สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ระเบิดแห่งความรักจากพ่อ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ระเบิดแห่งความรักจากพ่อ
พูดถึงความยินดีกับการเสียสละ อาตมาว่าเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศไทยขณะนี้ โดยเฉพาะแกนกลางที่เกิด พฤติกรรมของมนุษยชาติที่เกิด เป็นหมู่มวลที่สนามหลวง มันเป็นแหล่งกลางที่คนไทยมารวมกันแสดงออก เขาแสดงออกในความเสียสละ ทุกศาสนาจบอยู่ที่การเสียสละ ใครจะมีทฤษฎีมีวิธีการที่ทำให้จิตใจคนเสียสละได้อย่างจริงใจและเต็มใจที่สุด และไม่คิดจะเอาเปรียบ มีแต่จิตวิญญาณเสียสละ พึ่งตนเอง ช่วยตนเองไม่เบียดเบียนใคร ทำงานเพื่อช่วยเหลือตัวเองไม่เปลี่ยนเป็นใครก็ถูก ถ้ามีส่วนเกินมากกว่าที่ตนเองกินและใช้ เวลาที่เหลือแรงงานที่เหลือ ทุนรอนที่มีเหลือ ก็เอาไปเสียสละให้คนอื่น คนนั้นคือคนประเสริฐในโลก เหตุการณ์ที่เกิดขณะนี้มันเป็นเหตุการณ์การเสียสละ ต้นพฤติกรรมของคนที่เสียสละเต็มไปหมดเลยในประเทศไทย แย่งกันเสียสละ แล้วเข้าใจลึกซึ้งในการเสียสละ อาตมาเคยเอาพฤติกรรมที่มาอธิบายถึงความซับซ้อน เช่น เหตุการณ์เกิดที่สนามหลวง อาตมาก็เดินไป เด็กก็เดินตามมี ด.ญ.ดูแล ด.ญ.ศีล ไปเจอผู้ชายคนหนึ่ง มีน้ำมาสองขวด ก็เอาน้ำให้ด.ญ.สองคนนี้ เด็กเราก็ไม่เอา เลี่ยงไป แต่พวกเราก็มีความคิดไม่เอาของคนอื่น เขาก็พยายามให้อีก เขาเจตนาดี อาตมาก็รู้ว่าเหตุการณ์การให้ครั้งนี้ มันกำลังเกิดคลื่น Bomb of love. ที่เป็นคำพยากรณ์ของไอน์สไตน์ อาตมามีประวัติอันนี้ ก็เคยอ่านเจอ แกเคยเขียนบอกลูกสาวแกเอาไว้ อาตมาเลยส่งสัญญาณให้ด.ญ.ดูแลรับ แล้วด.ญ.ศีลก็รับ พอรับแล้วแกก็ร้องไห้เลย ดีใจปีติเกิด เหตุการณ์นี้เป็นราชประชาสมาสัย มันเกิดต่อเนื่องอยู่ไม่หยุด นี่คือสิ่งจริงที่ยิ่งใหญ่เป็นเรื่องประหลาด อาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพพยายามอธิบายราชประชาสมาสัย ราชประชาสมาสัยคือ มีความเห็นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างที่เราเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวมี
อ่านต่อ
พระจริยวัตรมากว่า 70 ปีคนก็ซาบซึ้งใจ พอถึงวาระนี้คนก็แสดงอาการ สรุปแล้วคำว่าราชประชาสมาสัยเป็นพลังงาน พลังงานนี้จึงเกิดเป็น A bomb of love. มันมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพระเจ้าอยู่หัวกับประชาชน มันดีที่สุดแล้ว อาตมาไม่รู้จะใช้ภาษาอะไร ในความยิ่งใหญ่ที่เกิดในประเทศไทยที่เกิดจากพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงงานมา แล้วประชาชนก็ได้ซักซ้อมความเข้าใจ ประชาชนคนไทยได้มีปัญญารู้ แสดงออกมาได้เรื่อยๆ จนกระทั่งในวันที่5ธันวาฯ ทุกเฉลิมพระชนมพรรษาประชาชนก็แสดงออก เป็น A bomb of love.
นิยามคำว่ารักของ“อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์”
ปลายทศวรรษ 1980 Lieserl Einstein ลูกสาวของ Albert Einstein ได้บริจาคจดหมายของพ่อให้แก่มหาวิทยาลัยฮีบรู หนึ่งในนั้นเป็นจดหมายถึงเธอ มีใจความว่า...
“ ตอนที่พ่อนำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพออกไป ไม่ค่อยมีใครเข้าใจพ่อหรอก สิ่งที่พ่อจะเปิดเผยในเวลานี้เพื่อสื่อถึงมนุษยชาติ ก็จะปะทะกับความเข้าใจผิดและอคติในโลกด้วยเช่นกัน
พ่อขอให้ลูกรักษาจดหมายเหล่านี้ไว้ให้นานตราบเท่าที่จำเป็น หลาย ๆ ปี หลาย ๆ สิบปี จนกว่าสังคมจะก้าวหน้าพอที่จะยอมรับสิ่งที่พ่อจะอธิบายต่อไปนี้
มีพลังที่มีอานุภาพมหาศาลอย่างหนึ่งซึ่งจวบจนขณะนี้วิทยาศาสตร์ยัง ไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ เป็นพลังที่รวมและควบคุมพลังอื่น ๆ ทั้งปวงเอาไว้ กระทั่งอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ใด ๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในเอกภพและเรายังไม่ได้ทำการระบุเสียด้วย พลังจักรวาลนี้คือความรัก
เมื่อนักวิทยาศาสตร์มองหาทฤษฎีรวมของจักรวาล เขาลืมพลังที่มองไม่เห็นซึ่งมีอานุภาพสูงสุดนี้ไปเสีย ความรักคือแสงซึ่งให้ความสว่างแก่ผู้ให้และผู้รับ ความรักคือแรงโน้มถ่วง เพราะมันดึงดูดคนบางคนเข้าหาคนอื่น ความรักคืออำนาจ เพราะมันทวีคูณสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามี และช่วยให้มนุษยชาติไม่ดับสูญไปในความเห็นแก่ตัวอย่างมืดบอดของตนเอง ความรักคลี่คลายเผยตัวออกมา เรามีชีวิตอยู่และตายเพื่อความรัก ความรักคือพระเจ้าและพระเจ้าคือความรัก
พลังนี้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างและให้ความหมายแก่ชีวิต นี่คือตัวแปรที่เรามองข้ามมาเนิ่นนานจนเกินไป ที่เรากลัวความรักอาจเป็นเพราะมันเป็นพลังงานเพียงอย่างเดียวในจักรวาลที่ มนุษย์ยังไม่รู้จักขับเคลื่อนได้ตามใจปรารถนา
เพื่อให้มองเห็นภาพความรักได้ พ่อจึงขอแทนค่าสมการที่ขึ้นชื่อที่สุดของพ่ออย่างง่าย ๆ แทนที่จะเป็น E (พลังงาน) = mc2 (มวล x ความเร็วแสง)2 ถ้าเรายอมรับว่าพลังงานที่จะเยียวยาโลกได้สามารถได้มาโดยผ่านความรักคูณด้วย ความเร็วแสงยกกำลัง 2 เราก็จะได้ข้อสรุปว่า ความรักเป็นพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดที่มีอยู่ เพราะมันไม่มีขีดจำกัด
หลังจากที่มนุษยชาติประสบความล้มเหลวในการใช้และควบคุมพลังงานอื่น ๆ ในจักรวาลที่ขัดขวางเราแล้ว จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยพลังงานอีกประเภทหนึ่ง
หากเราต้องการให้ species ของเราอยู่รอด หากเราต้องการค้นหาความหมายของชีวิต หากเราต้องการช่วยโลกและสิ่งมีชีวิตที่มี sense รับรู้ซึ่งอาศัยอยู่ในโลกแล้วละก็ ความรักคือคำตอบเดียวที่มี
เราอาจจะยังไม่พร้อมที่จะผลิตระเบิดรัก(ตอนนี้คนไทยช่วยกันผลิตระเบิดรักกัน) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีแสนยานุภาพพอที่จะทำลายความเกลียดชัง ความเห็นแก่ตัว และความโลภ ซึ่งย่ำยีโลกได้อย่างราบคาบ แต่ทุกคนก็มีเครื่องกำเนิดความรักเล็ก ๆ อันทรงพลังอยู่ในตัว ซึ่งรอคอยการปลดปล่อยพลังงานออกมา
เมื่อเราเรียนรู้ที่จะให้และรับพลังงานจักรวาลนี้ เราก็จะพิสูจน์ได้ว่าความรักพิชิตทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถก้าวข้ามทุกอย่างไม่ว่าสิ่งใด ทั้งนี้เพราะความรักคือแก่นแท้แห่งชีวิต
พ่อเสียใจที่ไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพ่อ ซึ่งเต้นเพื่อลูกอยู่เงียบ ๆ มาตลอดชีวิต ออกมาได้ บางทีอาจจะสายเกินกว่าจะขอโทษ แต่โดยที่เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ พ่อจึงต้องบอกลูกว่า พ่อรักลูก และเพราะลูกพ่อจึงบรรลุคำตอบขั้นสุดท้ายนี้ได้ ! ”
พ่อของลูก /Albert Einstein….
Credit: Rafael Téllez-Girón
พ่อครูว่า...นี่คือจดหมายที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ และก็ชื่อว่า A bomb of love. ที่เกิดในเมืองไทยตอนนี้คืออันนี้จริงๆ ที่เป็นความรักที่มีต่อในหลวง ไม่ใช่รักในตัวตนร่างกาย ไม่ใช่รักเรื่องวัตถุ แต่เป็นความรักสิ่งประเสริฐ รวมไปหมดเลยในสิ่งที่ในหลวงทรงพระจริยวัตรมาตลอดพระชนม์ชีพ แล้วตอนนี้ไม่มีใครสามารถยับยั้งหรือปิดบังได้ ไม่มีใครเก็บไว้เหมือนไอน์สไตน์เก็บไว้ ทีนี้อาตมาเข้าใจไอน์สไตน์ อาตมาเข้าใจว่า แกจะอธิบายอะไรลักษณะของนามธรรม แกค้นพบพลังงานระเบิดพลังงานสุดยอดคือ พลังงานนิวเคลียร์ที่ทดลองจนญี่ปุ่นฉิบหายแล้ว อันนี้เป็นระเบิดนามธรรมที่จะรู้ว่าจะเกิด ไอน์สไตน์พูดไว้ตอนนั้นขณะนี้ในเมืองไทยกำลังเกิด A bomb of love.แล้วแกก็บอกว่ามนุษย์ไม่รู้จักอันนี้ได้ง่ายๆ จริงที่สุดเลยอาตมาขอรับรอง มันเป็นระเบิดที่ยิ่งใหญ่จริงๆ การแสดงออกของคนไทยขณะนี้แสดงออกเต็มที่ ก็ขอย้ำเลยนะ คนไทยที่ได้ฟังที่อาตมาพูดนี้จงรักษาการ รับรองความรักอันยิ่งใหญ่ที่แสดงออกนี้ ขอให้แสดงความรักของระเบิดรักของในหลวงที่คุณกำลังแสดงออกนี้ ขอให้แสดงออกต่อเนื่องไป 10 ปีหรือ 20 ปี สนามหลวงอย่าหมดพลังงาน A bomb of love.นี้เลย ถ้ารักษาไว้ได้นี้ มันจะอธิบาย คนจะมาศึกษาวิจัยว่าพฤติกรรมมนุษย์นี้จากจิตวิญญาณมนุษย์ แล้วแสดงออกอันนี้ มันสะท้อนสะท้านใจทั้งนั้น ที่อาตมายกมาพูดนิดเดียวที่ผู้ให้ผู้รับ แล้วผู้ให้กลับเริ่มที่ผู้รับนั้นรับของเรา ทุกคนมีแต่อยากจะให้ให้ให้ คนที่มารับสิ่งที่เราให้ได้เราก็ปลาบปลื้ม จนกระทั่งเราต้องร้องไห้ ก็เขามีการตอบรับกันอย่างสมบูรณ์แบบไม่มีแต่ให้กับให้กับให้กับให้ ทุกอย่างมีแต่การเสียสละการให้ ศาสนาทุกศาสนาสอนเช่นนี้ คนที่มีจิตวิญญาณบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ จึงเป็นคนที่ทำประโยชน์เพื่อมวลมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือคำสรุปของพระพุทธเจ้า เราอยากจะเป็นคนชนิดนี้ไหม เป็นเสี้ยววินาทีนี้เป็นต้นไปเลย ให้เลย จงทำให้ได้ แล้วพวกเราอาตมาว่าพูดแล้วพวกเราจะเข้าใจกันดี ทีเดียว
_ผมชื่อ นาค มีชื่อทางธรรมว่าพึ่งธรรม มีปัญหาว่า ที่พ่อท่านเทศน์ว่าในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์แต่ผมขอใช้คำต่อท้ายว่าเป็นพระโพธิสัตว์ใหญ่ และถ้าผมจะตรวจการกระทำของผมเองก็ต้องประกอบด้วยกรรมสาม ศีลข้อ ๑ ๒ ๓ ๕ ก็พอเข้าใจ แล้วศีลข้อ ๔ มันตรวจอย่างไร และถ้าครอบครัวใดมีคนละเมิดศีลข้อ ๔ มาก ครอบครัวนั้นย่อมฉิบหายรวมทั้งชุมชนและประเทศด้วย และผมเคยได้ยินพ่อครูว่า ชุมชนบุญนิยมถือเอาจิตวิญญาณเป็นใหญ่แต่ชุมชนทุนนิยมถือเอาเงินเป็นใหญ่ ตอบ…ท่านแบ่งไว้ครบแล้ว ศีลข้อ ๑ ๒ ๓ คือกายกรรม ศีลข้อ ๔ คือวจีกรรม ศีลข้อ ๕ คือมโนกรรม ศีลข้อ ๕ สุราคือหลงอย่างแรงกล้า หรือหลงของจัดจ้าน สิ่งที่คนสามัญเก่ารู้ว่าเป็นเรื่องต่ำเป็นเรื่องไม่ดี อบายมุข เช่นตั้งงบประมาณมากๆเพื่อให้โกงกัน ห้าแสนล้านเป็นต้น เป็นอบายมุขที่ร้ายแรงมากเลย อันนั้นเรื่องศีลข้อ ๕ เสพติดใน รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หรืออบายมุข ศีลข้อ ๑ ๒ ๓ เป็นกายกรรม ฆ่าสัตว์ เอาของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเรา ละเมิดกาม เรื่องราคะ ต้องการสัมผัสเสียดสีเสพรส คุณไปสงสัยว่าทำไม วจีกรรมจึงไม่รวมเอาสาม ซึ่งท่านก็แยกเรื่องวจีไว้ การออกเสียงสำเนียงในมนุษย์ เป็นภาษา ไม่รู้กี่ภาษา แต่สังคมศาสนาพุทธเรียนรู้เลยเถิด คือให้ปิดปากไม่พูด ปิดหูปิดตาไม่รับรู้ เอาไปอยู่ที่ใจ ดีไม่ดีบางที่ดับใจด้วยดับความรู้สึกแล้วบอกว่านิโรธ แต่ว่าพระพุทธเจ้าให้ดับกิเลส ยิ่งดับจิตยิ่งสะอาดสว่าง คือไม่เกิดความไม่ดีงามเลย แล้วรู้ครบ รู้รอบ รู้ลึก รู้ถ้วน แทนที่จะดับไม่รู้เรื่องอะไรเลย เอาแต่ภพแคบๆในจิตแล้วดับมันอีก มันตรงกันข้ามกับของพระพุทธเจ้าเลย สมัยพระพุทธเจ้าตอนที่จะประกาศศาสนา ก็มีแต่คนหลงผิดเหมือนกับศาสนาพุทธทั่วไปตอนนี้เลย ท่านก็มาประกาศสิ่งที่ถูก ให้ปฏิบัติลืมตา แล้วอ่านความรู้สึกที่มีตัวพิษภัยตัวกิเลส แล้วฆ่ากิเลสให้ตาย ให้จิตสะอาด หมดจากกิเลสได้ถาวรก็คืออรหันต์
_มีคำถามว่าวันนี้ประทับใจที่พ่อครูให้โอวาทกับคนงานที่เนินพอกิน เพื่อเตือนสติให้เขาไม่มุ่งเอาแต่ทำมาหากิน โดยไม่คิดจะลดละกิเลสให้น้อยลง จะทำให้ชีวิตเกิดมาไม่คุ้มค่า เป็นโมฆะบุรุษ ที่โรงเรียนผู้นำมีหน้าที่ทำ มาทำงานหลายคน จนไม่มีเวลาไปวัด จะสามารถทำให้กิเลสลดน้อยลงได้หรือเปล่าครับ ตอบ...ได้ ที่นี่มีกิจกรรมกิจการงานอย่างที่ทำอยู่ที่พวกเรามากัน โดยเฉพาะให้อาตมามาพูดเป็นตัวหลักเลยเพื่อศึกษาธรรมะ เพื่อเรียนรู้ คนมาฟังด้วยก็ได้กุศลเป็นสิ่งที่ประเสริฐสิ่งที่ดี อาตมาว่าดีกว่าไปวัดไหนๆด้วย วัดอื่นไม่ได้อธิบายสัจจะชัดๆอย่างอาตมาหรอก ได้แต่มาทำอย่างจารีตประเพณี อย่างเก่งก็เน้นทาน ทานแล้วจะได้รวย เรื่องศีลก็แค่องค์ประกอบ
_ทำไมลักษณะเจโต จึงเกิดอาการตอบรับเลื่อมใสเกิดหมู่กลุ่มได้มากกว่าสายปัญญาที่เอาไปปฏิบัติให้เกิดผลต่อตนเองได้เป็นรูปธรรมยิ่งกว่าสายโจโต สายเจโต อย่างพระเยซูยอมสละชีวิตเพื่อรักษาธรรม หรือพระสายวัดป่า หรืออย่า งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ได้สวรรคตไป ตอบ...คือถามว่าทำไมลักษณะเจโต(ศรัทธา)กับปัญญา พระพุทธเจ้าแบ่งเป็นสัทธานุสารีกับธัมมานุสารี มีแกนเจโตกับสายปัญญา แต่ละคนรู้ตัวไหม ก็พอรู้ได้ว่าเรานี่พวกเจโต คือศรัทธานำ ถามว่าทำไมเกิดการตอบรับและเลื่อมใสเกิดมวลหมู่มากกว่าสายปัญญา ถ้าจะให้ตอบอย่างคันหัวใจหน่อยก็เพราะว่าสายเจโตโง่ ไม่คิดอะไรมากมาย วิจัยวิจารไม่เป็น ส่วนสายปัญญาจะวิจัยวิจาร ไม่ยอมรับง่ายๆ แล้วแข่งกันเองด้วย ส่วนสายศรัทธาเชื่อง่าย ยอมรับง่าย ก็รวมกันง่าย แล้วถามว่าสายปัญญาที่น่าจะทำให้คนรับรู้เข้าใจได้ง่ายก็น่าจะทำให้คนรับได้ง่าย ก็อย่างที่อาตมาอธิบาย แต่ว่าไปวิจัยวิจารถูกกิเลสเขา เขาก็ไม่ชอบใจ แม้แต่สายปัญญาก็จะไม่ชอบใจ สายเจโตจะชอบเรื่องลึกลับฤทธิ์เดช ก็เป็นสองซีกใหญ่ๆ ของพระพุทธเจ้านั้นปัญญาต้องเข้าใจชัดเจน จะเชื่อถือก็ต้องเชื่อถืออย่างรอบถ้วนพ้นวิจิกิจฉา แสดงว่าคุณเข้าใจว่าความสงบนี้ดี ไม่ผิด แสดงว่าเข้าใจว่าเขาสงบเพราะเขาไม่มีกิเลสในใจออกมาปรุงแต่งทางกายกรรม กายกรรมจะเร็ว วจีกรรมจะพูดฉะฉานเร็วมากมาย วิจัยวิจารได้เยอะ กายกรรมก็ทำแรง แต่ไม่ได้หมายถึงว่าคนนั้นไม่สงบไม่เย็น ผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว แล้วเป็นผู้ที่ทำงานสืบสานอธิบายด้วย นัจจะคีตะวาทิตะ อย่างโพธิรักษ์ พูดจาก็เน้นเสียงออกลีลาท่าทาง ไม่เหมือนพระสายปฏิบัติ อย่างพระโพธิรักษ์นี้ไม่ได้ปฏิบัติ ไม่เห็นพาไปนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วนิ่งเฉย แต่ก่อนนี้อาตมายังอนุโลมแต่เดี๋ยวนี้ไม่อนุโลมแล้ว อยากนั่งก็ไปนั่งเองไม่พาทำแล้ว แต่เรียนรู้ทางวิปัสสนา ให้รู้กิเลสสักกายะ ตัวอย่างจริง รู้สักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา แนวปฏิบัติให้พ้น สีลลัพพตปรามาส อย่าช้า ถ้าช้าไปหน่อยเดียวกิเลสก็จะเข้ามาทำงาน ถ้าทำความดีช้าไปใจจะยินดีในความชั่ว แล้วที่บอกว่าสายเจโตดูสงบอยู่เย็น ก็จริง คนสงบไม่ทำอะไรก็ไม่ทำร้ายทำลายใคร ปากก็สงบ ก็ไม่กระทบกระเทือนใคร ก็สามัญง่ายๆคนก็รู้ว่า เย็น ยิ่งคุณนิ่งเย็นไม่กระดุกกระดิกเลย สักวันคุณก็แข็งตายไป ก็ไม่มี พลังงานความร้อน อุณหธาตุไปทำงาน ไม่ขยับก็เย็นลงๆ อย่าไปหลงความเย็นตื้นๆง่ายๆอย่างนั้น แต่ดีที่ให้คนไม่แสดงกายกรรม วจีกรรมที่เป็นโทษภัยกับใครเขา แม้แต่ความคิดก็อย่าไปคิดให้เป็นโทษภัยกับคนอื่น
_เหตุการณ์ปัจจุบันที่รัชกาลที่ 9 สวรรคตแล้วเกิดปรากฏการณ์แห่งความรักการแสดงออกการให้การเสียสละ _จะขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไปอย่างนี้ผิดไหม? หรือขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไปอย่างนี้ผิดไหม? ตอบ...มันเป็นคนละประเด็น ถ้าคุณจะเป็นข้ารองบาทพระพุทธเจ้าทุกชาติไปอย่างนี้คุณคิดผิดไหม เข้าใจนัยยะนี้ไหม? ถ้าคุณรู้สึกว่าไม่ผิดพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ก็เป็นพระโพธิสัตว์ คุณก็มีความคิดนึกอย่างเดียวกันก็ไม่ได้ผิดอะไร ถามอีกทีหนึ่ง คนดีเท่าพระพุทธเจ้า จะเป็นข้ารองบาทก็คือจะเรียนรู้ติดตามอบรมฝึกฝนให้เป็นตาม ไม่ใช่ไปเป็นรองเท้า แต่หมายถึงจะเป็นผู้ที่เชื่อถือตามเดินตาม ดำเนินตามที่ท่านนำไปถูกเป็นตัวอย่างอันดีแล้วเป็นสิ่งประเสริฐที่จะต้องเอาเป็นตัวอย่างนั้นดีแล้ว นี่คือความหมาย ถามอีกทีหนึ่ง คนดีเท่าพระพุทธเจ้า คนดีเท่าพระเจ้าอยู่หัว ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็เดินตามรอยพระบาท ใช้สำนวนว่าเป็นข้ารองบาท ท่านจะให้ทำอย่างไรบอกมาแล้วทำให้ได้ก็แล้วกัน แล้วท่านบอกไม่ให้ทำอย่างไร ท่านก็สอนก็บอก
591107_เอื้อไออุ่น รร.ผู้นำ จ.กาญจนบุรี ระเบิดแห่งความรักจากพ่อ