570217_พ่อครูและอ.กฤษฎาที่ป้อมพระกาฬเรื่อง การเกิดกาย การเกิดจิตวิญญาณ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570217_พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และอ.กฤษฎาที่ป้อมพระกาฬ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 เรื่อง การเกิดกาย การเกิดจิตวิญญาณ
_อ.กฤษฎาว่า...ประเด็นที่สำคัญคือวันนี้มวลมหาประชาชนมามากมาย ไปปิดล้อมทำเนียบฯ ก็ประสพผลสำเร็จ และที่รัฐบาลย ิ่ งลักษณ์มีความเชื่อว่าต้องเข้าทำเนียบให้ได้วันนี้ก็เลยไม่เป็นผล มวลมหาประชาชนก็เลยแก้เคล็ดเล่นของ มันเป็นสภาพที่ย้อนกลับคืนลบล้างได้ พ่อครูว่า...อธรรมหรือธรรมดำนั้นความจริงมันมีเหตุ ทุกอย่างมาแต่เหตุ ในมหาจักรวาลนี้ ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่มีการเกิด นี่คือส ิ่ งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในมหาจักรวาลนี้ เหตุที่เกิด แม้วัตถุ ก็เช่นเดียวกัน นักวิทยาศาตร์ก็ใช้หลักเช่นนี้ ทุกอย่างมาแต่เหตุ พอมาถึงนามธรรม คนตามนามธรรมไม่ได้ คนย้อนไปถึงเหตุที่เป็นอรูป มันไม่มีสรีระ แต่ละเอียดกว่าสสาร ซึ่งเดาไม่ได้ คนก็เลยไปหลงส ิ่ งที่เป็นจริงที่เป็นเท็จว่าเป็นจริง เช่น คนที่เกิดสุขเวทนา แล้วคนก็อาศัยสุขนี้ตลอดมา มันก็เป็นจริงสำหรับคนที่หลงสุข แต่เป็นสุขัลลิกะ หรือสุขเท็จ นึกว่ามันเป็นจริง แต่มันเป็นเท็จ ถ้าล้างเหตุได้มันก็ไม่มี ไสยศาสตร์นั้นเป็นจริงสำหรับคนที่ยึดว่าจริง แม้หยาบเขาก็เป็นสุข มันเป็นจริง แต่เป็นจริงหลอก ไม่ลึกซึ้งเท่าสุขโลกุตระ มันเป็นสุขขัลลิกะ แต่ทุกข์นั้นเป็น อาริยสัจ ผู้ดับเหตุได้ก็มีนิโรธ สูงสุด นี่คือสัจจะ เป็นปรมัตถ์ เหมือนคนหลงไสยศาสตร์คนก็เป็นจริงของเขา แต่เราพิสูจน์ได้แล้วก็ไม่หลงใหลในไสยศาสตร์ คนเขาเข้าไม่ถึง ไปยึดอุปาทานไว้ แม้จิตวิทยาของแพทย์ ก็เข้าไปดูว่า โรคนี้ ที่เขาหลงเห็นว่านี่เป็นภาพจริง หรือเสียงที่เขาได้ยิน ก็ได้ยินจริงๆ ในทางจิตวิทยาเขาก็ต้องรักษาโรคนี้ แล้วมันเห็นมันได้ยินอยู่คนเดียว มันเป็นมโนมยอัตตา เช่นเห็นผี เดินโย่งๆ คนนี้ตายแล้ววิญญาณออกจากร
อ่านต่อ
่าง แต่ที่จริงเป็นนามธรรม มองไม่เห็น ไม่มีรูปร่าง อ.กฤษฎาว่า...มันเป็นอุปาทานที่คนเห็นหรือรู้หรือได้ยินตามๆกันมาก็ปรุงแต่งไปเรื่อยๆ พ่อครูว่า..คนเขาหลงเขายึดอย่างนั้นก็เห็นไปตามกันอย่างนั้น เหมือนอย่างภาพหลอน คนทั่วไปที่ยึดจริงเป็นอุปาทานก็นึกว่ามันมีจริง ที่จริงมันคือโรคอุปาทาน เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต เป็นมโนมยอัตตา คนเขาก็ว่าเห็นผีจริงๆกับตา แล้วว่าคุณไม่เคยเห็นน่ะสิ อาตมาก็ว่าวิธีพิสูจน์จริงๆ ให้เดินไปหาผีตัวนั้น แล้วตัดใจสู้เลย ใช้คาถาว่า แค่ตายๆ เดินเข้าไปหาผีตั ว นั้น เดินไปจับตัวมันเลย แล้วจะรู้ว่ามันคืออะไรจริงๆ มันไม่ใช่ ยืนยันได้ ให้รู้ความจริงว่ามันคืออะไรกันแน่วะ แม้แต่ผีที่มันปลอมตัวมาหลอกคน เอาผ้ามาคลุมอย่างไร ก็จะรู้ว่ามันคือคนมาหลอก อ.กฤษฎาว่า..มโนมยอัตตา นั้นคือคนนั้นไปเห็นไปหมกมุ่นเอง คนอื่นไม่เห็นด้วย พ่อครูว่า ...เป็นอุปาทานหมู่ได้ เช่นคนเห็นหลวงปู่แหวนนั่งอยู่บนเมฆก็ชี้ให้คนอื่นดู คนอื่นก็ว่าเห็นเหมือนกน เป็นอุปาทานหมู่ อ.กฤษฎาว่า..ให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคือมโนมยอัตตา ให้มองความจริงตามความเป็นจริง พ่อครูว่า...ผู้ศึกษาตามพระพุทธเจ้าแล้ว แม้หลับตาเข้าภวังค์ เป็นสมาธิหลับตา แล้วมองเห็นสัตว์นรกเทวดาก็คือเห็นมโนมยอัตตา คืออัตตาที่สำเร็จด้วยจิต ผู้ใดนั่งสมาธิหลับตาเข้าภวังค์แล้วไปตั้งจิตว่าเราจะเห็นผี รูปร่างอย่างนี้ เทวดารูปร่างอย่างนี้ ก็จะเห็นตามนั้น ยกตัวอย่างเทวดา ที่แกะสลัก เทวดาของฝรั่งก็มีปีก แต่เทวดาไทยก็ใส่ชฎา ก็เป็นจินตนาการ แบบจีนก็เป็นเทวดาแบบจีน ถ้านอนฝันก็เป็นภาพฝันตามที่เรายึดถือ อ.กฤษฎาว่า..ได้เคยเจอหลายท่าน มีอาการอย่างที่ว่า ดูเหมือนท่านเหล่านั้น มีอุปาทานซ้อน เหมือนว่าตนเองมีคุณวิเศษที่ได้เห็น เทวดาหรือผี แล้วคิดว่าตนแน่ ตนพิเศษ แล้วตั้งตัวเป็นเจ้าลัทธิ พ่อครูว่า...ก็จูงนำให้คนศรัทธาแล้วคนก็จะเกิดอุปาทานเช่นนั้น หรือบางสำนักก็ให้ไปนั่งสมาธิแล้วปั้นสร้างในจิต สำนักฤาษีลิงดำ เป็นต้น หรือบางสำนักก็ปั้นสร้างให้คนเห็นว่าเทวดา เทพ เป็นเช่นนี้ ถ้าใครเห็นก็ถือว่าได้ผล ก็ทำให้อุปาทานเพ ิ่ มอีก รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ ถ้าขาดมหาภูตรูปนั้นแล้ว คุณไปเห็นรูปร่างเหมือนมหาภูตรูปทั้งที่คุณไม่ได้สัมผัส ทางทวารนอกแล้ว แต่คุณก็มีภาพได้ นั้นคือมโนมยอัตตาทั้งสิ้น เป็นภาพอุปาทาน อ.กฤษฎาว่า...เราสร้างนามให้กลายเป็นรูป แล้วนึกว่า นั่นคือรูปจริง พ่อครูว่า..มันเป็นองค์ประชุมของจิต เรียกว่านามกายก็ได้ ถ้าสัมมาทิฏฐิ แล้ว วิญญาณนั้นอสรีรัง ไม่มีรูปร่าง ให้เห็นได้ ถ้ายังปั้นให้เห็นอยู่ก็เป็นของลวงทั้งสิ้น ถ้าศึกษาได้แล้วก็จะรู้ความจริง รู้รูปนามด้วย 1 . รู้ด้วยอาการ (สภาวะขณะนั้นของจิต-กุศล-อกุศล) 2 . ลิงคะ (ความต่างกันของนัยยะต่างๆ ในสภาวะจิต) 3 . นิมิต (เครื่องหมายชี้บอกสภาวะจิต) 4 . อุทเทส (การยกหัวข้ออธิบายขยายความหมาย) แม้หลับตาไปก็เป็นสัญญา จำได้ ยึดไว้ ก็เห็นได้อยู่ พระอรหันต์ก็เห็นได้ แต่ท่านรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ของจริง อธิบายง่ายๆ ถ้าเข้าใจว่าวิญญาณไม่มีตัวตน มันมีธาตุรู้ รู้หมด ตั้งแต่ภายนอก รูปร่างเรา ขาวดำ ต่ำสูง ก็รู้ได้ พอตายเสร็จ ร่างกายตาย คุณก็บอกว่าวิญญาณออกจากร่าง คนที่นึกว่าวิญญาณก็คือรูปร่าง เป็นวิญญาณล่องลอย ไป นี่แหละคือมโนมยอัตตา มันไม่มี วิทยาศาสตร์ก็เอากล้องมาถ่ายภาพพิเศษ ติดเป็นโครงร่างรูปร่างเลย ก็ไม่ใช่ แล้วถามว่า ถ้าวิญญาณออกจากร่างก็เป็นรูปร่างอย่างเดิม แล้วถ้าไปเกิดใหม่ก็ต้องรูปร่างเดิมสิ นี่ไง มันไม่ใช่ หรืออย่างกรณีสึนามิ ถ้าวิญญาณมีรูปร่างก็มาบอกได้ว่านี่ศพฉันอยู่ที่นี่ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีมาบอกเป็นต้น เวทนาที่เป็นทุกข์ก็คือสัตว์อบาย เวทนาที่เป็นสุขก็คือสัตว์สวรรค์ 1 . สมมุติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเสพโลกียสุขได้สมใจ) 2 . อุปปัตติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเกิดความเป็นอาริยะ) 3 . วิสุทธิเทพ (คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ขั้นอรหัตตผล) (พตปฎ. เล่ม 30 ข้อ 654 ) เทวดาหลอก นั้นเมื่อเรากำจัดกิเลสได้สัตว์นรกก็ตายลง ก็ค่อยๆลดละจางคลาย ก็จะอุบัติเกิดเทวดาโลกุตระ ซึ่งเทวดาโลกตายลง เกิดเทวดาโลกุตระ พอตายจบสนิทก็หมดความเป็นสัตว์นรก เหลือแต่เทวดาวิสุทธิ เป็นโสดา ฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ตายอย่างไม่มีซาก ตายสมบูรณ์ให้สัตว์นรกตายสมบูรณ์เหลือแต่เทวดาวิสุทธิเทพ เป็นความเกิดอันเป็นวิทยาศาสตร์อันยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าได้แบ่งการเกิดได้ 4 อย่าง 1 . ชลาพุชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์) 2 . อัณฑชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่ -ทิชาชาติ) 3 . สังเสทชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดจากการแบ่งตัว) มันละเอียดเล็ก เกิดในหนองน้ำ ในน้ำต่างๆ เช่นยีสต์ เป็นต้น จุลินทรีย์ สามอย่างนี้วิทยาศาสตร์ทางโลกศึกษามาได้ แต่อีกอันหนึ่งที่มีศาสนาเดียวที่ค้นพบ คือ 4 . โอปปาติกโยนิ (เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณเปลี่ยนภพทันที เกิดนิโรธ ไม่มีอะไรมาคั่น เกิดแทนสิ่งดับโดยไม่มีซาก) ซึ่งสัตว์โอปปาติกะนี้เป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 9 ในสัมมาทิฏฐิ 10 ตายเกิดอย่างไม่มีซาก นี่คือความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตของพระพุทธเจ้าที่เหนือชั้นกว่าทางวิทยาศาสตร์ อ.กฤษฎาว่า...โอปปาติกโยนินั้นเกิดในคนเท่านั้น พ่อครูว่า...คนเท่านั้นที่จะเรียนรู้ธรรมะได้ และต้องสามารถเรียนรู้กายได้ เรียนรู้สักกายะได้ คำว่า กายคือองค์ประชุม เช่น ขวดแก้วนี้ คุณจะรู้กายได้ ก็คือคุณต้องใช้ตา มอง ขวดนี้ก็ปรากฏเป็นรูปกายให้คุณเห็น หรือเสียงกระทบหูคุณ คุณต้องมีวิญญาณที่เป็นธาตุรู้ รับรู้ ก็เกิดเป็นรูปของเสียง เรียกว่า ส ิ่ งที่ถูกรู้เป็นเสียง หรือกลิ่นก็ตาม เมื่อถูกรู้ ก็เป็นรูปกาย เมื่อขณะสัมผัสก็เป็นวิโมกข์ข้อที่ 2 แล้วคุณก็ตามรู้ในภายใน เฉพาะกายในกาย ก็เป็นนามธรรม ที่จริง รูปกายก็ต้องมีนามธรรมมาประกอบด้วย ถ้าแค่ขวดอย่างเดียว ตัวมันเองกำหนดรู้ไม่ได้ เช่นเอามะเขือเทศ ไปเทียบกับขวด มะเขือเทศมันก็ไม่รับรู้ แม้ติดกันเลยก็ไม่รู้ สัมผัสอยู่ก็ไม่รู้ มันไม่มีวิญญาณ ไม่มีรูปกาย คุณหลับตา ค ุ ณนอนหลับก็ไม่เห็นรูปกายนี้ วิญญาณนั้นต้องตื่นรับรู้สัมผัส ดังนั้น รูปกายต้องมีนามธรรมเป็นองค์ประกอบ จากกายนอกกาย ก็พิจารณากายในกาย เป็นเวทนา คุณก็กำหนดรู้ว่า นี่สุข นี่ทุกข์ การสมมุติหรือสัญญา กำหนดหมายของคน ไม่เหมือนกัน ซึ่งกายนั้นมี กายของรูป กายของรส กายของกลิ่น กายของเสียง สัมผัส คุณไปยึดว่า รสมะเขือเทศต้องประกอบด้วยอย่างนี้ๆ ถ้าได้รสนี้นะก็สะเด็ดเลย ตามสเปคของฉันเลย พอคุณแตะรสนี้ ความรู้สึกของคุณตรงเลย ก็ว่าอร่อย แต่ถ้าไม่ได้ตามสเปคก็ว่าไม่อร่อย ไม่ชอบ เป็นกายต่างกันหรืออย่างเดียวกันก็ตาม แต่สัญญาต่างกัน ถ้าคุณไม่เรียนรู้ก็จะไม่รู้ว่า มันเกิดสุขเกิดทุกข์ตามสเปค คุณชอบก็เป็นราคะ ไม่ชอบก็โทสะ คุณรู้เหตุก็จะไปลดองค์ประชุมของเหตุ คือผีร้ายหรือกิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่ทำให้เรามีความเป็นสัตว์ เราต้องฆ่าเหตุแห่งความเป็นสัตว์ ถ้าคุณทำเหตุให้ตายไป ฆ่าสัตว์โลกีย์ได้ ก็จะเป็นเทวดาอุปัตติเทพ แต่ถ้าคุณยึดอยู่ก็ยังไม่พ้นความเป็นสัตว์ ต้องปล่อยสัตว์ที่สูงไปแล้วจะเป็นวิสุทธิเทพได้ มาร เทวดา พรหม ก็ต่างกันไป ตามสมมุติ การจะไปเรียนรู้สัตว์โอปปาติกะได้ก็ต้องเรียนรู้เมื่อสัมผัส แล้วเกิดวิญญาณ แต่ถ้าคุณไปดับสัญญาเสีย ก็กลายเป็นอสัญญีสัตว์ หรือเป็นสัตว์ ในสัตตาวาส 9 5 . สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) 6 . สัตว์บางพวก เข้าถึง..อากาสานัญจายตนะ (พ้นรูปสัญญา) 7 . สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..วิญญาณัญจายตนะ (พ้นเสพความว่าง) 8 . สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..อากิญจัญญายตนะ (ดับดิ่งไม่มีอะไร) อาฬารดาบส ได้ถึงขั้นนี้ 9 . สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้น..เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ดับๆ รู้ๆ) อุทกดาบสได้ถึงขั้นนี้ ของพุทธเท่านั้นที่จะมี สัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาที่เคล้าเคลียอารมณ์ ผู้ที่รู้แจ้งนิโรธย่อมอาศัยอายตนะเพื่อรู้การสิ้นอวิชชาสวะ ผู้ศึกษาสัมมาทิฏฐิจะเรียนรู้ความเป็นกายได้อย่างถูกต้อง โดยเอาสัญญาไปกำหนดได้ถูกต้อง ในความเป็นสัตว์ เทวดา มาร พรหม ในรูปฌาน อรูปฌาน ได้อย่างถูกต้องพุทธธรรม การดับ สัญญา หนึ่ง แต่สัญญา อย่างหนึ่งเกิด เป็นนิโรธลืมตา เห็นเลยว่าสัตว์สุขทุกข์ไม่มี มีแต่สัตว์ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นสัตว์อุเบกขา 1 . ปริสุทเธ (จิตบริสุทธิ์ไม่มีอุปกิเลสเครื่องยียวน) 2 . ปริโยทาเต (ผ่องแผ้ว อย่างแข็งแรงอยู่กับผัสสะ) 3 . มุทุภูเต (แววไวด้วยจิตหัวอ่อน - ดัดง่าย แก้ไขไว) 4 . กัมมนิเย (ควรแก่การงานอันไม่โทษ ไม่มีกิเลส) 5 . ฐีเต (จิตถึงความตั้งมั่น) 6 . อเนญชัปปัตเต (จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว) (พตปฎ.เล่ม 9 ข้อ 131 ) แม้แต่โสดาบันก็มีความเป็นกามสัตว์เหลือ สกิทาก็ฆ่ากามสัตว์ จนหมดก็มีแต่รูปสัตว์ อรูปสัตว์เป็นอนาคามี จนฆ่าสัตว์อรูป รูป ได้หมดก็เป็นอรหันต์ จบสังโยชน์ทั้ง 10 ปล่อยสัตว์ไปหมดเลย ไม่ขังสัตว์ อ.กฤษฎาว่า...การได้พบพุทธศาสนาเป็นสิ่งประเสริฐ เพราะการเกิดตายแบบโอปปาติกะนั้นมีแต่พุทธสอน พ่อครูสอนให้เราทบทวนมองตนเองอ่านสภาวะภายในให้ออก ว่าตอนนี้สภาวะสัตว์ตัวไหนเกิดมองให้ขาด แล้วค่อยจัดการให้มันหมดไป พ่อครูว่า...ใช่ เรากำจัดสัตว์ทางจิตวิญญาณให้ตายลงไป จะเห็นของจริง เห็นกาย คือองค์ประชุมของรูปนาม ซึ่ง รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ รู้ได้ด้วยญาณ สัมผัสได้ว่ามีความจริง แม้มีความว่างก็สัมผัสได้ จิตนิพพานของอรหันต์มีสภาวะเป็นกุศลจิต มากมาย เช่นเมตตา กรุณา กตัญญู ช่วยเหลือผู้อื่น วิเศษ มันก็เป็นสภาพนั้นได้ อรหันต์มีได้ เป็นพลังงานที่สามารถใช้ได้ อย่างสร้างแล้วใช้งาน เสร็จจะปล่อยไปก็ได้ ไม่ปล่อยก็ใช้งานต่ออีกได้ เป็นลักษณะที่อรหันต์จะรู้ วิการรูป ได้ จะมีบารมีกำหนดได้ อรหันต์จะกำหนดให้มี หรือไม่มีได้อย่างสมบูรณ์ วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลก ให้พิเศษได้ ) - (รูปัสส) ลหุตา (ความเบาบาง) - (รูปัสส) มุทุตา (ความอ่อนไว ยืดหยุ่น elasticity, เร็วไว จิตหัวอ่อน ปรับได้ทั้งปัญญา และเจโต) - (รูปัสส) กัมมัญญตา (การกระทำที่กำกับด้วยปัญญาอันประเสริฐยิ่ง )
ยามแสดงออกก็จะรู้ วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย) - กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย) - วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา ) ทั้งหมดมาจาก ใจ อ.กฤษฎาว่า..เมื่อเราปฏิบัติไปจะเกิดพละ 4 (ปัญญา วิริยะ อนวัชชะ สังคหะ) พ้นภัย 5 1 . อาชีวิตภัย (ภัยอันเนื่องด้วยชีวิต ไม่กลัวแม้ เศรษฐกิจ จะแย่) 2 . อสิโลกภัย (ภัย คือ การติเตียนจากคนโลกๆ) 3 . ปริสสารัชภัย (ภัยคือ การสะทกสะท้านต่อสังคม) ออกสู่หมู่ชน บริษัทก็จะไม่กลัวหรือสะทกสะท้านไม่ว่าที่ไหนๆ 4 . มรณภัย (ภัยคือ ความตาย) 5 . ทุคติภัย (ภัยคือ ทุคติ เช่น อบายภูมิ นรก เดรัจฉาน ฯ) (พลสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 209 ) อ.กฤษฎาว่า ความไม่กลัว ทำให้สามารถยืนยันได้ว่า การยอมเสียชีวิตเพื่อรักษาธรรเป็นจริงได้ พ่อครูว่า...ในสุภาษิตของโพธิสัตว์ที่ทำงานให้แก่สังคม ประมาณได้เลยว่า พึง เสียสละ ทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึง เสียสละ อวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึง เสียสละ ชีวิตเพื่อรักษาธรรม อ.กฤษฎาว่า...พ่อครูจะขออภัยเกรงใจคนที่จะพูดถึง แต่ก็กล้าพูดถึงแม้ว่าคนที่เขาฟังอยู่ก็อาจไม่พอใจ พ่อครูว่า..หรือเขาอาจดูถูกดูแคลน เราไปว่าเขา เช่นเขาชั่วไม่ดีอย่างนี้ เราก็ว่า เราข่มมากๆ ตำหนิอย่างแรง แต่ใจเราไม่ได้ทำอย่างโกรธเคืองเลย เป็นกายวิญญัติ กับวจีวิญญัติ อ.กฤษฎาว่า...เมื่อเราเห็นภายในของเรา ว่าเราพ้นสัตตาวาส 9 แล้วเราก็ไม่มีความเป็นสัตว์แล้ว พ่อครูว่า...อบายสัตว์ กามสัตว์ รูปสัตว์ อรูปสัตว์ ไม่เหลือเลย สิ้นอรูปอัตตา เกลี้ยงเลย ตั้งแต่หยาบจนละเอียดมาก เป็นอากิญจัญฯ เนวสัญญาฯ คุณก็ตรวจสอบทุกปัจจุบันทุกผัสสะว่าเราไม่มีความเกิดเป็นสัตว์เลย มีผัสสะเป็นปัจจัย ด้วย อายตนะ 6 ผัสสะ 6 วิญญาณ 6 อย่างลืมตารู้ๆ และมันรู้แล้วก็ต้องรู้ให้หมด คำว่า เนว คือเศษที่ไม่รู้ เราทำให้เศษที่ไม่รู้ไม่มีเลย ต้องพ้นความไม่รู้เลย ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญา-นาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง (สัพพโส เนวสัญญานาสัญญายตนัง สมติกกัมมะ สัญญาเวทยิตัง นิโรธัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) หรือพ้นอวิชชาสังโยชน์ อรหันต์ท่านจะไม่มีความไม่รู้เลย กิเลสตัณหาอุปาทานตายไปอย่าง 1 . นิจจัง (นิพพานเที่ยงแท้แล้วไม่เปลี่ยนแปลง) 2 . ธุวัง (ถาวร, คงที่ ไม่มีเสื่อมอีก) 3 . สัสสตัง (ยั่งยืนตลอดกาล ไม่กลับกลอก) 4 . อวิปริณามธัมมันติ (ไม่แปรปรวนเป็นอื่นอีก) 5 . อสังหิรัง (ไม่มีอะไรๆ จะมาเอากลับคืนไปได้) 6 . อสังกุปปัง (ไม่กลับฟื้นกำเริบอีก) 7 . นัตถิ อุปมา กวจิ (ไม่มีอุปมาในที่ไหนๆ)
สรุปว่า...คนจะต้องเรียนรู้ ตัวแรกเลยคือ สักกายะ ถ้าไม่รู้อันนี้ก็จบเลย ซึ่งจิตประกอบด้วยรูปกาย และนามกาย คุณก็ต้องล้างกิเลสให้สมบูรณ์ด้วยวิโมกข์ ในกายต่างๆ ในสัตตาวาส 9 อย่าง มีสัมผัสในวิโมกข์ ...คำสอนพระพุทธเจ้าไม่ใช่แค่ให้ฟังเฉยๆ แต่ว่าสามารถทำให้เกิดผล ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ...จบ