สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน มิจฉาอาชีวะ 5 มิจฉาวณิชชา 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน มิจฉาอาชีวะ 5 มิจฉาวณิชชา 5 เรามาต่อที่อาตมาอ่านไปแล้ว อธิบายไปถึงข้อ 275 [275] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาอาชีวะเป็นไฉน คือ การโกง การล่อลวง การตลบตะแลง การยอมมอบตนในทางผิด การเอาลาภต่อลาภนี้มิจฉาอาชีวะ ฯ 1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง คืออาชีพที่ชั่ว จะเป็นนักค้าก็เป็นการค้าที่ชั่ว มิจฉาวิณิชชา 5 เป็นต้น ชั่วทางกาย วาจา ใจ 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง เป็นการทำชั่วทางวาจา ใจ 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ เราต้องมาเลิกอาชีพมิจฉา จนจิตเราเข้าใจเกิดปัญญาว่า ที่เราทำมานั้น เป็นอาชีพไม่ดี บาป ชั่ว ที่เกิดในสังคมชาวพุทธ ที่เขาไม่รู้ว่าที่ทำอยู่นั้น เป็นเรื่องชั่วเรื่องบาป เป็นอบาย เป็นเรื่องนรก ไม่ควรทำ คนที่ทำอยู่ ก็บอกอยู่ตลอดทุกเวลา อาชีพที่เป็นบาปนั้นคือ อาชีพที่มันมอมเมา เรียกว่ามิจฉา มัชชะ(มอมเมา) หรือเป็นภัย เป็นพิษ (วีสะ) อาชีพอย่างนี้ไม่ควรทำ ในมิจฉาวณิชชา 5 เป็นการค้าพาณิชย์ 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) แต่ทุกวันนี้เลวร้าย ประเทศไหนผลิตอาวุธได้ร้ายแรง และขายราคาแพง กับถือว่าเป็นประเทศที่เจริญมาก ที่จริงแล้วมันเลวหนัก สร้างอาวุธที่เลวร้ายได้มากเท่าไหร่ ยิ่งชั่วเท่านั้น คนไหนคิดผลิตได้ ยิ่งชั่วหนัก ทำให้สังคมบรรลัยจักรหนักยิ่งขึ้น นี่คือความไม่ประสีประสา ไม่เข้าใจของสังคมโลก ประเทศใดที่ ไม่มีอาวุธไปทำร้ายทำลาย อย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีกองทหารไม่มีอาวุธ ก็เป็นประเทศที่อบอุ่น สังคมโลกทุกวันนี้ จึงเป็นสังคมที่น่ากลัว ยุคเมื่อสองพันสามพันปีล่วงมา การสร้างอาวุธ เป็นการสร้างหอกดาบลูกศร ประมาณนั้นเท่านั้น เป็นอาวุธร้ายของเขาแล้ว มันก็เลวแล้วมาค้าขายแบบนั้น ก็ได้บาปต
อ่านต่อ
ลอดเวลา ในชีวิตนี้อาตมารู้สึกอย่างหนึ่ง ว่ามันมีร้านขายปืน คนก็ไปซื้อปืน อาตมารู้สึกงงๆ ว่าคนซื้อปืนไปทำไม อาตมาคิดออกแต่ว่า คนที่ไปซื้อปืนไว้ในครอบครัว ไปซื้อไว้สำหรับฆ่าคนในครอบครัว หรือไม่ก็ฆ่าตัวเองตาย เห็นมาอย่างนั้นเยอะ ปืนที่ซื้อไว้ในครอบครัวในบ้าน เอาไว้สำหรับยิงโจร ไม่ได้ยิงหรอก แต่เอาไปทำร้ายทำลายกันเอง โกรธขึ้นมา ก็เอาปืนนั้นไปทำร้ายทำลายกัน ที่บอกว่าเอาไว้ป้องกันตัว สำหรับยิงโจร ไม่ได้ทำหรอก ปืนทั้งหลาย ที่ซื้อไว้ในครอบครัว ส่วนใหญ่ ไปทำร้ายทำลายกันเอง ที่ไม่ควรจะต้องมีปืน หรืออาวุธมีไว้ในมือใกล้ตัว เท่าที่อาตมาเห็น ไม่รู้คนอื่นเห็นด้วยหรือเปล่า ปืนที่ซื้อไว้ในครอบครัว ไว้ใกล้ตัวเอง จะไม่ได้เข้าไปจัดการสิ่งอื่น แต่เอาไปบำเรอความโกรธตัวเอง บำเรอจิตวิปริตในตัวเอง ถ้าใครมีปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ใช่มีหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่ คนสามัญ ซื้อปืนไว้ในครอบครอง เป็นการซื้อไว้บำเรออารมณ์กิเลสตัวเอง ดีไม่ดี เอาไว้ยิงเล่น แสดงความเถื่อน ความอำมหิตวิปริตของตน อย่างน้อยก็ขี้หวงแหน สมบัติตัวเองมาก คนจะมาลักขโมยแย่งชิงสมบัติ ก็เอาปืนไว้ป้องกัน ปืนมันไม่ได้ป้องกัน คนลักขโมยหรอก คนลักขโมยไม่รู้หรอกว่า คุณมีปืนอยู่ในบ้าน แม้มันรู้ก็ป้องกันตัวเอง ก็ทำตามความสามารถความรู้ของมัน คนมีอาชีพชั่วร้ายไปอย่างที่ว่า มันเข้าใจได้ง่าย แต่คนมีอาชีพ กุหนา เช่น นักร้อง นักรำ นักกีฬา ที่ยั่วยุให้คนมัวเมาติดยึด พวกนี้คืออบายมุข ทั้งนั้นเลย เรื่องการละเล่น ดารา ขณะนี้มันหนัก ที่จะต้องโป๊เปลือย ยั่วยวนราคะ โทสะโมหะ ขออภัยพวกนี้ นรกกินหัวทั้งนั้น ควรจะต้องด่าให้รู้ตัวบ้าง ไม่อย่างนั้นเหลิง คุณไม่ได้เจริญอะไร แต่งตัวยั่วยวน วอบแวบ เจตนา มีวิธีการออกมาโชว์ในสังคม ทำเป็นนมหก คือมันหนักหนาสาหัส จิตมันลามกใช่ไหม มันอยากโชว์อยากอวด จิตคนเลวร้ายลงไปทุกที สมัยโบราณ สมัยอาตมาไม่มีหรอก แต่งเสื้อผ้าแบบนี้ สมัยอาตมาอายุ20 - 30 แต่เดี๋ยวนี้มันไปถึงไหนไหน ไปเอาอย่างต่างประเทศเขา ต่างประเทศจะมีศาสนา จะสอนอะไรรู้จักศีลธรรม ธรรมะอย่างไร ก็เรื่องของเขา แต่ของเราชาวพุทธ สอนว่าอย่างไหนดี ก็ควรทำ อาตมาขอยกย่องชมเชย ศาสนาอิสลาม เรื่องอบายมุขหยาบ ของเขาไม่มี เขาดูแล ทำให้ศาสนิกของศาสนา เขาอยู่ในกรอบขอบเขตดีมาก ขนาดนั้น ยังมีชาวมุสลิม มาเป็นดาราโป๊เปลือยอีก ออกนอกทางของเขา ต้องไปตามโลกสังคมเพราะทำแล้วได้เงินทอง ได้ลาภยศแบบโลกๆ นักการเมืองที่หางานเพื่อโกง งานตัวเอง เป็นนักการเมือง หรือนักธุรกิจ จะได้เปรียบได้โกงกิน นั่นแหละคือพวกสัตว์นรกทั้งนั้น อาตมาพูดสัจจะ อธิบายสัจจะ เขาไม่เรียกมนุษย์หรอก เขาเรียกสัตว์นรก คือการปฏิบัติพฤติกรรม กุหนา การทำงานอาชีพพวกนี้ อย่าง พาณิชย์ ค้าขายอาวุธก็เลวเป็นอย่างแรกแล้ว 2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) การค้าขาย เป็นงานของฆราวาส มิจฉาวณิชชา 5 ไม่ได้ห้ามพระภิกษุ แต่ห้ามชาวพุทธ ฆราวาส แต่ไม่เคยเอามาสอนกันเลย แต่ชาวพุทธอโศก เลิกค้าขายอาวุธ ไม่ค้าขายสัตว์เป็น 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) ชาวพุทธไปเปิดเขียงขายหมู ขายวัว ขายปลาปู อะไรในตลาด เป็นชาวพุทธนอกรีต ชาวพุทธอบายมุข ชาวพุทธมิจฉาวณิชชา ชาวพุทธสัตว์นรกทั้งนั้น 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) พวกค้าขายน้ำเมา
5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177) คุณอย่าทำเลยชีวิตนี้ คุณได้ทำกรรมวิบาก เป็นทรัพย์แท้ของตนเอง การได้เงินทองข้าวของลาภยศ เป็นชั่วระยะหนึ่ง ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ติดตัวเป็นวิบาก ติดอัตภาพไป คือบาป คือชั่ว คุณทำใส่ตัวเอง ใครได้ฟังอาตมาแล้ว รู้ตัวว่าเราทำอาชีพบาป รู้ตัวตอนนี้ก็เลิกเสีย หยุดแล้วก็อนุโมทนาสาธุ ที่คุณได้ทำ นั่นเป็นอาชีพ ขายน้ำเหล้าน้ำเมา แม้แต่อาชีพเต้นแร้งเต้นกา ดาราหรือนักกีฬา ที่ทำอย่างจัดจ้าน ให้คนติดจัด เรียกว่ามอมเมา มัชชวณิชชา มันเป็นวีสวณิชชา เป็นอาชีพที่เป็นพิษภัย เอาล่ะมันไม่เหมือนยาพิษ ที่กินเข้าไปแล้วร่างกายตาย แต่ชีวิตมันเป็นพิษ เป็นอาชีพได้เงินทองแลกเปลี่ยน ยุคอาตมาก็ได้ฝึกเตะบอล เป็นนักบอล ไม่มีการได้เงินทองเลย เวลาจะเตะบอล ก็ต้องเกณฑ์คนมานั่งรอบสนาม ไม่ได้เป็นอาชีพเลย และไม่ได้เล่นกันพร่ำเพรื่อ เล่นเพื่อออกกำลังกาย นานๆก็มาแข่งกันที แต่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นอาชีพ เป็นการได้รายได้ เป็นธุรกิจการค้าขาย ต่างประเทศเขาไม่รู้เรื่องอบายมุข ก็เลยเละเทะ แล้วคนไทยก็ไปนิยมตามค่านิยมโลก เมื่อไม่รู้ตัว ก็เลยเละเทะมากขึ้น ถ้าใครได้ฟังอาตมาแล้ว เปลี่ยนแปลงเสียก็ดี มันเป็นการทำอาชีพการค้าขายที่ไม่ดี ไปใช้การกีฬา การเต้นแร้งเต้นกา ทำมาหากิน ถ้าจะทำเป็นเรื่องของการอาศัยพักผ่อน ออกกำลังกาย เป็นชั่วครั้งคราวในชีวิต มันก็ดี ไม่ได้ชื่อเป็นอาชีพ งานประจำ ก็ทำได้ แต่นี่มันเป็นอาชีพ มิจฉาอาชีวะ หรือนักโกงล่อลวง ลปนา ลปนา การใช้เล่ห์ วิธีการ อย่างธัมมชโยก็ใช้ กุหนา ลปนา ทั้งวิธีการทำและพูดหลอกลวง ครอบงำให้คนหลงใหลติดยึด เพื่อจะทำการค้าขายวิมานสวรรค์ สวรรค์นั้นคือนรก ใครยังจำได้ไหม ที่อาตมาได้บรรยายไปแล้ว ผู้ที่เอาสวรรค์มาล่อ ก็คือเอานรกมาล่อ คนเข้าใจสวรรค์ว่าคือนรกไม่ได้ คนนั้นโง่ดักดาน นี่พูดตรงๆ เพราะว่าศาสนาพุทธ เป็นศาสนาโลกุตระ ศาสนาดับภพชาติ ไม่ยินดีในภพชาติไหนๆ แล้วมีใครสร้างภพนรก มาหลอกคนบ้าง ก็ไม่มี บอกว่า นรกชื่อนี้ขุมนี้ ใครจะไปบ้าง ก็ไม่มีใครไปหรอก มีแต่บอกชื่อสวรรค์ อย่างธัมมชโย หลอกว่ามีสวรรค์ เฟส 2 3 4 แม้แต่ฤาษีลิงดำ สอนสวรรค์ 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้นพวกนี้ไม่รู้จักพุทธศาสนา พุทธศาสนา เป็นศาสนาดับภพจบชาติ ไม่ว่าจะเป็น ภพอะไร ภพสวรรค์ก็คือภพนรก ต้องชัดเจน ถ้าไม่ชัดเจนก็พูดไม่ถูก กลายเป็นศาสนางมงาย เอาภาษามาเรียกสวรรค์ แท้จริงก็คือ ภพชาติคือนรก สวรรค์จตุมหาราช เป็นสวรรค์ชั้นหยาบร้ายแรงมาก ถือง้าวหอกดาบ เขาปั้นเป็นรูปหน้าตาโปน เขี้ยวยาว กัดจมเขี้ยวเลย เขาออกแบบไว้ให้กลัว แต่คนกลับไปยินดี อยากได้สวรรค์ สวรรค์ชั้นจตุมหาราช นั้นเป็นยักษ์ทั้งนั้นเลย ทั้งยักษ์ทั้งมาร นั่นแหละคือนรก ถ้าไม่รู้ ก็หลงว่าเป็นสวรรค์วิมาน ที่อยากได้อยากมี จากจตุมหาราช ก็เป็นดาวดึงส์ ยามา นึกว่าสวรรค์ดีขึ้น แต่ที่จริง หยาบ ละเอียดเข้าไปอีก ยิ่งเป็นปรนิมมิตสวัตตีคือนรกชั้นที่ 6 เทวดาหรือเทพ มีสามระดับ สมมุติเทพ คือพวกอวิชชา เขาสร้างสวรรค์ให้แก่ตัวเอง และก็เป็นนรกให้แก่ตัวเอง อยู่ในสมมุติ ที่ผู้อวิชชาไม่รู้ทำเอา แต่พอมารู้ก็มาเลิก ก็อุบัติใหม่เป็นอุบัติเทพ จนเป็นวิสุทธิเทพ สมมุติเทพเป็นเทวดาโลกีย์ ไม่รู้จนมารู้ แล้วทำตนให้เป็นอุบัติเทพ จนไม่มีอุบัติ บริสุทธิ์เป็นวิสุทธิเทพ ในทานสูตร ถ้าจะทำทาน คือทำตนเป็นผู้ให้ ทานคือละความโลภ ต้องรู้จิตตนว่า จิตตนจะโลภ ที่จะยึดเอาประโยชน์ตอบแทน ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร) เราให้แล้ว อย่าต้องการอะไรแลกเปลี่ยน ให้อันนี้เพื่อจะได้อันนั้น เป็นวัตถุเหมือนกัน ก็เป็นการแลกเปลี่ยนวัตถุกัน บาเตอร์ แต่ทีนี้ไม่ได้แลกวัตถุ แต่แลกเอานามธรรม สวรรค์วิมาน ภพชาติในจิต ทำแล้วจะได้สวรรค์วิมาน ชั้นนั้นชั้นนี้ อย่างฤาษีลิงดํา พูดว่าจะได้สวรรค์ชั้น 7 6 5 ไป หรืออย่างธัมมชโย หรือทั้งนั้น ในวงการศาสนา
600407_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน2