570214_ธรรมะมาฆบูชา โดยพ่อครู ที่ผ่านฟ้า เรื่อง อาหาร ๔ อย่างพิสดาร ตอน ๒ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข19 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570214_ธรรมะมาฆบูชา โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านฟ้า เรื่อง อาหาร 4 อย่างพิสดาร ตอน 2

" มาฆะบูชา...รำลึก "

วันมาฆะบูชาเวียนมาถึง ประเสริฐสุดซาบซึ้งพระศาสนา เป็นครั้งเดียวแห่งองค์พระศาสดา ณ . มหาพระวิหารเวฬุวัน

ทรงประทานโอวาทะปาฎิโมกข์ แด่ภิกษุทั่วโลกระลึกมั่น คือหัวใจพระธรรมอย่างสำคัญ คำสอนนั้นยังคงอยู่คู่ชาติไทย

ชาวพุทธควรสำนึกระลึกน้อม กาย ใจพร้อมบูชาอย่างยิ่งใหญ่ บำเพ็ญพรตถือศีลเข้าถึงใจ ทำจิตให้สุขสงบ พบนิพพาน

วันมาฆะบูชาในปีนี้ มาบรรจบพอดีกับวันหวาน วาเลนไทน์ใจฝรั่งต่างเบิกบาน เป็นตำนานชาวคริสต์ฤทธิ์รักแรง

อยากมีคู่สู่สมอัสสาทะ เสพรูปรสผัสสะอันซ่อนแฝง ความสุขทุกข์ทั้งมวลล้วนเปลี่ยนแปลง คนยังแย่งแสวงหามายากาม

กามคุณทั้งห้าพาหลงไหล อุปาทานท่วมใจก้าวไม่ข้าม มองไม่เห็นตามตรงหลงว่างาม คุณแห่งกามซ่อนเร้นสิ่งเป็นภัย

เมื่อมีรักก็มีทุกข์มิใช่หรือ ห่วงหวงหวังยึดถืออยู่ใช่ไหม หวาดระแวงกังวลจนอาลัย ต้องพลัดพรากห่างไกลไปจากเรา

รักพระพุทธศาสนาดีกว่าไหม วาเลนไทน์เป็นของฝรั่งเขา หลงกระแสหลงแฟชั่นอันมอมเมา กิเลสเผาร้อนรนไปจนตาย

รักทั้งที รักให้ดี ต้องรักศีล ลดกิเลสให้สิ้นคือเป้าหมาย ใจสงบใจสว่างไม่วุ่นวาย สุขสบายชีวี ดีจุงเบย...

โดย ชนะผี สิ้นป่าโลกีย์

พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึง ส ิ่ งอาศัย 4 แต่คนไปเข้าใจผิด เอาไปบำเรอกิเลส ทั้งที่มันเป็นกามโทษ เป็นภาระ เป็นทุกข์ มันเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม ไม่เที่ยง เป็นภาระเป็นทุกข์ แล้วไปหลงเสพเป็นสุข เป็นสุขบำเรอ ความพอใจ เป็นเรื่องหลง ชวนให้ติด แล้วก็หลงติดอยู่ ชั่วนาตาปี ในสังสารวัฏ แล้วไม่เที่ยง สุขๆทุกข์ มีคนค้นพบจากพระ

อ่านต่อ

ไตรปิฎก ดีๆมาให้ ก็ขอบคุณที่ได้ใช้ จากพระไตร ปิฏก ล. 27 ข้อ 223 ซึ่ง ตัณหาซึ่งเป็นสมุทัยอาริยสัจ เราจะได้อธิบายเรื่องกาม ที่เขาหลงเป็นกามคุณ ทั้งที่มันเป็นกามาทีนวะ จนดับเหตุ กำจัดเหตุให้ตายสิ้นไม่มีกาม เรียนรู้กามต้องอาศัยผัสสะ ต้องมีจิตรู้ว่าเรามุ่งหมายอะไร มุ่งหมายเสพกาม เสพโลกธรรม ใคร่อยากได้ลาภ มาเสพ เป็นสุขขัลลิกะ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้กามได้อัตตา ก็เป็นสิ่งที่ใคร่อยาก แล้วแสวงหามาได้ก็บำเรอ แล้วหลงว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยม ตามที่เรายึด ก็เพราะอาศัยการแสวงหา อาศัยตัณหาเป็นเหตุ เพราะอาศัยความทะยานอยาก จึงมีการแสวงหา 1 . อาศัยการแสวงหา จึงมีลาภ 2 . อาศัยการมีลาภ จึงมีการวินิจฉัย 3 . อาศัยการวินิจฉัย จึงมีความกำหนัดพอใจเป็นอำนาจ 4 . อาศัยกำหนัดพอใจเป็นอำนาจ จึงมีการฝังใจ 6 . อาศัยการฝังใจ จึงมีการหวงแหน 7 . อาศัยการหวงแหน จึงมีความตระหนี่ 8 . อาศัยการตระหนี่ จึงมีการอารักขา 9 . อาศัยการอารักขาเป็นต้นเหตุ จึงมีการจับท่อนไม้ จับศาสตรา มีการทะเลาะ แตกแยก กล่าวขัดแย้งกันการชี้หน้าด่ากัน การพูดส่อเสียด การพูดปด และเกิดอกุศลธรรมอื่นอีกเป็นอเนก

พระพุทธเจ้าสอนใบไม้กำมือเดียว คืออรหันต์ของแต่ละคน มีความสะอาดในขันธ์ ในอุปทานขันธ์ 6 อุปาทานคือ การยึดแล้วฝังในจิต วิธีการจัดการของพระพุทธเจ้าคือให้มันเคลื่อนตัวออกมาเป็นตัณหา จะแสวงหาได้ก็ต้องมีผัสสะ จะต้องการ กาม ลาภ ยศ สรรเสริญ ต้องการผู้ร่วมสังวาส หรือสังขาร เมื่อได้ร่วมสังขาร สังวาส ก็เกิดปฏิกิริยา แล้วก็สัมผัสอย่างนั้นอย่างนี้จนกระทั่งพอใจ แรงบ้างเบาบ้าง ช้าบ้างเร็วบ้างก็แล้วแต่ แล้วแต่ชนิดหลากหลายในการผัสสะ สิ่งเหล่านี้ปุถุชนไม่รู้ได้ง่ายๆ จึงเรียกธรรมะพระพุทธเจ้าว่า 1 . คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2 . ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3 . ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4 . สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5 . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6 . อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7 . นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8 . ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น ) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34 )

พระพุทธเจ้าท่านได้ไปเรียนรู้ทำแบบผิดๆมาตั้ง 6 ปี ก่อนที่ท่านจะได้ถึงเวลาจะเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ทำเตวิชโช ท่านมี พุทธการกธรรม คือ ธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า มีอยู่แล้วครบถ้วน พุทธุปปาทกาละ ยุคสมัยที่พระมหาโพธิสัตว์สมควรประกาศตนเป็น พระพุทธเจ้า ก่อตั้งพระพุทธศาสนา โดยมีปัจจัยพอเพียงครบพร้อม เช่น มีผู้ร่วมพระบารมีมาเกิดอย่างครบพร้อมแล้ว ฯลฯ ท่านเรียนรู้มาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ท่านได้พบพระพุทธเจ้ามาแล้ว กว่า เหมือนอาตมาเกิดมาก็มีพุทธธรรมมาก่อนแล้ว เล่าโดยสาระสัจจะที่เป็นจริง...สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าก็ระลึกชาติ ซึ่งระลึกชาติแบบไม่ใช่โลกีย์ หมุนเวียน ไม่ใช่แค่เวียนเกิดตายทางร่างกาย ท่านมีความเป็นอาริยบุคคลอย่างไร ก็ระลึกไป ท่านผ่านจริงของจริง เป็นปัจจัตตัง พระพุทธเจ้าเกิดมานั้นศาสนาพุทธยังไม่อุบัติ เพราะสูญหายไปแล้ว ท่านก็ต้องมาประกาศศาสนาพุทธ เป็นของท่านเอง พอระลึกได้ ก็อ๋อ ของเราเอง ท่านจึงมาเปิดเผยศาสนาพุทธ ว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงโปรดปัญจวัคคีย์ ได้อัญญาโกณทัญญะ มาเป็นสงฆ์รูปแรก เมื่อเช้าได้อธิบายถึง อนุปุพิกกถา ทาน ซึ่งทานเขาก็ไม่ได้ถึงการสละกิเลส ศีล สัคคะ (สวรรค์) ก็เป็นสวรรค์ลวง กามาทีนวะ โทษของกาม เนกขัมมะ การออกจากกาม ละเอียดในจิตก็ต้องอ่านความอยากได้สมใจ ในตัณหา ในภพนอกเป็นกาม ถ้าหยาบก็เป็นอบาย ถ้าล้างอบายก็เป็น สกิทาฯ ก็จะล้างกาม เมื่อล้างกามได้ ก็เป็นอนาคามี แล้วล้าง รูปภพ อรูปภพต่อ ก็เป็นคนหลุดพ้น ไม่มีภพชาติแล้ว จิตวิญญาณสะอาดบริสุทธิ์ รู้เท่าทันโลก ไม่ได้หนีโลก มีผัสสะเป็นปัจจัย ตัว ทวาร 6 นี่แหละเป็นสัมผัส รู้ว่าการวนเวียนเป็นสัตว์โลกียะ แล้วคนก็อาศัย แม้อรหันต์ก็ต้องอาศัยอาหาร เป็นสิ่งยังชีพ เพราะฉะนั้นเรียนรู้อาหารนี่แหละ อยู่ในความเป็นมนุษย์ เป็นรูปราคะ อรูปราคะ ก็อยู่ในผัสสาหาร มีผัสสะแล้วจะเกิด อยู่ในสังคม เหมือนก้อนน้ำแข็งท่ามกลางเตาหลอมเหล็ก แม้จะร้อนกี่ดีกรีก็ตาม น้ำแข็งก็ไม่หลอมละลาย เรียกว่าจิตมีโลกวิทู เราไม่หนีโลก แบบโลกันต์ พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็นเรื่องผิด เป็นนรกลึก โลกันต์ มันต้องเผชิญ ต้องสัมผัส แล้วก็รู้ เกิดจริง กิเลสเกิดบัดนี้เป็นกามสัตว์เป็นรูปสัตว์ เป็นอรูปสัตว์ แล้วดับความเป็นสัตว์ สัตว์เทวดาสมมุติ ซึ่งวิญญาณนั้น อนิทัสสนัง ไม่อาจมองเห็นได้ ไม่อาจชี้บอกได้ อนันตัง ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สุด สัพพโต ปภัง แจ่มใส, แผ่กระจายไปโดยทั้งปวง ทูรังคมัง ไปได้ไกล (เดินทางไวกว่าแสง) เอกจรัง ไปแต่เพียงผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใคร อสรีรัง ไม่มีรูปร่าง หน้าตา หรือรูปทรง คูหาสยัง อาศัยกายเป็นขอบเขตคูหากำบังอยู่ ต้องมีความรู้ในวิโมกข์ 8 รู้กาย ในสัตตาวาส 9 ซึ่ง แม้มีกายสักขี แต่ว่าไม่ได้มีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แม้มีกายสักขีเหมือนอรหันต์เลย นิ่ง อายุยืนอาจเป็น 100 ปีท่านไม่แคร์โลกธรรม มักน้อยสันโดษ แต่คนเหล่านี้ไม่มีภูมิรู้วิโมกข์ 8 และไม่รู้แม้คำว่ากาย ถ้าไม่รู้กายอย่างสัมมาทิฏฐิแล้วอาสวะไม่สิ้น ถ้าใช้คำว่ากายแล้ว ต้องมีนามร่วมด้วยเสมอ ต้องเห็นด้วยการสัมผัสวิโมกข์ 8 - ผู้มีรูป (รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) - ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) - ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล. 10 ข. 66 / ล. 23 ข. 163 แล้วทำไมไม่เปรียบกับฌาน อรูปฌาน แต่ว่าที่จริงพระพุทธเจ้าอธิบาย เรื่องคุณสมบัติในการเข้าถึงวิโมกข์ แล้วก็มีอุเบกขาเป็นฐานนิพพาน เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของนิพพาน เป็นแกน แล้วก็ทำซ้ำ เมื่อคุณปล่อยวางได้ก็เป็น มุญจิตุกัมยตาญาณ มีญาณ - อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย - นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย - มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น (อตัมมยตา) ไม่ใช่ทำอย่างหลับตา แต่ทำอย่างรู้ๆตื่นอยู่ เป็นจักขุมาปรินิพพุโพติ นิพพานอย่างลืมตาเป็น จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง นิโรธของพระพุทธเจ้าเป็น ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญา-นาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง (สัพพโส เนวสัญญานาสัญญายตนัง สมติกกัมมะ สัญญาเวทยิตัง นิโรธัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) หรือพ้นอวิชชาสังโยชน์ อันผู้เข้าถึงแล้ว พึงทบทวนตรวจสอบอย่างอนุโลมบ้าง อย่างปฏิโลมบ้าง ทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง หรือบางขณะก็อยู่ในอารมณ์บางขณะก็ไม่อยู่ในอารมณ์แห่งวิโมกข์ 8 อยู่บ้าง-ไม่อยู่บ้างตามคราวที่ต้องการ ตามที่ปรารถนาและตามกำหนดที่ประสงค์ จึงบรรลุเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน นี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุติ ไม่ได้ไปนั่งหลับตาปี๋ เป็น เนวสัญญานาสัญญยตนสัตว์หรืออากิญจัญญายตนสัตว์ อย่างอาฬารดาบสหรืออุทกดาบส สรุปแล้วต้องรู้กายกับสัญญาที่เป็นสภาวธรรม แล้วคุณต้องตรวจกาย ถ้าเข้าใจกายไม่ได้จะเป็นอรหันต์ไม่ได้ อย่างโสดาฯ สกิทาฯ ก็พอได้ แต่ถ้าเป็นธัมานุสารีย์จะเรียนรู้เป็นทิฏฐิปัตตะ สายศรัทธา 1 . สัทธานุสารี 3 . สัทธาวิมุติ 5 . กายสักขี (ต้องอาศัยวิโมกข์ 8 ) สายปัญญา 2 . ธัมมานุสารี 4 . ทิฏฐิปัตตะ 6 . ปัญญาวิมุติ (มีวิโมกข์ 8 มาตลอด) สายพุทธนี้แม้ไม่ไปนั่งสมาธิ ก็เป็นปัญญาวิมุติได้ ท่านจึงเรียกว่า สุขวิปัสสโก คือประเภทไม่มีเจโตสมถะ ท่านจะไม่มีอิทธิและอาเทสนาปาฏิหาริย์ ซึ่งการ เตวิชโชจะมีประโยชน์อยู่ สี่อย่าง 1 . ได้พักผ่อนแบบสงบจิต 2 . ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3 . เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี 4 . สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) ท่านก็ไม่ต้องไปใช้ข้อที่สี่นี้เลยได้

ถ้ากำหนดรู้กามได้ เข้าใจสัมมาทิฏฐิ คุณจะปฏิบัติอย่างรู้จักอาหารรูป เป็นเครื่องอาศัย แล้วจะพิจารณาจากอาหารรูปนี้คือ กาย เพราะมันต้องเสพตั้งแต่อบายภูมิ เป็นกามภูมิ จนถึง รูปราคะ อรูปราคะ มานะ (ไม่ใช้คำว่าใคร่อยาก แต่ไม่หนักหนาเหมือนกามราคะ มันยึดดีถือดี แล้วเสพสุขว่าดีนัก เหลือละอองธุลี คืออุทธัจจะ ก็ตรวจด้วยอรูปฌาน สำหรับมานะอุทธัจจะ แต่รูปราคะ อรูปราคะก็อาศัยฌาน อาศัยภายนอกตรวจ แต่ไม่ออกมาข้างนอก เหลือแต่ข้างใน มีมานะ อุทธัจจะ ต้องล้างด้วยอรูปฌาน จนพ้นอวิชชสวะ ก็จบ ในเรื่องกาม จึงเป็นคำรวมที่ครบหมด อธิบายไปเมื่อเช้า พระพุทธเจ้าอธิบายว่าเหมือนคนเดินๆๆๆ จังเลย ใน ทางกันดาร เพราะไม่รู้วิชชา วนไปมา ไม่รู้ว่าคืออะไรเป็นเหตุ ว่าต้นเหตุคือกาม ต้องออกจากกาม ต้องรู้ทวาร 6 สัมผัสแล้วเกิดกาย กายขององค์ประชุม ถ้ายังมุ่นอยู่ข้างนอกก็อยู่ข้างนอก พหิทารูปานิปัสสติ แล้วเห็นแล้วเลื่อนมาสู่ในจิต เป็นกายในกายแล้ว เมื่อไม่เรียนรู้มันก็ปรุงแต่งสังขาร ได้สมใจก็วางไปอุเบกขาเฉย ไม่ได้สมใจก็ทุกข์ แต่ไม่ได้ก็จำนนไป มันไม่ได้ก็ยอม จนทุกข์อยู่ แต่ฝังใจ สั่งสม เป็นอาสวะกิเลส สุขก็ฝังใจเป็นกิเลส ทุกข์ก็ฝังใจเป็นกิเลส เหมือนผัวเมียที่เดินทางไกล ชาวโลกีย์ก็ปุถุไปด้วยโลกีย์ โตใหญ่หนา สุขหรือทุกข์กิเลสก็หนาอ้วน จึงสั่งสมนรก หลงสวรรค์ สั่งสมเป็นกิเลส อนุสัยอาสวะ ตายไปแล้วไม่มีกามคุณ 6 ก็ดิ้นอยากเสพ คุณก็ต้องอยากดิ้น ดิ้นก็ไม่มีให้ ลืมตาก็ไปแสวงหาบำเรอ คุณก็ได้สุขตอนเป็นๆ แต่ตายแล้วไม่มี อย่างเก่งก็สมมุติมาเอง เป็นมโนมยอัตตา เป็นของปลอม ไม่มีรูปจริง ไม่มีเสียงจริง อยู่ในภพของจิตไม่มี คุณก็ได้แต่ของลมๆแล้งๆ จึงฝันเป็นสุข เพราะปรุงแต่งมาเสพ ไม่เรียนรู้ ไม่ได้ก็อาฆาตต่อ สรุปแล้วมีแต่ทุกข์กับทุกข์มากกว่า สุขนั้นของปลอม แม้คุณปรุงแต่งในสัญญาก็ชั่วคราว แล้วพักยก กิเลสคือทุกข์เป็นสัจจะ สุขนั้นคือสุขขัลลิกะ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าตายไปแล้ว มีแต่ตกนรกเสียมากเท่ากับแผ่นดินทั้งหมด แต่ขึ้นสวรรค์มีน้อยเพียงแค่เท่าขี้เล็บ คุณได้ยศ ได้ลาภ ได้สรรเสริญมาเสพ คุณก็ว่ายากจริงๆ ย ิ่ งอยากได้มากได้ใหญ่ก็ต้องแสวงหา แม้ชั่วก็ทำ โกหกก็ต้องทำเพื่อได้ลาภยศ เสพสมสุขสมในสรรเสริญ คุณทำตัวเองให้ชั่ว ตนเองก็ไม่รู้ ฆ่าลูกน้อยมากินทำเป็นเนื้อแห้งเนื้อย่าง โดยไม่รู้จักที่หมาย แย่งกามแย่งอัตตาลำบาก แต่ไม่รู้ทุกข์ ที่จริงทุกข์เป็น กิลมถะ เป็นอัตตา 3 ทั้งนั้น ก็เลยไม่สัมมาทิฏฐิ ก็เดินในทางทุรกันดาร ถึงฆ่าลูกตัวเองกิน นึกว่าตนเดินทางประเสริฐ แต่ได้นรกกับนรก น่าสังเวชใจ มาถึงเรื่อง ผัสสาหาร [ 242 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า แม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและกัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็ถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดและจิกกิน เป็นอันว่าแม่โคนมตัวนั้นที่ไร้หนังหุ้มจะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไปข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่าพึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ อารมณ์สุขทุกข์เป็นโลกีย์ทั้งนั้น เรื่องลำบากลำบน เป็นกิลมถะทั้งนั้นเหมือนแม่พ่อท ี่ ฆ่าลูกกินเพื่อเดินทางโดยไม่รู้เป้าหมาย ต้องมาเรียนรู้ผัสสะ 3 ในเวทนา สัญญา สังขาร โดยสัญญาเป็นตัวเพ่งรู้สังขาร สังขารแปลว่าจัดการหรือปรุงแต่งหรือทำให้สำเร็จ เราสังขารอย่างมีเหตุปัจจัยที่ต้องกำจัด ทำอย่างรู้มี สังกัปปะ 7 1 . ความตรึก-แรกเริ่มนึกคิด (ตักกะ) 2 . ความตรอง-คิดวิตกยิ่งขึ้น (วิตักกะ) 3 . ความดำริ-มีความคิดปรุง (สังกัปปะ) 4 . ความแน่วแน่ (อัปปนา) 5 . ความแนบแน่น (พยัปปนา) 6 . ความปักใจมั่น (เจตโส อภินิโรปนา) 7 . วจีสังขารเตรียมจะพูด (วจีสังขาโร) เราไม่รู้จักผัสสะก็จะแสบเผ็ดเหมือนแม่โคไม่มีหนัง มันทุกข์แต่คุณอวิชชาก็ทนได้ ทุกผัสสะ คุณต้องรู้ เวทนา 3 ในการเรียนรู้ผัสสาหาร ผัสสะแล้วเป็นองค์ประชุมเป็นเวทนาในเวทนา เรียนรู้เจโตปริยญาณ 16 ต่อมาเราเรียนรู้ มโนสัญเจตนาหาร ท่านว่า.. . [ 243 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มโนสัญเจตนาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่ามีหลุมถ่านเพลิงอยู่แห่งหนึ่ง ลึกมากกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยถ่านเพลิง ไม่มีเปลว ไม่มีควันครั้งนั้นมีบุรุษคนหนึ่งอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตายรักสุข เกลียดทุกข์เดินมา บุรุษสองคนมีกำลังจับเขาที่แขนข้างละคนคร่าไปสู่หลุมถ่านเพลิง ทันใดนั้นเอง เขามีเจตนาปรารถนาตั้งใจอยากจะให้ไกลจากหลุมถ่านเพลิง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขารู้ว่า ถ้าเขาจักตกหลุมถ่านเพลิงนี้ ก็จักต้องตายหรือถึงทุกข์แทบตาย ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่าพึงเห็นมโนสัญเจตนาหาร ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดมโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ พ่อครูว่า..ให้เราเรียนรู้ตัณหา 3 ตัณหา 3 . . ความต้องการ-ความอยาก 1 . กามตัณหา (ใคร่อยากในกามภพ อันอาศัยรูปภายนอก) มีตั้งแต่อบายภูมิ กามภูมิ ซึ่งเดี๋ยวนี้เยอะมากเลย แม้พวกคุณก็พานพบมากเลย คุณไปไม่เหมือนเขา เพราะเขาจัดจ้านมากเลย 2 . ภวตัณหา (ความใคร่อยากได้รูปภพภายใน และอรูปภพ) 3 . วิภวตัณหา (อยากได้ความไม่มีภพ หรืออยากพ้นไปจากภพ, หรือปรารถนาสิ่งที่ไม่ใช่ภพเพื่อตน เป็นตัณหาแห่งอุดมการณ์ที่อาศัยไว้เพื่อดำเนินความดีไปเช่นนั้นเอง) ศึกษาเป็นไปเพื่ออาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ อันน้อมนำไปเพื่อความปลดปล่อย (วิเวกนิสสิตังวิราคนิสสิตัง นิโรธนิสสิตัง โวสสัคคปริณามิง (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 377 ) . ลึกๆคนเราไม่อยากทุกข์ ถ้าตกในบ่อเพลิงนี่ทุกข์แน่ๆ เหมือนสองคนที่จะดึงไปสู่ทุกข์ คุณก็ดิ้นรนๆ แต่คุณจะดิ้นรนไหวไหม ถ้าคุณไม่รู้กามตัณหา ภวตัณหา คุณไม่รู้ก็ถูกหิ้วลง หลุมถ่านเพลิง แล้วใช้ วิภวตัณหา ไปล้าง กามตัณหาและภวตัณหา จนหมดภพเรียกว่าวิภวตัณหา ตัณหาล้างภาพต้องเรียนรู้ทฤษฏีที่สัมมา ให้หมดภพ จึงจะรอดหลุมถ่านเพลิง ไม่มีตัวหลอกให้คุณตกหลุม เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว รู้เหตุปัจจัยบ่อเกิดแห่งทุกข์ ซึ่งกามภพนั้น มีตั้งแต่อบายภูมิ กามภูมิ ซึ่งเดี๋ยวนี้เยอะมากเลย แม้พวกคุณก็พานพบมากเลย คุณไปไม่เหมือนเขา เพราะเขาจัดจ้านมากเลย มันมีแต่อัลลิกะ เป็นเท็จ ต่อมาที่ วิญญาณาหาร [ 244 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้วแสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวันพระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวันต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็นเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหาร นั้นเป็นเหตุเท่านั้นมิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯจบสูตรที่ 3

ขออภัยที่นั่งๆอยู่นี่ถ้าไม่รู้เครื่องอาศัยแล้ว ก็คือนักโทษประหารที่พระราชสั่งประหาร ก็นั่งอยู่ยงคงกระพันอยู่อย่างนี้ หน้าด้านหน้าทนอยู่อย่างนี้ ถูกประหารเช้า เที่ยง เย็น ก็ยังไม่ตาย เราอาศัยวิญญาณที่เหมือนโจรถูกฆ่าด้วยหอก วันละ 300 เล่ม จะทุกข์ขนาดไหน แค่หอกเล่มเดียวก็ทุกข์มากแล้ว นี่ตั้ง 300 เล่ม สรุปแล้ว 1 . กว ฬิ งการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) 2 . ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) 3 . มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) 4 . วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ คือ กำหนดรู้จักแยกแยะนาม-รูป แล้วกำจัดเฉพาะอาสวะให้จบสิ้น) (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241 - 244 ) กิเลสกามเกิดที่สัมผัสแล้วเกิดวิญญาณ ผี(ทุกข์) เกิด สมมุติเทพ (สุข) ก็อยู่สุขทุกข์ไป แม้พรหมโลกีย์ก็ไปนั่งสมาธิ ไม่เอารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เหมือนโยคีในอินเดีย พระพุทธเจ้าไม่นับแม้โสดาบัน มีคนถามมาว่า ผู้ที่ตายไปแล้ว เป็นพระที่กระดูกเป็นพระธาตุ แล้วเขาก็ว่าเป็นอรหันต์ ก็ขอยืนยันว่า ฤาษีนั้นกระดูกเป็นอรหันต์เก่งกว่าของพุทธด้วยซ้ำ เพราะเป็นธาตุวัตถุ เมื่อสังเคราะห์ออกมาก็เป็นก้อนใส ไม่เหมือนแคลเซี่ยมธรรมดา สรุปการเรียนรู้อาหารต้องเรียนรู้ นาม รูป นามคือ ตัวรู้ ส่วนรูป คือสิ่งที่ถูกรู้ ส ิ่ งที่ถูกรู้อยู่ภายนอก รู้แล้วก็เลื่อนจากรูปกาย มาเป็นนามกาย หรือเป็นนามรูป ( สิ่ง ที่ถูกรู้ที่เป็นนาม) แล้วก็ลึกขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณรู้นามกายไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ปฏิบัติไม่สัมมา ต้องเรียนรู้สัตว์ใน สัตตาวาส 9 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า ซึ่งเขาไปอธิบายว่า เปรตเป็นตัวตนที่สมมุติปั้นเอาของแต่ละคน แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เปรตที่ปั้นรูปปั้นไว้แต่ละวัดก็ไม่เหมือนกันเลย ยิ่งพวกเขียนการ์ตูนหรือสร้างหนังก็ผีสารพัดเลย เป็นมนุษย์ ผี เทวดาก็ไม่เหมือนกัน แม้แฝดก็ไม่เหมือนกันด้วย ซึ่งปรมาณูสองอันก็ไม่เหมือนกันแล้ว 2 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น อันนี้ต้องเรียนรู้ฌานแล้ว แต่ถ้าทฤษฎีต่างกันก็ได้ผลต่างกันเรียนรู้ต่างกัน ฌานโลกีย์กับโลกุตระนั้นต่างกันไปแน่ สำหรับวันนี้ก็ได้เท่านี้ ตั้งใจอธิบายมากไปไหม รุ่มร่ามมากไปไหม? เยอะไปไหม?...ดี..ก็ค่อยยังชั่ว... พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว อาตมาเทศน์ทวช.อีกสุดท้าย แล้วสรุปจบงาน ปรากฎว่ามียอดคนลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 9 ถึง 14 ก.พ.นี้ 1 , 077 คน ก็ใช้ได้ นั่งฟังกันดี ไม่มีกีตาร์ซักตัว ไวโอลินซักอันคุณก็นั่งฟังกันได้ ใครง่วงบ้างอย่าอาย ยกมือซิ ก็ไม่น้อย ใครง่วงจนมึนเลย ยกมือ ก็มีอยู่...แสดงว่าไม่ค่อยไหวนะ แล้วใครฟังได้ดีพอสมควรยกมือซิ..ก็ใช้ได้ คุ้มค่าที่เทศน์มา ไม่ถึงสองชม. พรุ่งนี้จะทบทวนอีกที เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเข้าใจวิญญาณผิดไปจะไม่สัมมาทิฏฐิ แล้วจะกำหนดกามไม่ได้ ไปหลงว่าเป็นกามคุณทั้งที่เป็นกามโทษ แล้วจับอ่านกามสัตว์ แล้วกำจัดกามสัตว์ จะรู้เจตนามุ่งหมายของเราที่เป็นกาม อยากบำเรอกามคุณ อัตตา เมื่อล้างได้หมดก็เป็นคนเบิกบาน ตื่นรู้ มีจิตเหนือโลกธรรม เหนือกาม เหนืออัตตา สบาย คนที่เดาว่าไม่มีสุขก็ไม่อร่อย ได้โลกธรรมก็ไม่ยินดียินร้าย เขาด่าก็ไม่ยินดียินร้าย คนแบบนี้จะจืดตายหรือ?...อย่าเดา พระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานไม่ใช่ผู้จืดชืด อาตมาขอรับรองว่าไม่จืดชืดหรอก อาตมาไม่ได้เดือดร้อนดิ้นรนแม้ไม่มีรสโลกีย์ ก็สบายๆ อย่าเดา จงพยายามเรียนรู้ให้ได้ สิ่ง ที่มนุษย์ควรได้พึงได้ อย่าเป็นโมฆบุรุษ โมฆสตรี ซึ่งเขาก็ไม่เรียกโมฆสตรี ท่านเรียกโมฆบุรุษทั้งนั้นเพราะหากบรรลุธรรม ผู้หญิงก็เป็นสัตบุรุษ ไปตามลำดับ..จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน