สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สนามหลวงเปลี่ยนโลก น้อมในหลวง-มาสู่ในเรา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข18 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สนามหลวงเปลี่ยนโลก น้อมในหลวง-มาสู่ในเรา

สนามหลวงเปลี่ยนโลก(จากตัวใครตัวมันสู่..... “สาธารณโภคี” )

น้อมในหลวง-มาสู่ในเรา

สนามหลวงเปลี่ยนโลกโศกสลด เป็นการให้แจ่มใสสดวิเศษวิศาล เปลี่ยนโลกเก่าแข่งขันประจัญบาน เป็นโลกใหม่สมัครสมานญาติมิตร

เปลี่ยนจากการแบ่งแยกแปลกสี สู่คุณค่า สาธารณโภคี ไมตรีจิต "A bomb of love." กำเริบฤทธิ์ เทิดอุทิศ จิตทาน เป็นการกระทำ

ในหลวงคือความรักของกษัตริย์ อย่างเห็นชัดช่วยประชาพาชื่นฉ่ำ จากแบบอย่างพระองค์ผู้ทรงธรรม ความประเสริฐเลิศล้ำ-ไม่ลับไม่ลา

ความยิ่งใหญ่ในหลวงสนามหลวง ความรุ่งโรจน์ฉายโชติช่วงสู่ปวงข้า ความเอื้อเฟื้อเสียสละของพระราชา ความโศกาเป็นกล้าแกร่งแบ่งปันกัน -อยู่เย็นเป็นสุข

ในหลวงเราเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สิ้นพระชนม์ลง ด้วยความที่ไม่มีใครอยากให้สิ้นพระชนม์ ต่างพากันเกิดความเสียดายและความระลึกถึง ต้องเชิดชูบูชาพฤติกรรมนี้เอามาประกาศอธิบายเป็นตัวอย่าง ย้ำยืนยันให้แก่มนุษย์ให้รู้ว่า นี่คือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ดีที่สุดที่ทุกคนควรจะได้รับรู้ และควรจะต้องปฏิบัติตาม แล้วน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติใส่ตน ให้เป็นคนชนิดนี้อย่างนี้ ได้น้อยหรือมากก็ให้ได้แก่กันเถิด นี่คือสัจธรรมที่ปรากฏขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ ที่พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงพระราชทานเรื่องให้ปฏิบัติแบบเศรษฐกิจพอเพียง sufficiency คือ “พอ” อธิบายเข้าหาใจก็คือ “ใจพอ”ทั้งที่ศัพท์นี้ของอังกฤษจะเป็นโลกุตระหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เอามาอธิบายได้ เมื่อใจเราพอ วัตถุเรามีแค่นี้ก็พอ ใช้แค่นี้ก็พอ เหลือจากนี้ก็สะพัดออกไป ความพอเพียง(sufficiency )ทำอย่างไรเราจะทำให้ใจของตนพอเพียง มีสันตุฏฐีธรรม ภาษาอังกฤษเรียกว่า sufficiency คือมีขีดพอ พอแล้วมันหยุดไม่เ

อ่านต่อ

อาต่อ วัตถุก็ไม่เอาต่อ จิตก็ไม่เกิดอยากได้ต่อ เรียกว่าพอเพียง ใจที่พอเรียกว่า สันโดษหรือสันตุฏฐี เมื่อกิเลสไม่มีพลังที่ต้องการเอาเพิ่มจากนี้ ซึ่งเป็นอาการของพลังงานทางจิต ซึ่งมีทฤษฏีที่จะเรียนรู้ศึกษาฝึกฝนอบรมให้จิตใจของเรา ให้เกิดจริงเป็นจริง ให้มันพอ เอาน้อยๆก็ได้ ไม่ต้องเอามาก ให้ความจริงเหล่านี้เกิดได้ ให้ศึกษาพุทธศาสนาจากสัมมาทิฏฐิ ลักษณะคุณธรรมที่สำคัญซึ่งพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเอาไว้ คือ แบบคนจน สะเทือนเลื่อนลั่นโลกเลย แม้หลายคนจะไม่เข้าใจ แต่ไม่มีใครกล้าตำหนิพระเจ้าอยู่หัว ว่าท่านตรัสอะไร??? ให้มาเอาแบบคนจน แล้วคนจะอยู่ได้อย่างไร เขารู้แต่ว่าจนอยู่ไม่ได้! แต่ความจนนี้คือไม่สะสมเงินทองทรัพย์ศฤงคารเป็นของตัว อยู่กับหมู่กลุ่มเป็นสาธารณโภคี แบ่งกันกินช่วยกันใช้ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่ผลาญพร่า จึงอยู่ในลักษณะพอเหมาะพอดี เหลือก็เอามาสร้างสรรค์ต่อและเผื่อแผ่ผู้อื่น จึงเป็นคุณลักษณะที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่มีสติปัญญา ของอย่างนี้เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม และมีพฤติกรรมอย่างนี้อยู่ได้ก็อยู่ได้ สบายด้วย แล้วมีปฏิภาณปัญญารู้ว่าสบายแล้วก็ดีด้วย ไม่ได้ไปเบียดเบียนทำร้ายใคร มีแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอีกด้วย คนมีความเฉลียวฉลาดแบบนี้ จึงได้เต็มใจมาเอา มาเต็มใจจน มาตั้งใจจนและมุ่งมาจน จนให้จริงจังเลย จนจนสำเร็จ แล้วอยู่กันอย่างแบบคนจน แต่เป็นคนจนที่มีปัญญารู้จักโลกรู้จักสังคม รู้จักพฤติกรรมของสังคมว่าอะไรดีอะไรชั่วอะไรประเสริฐอะไรเสื่อมทรามก็รู้ได้ชัด แล้วก็สร้างให้เกิดแต่สิ่งที่ดี ช่วยกันกำจัดสิ่งที่ไม่ดี ช่วยกันยับยั้งระงับ อาตมาว่าตอนนี้กระแสของสัมมาทิฏฐิ กระแสของจิตวิญญาณโลกุตระกระจายไปมากแล้วในพื้นภูมิประเทศไทย ตอนนี้เข้มข้นอยู่ที่สนามหลวง นอกนั้นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงส่งรังสีรัศมีโลกุตระมาบริหารประเทศอย่าง “แบบคนจน” และต้องมาเป็นคนขาดทุน เพราะ “ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” ขณะนี้ประเทศไทยเรากำลังมีพฤติกรรมสังคม เป็นสาธารณโภคี ที่สวยงาม และแผ่ราศี แผ่รังสีออกไปยังต่างประเทศ มีพลังงานของความเป็นสาธารณโภคี ซึ่งคำว่าสาธารณโภคีหมายเอา จิตวิญญาณเป็นหลัก จิตวิญญาณเป็นประธานให้เกิดความเป็นสาธารณโภคี สาธารณะคือทั่วไปเลย รวมทั้งหมด เป็นส่วนรวมทั้งหมดเรียกว่าสาธารณะ โภคี คือการบริโภค (สาธารณสมบัติ=สมบัติที่ใช้ร่วมกัน;สาธารณโภคี=การบริโภคร่วมกัน) รวมคำว่าสาธารณโภคี คือคนรู้สึกว่าได้บริโภคร่วมกัน บริโภคอะไร? บริโภคทางจิต จิตเกิดลักษณะที่เห็นดีเห็นงาม โดยเฉพาะเมื่อเห็นดีเห็นงามแล้ว ก็ศรัทธาเลื่อมใสความดีงามนั้น คนในโลกขณะนี้เกิดการบริโภคความดีงามของในหลวง อาตมาพูดไปนี่ขี้ตู่ไหม? คือทำเป็นและเล็มเลียบเคียงไม่มีความจริง หรือพวกเราฟังแล้วไม่เห็นมีเนื้อหาความจริงประกอบคำพูดที่ถูกต้อง อาตมามองแล้วอ่านรายละเอียด อาตมาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าถึงขั้นสาธารณโภคี แล้วมนุษย์ก็เป็นอยู่ด้วยสาธารณโภคี พฤติกรรมสาธารณโภคี มีการฝึกหัดกับพฤติกรรมกาย ชีวิตมีกายกรรม วจีกรรมมโนกรรม แบบสาธารณโภคี เหตุการณ์ที่เกิดในสังคมไทยขณะนี้ยังเป็นคลื่นที่มีพฤติกรรมอยู่ ทำให้คนไทยมีจิตใจเกิดเป็นสาธารณโภคี ใครมีน้อยใครมีมากเสียสละแจกแบ่ง ปรากฏการณ์นี้ไม่เคยเกิดมาก่อน ในยุคนี้ จากจุดกลางคือในหลวง รัชกาลที่ 9 ของเรานี้ ที่ทรงสวรรคต เป็นจุดระเบิด A bomb of love. เป็นจุดระเบิดรังสีรัศมีของความรัก แสดงออกเป็นกรรมกิริยากระจายไปทั่วโลก จะเห็นได้ว่าคนมีแต่จะแจก จะให้ ทุกคนมีจิตใจที่จะให้ ให้แล้วปลื้ม อาตมาได้เล่าเหตุการณ์ที่ประสบมาแล้ว เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่ เล็กน้อยคือมีผู้ชายคนหนึ่ง เขาได้น้ำขวดมา 2 ขวด มาเจอเด็กของเราคือเด็กหญิงดูแลและเด็กหญิงศีล ผู้ชายคนนี้ได้น้ำขวดมาจากไหนไม่รู้ พอมาเจอเด็กผู้หญิง 2 คน เขาก็ยิ้มเอาน้ำขวดไปให้ เด็กเราก็ไม่เอา หลบไม่ออก เขาก็พยามยัดเยียดให้ เด็กของเราก็ไม่เอาเพราะเด็กพวกเราก็มีความคิดไม่เอาของคนอื่นอยู่แล้ว เขาก็พยายามให้อีก เขาเจตนาดี อาตมาเลยส่งสัญญาณให้ด.ญ.ดูแลรับ แล้วด.ญ.ศีลก็รับ พอรับแล้วแกก็ร้องไห้เลย ดีใจปีติเกิด อาตมาเห็นแล้วก็รู้สึกสะท้านใจน้ำตาคลอเหมือนกัน เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณที่เกิดปฏิสัมพันธ์ เราเรียกว่าพลังงานปฏิสัมพันธ์ มีaction reaction ทุกคนมีเจตนาจะให้ ให้เสร็จแล้วก็ปลื้มใจ พอใจ ดีใจ ที่ได้ให้อย่างบริสุทธิ์ใจ แล้วคนก็รับอย่างบริสุทธิ์ใจ อาตมาพยายามอธิบายเหตุการณ์นี้ ที่เป็นการหยิบยื่นอย่างครื้นเครง ลือลั่นในประเทศไทย เป็นปรากฏการณ์ทานบารมี เกิดในสังคมไทยที่ยิ่งใหญ่มาก คนไทยต่างเกิดอาการอยากจะเป็นผู้ให้ แม้มีน้อยก็ให้ได้(มีบางคนอุตส่าห์ไปหาซื้อกระดาษทิชชู่มาได้ ๑กล่อง เขาก็เอามาบริการให้กับประชาชนที่ยืนเข้าแถวยาวเหยียด) อาตมาเห็นแล้วว่าผู้ที่ร่ำรวยมีมากจริงๆ เขาจะทำได้อย่างเท่!อย่างดีเลย แต่ก็ไม่ค่อยเอาตัวลงมาทำ ส่วนคนเล็กคนน้อยคนกระจอกๆ ออกมาครื้นเครงกันหมดเลย ทำกันทั่วประเทศ ศูนย์กลางรวมอยู่ที่สนามหลวง อยู่ต่างจังหวัดก็มากัน ใครมีเล็กมีน้อยก็หอบกันมา ใครมีมากก็หอบกันมามากหน่อย คนมีเล็กมีน้อยก็พยายามหอบของตัวเองมาเอามาแจก คนเบื้องบนเบื้องสูง ก็ลงมาแจก ดังที่เห็นปรากฏการณ์ อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาในระยะยาวนานและจะเกิดไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ในปรากฏการณ์วันนี้ แต่ละคนต่างมีจิตใจสาธารณโภคีทำให้เกิดมีจิตใจอยากจะมาให้ มาแสดงออก แสดงความเกื้อกูล เอื้อเฟื้อเจือจานกัน ใครมีของอุปโภคบริโภคก็ขนมา เท่าที่ตัวเองจะหาได้ มีได้ก็ทำกันเต็มที่เลย เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาในระยะยาวนานและจะเกิดไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ในปรากฏการณ์วันนี้ คำว่าสาธารณโภคีนี้ อยู่ในสาราณียธรรม 6 (โกสัมพีสูตร พระไตรปิฎก. เล่ม.22 ข.282-283) เกิดจากจิต 7 ลักษณะ คือ 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน)

ขณะนี้ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหญ่อันโอฬาร เป็นปรากฏการณ์สาธารณโภคี ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของจิตวิญญาณมนุษย์ เป็นพฤติกรรมสังคม จะเรียกว่าพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมทางสังคมศาสตร์ หรือพฤติกรรมของทางรัฐศาสตร์ก็ตาม ก็เป็นพฤติกรรมอันบริบูรณ์ เป็นพฤติกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ทำได้โดยไม่ได้เป็นการแสดงออกอย่าง จิตที่เป็นบูมเมอแรง(Boomerang) เมื่อจิตให้ออกไปแล้วก็มีวิธีโค้งเพื่อเอามาให้กับตัว แต่นี่เป็นการให้ไปอย่างบริสุทธิ์ เป็นพลังงานที่ให้ไปอย่างไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ(สาเปกโข) ป่วยการไปกล่าวถึงการผูกพันในผลให้ทาน (ปฏิพทฺธจิตฺโต) หรือมุ่งการสั่งสมให้ทาน (ทาน เทติ สนฺนิธิเปกฺโข) หรือทานโดยคิดว่าตายไปตนจะได้เสวยผลจากทานนี้ไปตลอด นั่นคือการสั่งสมความอยากได้เป็นตัวกูของกู(อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ)

จิตบริสุทธิ์ไม่มีอย่างนั้น เป็นการให้โดยจิตเสียสละ สละให้ผู้อื่นอย่างบริบูรณ์เต็ม จิตใจอย่างนี้เป็นจิตใจที่ศาสนาพุทธสอนให้อบรมฝึกฝนให้จิตใจเป็นอย่างนี้ได้จริงๆ ขณะนี้ปรากฏการณ์ของมนุษย์คนไทย ไม่ว่าแต่ชาวพุทธเลย ชาวศาสนาอื่นก็มาประพฤติปฏิบัติพฤติกรรมอันนี้ในสังคมขณะนี้ ด้วยจุดเดียวกัน จุดนั้นคือจุดพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเราที่เสด็จสวรรคต ทุกคนแสดงออกลักษณะของการให้ ทุกชาติศาสนามีจิตใจเกิดอันนี้ สัจธรรมมีหนึ่งเดียวอันนี้สูงสุด เป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่มากเลย อาตมาถือว่าอย่างนั้น ซึ่งมันไม่ใช่เป็นคนเดียวและไม่ใช่เป็นชั่วคราว เป็นต่อเนื่องยาวนานจะไปอีกนานเท่าไหร่ยังไม่รู้นะ แต่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดในประเทศไทย จนสหประชาชาติซึ่งเป็นที่รวมเป็นองค์กรรวมของทุกประเทศ นำเรื่องราวเหล่านี้ มีการจัดพูดเทิดพระเกียรติในการประชุมของสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ในโลกยุคนี้ ทั้งโลก มันเป็นยุคที่ทุกคนมุ่งไปสู่ปัญญา ทุกคนเข้าใจแล้วว่า จิตวิญญาณนี้สำคัญกว่าวัตถุ แล้วก็ควรจะต้องทำจิตวิญญาณให้เป็นปัญญา เป็นจิตใจที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่หวงแหนเป็นตัวเป็นตนเป็นของตัวของตน ความหมายนี้แม้แต่ศาสนาอื่นหรือคนชาติอื่นก็รู้ โดยปฏิภาณความเฉลียวฉลาดลึกๆ ของแต่ละคนก็รู้ มีมากหรือน้อยก็แล้วแต่ อาตมาว่าเป็นหนึ่งเดียว กลับมาหาจุดที่เป็นหนึ่งเดียวนี้เหมือนกันหมดแล้ว ปรากฏการณ์ในประเทศไทยครั้งนี้จึงเป็นปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่เกิดขึ้นแล้วโดยความเป็นจริง ที่มนุษย์แสดงออกด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ มีมวลมากพอจนกระทั่งต่างชาติ และสหประชาชาติขานรับ แล้วก็เอาไปประพฤติแสดงออก อย่างน้อยก็ทำพฤติกรรมเอามาประกาศร่วมกัน ให้เห็นว่านี่คือสิ่งที่ดี สิ่งที่ควรส่งเสริม ให้แพร่หลาย ให้ทุกคนได้รับรู้แล้วเอาไปปฏิบัติประพฤติ ไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาใหน ไม่ต้องมีอะไรมาขวางกั้นเลย เป็นลักษณะของ globalization ไม่มีอะไรขีดคั่นหรือติดข้อง เป็นความเห็นความเคลื่อนไหวทะลุทะลวงกลายเป็นอันเดียวกัน เป็นปรากฏการณ์จริงที่แสดงออกจริง รับสัมผัสกันได้ถึงกัน แม้จะไม่ครบได้แต่รูปแต่เสียงแต่ไม่ได้กลิ่นไม่ได้สัมผัสทางลิ้นก็ตามเถอะ แค่เสียงและรูปภาพก็ชัดเจนหมดแล้ว เสียงและรูปภาพนั้น มันเป็นพาหะของวิญญาณด้วยนะที่สื่อสัมผัสนี้ เสียงและภาพเป็นพาหะของวิญญาณพาวิญญาณไปด้วย เสียงและภาพเป็นการนำพาลักษณะสื่อถึงจิตวิญญาณ ลักษณะของจิตวิญญาณที่คนผู้หนึ่งที่ทรงงานทรงพระจริยวัตรตลอด 70 ปี และก็เป็นที่ชัดเจน ไม่ใช่เป็นเรื่องลอยลม หรือเป็นเรื่องเสแสร้งยกยอปอปั้น ไม่ใช่! เป็นเรื่องจริง แต่เป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนประทับใจในพระจริยวัตรต่างๆ ในการทรงงานต่างๆ ที่มันบอกความจริงว่าพระองค์ทรงงานเพื่อใคร? เพื่อพระองค์เองหรือเพื่อตัวเพื่อตน หรือเพื่อมวลประชาชน อย่างบริสุทธิ์สะอาด เมื่อประพฤติปฏิบัติลงไปแล้วจึงเกิด 1. มีผลผลิตเกิดตามมา 2. เกิดแรงงานมีกรรมกิริยาเกิดตามมา 3. เกิดสัจธรรม ความรู้ และเกิดผลทางจิตวิญญาณตามมาอีก ทำให้เกิดสัจธรรมการแสดงออกซึ่งจิตวิญญาณ เป็นการทำเพื่อให้(ทานัง) มันเป็นสิ่งที่ปรากฏจริงว่าบริสุทธิ์จริง และทำต่อเนื่องมา 70 ปี นี่เป็นเรื่องที่สุดยิ่งใหญ่ อาตมาได้ประกาศไปในสาธารณชนหลายทีว่า “เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เป็นดินแดนชมพูทวีป แล้วมาถึงวันนี้เมืองไทยมีสิ่งปรากฏจริงเป็นปรากฏการณ์แท้เกิดขึ้นแล้วว่ามีเนื้อหา “โลกุตรธรรม”มีอารยธรรม ของพุทธ เกิด ณ ที่นี้ จะมีลักษณะคุณธรรมของโลกุตระทำเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นพลังงานให้เกิดบทบาททางสังคมสูงขึ้น เจริญขึ้นไปอีก จะเจริญสืบสานไปอีก จะเจริญสูงสุดในอีก 450 ปี จึงค่อยลดพลังงานลง เหมือนคนหนุ่มสาวเจริญวัย ถึงสูงสุดแล้วค่อยเสื่อมลง ตามองค์ประกอบตามธรรมชาติ นอกจากคุณจะบำรุงไว้ได้ ก็จะอยู่ได้นานขึ้น ทุกวันนี้ ศาสนาพระพุทธเจ้าได้ปรากฏชัดขึ้นแล้ว ณ กาละนี้ อันเกิดมาจากพลังพฤตินัยของมนุษยชาติ ที่แสดงธรรมะ แสดงอะไร?แสดงการสละ ทุกคนประสงค์จะให้ จะเสียสละ ซึ่งมันน่าชื่นชม น่าอบอุ่น เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดได้ มีได้ เป็นได้ นักวิจัยทางรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ยิ่งครบทุกศาสตร์ ยิ่งดี จะได้วิจัยทุกแง่มุมของความเป็นสังคมมนุษยชาติ ให้ไปทำวิจัยได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น มีสาเหตุมาจากอะไร มาจากความรู้สึกอะไร ยิ่งศาสนาศาสตร์ด้วยก็ยิ่งดี จะได้เข้าใจเลยว่ามันเกิดจากความรู้สึกอะไร แล้วมันก่อให้เกิดเจตนาอะไร?

ระเบิดแห่งความรักจากพ่อ

เป็นกษัตริย์ที่มีรูปอยู่ในทุกๆบ้าน เป็นกษัตริย์ที่สถิตย์อยู่ในวิญญาณทุกๆคน เป็นกษัตริย์ที่มีความรักให้กับปวงชน เป็นกษัตริย์ที่ทุกๆคนต่างพากันรักและภักดี

ทำไมประชาชนจึงรักในหลวง? เขารักอะไรของในหลวง? เขารัก ความเป็นพระโพธิสัตว์ ของในหลวง โพธิสัตว์ คือผู้รับใช้ประชาชน คือนักประชาธิปไตยเบอร์ ๑ ของโลก นักประชาธิปไตยของศาสนาพุทธ เป็นผู้ที่ทำงานรับใช้ประชาชนเพื่อให้เกิด… พหุชนหิตายะ (เพื่อประโยชน์ของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขาย ะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) และ โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) คนทั่วโลกรับรองในหลวงว่าเป็นผู้ที่มีพระจริยวัตรอันต้องเอาอย่าง มีทฤษฎีหลัก มีพฤติกรรมการประพฤติให้เห็นเลย จนต้องจำนน ศาสนาอื่นยังต้องจำนน ประเทศอื่นยังต้องจำนน ต้องยอมรับ จึงเกิดเป็นพลังยอมรับนับถือเทิดทูนบูชานี่แหละคือ Bomb of love ที่สนามหลวง ตอนนี้ การให้ การเสียสละ กำลังระเบิดเป็น Bomb of love ทุกคนมีแต่จะเสียสละ จะให้ เสียสละเวลา เสียสละแรงงาน-สละทรัพย์สินเงินทองข้าวของ เพื่อแสดงความอาลัยรักต่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่สวรรคตไป อาตมาว่าเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศไทยขณะนี้ โดยเฉพาะแกนกลางที่เกิดเป็นหมู่มวลที่สนามหลวง มันเป็นแหล่งกลางที่คนไทยมารวมกันแสดงออกพฤติกรรมของมนุษยชาติที่เกิดพลังแห่งความรัก เขามาแสดงออกถึงพฤติกรรมในความเสียสละ ทุก ๆศาสนาจบอยู่ที่ การ “ให้” การเสียสละ ใครจะมีทฤษฎี มีวิธีการที่ทำให้จิตใจคนเสียสละได้อย่างจริงใจและเต็มใจที่สุด และไม่คิดจะเอาเปรียบได้เลย มีแต่จิตวิญญาณเสียสละ พึ่งตนเอง ช่วยตนเองไม่เบียดเบียนใคร ทำงานเพื่อช่วยเหลือตัวเองไม่เบียดเบียนใครหรือเอาเปรียบใคร ถ้ามีส่วนเกินมากกว่าที่ตนเองกินและใช้ ก็เอาเวลาที่เหลือแรงงานที่เหลือ และทุนรอนที่มีเหลือ ก็เอาไปเสียสละให้คนอื่น คนนั้นคือคนประเสริฐในโลก เหตุการณ์ที่เกิดขณะนี้มันเป็นเหตุการณ์การเสียสละ ต่างแสดงออกถึงพฤติกรรมของคนที่เสียสละเต็มไปหมดเลยในประเทศไทย แย่งกันเสียสละ แล้วเข้าใจลึกซึ้งในการเสียสละ ปรากฎการณ์(phenomenal)ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้เป็น เรื่องที่ไม่ได้เสแสร้งทำ เกิดแรงระเบิดที่ออกมาจากภายใน 1.มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ 2.มันเป็นเรื่องติดต่อกันยาวนาน และ 3.มันเป็นความงดงาม เป็นความประเสริฐวิเศษ เป็นคุณค่าคุณธรรม ที่ในหลวงร.9 ได้ทรงงานหนักมาตลอด พระชันษา ซึ่งทุกคนปฏิเสธไม่ได้ถึงคุณค่าคุณงามความดีที่ครบพร้อมที่ได้ทรงแสดงออกมา

ราชประชาสมาสัย คือ ความรัก ที่ในหลวงและประชาชนมีให้ต่อกันและกัน เหตุการณ์นี้ เป็นราชประชาสมาสัย มันเกิดต่อเนื่องอยู่ไม่หยุด นี่คือสิ่งจริงที่ยิ่งใหญ่ ที่ดูคล้ายกับเป็นเรื่องแปลกประหลาด ความหมายของ “ ราชประชาสมาสัย ” ก็คือ ราช กับประชา ได้อาศัยกัน มีความเห็นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่างที่เราเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวมีพระจริยาวัตรมากว่า 70 ปี คนก็ซาบซึ้งใจ ทุกคนเข้าใจสิ่งที่ดี ที่ประเสริฐอันนี้ แต่ก่อนนี้ยังไม่รู้สึกกันเท่าไหร่ พอถึงวาระนี้ คนก็แสดงอาการที่จะประพฤติปฏิบัติกันอย่างจริง ๆจัง ๆ เป็นความมุ่งมั่นของคนไทย ที่ตั้งใจจะทำอย่างในหลวง เพราะพระองค์ไม่อยู่แล้ว แต่ธรรมราชายังอยู่ แล้วประชาชนก็ได้อาศัยสัมมาทิฏฐิและแนวคิด หรือพระราชดำริของในหลวง ทั้งพระจริยวัตรของในหลวงที่ได้ทำมาก่อน เอามาปฏิบัติประพฤติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน นี้คือความหมายของคำว่าราชประชาสมาสัย สรุปแล้ว คำว่าราชประชาสมาสัยเป็นพลังงานแห่งความรักที่ได้เกิดจากในหลวงพระองค์นี้ จนประชาชนคนไทยได้มีปัญญารู้แล้ว ประชาชนก็ได้ซักซ้อมความเข้าใจ พากันแสดงออกมาได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะในวันที่ 5 ธันวาฯ ทุก ๆ วันเฉลิมพระชนมพรรษาประชาชนก็ได้รวมใจกันแสดงออก พลังงานนี้จึงได้กลายเป็น A bomb of love. เป็นพลังงานแห่งความรักที่ได้มารวมเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพระเจ้าอยู่หัวกับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งจริงที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ประเทศไหนที่ทำได้ตอนนี้ก็ลองทำดูสิ อาตมาพูดในช่วงกัปปนี้ ปัจจุบันนี้นะ หลัดๆโต้งๆ continuing ที่ยังเกิดเกิดต่อเนื่องอยู่อย่างไม่หยุด

ความรักเป็นพลังที่ทรงอานุภาพที่สุด ที่ไอน์สไตน์ค้นพบ

นิยามคำว่าพลังงานแห่งความรักของ“อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์”

ปลายทศวรรษ 1980 Lieserl Einstein ลูกสาวของ Albert Einstein ได้บริจาคจดหมายของพ่อให้แก่มหาวิทยาลัยฮีบรู หนึ่งในนั้นเป็นจดหมายถึงเธอ มีใจความว่า...

“ ตอนที่พ่อนำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพออกไป ไม่ค่อยมีใครเข้าใจพ่อหรอก สิ่งที่พ่อจะเปิดเผยในเวลานี้เพื่อสื่อถึงมนุษยชาติ ก็จะปะทะกับความเข้าใจผิดและอคติในโลกด้วยเช่นกัน

พ่อขอให้ลูกรักษาจดหมายเหล่านี้ไว้ให้นานตราบเท่าที่จำเป็น หลาย ๆ ปี หลาย ๆ สิบปี จนกว่าสังคมจะก้าวหน้าพอที่จะยอมรับสิ่งที่พ่อจะอธิบายต่อไปนี้

มีพลังที่มีอานุภาพมหาศาลอย่างหนึ่งซึ่งจวบจนขณะนี้วิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ เป็นพลังที่รวมและควบคุมพลังอื่น ๆ ทั้งปวงเอาไว้ กระทั่งอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ใด ๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในเอกภพและเรายังไม่ได้ทำการระบุเสียด้วย พลังจักรวาลนี้คือความรัก

เมื่อนักวิทยาศาสตร์มองหาทฤษฎีรวมของจักรวาล เขาลืมพลังที่มองไม่เห็น ซึ่งมีอานุภาพสูงสุดนี้ไปเสีย ความรักคือแสงซึ่งให้ความสว่างแก่ผู้ให้และผู้รับ ความรักคือแรงโน้มถ่วง เพราะมันดึงดูดคนบางคนเข้าหาคนอื่น ความรักคืออำนาจ เพราะมันทวีคูณสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามี และช่วยให้มนุษยชาติไม่ดับสูญไปในความเห็นแก่ตัวอย่างมืดบอดของตนเอง เมื่อความรักคลี่คลายเผยตัวออกมา เราจึงมีชีวิตอยู่และตายได้เพื่อความรัก ความรักคือพระเจ้าและพระเจ้าคือความรัก

พลังนี้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างและให้ความหมายแก่ชีวิต นี่คือตัวแปรที่เรามองข้ามมาเนิ่นนานจนเกินไป ที่เรากลัวความรักอาจเป็นเพราะมันเป็นพลังงานเพียงอย่างเดียวในจักรวาลที่ มนุษย์ยังไม่รู้จักขับเคลื่อนได้ตามใจปรารถนา เพื่อให้มองเห็นภาพความรักได้ พ่อจึงขอแทนค่าสมการที่ขึ้นชื่อที่สุดของพ่ออย่างง่าย ๆ แทนที่จะเป็น E (พลังงาน) = mc2 มวล x (ความเร็วแสง)2 ถ้าเรายอมรับว่าพลังงานที่จะเยียวยาโลกสามารถได้มาโดยผ่านความรักคูณด้วย ความเร็วแสงยกกำลัง 2 เราก็จะได้ข้อสรุปๅว่า ความรักเป็นพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดที่มีอยู่ เพราะมันไม่มีขีดจำกัด

หลังจากที่มนุษยชาติประสบความล้มเหลวในการใช้และควบคุมพลังงานอื่น ๆ ในจักรวาลที่ขัดขวางเราแล้ว จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยพลังงานอีกประเภทหนึ่ง

หากเราต้องการให้ species ของเราอยู่รอด หากเราต้องการค้นหาความหมายของชีวิต หากเราต้องการช่วยโลกและสิ่งมีชีวิตที่มี sense รับรู้ซึ่งอาศัยอยู่ในโลกแล้วละก็ ความรักคือคำตอบเดียวที่มี

เราอาจจะยังไม่พร้อมที่จะผลิตระเบิดรัก(ตอนนี้คนไทยช่วยกันผลิตระเบิดรักกันอยู่) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีแสนยานุภาพพอที่จะทำลายความเกลียดชัง ความเห็นแก่ตัว และความโลภ ซึ่งย่ำยีโลกได้อย่างราบคาบ แต่ทุกคนก็มีเครื่องกำเนิดความรักเล็ก ๆ อันทรงพลังอยู่ในตัว ซึ่งรอคอยการปลดปล่อยพลังงานออกมา

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะให้และรับพลังงานจักรวาลนี้ เราก็จะพิสูจน์ได้ว่าความรักพิชิตทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถก้าวข้ามทุกอย่างไม่ว่าสิ่งใด ทั้งนี้เพราะความรักคือแก่นแท้แห่งชีวิต

พ่อเสียใจที่ไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพ่อ ซึ่งเต้นเพื่อลูกอยู่เงียบ ๆ มาตลอดชีวิต ออกมาได้ บางทีอาจจะสายเกินกว่าจะขอโทษ แต่โดยที่เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ พ่อจึงต้องบอกลูกว่า พ่อรักลูก และเพราะลูก พ่อจึงบรรลุคำตอบขั้นสุดท้ายนี้ได้ !”

พ่อของลูก /อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ Credit: Rafael Téllez-Girón

พ่อครูว่า...นี่คือจดหมายที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ และก็ชื่อว่า A bomb of love. ที่เกิดในเมืองไทยตอนนี้คืออันนี้จริงๆ ที่เป็นความรักที่มีต่อในหลวง ไม่ใช่รักในตัวตนร่างกาย ไม่ใช่รักเรื่องวัตถุ แต่เป็นความรักสิ่งประเสริฐ รวมไปหมดเลยในสิ่งที่ในหลวงทรงพระจริยวัตรมาตลอดพระชนม์ชีพ แล้วตอนนี้ไม่มีใครสามารถยับยั้งหรือปิดบังได้ แม้ไอน์สไตน์จะได้พยายามอธิบายลักษณะของนามธรรม ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่อธิบายได้ยากกว่าการค้นพบพลังงานระเบิดสุดยอดทางด้านวัตถุคือ พลังงานนิวเคลียร์ที่ทดลองจนญี่ปุ่นพินาศไปแล้ว แต่อันนี้เป็นระเบิดนามธรรมที่เขารู้ว่าจะเกิด ไอน์สไตน์จึงได้พูดไว้ตอนนั้น จนขณะนี้ในเมืองไทยกำลังเกิด A bomb of love. แล้วเขาก็บอกว่ามนุษย์ไม่รู้จักอันนี้ได้ง่ายๆ จริงที่สุดเลยอาตมาขอรับรอง มันเป็นระเบิดที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

สิ่งประเสริฐสุดที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ในยุคนี้ กัปปนี้ ให้อภิวัฒน์กันต่อไป

แต่คนไทยนั้นรู้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้นในสังคมโลก มีสิ่งที่ประเสริฐสุด ที่เป็นคนผู้หนึ่ง คือพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ของประเทศไทยได้มีพฤติการณ์ขึ้น เป็นพฤติกรรมประเสริฐสุด คนที่มีภูมิปัญญาก็จะติดตามมาศึกษาในยุคนี้ กาละนี้ กัปปนี้ คนไหนไม่แสวงหาก็ปล่อยชีวิตไป คนไหนแสวงหาก็มาค้นหา อย่างพระเจ้าแผ่นดินประเทศภูฏาน จะเห็นได้ว่าพระองค์มีฉันทะซึ่งเป็นลักษณะจริงของท่าน มาเอาความรู้ ที่รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ดี เป็นระเบิดที่มีความพอใจยินดี มีพลังแห่งความรักเกิดขึ้น ก็เป็นของจริงของแต่ละคน จะขับดันตัวเอง ต่างก็พยายามทำเพื่อก่อรูป แล้วไม่ใช่ก่อรูปนิ่งแต่ก่อรูปเคลื่อนไหว เป็นประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น ซึ่งคนเข้าแล้วใจว่าการรวมกัน การประสานปรองดองเพื่อทำสิ่งดี จะมีอยู่ที่ไหนก็ตามแต่ ไทยต้องทำให้ได้ แล้วขณะนี้ทำได้แล้วด้วย การแสดงออกของคนไทยขณะนี้กำลังแสดงออกกันเต็มที่ ก็ขอย้ำเลยนะ คนไทยที่ได้รับรู้สิ่งที่อาตมาสื่อออกไปนี้ จงช่วยกันรักษาสภาพความรักอันยิ่งใหญ่ที่แสดงออกนี้ ขอให้แสดงความรักของระเบิดรักของในหลวงที่ทุกคนกำลังแสดงออกนี้ ขอให้แสดงออกต่อเนื่องไป 10 ปีหรือ 20 ปี สนามหลวงอย่าหมดพลังงาน A bomb of love.นี้เลย อาตมามั่นใจว่าสิ่งประเสริฐกำลังเกิดแล้วก็จะต้องช่วยกันทำให้ยาวนาน สร้างตัวเองไปเรื่อยๆ ถ้ารักษาสภาพนี้เอาไว้ได้ มันจะอธิบายสิ่งประเสริฐที่กำลังเกิดขึ้น แล้วก็จะต้องช่วยกันทำให้ยาวนาน คนจะมาศึกษาวิจัยว่าพฤติกรรมมนุษย์นี้ที่เกิดจากจิตวิญญาณ แล้วมาแสดงออกอันนี้ มันสะท้อนสะท้านใจทั้งนั้น ทุกคนมีแต่อยากจะให้-ให้-ให้ คนที่มารับสิ่งที่เราให้ได้ เราก็ปลาบปลื้ม จนกระทั่งเราต้องร้องไห้ แต่เราต้องไม่ประมาท ต้องเสริมสานพลังงานนี้ให้แข็งแรงเป็นตัวตั้ง ให้อภิวัฒน์ต่อไป เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์โลก ทุกอย่างมีแต่การเสียสละและการให้ ศาสนาทุกศาสนาสอนเช่นนี้ คนที่มีจิตวิญญาณบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ จึงเป็นคนที่ทำประโยชน์เพื่อมวลมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน