆๆ รู้ว่าไอ้ตัว 2 เป็นตัวหลอกทั้งนั้นเสร็จแล้วเราก็รู้ว่าโลกมันมี 2 กับคนอื่นใครจะมาติดมากก็ช่วยกันใครติดน้อยก็ช่วยกันเท่านั้นเท่านี้อยู่ก็ช่วยกัน มันก็เหลือแต่จะช่วยกัน ไฟมันดับเหลืออีก 11 นาที อสังสัคคะ อย่าไปหลงประกอบสวรรค์ วิริยารัมภะ ความเพียรของคุณ ความวิริยะพากเพียรคุณก็เอามาใช้ประโยชน์ได้ ประโยชน์ที่จะขนจะทำจากนั้นก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุต วิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งเป็นกระบวนการของกถาวัตถุ 5 ของศาสนาพุทธ ถ้าคุณปฏิบัติสมาธิไม่มีศีลเป็นตัวตั้ง เช่น ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ หรือเกี่ยวกับคนก็คือสัตว์นั่นแหละ เมื่อสัมผัสสัมพันธ์กับคน คุณก็จะต้องอ่านจิตของคุณให้ได้ว่าคุณรักคุณชัง คุณโลภโกรธ อะไร มีหยาบ กลาง ละเอียดเล็กน้อยก็ล้างให้หมด จิต จะเป็นสมาธิ ในจรณะ 15 ไม่มีคำว่าสมาธินะ จรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติเต็มกระบวนการของจรณะ 15 วิชชา 8 ให้เกิดจิตอุเบกขา ให้เกิดจิตสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส แล้วจิตตัวอุเบกขานั่นแหละถึงจะมาตกผลึกเป็นจิต จิตสะอาด ตกผลึกเป็นจิตตั้งมั่น เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จากจรณะ 15 วิชชา 8 จึงจะก่อเกิดสมาธิได้ นี่สมาธิของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาจึงได้ฌานสมาธิ มันก็เป็น ฌาน แท้ฌานจบ อุเบกขาเป็นฌานที่ 4 จึงนับเอาบริสุทธิ์ปริสุทธาเป็นตัวแรก ในกระบวน 5 ของอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จึงจะมาสั่งสมเป็นสมาธิ นี่คือสมาธิของศาสนาพุทธเรียกว่า สมาหิโต สมาธิเป็นคำที่ใช้กลางๆ จนกระทั่งฟั่นเฝือเลอะเทอะ ของพระพุทธเจ้านี้ สมาหิตะหรือสมาหิโต สั่งสมลง ต้องทำจิตอุเบกขาให้ได้เสียก่อน จึงจะมารวมเป็น อัปปนา พยัปปนา ตกผลึกลง แน่วแน่ แนบแน่น เจตโสอภินิโรปนา เป็นลำดับลำดา ศีลข้อที่ 1 ไปสัมผัสกับคนแล้วเกิดกิเลสอย่างไร แล้วก็ล้างกิเลสทำให้เกิดจิตที่สะอาดขึ้น ทำอธิจิต โดยมีอธิปัญญาช่วยทำ ก็เกิดอธิมุติ หลุดพ้นออกๆ โน้มเน้นไปหานิพพาน อธิมุติ จนมาเป็นวิมุติ อธิเจริญๆมาถึง วิ ไม่มีแล้ว วิเศษ ไม่เหลือแล้ว ทั้งไม่ทั้งวิเศษแล้ว เป็นวิมุติ เสร็จแล้วก็ทบทวน ตรวจสอบ ให้มี ให้เห็น ให้รู้ ให้ชัดเจน ว่าที่ทำนี้ครบทั้งรูปทั้งนาม ครบทั้งสะอาดบริสุทธิ์ มันสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสจนแข็งแรงถาวรเป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จริงหรือเปล่า วิมุตติญาณทัสสนะก็ตรวจความจริงอันนี้จนสมบูรณ์แบบครบหมดวิมุตติญาณทัสสนะเลย สู่แดนธรรม...กถาวัตถุ 10 ก็มี อานิสงส์มาจากการอยู่กับมิตรสหายดี ทำไมท่านสมณะเดินดิน ท่านสิกขมาตกล้าข้ามฝัน จึงได้พูดได้ดี มีการขัดเกลาได้อย่างมีหลากหลายมิติเพราะได้อยู่กับมิตรสหาย มีปฏิภาณเป็นไปพูดเพื่อกถาวัตถุ 10 พ่อครูว่า…เราเอาตำราพระพุทธเจ้า เอาอนุสาสนีพระพุทธเจ้ามากลางอธิบาย มหาบัวก็ดี พวกนักหลับตาปฏิบัติก็ดี พวกฟุ้งไปไม่ได้อยู่ในร่องรอยคำสอนพระพุทธเจ้า เอาพระไตรปิฎกมาขยายความอย่างอาตมาอธิบายพูดนี้ไม่เป็นหรอกพูดไม่ได้ ได้แต่พิลึกพิลือออกป่าสู้กับเสือกับงูใหญ่ มันมีที่ไหนในศาสนาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ที่ไหนเป็นพวกพระล่องไพร เป็นระพินทร์ ไพรวัลย์ มันไม่มี เป็นศาสนาล่องไพร ศาสนาระพินทร์ ไพรวัลย์ เป็นศาสนาเพชรพระอุมา มันไม่มี ศาสนาวิตถาร มันไม่มีอะไรของพระพุทธเจ้า อาตมาก็พูดแรงแล้วนะ มันน่าจะพูดแรงแรง เพราะหอก 300 เล่มแทงเช้ากลางวันเย็น มันไม่กระดิกเลย ไม่แรงไม่รู้จะทำอย่างไร นี่หอกอาตมาก็หักไปอีกเยอะแล้วนะ ไม่ใช่ว่าอาตมาแทงแล้วจะได้ผลนะ จะได้ผลบ้างไหมนี่ ในระยะอีก 100 ปีคงจะกระเตื้องบ้าง ผลที่คาดว่าจะได้ก็อีกประมาณ 100 ปีคงจะได้อีกสัก มีกำไรสัก 10 บาท 20 บาท เมื่อไหร่จะเกิดหิริโอตตัปปะ เมื่อไหร่จะเกิดสัทธรรม 7

640303_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิบัติจรณะ 15 พาให้พ้นสวรรค์คนโง่

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน