สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ความรักของผู้ทำราชการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความรักของผู้ทำราชการ
สมณะเพาะพุทธว่า...ครั้งหนึ่งพ่อท่านเคยเทศน์ที่ปฐมอโศกเรื่องการช่วยคน จึงได้บันทึกเป็นกวีว่า จงช่วยเถิดเพื่อนมนุษย์อย่าหยุดช่วย จงร่ำรวยเมตตาอัชฌาสัย มนุษย์นี้มีกรรมอยู่ร่ำไป ช่วยคนอื่นนั่นไงเป็นบารมี แล้วครั้งนั้นมีคนถามพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ว่าอุดมคติอุดมการณ์ของท่านคืออะไร ท่านก็ตอบว่าอุดมคติ คือ ช่วยคนให้ช่วยคน เราจะต้องช่วยอย่างประกอบด้วยปัญญาในการช่วย เป็นการช่วยคนให้ไปช่วยคน คือการสร้างคน การช่วยคนจริงๆก็คือการสร้างคน ครั้งต่อมาพ่อท่านก็พยายามสั่งสอนลูกๆโดยเฉพาะอาตมาเอง ที่พ่อท่านพยายามกระซิบบอก อยู่เสมอๆว่า จริงๆแล้วการให้คนก็คือการสร้าง การช่วยคนไม่ใช่การสงเคราะห์ ตรวจแยกระหว่างการสงเคราะห์กับการสร้างคน ถ้าเราสงเคราะห์จะไม่ยั่งยืน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการสงเคราะห์ เราไม่ปฏิเสธการสงเคราะห์ แต่อย่าทำเพียงแค่สงเคราะห์ จงทำไปถึงการช่วยคนและสร้างคน สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดที่มูลนิธิเพื่อนช่วยเพื่อน มีคนไปหาจะให้ไปช่วย ล่าสุดมีคนไปหาท่านจันทร์ ให้ไปช่วยหาทนายให้ช่วยลูกชายที่มีคดีความ โยมที่รับเรื่องก็มีปัญญา ก็เลยบอกว่าท่านเป็นพระเป็นสมณะ ถ้าจะช่วยท่านไม่ได้ช่วยเรื่องแบบนี้หรอก ในการไปหาทนายให้ อย่ามารบกวนท่านเลย ก็เลยตอบไปแบบนั้น โยมคนนี้เป็นคนถวายที่ดินให้พ่อท่านใช้สร้างมูลนิธิเพื่อนช่วยเพื่อน
พ่อครูว่า...รพินทรนารถ ถากูร ก็เป็นปราชญ์ชาวอินเดียที่นับถือในพลังงานพระเจ้า ท่านเป็นผู้ที่ทำประโยชน์คุณค่ารับใช้ ปวงชน ได้ลงมือลงแรงสร้างสรรทำงาน อย่างเป็นรูปธรรม ปลูกผักปลูกพืช เกิดผลผลิตขึ้นมา อย่างนั้นคือคนมีพลังงานเป็นพระเจ้าที่เลี้ยงโลก นั่นคือผู้ที่มีความเป็นพระเจ้าอยู่ในตัว ภาษาของคำว่า ความรัก ก็แสดงถึงสภาวะหนึ่งของมนุษย์ที่ป
อ่านต่อ
ระกอบด้วยการกระทำที่ทำงานเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้ได้รับสิ่งที่ประเสริฐที่ดีงามสิ่งที่เป็น ในหลวงเราเป็นผู้ที่ทรงงานรับใช้มวลมนุษย์ในฐานะที่ท่านเป็นกษัตริย์ของประเทศ แต่ท่านก็ทรงงานรับใช้ประชากรในประเทศด้วย อย่างเต็มพระกำลังเลย ตลอด 70 ปีเลยที่ทรงงานเพื่อประชาชนในประเทศจนมาบัดนี้ประชาชนก็รับรู้แล้วว่าท่านทรงงานมา 70 ปีจริง ช่วยประชาชนทั้งหลาย ตอนนี้กระแสเสียงของประชาชนขานรับ ตอบตรงกันหมด ว่าชัดเจนแต่ อาตมาขอตอกหัวตะปูว่า ข้าราชการข้าราชบริพารที่ได้ปฏิญาณตนไปรับตำแหน่งหน้าที่ว่าจะเป็นผู้ที่ช่วยราชาทำงาน ในหลวงเป็นผู้ที่ทรงงานกว้างไปช่วยทั้งประเทศ แต่ข้าราชการนั้นทำงานในวงจำกัด อำเภอหรือจังหวัดของเขา หรือตำบลของเขา รับผิดชอบเป็นหย่อมๆ ก็ยังไม่ได้ลงไปทำงานในพื้นที่อย่างในหลวงของเรา ท่านทรงแผนที่ลงไปในพื้นที่จริง ที่ไหนมีความเดือดร้อนท่านก็ไปช่วยได้จริง นี่คือการรับใช้ประชาชน ท่านเป็นนักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ข้าราชการเป็นนักประชาธิปไตยถาวร ที่เข้ามาบรรจุมีตำแหน่งเป็นข้าราชการ เข้ามาแบ่งเบาภาระของพระราชาในการรับใช้ประชาชนมีเงินเดือนด้วย ข้าราชการประจำก็คือข้าราชการการเมืองถาวร ข้าราชการการเมืองคือผู้ที่สมัครมาทำงานเป็นครั้งคราว โดยประชาชนเลือกมา มาทำไม ก็เพื่อมาตรวจข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมืองก็มารับเป็นเจ้ากระทรวง เพื่อจะมาตรวจข้าราชการประจำอีกที่หนึ่ง ในชั่วระยะหนึ่ง 4 ปีก็ทีนึง แต่แล้วก็กลับเข้ามาข่มขู่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ทำเละเทะไปหมด ด้วยกิเลสของคนปู้ยี่ปู้ยำหลักการ ผู้ที่มารับใช้ประชาชนคือผู้ที่รักประชาชน ผู้ที่รับใช้ใคร โดยไม่มีสินจ้างรางวัลไม่ได้รับใช้เพื่อจะเอาค่าตอบแทน ทำงานเพื่อเขา ที่ต้องทำงานเพื่อเขาเพราะว่าเขาเป็นคนที่ควรรับใช้ เขาเป็นคนของโลกเขาเป็นคนของสังคมเป็นคนของประเทศ เราก็ควรรับใช้เขา เราเกิดมาเป็นคน เมื่อเห็นผู้ที่ควรจะต้องได้รับการช่วยเหลือก็ไปช่วยเหลือก็เรียกว่ารับใช้ เรามีความรู้และมีความสามารถตามปัญญา ก็รับใช้ตามความคิดความรู้ปัญญา เรามีความสามารถทำงานทางกายก็ไปรับใช้ทางกาย เรามีความสามารถทางวาจาบอกกล่าวก็รับใช้ทางวาจา อย่างบริสุทธิ์ที่สุด ในหลวงทรงงานมาตลอด 70 พรรษาก็รับใช้มวลมนุษย์มาตลอด 70 ปี ไม่ได้คิดว่าจะต้องมีเงินโอเวอร์ไทม์จ้าง หรือต้องมีเบี้ยประจำมาจ้าง ไม่เคยคิดว่ารัฐบาลหรือใครจะต้องมาให้ คนที่จะมาเป็นข้าราชการแต่ก็มีระบบระเบียบในการทำงานตามระบบ ก็เลยดูเหมือนห่างจากพระเจ้าอยู่หัว แต่แท้จริงก็คือมีหน้าที่ช่วยในหลวงทำงาน ข้าก็คือผู้รับใช้ ผู้ช่วยเป็นมือเป็นไม้ ราช ก็คือ ราชา แต่เสร็จแล้วเละเทะไปหมด ดีไม่ดีไปฉวยโอกาสโกงกิน เรียกว่าโลภโมโทสัน ทำงานก็ไม่เป็นงาน แต่มีค่าใช้จ่ายตามระบบระเบียบมากมาย ไม่เหมือนในหลวงที่ทำงานเพราะว่ารักประชาชน ข้าราชการก็น่าจะมาขอแบ่งเบาในการให้ความรักแก่ประชาชน แบ่งเบางานของในหลวง แต่กลับไม่ทำอย่างนั้น กลับมาหาเงินเลี้ยงชีพเมื่อได้ตำแหน่งหน้าที่ได้เงินเดือนแล้ว แล้วก็ทำงานเช้าชามเย็นชามหรือไม่มีสักชาม ประชาชนที่มีความรักในประชาชนด้วยกัน ก็คือผู้ที่สร้างสรรค์ โดยตรง ข้าราชการ ไม่ใช่ผู้ที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ผู้ที่มาปลูกผักพืชหรือสร้างผลผลิตอุตสาหกรรม ไม่ได้สร้างงานที่สังคมประเทศชาติต้องอาศัย ที่มีเยอะแยะมากมาย ก็ต้องช่วยประชาชนด้านต่างๆ ในเรื่องของการอุปโภคบริโภคให้คนได้กินได้ใช้ ประชาชนมีหน้าที่สร้าง ของกินของใช้ สร้างแล้วก็เอามาแจกประชาชน แจกไปเราก็จะไม่มีทุนรอนกลับมาทำงานอีก ก็ต้องมีค่าโสหุ้ยด้วย ค่าแรงงานค่าอื่นๆ โดยใช้ตั๋วเงินหักลบกลบ ในแรงงานทางกาย ทางสมอง ก็ตั้งราคาค่าแรงกันไป แล้วก็มีเหลื่อมล้ำว่า งานทางสมองมีราคาแพงกว่าแรงงานทางกาย จ่ายเป็นค่านิยมของสังคมไป แล้วมันเลยเกินไปเอาเปรียบไป ที่จริงแล้วแรงงานทางสมองนั้นเบากว่าแรงงานทางกาย แต่งานทางกายนั้นใช้พลังงานแคลอรี่มากกว่าเยอะ แรงงานทางสมองที่จะใช้มากก็คือการใช้เพ่งพินิจคิดสิ่งที่ดีงามเกินกว่าเก่าหรือที่แปลกๆพัฒนากว่าเก่า สร้างสรรค์อะไรขึ้นมา แต่ถ้าเป็นความคิดสามัญเขาก็คิดอยู่แล้ว ก็ไม่ได้ใช้พลังงานแคลอรี่เกินกว่าเหตุหรอก จริงๆแล้วเขาคิดไว้แล้วด้วย ราคาควรจะถูกกว่าแรงงานที่ต้องผลิตออกมาเป็นชิ้นงานหรอก แต่มีความเหลื่อมล้ำความฉ้อฉลทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันนี้มานานแล้ว พวกที่คิดได้ใช้สมอง มันมีความฉลาดในตัว มันก็ใช้เชิงฉลาดนั้นตั้งราคา แล้วก็กลายเป็นผู้บริหาร ผู้บริหารไม่ใช่ผู้ที่มีการลงมือทำ แต่ใช้ความคิด ทั้งโลกเป็นเช่นนั้น ปัญหาคือกรรมกรเป็นผู้ลงมือทำกับผู้บริหารพวกที่ดูแลจัดสรร พวกที่คุมกำลังกรรมกรหรือมีวิธีการโยกย้าย อย่างเช่นนายแจ็คหม่าก็นั่งหาวิธีโยกย้ายสินค้าเท่านั้น เป็นวิธีการที่ใช้เชิงเอาเปรียบมากมาย ซับซ้อน และทำให้เกิดรายได้ที่ตนเองได้เปรียบนั้นมา นี่เป็นคนฉลาดแกมโกงหรือคำว่า เฉกา คนที่มีความรักประชาชนจะมีปัญญา คนที่มีความเลวร้ายในสังคมจะมี เฉกา (ความฉลาดเฉียบแหลมที่ประกอบด้วยกิเลส เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว) เฉกาเป็นภาษาบาลี แต่คนไม่นิยม เพราะเป็นความเลวเห็นแก่ตัว อย่างในโลกนี้เขายกย่องในแจ็คหม่า ว่าเป็นผู้ที่มีความฉลาดมาก อาตมาสรุปเลยว่าเป็นความฉลาดเลวอย่างมากเป็นผู้ที่คิดเอาเปรียบคนอย่างมาก เป็นผู้ที่รับใช้อัตตา กับกามคือความใคร่อยาก คือรับใช้ตัวตนของตัวเองกับความใคร่อยากได้มาเป็นของตัวเอง เป็นกิเลสแล้วก็บำเรอกิเลสไป คนไม่รู้ตัวก็หลงในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข คนที่หามาให้แก่ตัวเองได้มากก็ได้รับการยกย่อง แม้จะรู้ว่าไม่ดีแต่สู้กับอำนาจกิเลสในตัวเองที่มันเป็นใหญ่กว่าไม่ได้ คนก็เลยเหมือนกับสับสน ลึกๆก็รู้ว่าการเอาเปรียบไม่ดี การเสียสละดี รับใช้ประชาชนดี ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างชาวอโศกที่อาตมาพาให้มารับใช้ประชาชน ให้ทั้งแรงกายและวัตถุ เช่น ขณะนี้ที่สนามหลวง เราไปแสดงความจริง ทุกสิ่งเราก็สร้างสรรค์เองและซื้อมาก็ตามและเอามาประกอบเป็นสิ่งบริโภค สิ่งที่อุปโภคก็มีบ้าง แต่เรื่องของการบริโภคหรือกินนี้เป็นตัวเด่นชัด ที่สนามหลวงขณะนี้ พฤติกรรมที่ทำอยู่ขณะนี้ เรียกว่าการรับใช้ประชาชน ประชาชนจะมาที่สนามหลวงมาก เราก็จะต้องรับใช้เขา แล้วเขามาทำไม เข้ามาแสดงออกถึงความซาบซึ้ง ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ มาแสดงออกว่าเขารู้นะ ว่าคนๆหนึ่ง หรือพระเจ้าแผ่นดิน ได้รับใช้ประชาชนมา แสดงความรักประชาชนมา 70 ปี เสร็จแล้วท่านก็จากไป ท่านจะไม่ได้ทรงงานอันประเสริฐสุดนั้นอีกแล้ว พอท่านสวรรคตแล้ว ประชาชนก็เสียดายระลึกถึงด้วยความเห็นความเข้าใจของตนเองว่า ท่านรับใช้ประชาชนจริงๆ ท่านเป็นนักประชาธิปไตยที่ไปรับใช้ประชาชน ไม่ต้องพูดถึงนักการเมืองที่บอกว่าจะมารับใช้ประชาชนเลย มันไม่จริงหรอก แต่ในหลวงนี่แหละ คือนักการเมืองที่เป็นนักประชาธิปไตย โดยท่านบอกว่าจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม คือ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) สมณะเพาะพุทธว่า...ตรงกับพระบาลีเลย มีคำว่าประโยชน์สุขด้วย เป็นประโยชน์ที่เป็นไปเพื่อความสุข อันนี้เป็นความสมบูรณ์ พ่อครูว่า...ในหลวงทรงรู้สาระก็เลยทรงพระจริยวัตรเช่นนั้น คือเพื่อประโยชน์สุขแห่งมวลมหาชนชาวสยาม ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนต้องเป็นอย่างนี้แหละ เป็นผู้ที่ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นผู้รับใช้โลกก็คือปวงชนทั้งหลาย คนที่มีความประพฤติมีกรรมกิริยาของตัวเอง จัดแสดงกรรมการกระทำอยู่ตลอดเวลาเลย แล้วการกระทำจริงนั้นอยู่ตลอดเวลาเป็นการกระทำเพื่อมวลมนุษยชาติ ในหลวงทรงงานเพราะท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของท่านที่ประเสริฐสุด เป็นประโยชน์สุขแก่มวลประชาชน อาตมาเองขออภัยที่ต้องพูดถึงตัวเองบ้าง อาตมาเข้าใจอันนั้น อาตมาไม่มีหน้าที่ไปสมัครเป็นข้าราชการ ไม่มีหน้าที่เป็นนักธุรกิจหรือนักกสิกรรม อาตมามาเลือกงานที่เป็นการบอกแจ้งสัจธรรม มาบรรยายสัจธรรม มาบรรยายความรู้ที่เป็นความรู้ให้ประชาชนรู้ว่าอันนี้ดี อันนี้ถูก อันนี้เป็นแก่นสารสาระ อันนี้เป็นสะเก็ดอันนี้เป็นกระพี้ อาตมามีหน้าที่ อธิบาย บอก พระพุทธเจ้าเทียบสะเก็ดคือศีล เปลือกคือสมาธิ กระพี้คือปัญญา แก่นคือวิมุติ ส่วนลาภสักการะท่านเปรียบเหมือนใบ ดอก ผล ของศาสนา คนมีสัญชาติที่เห็นแก่ผลกับใบกับดอก ไม่มีปัญญาเห็นสะเก็ด ไม่มีปัญญาเห็นเปลือก ไม่มีปัญญาเห็นกระพี้ ไม่มีปัญญาเข้าใจถึงแก่น อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์มาหลายชาติแล้ว ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้ามา และพระโพธิสัตว์คือผู้ที่พระพุทธเจ้าลงทะเบียนไว้แล้วว่าจะต้องทำงานแทนพระพุทธเจ้าสืบสานศาสนา โสดาบันก็สืบสานตามที่ตนมี สกิทาคามีก็สืบสานเท่าที่ตนมีเนื้อแท้ ...ตั้งแต่โสดาบันก็คือผู้ที่มีสัมมาปฏิบัติสัมมาปฏิเวธ เป็นระดับที่ 1 เป็นโพธิสัตว์ระดับที่ 1 โพธิสัตว์ระดับที่ 2ก็คือสกิทาคามี โพธิสัตว์ระดับ 3 ก็คืออนาคามี โพธิสัตว์ระดับที่ 4 ก็คืออรหันต์ โพธิสัตว์ระดับ 5 ก็คือ อนุโพธิสัตว์ แต่ในเถรวาทนั้นไม่มีใครรู้เรื่องเหมือนโพธิรักษ์ (ไม่ได้ดูถูกหรือข่มแต่พูดความจริง) ผู้ที่รู้ความจริงว่า มันงามทั้งผลใบดอกคือลาภสักการะสรรเสริญในโลก ส่วนศีลคือสะเก็ดที่หลุดร่วงจากต้นไม้ คนก็เห็นแต่ดอกใบผล จะไปเอาดอกใบผลแต่หารู้ไม่ว่าทำไมมีสะเก็ด ไม่มีเปลือก ไม่มีแก่น ก็เกิดดอกใบผลไม่ได้ คนไม่รู้ ที่จะต้องมาสร้างเนื้อแท้ของต้นไม้ให้เป็นต้นไม้แห่งธรรมะต้นไม้แห่งสัจธรรมไม้แห่งประโยชน์คุณค่า ไม่มีพิษภัยอะไรแฝง ไม่มีสิ่งที่เป็นกิเลสมาแทรกแซง มีแต่สัจจะซื่อสัตย์ตรงกันหมด พระพุทธเจ้ารับผิดชอบอันนี้ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ก็มาสืบสานต่อ โพธิสัตว์ระดับ 6 ก็คือ อนิยตโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ระดับ 7 ก็คือ นิยตโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ระดับ 8 ก็คือ มหาโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ระดับ 9 ก็คือ พระพุทธเจ้า
สมณะเพาะพุทธว่า...ในหลวง " ทำราชการ "
เรื่องน่าสนใจทีเดียว ใหลวงทำอาชีพอะไร ที่สำคัญคือบทสรุปตอนท้ายของดร.สุเมธ ควรที่คนทำราชการหรือกินเงินเดือนจากภาษีของชาวบ้านจะได้สำนึกและปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานให้ถูกลู่ถูกทางกันมากยิ่งขึ้น ...
ตอนหนึ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งให้ผมไปจดมูลนิธิชัยพัฒนา ผมไปที่ กทม. (ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร) เอง เราไม่อยากใช้อภิสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น เพราะยิ่งอยู่ใกล้เจ้านายยิ่งต้องทำต้วให้ธรรมดาตามรอยเบื้องพระยุคลบาทก็ไปแจ้งเหมือนบุคคลธรรมดาทั่วไป มีเจ้าหน้าที่ของ กทม.เขามาสอบสวน ถามบอกทำไมนายฯ ไม่มาเอง ผมก็บอกนายฯ งานเยอะมาไม่ได้เลยมอบฉันทะมาบ้านอยู่อำเภออะไร บอกอยู่อำเภอดุสิต บ้านเลขที่เท่าไหร่ ไม่รู้ เขาก็ เอ อะไรบ้านไม่มีหลักแหล่ง แล้วมาตั้งมูลนิธิได้อย่างไร สอบสวนไล่ผมต่อ ไล่ไปเรื่อย ทำอาชีพอะไรบอกไม่รู้จริง ๆ ว่าอาชีพอะไร แต่เห็นทำหลายอย่างก็ตอบไปอย่างนั้นเจ้าหน้าที่เขาบอก อะไรบ้านก็ไม่มีเป็นหลักแหล่ง อาชีพก็ไม่มี แล้วตาก็เหลือบไปเรื่อยจนกระทั่งไปเห็นชื่อผู้ยื่นจริง ๆ และผมเป็นแค่ตัวแทนเท่านั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมอบอำนาจมา อุ๊ย อย่าให้ท่านมานะ มายุ่งตายเลย ขออย่ามาเลยจัดการให้เสร็จ ค่าจดทะเบียนสามสิบบาท ขอบริจาคเป็นคนแรกได้ไหม แล้วตกลงวันนั้นฟรี สามสิบบาทแกควักออกมาด้วยความตกอกตกใจมากเลยก็กลับมากราบบังคมทูล นี่พอเขาถามว่าอาชีพอะไร ข้าพระพุทธเจ้าตอบไม่ได้ พระองค์ท่านตอบว่า คราวหลังถ้าเขาถามว่าฉันทำอาชีพอะไร ให้ตอบว่า "ทำราชการ" ผมเล่าตรงนี้เพื่อมาสู่พวกเรา ขณะที่พระองค์ท่านทำราชการ พวกเรานี่ทำอะไร"รับราชการ" ใช่หรือเปล่า รับจากพระองค์มาเพื่อทำต่อ พระองค์ท่านรักประชาชนทำงานเพื่อประชาชน คนที่รับราชการ ถือว่ารับงานของราชะมาทำต่อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องรักประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน
จากหนังสือ "หลักธรรม หลักทำ ตามรอยพระยุคลบาท " ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
591127_วิถีอาริยธรรม สันติฯ ความรักของผู้ทำราชการ