570214_ทวช.งานพุทธาฯ ที่ผ่านฟ้าฯ โดยพ่อครู เรื่อง อาหาร ๔ อย่างพิสดาร .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570214_ทวช.งานพุทธาฯ ที่ผ่านฟ้าฯ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เรื่อง อาหาร 4 อย่างพิสดาร
วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก ซึ่งเป็นวันรำลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ ชาวโลกเขาใช้เป็นวันแสดงความรัก ซึ่งเป็นความรักแบบโลกีย์ ซึ่งความรักที่พ่อครูเคยแบ่งไว้ มีความรัก 10 มิติ 1 . กามนิยม (เมถุนนิยม) 2 . พันธุนิยม (ปิตปุตตาฯ) 3 . ญาตินิยม (โคตรนิยม) 4 . สังคมนิยม (ชุมชนนิยม) 5 . ชาตินิยม (รัฐนิยม) 6 . สากลนิยม (จักรวาลฯ) 7 . เทวนิยม (ปรมาตมันฯ) 8 . อาริยนิยม (อเทวนิยม) 9 . นิพพานนิยม (อรหันตฯ) 10 . พุทธภูมินิยม (หรือ.. โพธิสัตวภูมินิยม) (พ่อท่านบรรยายไว้ที่ม.เชียงใหม่)
วันนี้เป็นวันที่เราชุมนุมได้ถึงวันที่ 194 ของกปท. ทำลายสถิติของพธม.ที่ชุมนุมมา 193 วันแล้ว แต่ถ้า กองทัพธรรมจะทำลายสถิติต้องเป็นบวกอีก 3 วัน และวันนี้ก็เป็นง่วนเซี่ยวด้วย เป็นวันเพ็ญแรกหลังตรุษจีน ก็เป็นสามอย่างที่ตรงกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มาฆฤกษ์เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เป็นวันที่สว่างไสว นัยของง่วนเซี่ยวก็นัยเดียวกัน วันนี้ตั้งใจอธิบายธรรมในวันมาฆบูชา เราคนเกิดมาเป็นคนนี้ไม่รู้ พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องความไม่รู้ ไม่รู้ในวิญญาณ แม้อยู่ในตัวเราเราก็ไม่ได้เรียนรู้ ใน อาหาร 4 1 . กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) 2 . ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) 3 . มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) 4 . วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ คือ กำหนดรู้จักแยกแยะนาม-รูป แล้วกำจัดเฉพาะอาสวะให้จบสิ้น) ต้องเข้าใจวิญญาณ คืออะไร คือต้องเกิดจากผัสสะ ต้องรู้ วิญญาณเทวดา 1 . สมมุติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเสพโลกียสุขได้สมใจ) 2 . อุปปัตติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเ
อ่านต่อ
กิดความเป็นอาริยะ) 3 . วิสุทธิเทพ (คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ขั้นอรหัตตผล) (พตปฎ. เล่ม 30 ข้อ 654 ) ต้องอ่านรู้วิญญาณสัตว์นรก ที่อยู่ในจิต แล้วเรียนรู้เทวดาปลอม สมมุติเทพ ที่เสพสุข หรือเสพวิญญาณปลอมของแห้งนึกว่าเป็นสุข จมอยู่ในตัณหา ยังไม่หมดตัณหา คุณยังต้องการมาเสพ ไม่หมดอัตตา คุณก็ขังวิญญาณตน หลงสุข แท้จริงมันเป็นคุก ที่คุณขังสัตว์ไม่รู้จักสัตตาวาส 9 โดยโง่เองหลงว่าสุข ทั้งที่มันเท็จมันปลอม ผู้ฆ่าสัตว์อบาย สัตว์กามไปแล้ว ก็จะเป็นพรหม หรืออนาคามี มีเศษเหลือเป็นรูป และอรูปในจิต มันมีความมาก ความเบาอย่างไรในจิต รู้ในสังโยชน์ที่เหลือใน ข้อหลังของสังโยชน์ 10 6 . รูปราคะ (ความติดใจอยู่ในรูปภพ -ในอุปาทายรูป) 7 . อรูปราคะ (ความติดใจอยู่ในอรูปภพ) 8 . มานะ (ความถือตัวถือตนในความดีของตน) 9 . อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน กระจัดกระจาย รู้ยาก) 10 . อวิชชา (ความหลง-ไม่รู้ อันเป็นเหตุไม่รู้จริง)
รู้โศก ปริเทว ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ ...ปริเทวะคือพิรี้พิไร โศกนี่คือเศร้าหมอง ลำบาก (แต่แกนคือทุกข์) อ่านให้ละเอียดถึง อากิญจัญ เนวสัญญาฯ มีอะไรนิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ต้องตรวจสอบเหมือนคุณมีแหวนเพชร ก็ต้องพยายามเช็ดไม่ให้มีหมองเลย นี่คืออากิญจัญฯ ศาสนาพุทธเป็นจิตบริสุทธิ์สะอาด ก็ต้องตรวจ ให้หมดเกลี้ยง หรือสร้างวิมุติแล้วก็ต้องตรวจอวิมุติ ต้องตรวจ อสมาหิตะ ตรวจอวิมุติ นี่คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นอรูปพรหม จนสะอาดเกลี้ยง จนไม่เหลือเศษของอวิชชาสังโยชน์ ต้องรู้ความหมายของ ศีล สมาธิ ปัญญา และ ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งภาวนาคือการเกิดผล ลดกิเลส ถ้าทำได้ไม่เกิดผล ต้องทำที่ตัวสมุทัย คือเหตุ ซึ่งต้องมีฉันทะมาก่อน ในสุริยเปยยลาสูตร [ 129 ] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 131 ] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 132 ] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 133 ] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 134 ] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 135 ] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 136 ] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ข้อสุดท้ายนี้สำคัญ ...เป็นถ้ามนสิการไม่ถูกต้องไม่แยบคายก็ไม่ถึงเหตุ ซึ่งอยู่ในมูลสูตร 1 . มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2 . มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3 . มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4 . มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5 . มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ)
ฉันทะเป็นตัวเร ิ่ มเลย อยู่ในอิทธิบาท 4 ก็มี และตัววิมังสาคือ ตัวเลือกเฟ้นเอาแต่แก่น เอาแต่สาระ เราอยู่ท่ามกลางสนามรบ เป็นการเอาชนะกันด้วยธรรมะ ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา แต่เป็นpotential energy เป็นสิ่งที่ต้องคบคุ้นอยู่ร่วมกัน จะเห็นได้ เป็นพลังงานแฝง ต้องมีญาณปัญญา เราต้องรู้เรื่องวิญญาณ ซึ่งจะเกิดเมื่อ ผัสสะ [ 162 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็น ไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เพราะอาศัยหูและเสียง ... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้น และรส ...เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณความ ประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนาเพราะเวทนาเป็น ปัจจัย จึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ฯ ผัสสะ 3 เมื่อรู้สัมผัสนอก ที่ปรุงแต่งใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ผู้ที่ปรุงแต่งรูปจัดจ้านมาก ไม่มีใครเกินกระเทย ก็ต้องขออภัยกระเทยนะอาตมาอธิบายวิชาการ และมาเรียนรู้ในปุตตมังสสูตร [ 240 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดอาหาร 4 อย่างนั้นคือ 1 . กวฬ ิง การาหาร หยาบบ้างละเอียดบ้าง 2 . ผัสสาหาร 3 . มโนสัญเจตนาหาร 4 . วิญญาณาหาร ภิกษุทั้งหลาย ถ้าวิญญาณโง่ก็จะแสวงหาตามจินตนาการ ตามอยาก ตามต้องการ แล้วต้องการอะไร สัมภเวสี นั้นไม่ใช่แบบที่ล่องลอยไปหาที่เกิด มันต้องไปรับวิบาก มันแสวงหาที่เกิด อาจแวะไปหาสวรรค์ปลอม แล้วก็ไปหาที่เกิด อาหาร 4 อย่างเหล่านี้แล เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ สัมภเวสีที่เขาไม่สัมมาทิฏฐิคือล่องลอยไปหาที่เกิด เป็นเทวนิยม วิญญาณออกจากร่างก็ล่องลอยไป คุณคิดเช่นนั้นก็ไม่ได้ศึกษา ซึ่งวิญญาณไม่ล่องลอย แต่แสวงหาที่เกิด มันเกิดที่จิตนี่แหละ เขารู้ว่าสัมภเวสีเป็นพยัญชนะ แต่ว่าไปเข้าใจว่าล่องลอยไปเรื่อย แต่ว่าที่จริงเราต้องมาดูที่มันแสวงหาที่เกิด อย่างอนาคามีก็ไม่เบียดเบียนใคร มีแต่เบียดเบียนตนเอง เอาแต่เขกหัวตัวเองนั่นแหละ [ 162 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เพราะอาศัยหูและเสียง ... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้น และรส ...เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนาเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ฯ [240 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดอาหาร 4 อย่างนั้นคือ 1 . กวฬ ิ งการาหาร หยาบบ้างละเอียดบ้าง 2 . ผัสสาหาร 3 . มโนสัญเจตนาหาร 4 . วิญญาณาหาร ภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่างเหล่านี้แล เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ [ 241 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬ ิง การาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ภรรยาสามี 2 คน ถือเอาสะเบียงเดินทางเล็กน้อย แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดาร เขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดารอยู่ สะเบียงเดินทางที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า สะเบียงเดินทางของเราทั้งสองอันใดแลมีอยู่เล็กน้อย สะเบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดารนี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆคนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง เมื่อได้บริโภคเนื้อบุตรจะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสามคนต้องพากันพินาศหมดแน่ ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจนั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่าลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสียดังนี้ เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อความคะนองหรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดาร่างกายใช่ไหม ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทานเนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม ใช่ พระเจ้าข้า (พ่อครูอธิบายว่า อาศัยเพื่อน มิตร สิ่งแวดล้อม เราก็ไม่ได้ไปฆ่า เพื่อไปสู่นิพพานเราก็ต้องอาศัย แต่ไม่ใช่อาศัยเพื่อไปสู่ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขแต่อย่างใด) พระองค์จึงตรัสว่าข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็นกวฬ ิง การาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬ ิง การาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ
พ่อครูอธิบายว่า สายนั่งหลับตาจะไม่ได้เรียนรู้ ในเบญจกามคุณ อย่าง ผัสสะสดๆ อาตมาไม่ได้ดูถูกเจโตสมถะนะ อาตมาเคยศึกษามามากแล้ว พระพุทธเจ้าก็สามารถตัดทวารไม่รับรู้ ขณะเดินอยู่ในโรงกระเดื่อง ฟ้าผ่า วัวตายสี่ คนตายสอง ก็ไม่รู้เรื่องไม่ได้ยิน จนกระทั่งท่านออกจากฌาน ก็เดินมาที่ๆคนกับวัวตาย เขาก็ว่าฟ้าผ่า แต่เราไม่รู้แม้อยู่ใกล้ๆ เดินอยู่แต่ไม่เปิดทวารรับรู้ เสียงฟ้าผ่าแต่พระพุทธเจ้าเข้าฌานจนไม่ได้ยินเสียง ทำจนเก่ง เป็นวสี คุณต้องเรียนรู้ที่จะสมาทาน ให้เป็นสมะ คือเสมอๆ คือความสงบแล้วจากเหตุปัจจัย เขาไม่รู้ว่าเขาเสพกามเสพโลกธรรมอยู่เขาก็ไม่รู้ว่ามันชั่ว แท้จริงเป็นเพียงเครื่องอาศัยข้ามทาง แล้วเขารังแกน้องสาวเขาอยู่ รังแกครอบครัวอยู่ ทรมานลูก ทรมานน้องตัวเอง ทรมานมิตรสหายที่หลงลัทธิทักษิณของเขาเองเขาไม่รู้ว่าเขาฆ่าลูก ฆ่าพี่น้อง ฆ่ามิตรกินแล้ว เพื่อให้ได้ต้องการไปสู่ความเป็นใหญ่ รวยสุดในโลก ต้องการน้ำมัน ต้องการเพชร แล้วเขาก็ฆ่าหมด ฆ่าลูกน้อย ฆ่าลูกใหญ่ แล้วเขาฆ่าแล้ว เขาก็กินเนื้อลูกน้อย เป็นอาหารแก่ทักษิณ ไปล่าลาภยศสรรเสริญสุข อยากใหญ่เป็นเจ้าโลกคือกาม พ่อครูอธิบายว่าคุณก็แสวงหา เอามาเสพ คุณต้องเอาชนะคะคาน เขาจะเลือกตั้งอีกกี่ที คนไทยจะรู้แล้ว คราวที่แล้วพิสูจน์แล้วว่าประชาชนไม่เอา ต่อให้เลือกตั้งอีกกี่ทีเราก็จะประจานต่อไป เขาเลือกตั้งอีกที วันที่ 7 เม.ย. อาตมาว่าเลือกตั้งครั้งต่อไปเขาก็จะได้คะแนนเสียงลดลง เขาจะได้ต ่ำ ลงๆ แพ้แน่ อาตมาก็ไม่อยากไปแนะหรอกเรามาต่อสู้ก็ไม่ได้ไปทำเพื่อพรรคไหน แต่เหตุปัจจัยมันจะมีเป็นไป [ 242 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า แม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและกัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดและจิกกิน เป็นอันว่าแม่โคนมตัวนั้นที่ไร้หนังหุ้มจะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไปข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่าพึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ พ่อครูว่า..ขอย้ำว่าปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้องมีผัสสะ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปปิดทวาร ในปฏิจจสมุปบาทท่านให้เรียนรู้ ผัสสะ 6 เวทนา 6 ให้เรียรู้ในเวทนาทั้งมโนปวิจาร อ่านรู้อาการ ทะยานอยาก เพราะอาศัยความทะยานอยาก จึงมีการแสวงหา อาศัยการแสวงหา จึงมีลาภ อาศัยการมีลาภ จึงมีการวินิจฉัย อาศัยการวินิจฉัย จึงมีความกำหนัดพอใจเป็นอำนาจ อาศัยกำหนัดพอใจเป็นอำนาจ จึงมีการฝังใจ เกิดมาทั้งที่ได้แต่สะสมกิเลส ก็เกิดมาเสียชาติเกิด เป็นโมฆบุรุษ คนที่ไปเป็นข้ารับใช้ทักษิณ ขอเตือนให้สติ คุณจะเป็นโมฆบุรุษ โมฆสตรี ผู้ไม่ได้พบสัจธรรมก็น่าสงสาร แต่ถ้าได้รู้แล้วไม่เอาคุณจะเป็นโมฆบุรุษ โมฆสตรี ได้ร่างกายมาชิงหมาเกิด ให้หมาตัวใดตัวหนึ่งมาเกิดจะดีกว่า