570213_ทวช.งานพุทธาฯที่ผ่านฟ้า โดยพ่อครู เรื่อง อนุปุพพิกถาโดยพิสดาร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570213_ทวช.งานพุทธาฯที่ผ่านฟ้า โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 เรื่อง อนุปุพพิกถาโดยพิสดาร
เราก็มาอธิบายกันต่อ ชีวิตเราที่ได้สิ่งที่ดี แต่ละวันๆ พร้อมทั้ง กาย วจี มโนกรรมที่เป็นประโยชน์ ได้ฝึกปรือ เพราะมีสัลเลขธรรม มี สิ่ง ที่เราต้องสังวรระวัง ได้มี สังวรปธาน ปหานปธาน ไม่ใช่ว่าปล่อยตัว แต่นี่เรามีผัสสะมากมายรอบด้านให้เราได้รู้สึก ได้เข้าใจ ได้ระมัดระวัง ทั้ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่จะให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะถ้าผู้ใดสามารถเก่ง มีวสี เข้าไปรู้เท่าทัน มีสติ สัมปชัญญะ สัมปชาโน เข้าไปถึงจิต เก่งในการทำจิต ให้มุทุภูเต สูงขึ้น แววไว เมื่อกระทบสัมผัส เปิดทวารอยู่ เราก็จะรู้มีสติสัมปชัญญะ ปัญญา สัมปชาโน สามารถระมัดระวัง กำจัด จนจิตเราเจริญ สัมปัตตะ เจริญเป็นรอบๆมีสัมปันนะ จิตเราก็ บริสุทธิ์ขึ้น เป็นอุเบกขา คือจิตที่ไม่มีนิวรณ์ อ่านสัมผัสรู้ในวิโมกข์ 8 1 . ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5 ) 2 . ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3 . มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4 . กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงานอันไร้อคติ) 5 . ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ)
สามารถรู้ใน วิโมกข์ 8 1 . ผู้มีรูป(รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) 3 . ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ
อ่านต่อ
่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล. 10 ข. 66 / ล. 23 ข. 1 ปฏิบัติอย่างลืมตา ถึงนิพพานอย่างลืมตาเห็นๆ จักขุมาปรินิพพุโพติ การไปนั่งหลับตาทำฌานนั้นไม่ใช้ทำฌาน มันไม่ครบขององค์ประชุมของกาย ในวิโมกข์ 8 ที่ต้องสัมผัสรูป สัมผัสนามได้ครบ ไม่ต้องฝันเลยว่าเราจะได้ สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ เลย อธิคือเจริญไปตามลำดับ จิตก็โน้มไปสู่เจริญ ไปสู่จุดเป้าหมาย แห่งธงชัย ของชีวิต เมื่อได้ก็จะเป็นสุภันเตวะ คำว่า สุภะ ก็แปลว่าโชค คือสิ่งน่าได้น่ามีน่าเป็น หรือแปลว่า งาม หรือเจริญ อย่างที่น่าปรารถนา จนถึงที่สุด เป็นสุภันตะ จะมีสิ่งนั้นเกิดจริง องค์ประชุมกาย มีทั้งรูปและนาม เมื่อเราสัมผัส เราก็อ่านองค์รวมคือกาย อ่านรู้องค์ประชุม เมื่อเลื่อนเข้าไปภายในเราก็อ่าน ตั้งแต่งานอาชีพ จนถึง กายกรรม วจีกรรม ขยับ เอี้ยวแขน ไกวขา ทั้งนัจจะ คีตะ เราก็ตามรู้ทุกกายกรรมวจีกรรม โดยอ่านเข้าไปถึงจิต ทั้งการงานอาชีพ ปรับให้เป็นสัมมา ละเว้น มิจฉาอาชีวะ 1 . การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง 2 . การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง 3 . การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยงทายไม่ตรงแท้ 4 . การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5 . การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร) ต้องพิจารณามีสติปัฏฐาน ถ้าเราทำอาชีพเลวร้าย การโกงเป็นอาชีพหยาบคาย มอมเมา เป็นอบาย เป็นอาชีพชั่ว มอมทั้งตนและคนอื่น เช่น อาชีพ รัฐมนตรี หรือข้าราชการ มียศฐานะสูง แต่ว่าทำการโกง ก็ไม่ถือว่าเป็นอาชีพที่ดีที่สูงแต่อย่างใด ไม่ได้นับถือที่ชื่ออาชีพ แต่ว่าอยู่ที่พฤติกรรม กุหนา ให้สังวรระวัง เลิก อย่าทำ ลปนา คือพูดชั่ว กลับกลอกตลบแตลง พระพุทธเจ้าว่า คนโกหกทั้งๆที่รู้นี่ไม่มีชั่วใดที่ทำไม่ได้ นักการเมืองทุกวันนี้เห็นเลยว่าโกหก แต่ก็ขอไวท์ไล หน่อย ซึ่งเขาไม่มีปัญญารู้ว่า สิ่ง นี้ชั่ว คนที่คิดว่า ถ้าทำชั่วมาแล้ว รู้ตัว แต่ก็จะทำต่อ ซึ่งคนเราผิดได้ชั่วได้ แต่ก็จะทำต่อ ความคิดนี้มีแต่นรกกับนรก ตกต่ำไม่มีฟื้น ก็ขอให้สติผู้บริหารปกครองที่ทำมีผลกับสังคม ทั้งสมัครใจทำหรือเป็นข้าราชการ ทั้งประจำและการเมือง หรือนักธุรกิจ ซึ่ง กุหนา เป็นอาชีพมอมเมา มอมเมาด้วยรูป ด้วยรส ด้วยเสียง ด้วยสัมผัส มอมเมาให้คนติดเมาด้วย สุรา เมรยะ มัชชะ มอมในระดับ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ หรือหยาบ กลาง ละเอียด นักการเมือง ตอนนี้มอมเมากันจัดจ้านจนทำร้ายทำลายกัน ปรุงกันจนหลงใหล ต้องมีต้องได้ต้องเป็น สวยเลิศทั้งนั้น และมีทั้งกามและอัตตา ว่าอย่างนี้สูง ไฮโซ ต้องมีอย่างนี้ประดับ หลอกล่อทั้งกาม ทั้งศักดิ์ศรี ฐานะ ต้องไฮโซ ต้องแพงต้องนำหน้า ในกามคุณ หลอกกันไป ครอบงำกันไป เดี๋ยวนี้แฟชั่นทางศักดิ์ศรี ศักดินา มอมเมาสมมุติให้หลงติดกันไป เลอะเทอะ ติดแล้วอยากได้ แพงก็ต้องเอา เป็นจิตวิทยา ครอบงำ ให้หลงอยากได้อยากมีอยากเป็น แล้วแสวงหา กระเสือกกระสนจนได้จนมีจนเป็น เป็นทาสสังคมอย่างนี้คือคนตนใต้อำนาจโลกธรรม แต่ผู้ที่ได้ออกจากกามแล้ว ไม่เป็นทาสของกามแล้ว รู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เราไม่หลง ผู้เป็นอนาคามีไม่มีกามโทษแล้ว มีแต่ความไม่สบายใจภายใน ระดับอนาคามี ไม่มีทุกข์กับผัสสะภายนอกแล้ว อยู่กับโลกธรรมทั้งหมด แต่ท่านพ้นแล้ว จิตอยู่เหนือ เป็นโลกุตระ จิตเหนือโลกธรรม เหนือกาม ก็เหลือกิเลสภายใน อนาคามีก็เพ่งรู้ เพ่งเผากิเลส อนาคามีจะรู้ว่าทุกข์คืออะไร อกุศลจิตคืออะไร จะลดละ ด้วยปหาน 5 ไปตามลำดับ อยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่หลีกหนีจากการงาน จากสังคม จากอาชีพแต่อย่างใด จะมีการนึกคิดการรู้ สามารถปรุงแต่ง แต่ว่าไม่มี สิ่ง ที่พาไม่ดีไม่งาม คือตัวสมุทัย คือตัวกิเลส อยู่กับชีวิต แต่ไม่เอาของใคร ไม่ละเมิดของใครในฐานะอันเป็นขโมย แม้วัตถุก็ไม่ละลาบละล้วงเอาของคนอื่น เป็นอทินนาทาน เรื่องเพศเราก็ลดละไปตามลำดับ ตั้งแต่ศีล 5 มีผัวเดียวเมียเดียว อย่าไปสำส่อนเลอะเทอะ วาจาก็อย่าไปส่อเสียด เพ้อเจ้อก็ค่อยศึกษา แต่พูดปดนี่อย่าไปมุสาอย่าทำ หรือเมาสุราในระดับแรกอย่าทำ หรือเมาในระดับลึกเข้าไปก็ค่อยทำต่อ สิ่ง ที่เราไปเมาแม้จะได้โลกธรรมก็อย่าทำเลย รู้ว่าไม่ควรเราอย่าเสี่ยงทำเลย จะเป็นข้าราชการ หรือนักธุรกิจก็ตาม ไม่ทำสิ่งที่เป็นการตลบแตลง ยังเสี่ยงทายไม่ตรงแท้ งานธุรกิจคืองานที่ทำความรู้ความสามารถ แต่ไปสมมุติว่านักธุรกิจต้องทำบริษัทที่ใหญ่โต นั้นไม่ใช้แค่นั้น แม้ทำงานการด้วยความรู้สามารถแม้เล็กน้อยก็เป็นธุรกิจ ถ้าเอาศีล 5 เป็นหลัก อันหนึ่งอย่าไปเบียดเบียนเขา อันสอง อย่าไปรักมากจนไม่ใช่ของเราก็ไปเอามา ข้อสาม ก็คือสัมผัส กามคุณ 5 ก็ต้องเรียนรู้สัมผัสทั้ง 5 ที่เราหลงไปเสพรส ส่วนโลภคือเอามาเป็นของตน ซึ่งกามเป็นคำกลาง คือการใคร่มาเสพรสและเอามาเป็นของตน อนาคามีจะหมดกามและเหลือแต่รูปราคะ อรูปราคะ ไม่โลภมาเป็นของตนแล้ว แต่เสพรสอยู่ ศีลข้อ 3 เอาที่กาม เอาแต่หยาบภายนอกก่อน ศีลข้อ 4 อย่าปด ในอโศกเราเอาจริงเอาจัง ทุกชุมชนต้องสังวรระวังถือศีล 5 ใครผิดก็ท้วงติง ศีลธรรมเป็นสิ่งดีงาม แต่เขาละทิ้งไปเกือบหมด แต่เราทำอย่างจริงจัง เรายกคนที่ควรยก ตำหนิ สิ่ง ที่ควรตำหนิ เราไม่ได้ข่ม จิตเราไม่มีข่มท่าน แต่ว่าด้วยท่าทางลีลา สุ้มเสียงสำเนียงอาจดูเป็นการติการข่ม ก็คนที่เขาชั่วไม่สำนึก ชั่วไม่เคยแก้ไขเลย ถ้าอยู่ด้วยกัน แล้วปรารถนาดีก็ไม่ดุไม่ว่ากล่าวจะทำอย่างไร ก็พรหมทัณฑ์กันเท่านั้น ไม่ตำหนิว่ากล่าวท้วงติง เอ็งเป็นหมาตัวหนึ่งเท่านั้น ใจดำกันขนาดนั้นเลยก็ไม่ดี เราด่าว่าดุก็เหมือนพ่อแม่ดุลูก ว่าด้วยไม่โกรธเคือง อย่างพ่อแม่ดุลูกก็วูบวาบไม่ได้โกรธจริง แต่ถ้าทำมากๆก็ชิน โกรธจนชิน โกรธลูกแล้วก็ไปโกรธคนอื่นได้อีก มันไม่ดี หากไม่ได้เรียนรู้ศึกษาจิต บางทีจิตซ้อนลึกซึ้ง เราปรุงแต่ง กายกรรม วจีกรรม ปรุงโดยไม่มีจิตสสังขาริกัง คือจิตชั่ว แต่เราทำด้วยมโนสัญเจตนาดี ปรารถนาดี เรารู้ทันว่าเราต้องปรุงแต่งอย่างนี้เป็นดาราตุ๊กตาทอง ทำเหมือนโกรธเหมือนแรงเหมือนดุ เราต้องปรุงจิตเรา มันเมื่อยนะ เป็นปฏินิสสัคคะ เป็นสัจจะย้อนสภาพ เป็นอนุโลมปฏิโลม พระอรหันต์จะรู้ว่าเราจะมีสัจจานุโลมิกญาณ พอเหมาะควร รู้จักสมณสารูป รู้จักนัจจะคีตะวาทิตะ แล้วประมาณ ใช้การปรุงแต่งเป็นกายวิญญัติ ที่มีอัญญุตา กัมมัญญตา แปลว่ารู้ย ิ่ ง ถ้าอัญญานี่รู้ เป็นธาตุรู้ระดับโลกุตระ ดูแลจัดแจงตั้งแต่สังกัปปะ ฝึกจิตตั้งแต่ต้นทาง รู้จักสังเคราะห์สังขาร เรียนรู้กลไกของกาย วจี มโน อย่างรู้ต้นทางคือจิต ที่จะทำให้เกิดเจริญทั้งกาย วาจา ใจ ฝึก สัปปุริสธรรม 7 1 . ธัมมัญญูตา (รู้จักทุกองค์ประกอบ) 2 . อัตถัญญูตา (รู้จักเนื้อหาเป้าหมาย) คือตัวเรา 3 . อัตตัญญูตา (รู้จักตนเอง) 4 . มัตตัญญูตา (รู้จักประมาณสัดส่วน) 5 . กาลัญญูตา (รู้จักกาลสมัย) 6 . ปริสัญญูตา (รู้จักหมู่กลุ่มบริษัทอื่น) 7 . ปุคคลปโรปรัญญูตา (รู้จักบุคคลอื่น) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 65 )
การปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจะมีประมาณในสัปปุริสธรรม 7 แม้กาลัญญุตา ในขณะนี้ หรือในบุคคล ก็รู้ไปหมดทั้ง 7 เป็นนักจัดองค์ประกอบ นี่คือสัปปุริสธรรม 7 ประการ จะเป็นสัตบุรุษ คือผู้ที่มีการรู้การประมาณในการจัดองค์ประกอบที่เราไปร่วมกับสังคม ผู้ที่ฝึกมาอย่างสัมมาทิฏฐิจะรู้ สังกัปปะ วาจากัมมันตะ อาชีวะ ปฏิบัติจะมี สาราณิยธรรม 6 1 . เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 2 . เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3 . เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4 . แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) 5 . มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6 . มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 282 - 283 ) สังคมไทยพุทธ จะมีศีล 5 ให้มากให้ถ้วนทั่ว ถ้าประเทศไทยเราเรียนรู้สังวรศีล 5 ถ้าทำได้นี่ออกกฎหมายเลยในศีล 5 แต่มุสลิมนี่เป็นกฎหมายเลย แต่ไม่เข้ากับพุทธ ซึ่งพุทธเป็นอิสรเสรีภาพ เป็นเอกราช ก็ยากอยู่เหมือนกัน แต่ก็น่าจะทำได้ ใครไม่เอาก็ช่างเขา แต่เราจะจัดให้เป็นการศึกษาเลย อย่างสัมมาสิกขา เราก็ให้มีศีล 5 เป็นอย่างต่ำ มาเรียนรู้หลัก อนุปุพพิกถา - ทาน - ศีล เป็นหลักออกจากความชั่วทุจริต ชาวพุทธต้องรู้จัก สัคคะ (สวรรค์) - กามาทีนวะ โทษของกาม - เนกขัมมะ การออกจากกาม ส่วนไม่ดีของเราเราต้องออกจากความไม่ดีของเราทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งกัมมันตะ ทั้งอาชีวะ โดยควบคุมจิตที่สังกัปปะ หลักในการควบคุมจิตคือมรรคองค์ 7 การปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา ทานคือการให้ เราทำมากแต่ใช้น้อย มีเหลือก็ให้แก่คนอื่น ทั้งแรงงาน ข้าวของ ความรู้ เป็นกรรมกิริยาที่ให้อยู่ตลอดเวลา ผู้นั้นคือมนุษย์ประเสริฐ ชีวิตมนุษย์เพื่อทานอย่างเดียวคือมนุษย์ประเสริฐ โดยทานเป็นตัวจบ ชีวิตได้ให้นี่คือตัวจบ วิธีปฏิบัติคือมีสัมมาทิฏฐิ 1 . ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) ทำเพื่อล้างกิเลสออกจากจิต ทั้งโลภะ โทสะ โมหะ คือเนกขัมมะคือการเอาออก แต่หากเราได้สมใจคือโกรธอยากให้เขาเจ็บปวดอยากให้เขาตาย พวกนี้เป็นโทสะมูล ถ้าเขาล่มจมได้สมใจเราก็ดีใจพวกซาดิสม์ ทั้งโลภะ ก็มีสมใจ สมใจทีไรก็กิเลสเพิ่ม เพราะไม่มีสัมมาทิฏฐิ 2 . ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) คือได้ผลว่าชำระกิเลสหรือไม่ ทุกกรรมกิริยาคุณได้ล้างกิเลสได้ชำระกิเลสไหม หรือคุณได้บำเรอกิเลส โลภ โกรธ หลง ชีวิตคุณได้แต่บำเรอสวรรค์ ไม่รู้จักโทษ ในกาม เป็นกามาทีนวะ 3 . สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4 . ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5 . โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6 . โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7 . มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8 . บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9 . สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) 10 . สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ถ้าปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่มีผล แม้สอนทานก็ไม่ได้สอนให้สละกิเลส เขาสอนกันว่าให้ของแล้วทำใจในใจว่าเอา แม้กรรมภายนอกให้ แต่ว่าใจกลับเป็นใจที่เอา หรือแม้ให้ทองคำ ก้อนใหญ่ ราคาหลายล้านบาท แต่จิตคุณไม่ได้ให้ ไม่เคยมนสิการอย่างถ่องแท้ ว่าจิตคุณได้ให้หรือไม่ อย่างประชานิยมนี้ หากินกับคำว่าช่วยเขา หลอกเขาว่าได้ให้ แต่กลไกการให้นั้นโอ้โห เช่นหลอกว่าจำนำข้าวจะให้ชาวนาสบาย แต่หลอกเลห์โกงเขา จนชาวนาผูกคอตายไปหลายคนแล้ว ตอแหลทั้งนั้น หาเสียงก็ว่าจะช่วยเขาแต่ว่าเข้าไปแล้วโกงกินมากมาย ให้ทองไปก็จำบุญคุณไว้ ให้เขาต้องตอบแทน ดีไม่ดี เอาทองคำให้หลวงตาบัว ว่าสาธุ ให้ไปแล้วก็ขอให้ได้รวย ได้มากๆ ตั้งอธิษฐานจริง มโนกรรมผนึกเลยว่าให้ได้ทองมากกว่านี้ร้อยเท่า นี่คือคุณทำใจไม่ใช่ทาน แต่ว่าทำใจโลภ คุณทานก็ยังไม่รู้เลยว่าจิตคุณมีผลไหม ได้ล้างความโลภไหม แต่ไม่ว่าสำนักไหนก็สอนให้ท่องบท ว่าตั้งจิตผิด พอท่องเสร็จ ถวายสังฆทาน ก็ว่าอิมินาสักกาเรนะ ให้ก็ไม่ได้ให้จริง แต่ให้ไปที่พ่อแม่ตระกูลที่ตายไป ให้แต่คนรักคนชอบ ให้ไปก็ไม่ได้ทาน ทาน ศีล ภาวนา ก็คือทำให้เกิดผลลดกิเลส ถ้าทำได้ โลกนี้ก็ไม่ต้องมีตำรวจหรอก ทุกวันนี้ตำรวจก็เบ่งอำนาจทำเสียหายมากในประเทศไทย ต้องทรมานทรกรรมไปอีกนาน ปฏิบัติศีล 5 ไม่ต้องหนีไปไหน ตัวเราระวังสังวร ปฏิบัติอย่างมีผล เป็นยัญพิธีที่บูชาแล้วเกิดผลดีแล้ว สังเวยที่บวงสรวงแล้ว คือผลที่ได้จากการปฏิบัติคือได้ลดละกิเลสหรือไม่? คุณได้มีจิตอธิมุติ โน้นน้อมไปละหน่ายคลายหรือไม่ ออกจากกิเลสโลภโกรธหรือไม่ จิตหุตัง ต้องอ่านรู้ตรวจด้วย เตวิชโช 1 . ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อาริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 2 . จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรือสัตว์อริยะ) 3 . อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138 ) ทำอย่างรู้ ไม่ใช้งมงายไม่รู้เรื่อง ทำอย่างชัดเจน จิตทาน ทำศีล ภาวนา เกิดผล วิมุติ อธิมุติ เป็น กถาวัตถุ 10 1 . เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2 . เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3 . เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) 4 . เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) 5 . เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) 6 . เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7 . เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) 8 . เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9 . เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10 . เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา)
เราต้องมาแบบคนจนตามที่ในหลวงตรัส ถ้าไม่มาจนมุ่งมาจนมาไม่ได้หรอก ทุกกรรมกิริยาคุณได้ล้างกิเลสออกจากจิต หรือไม่? ซึ่งโลกเขาก็มีแต่จะเพิ่มกิเลส เราทำไปตามลำดับ ธรรมะพระพุทธเจ้างามในเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ทานเราต้องรู้การให้ ทั้งกาย วาจา ใจ นักปฏิบัติธรรมต้องอ่านองค์ของ สังกัปปะ 7 1 . ความตรึก (ตักโก) 2 . ความตรึกอย่างแรง (วิตักโก) 3 . ความดำริ (สังกัปโป) --> (เป็นปุญญาภิสังขาร) 4 . ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ (อัปปนา) 5 . ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ (พยัปปนา) 6 . ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ (เจตโส อภินิโรปนา) 7 . ความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) ในสมัยนั้นอันใด นี้ชื่อว่า สัมมาสังกัปปะ มีในสมัย(ทำฌาน)นั้น (พตปฎ. ล. 34 ข. 81 ) การจะออกมาเป็นองค์ประกอบทั้ง กาย วาจา ทั้งเอี้ยวแขน ไกวขา นัจจะ คีตะ วาทิตะ ก็อยู่ในองค์ประกอบของสังกัปปะ 7 ต้องรู้ตักกะคือเร ิ่ ม คุณต้องทำให้วิ คือไม่มีสิ่งที่ไม่ควรมี ให้กว่าจะออกไปทำงานต้องผ่านวิตักกะ กรองเอากิเลสออก ต้องอ่านกามวิตักกะหรือ พยาปาทวิตักกะ ต้องกรองเอา สิ่ง นี้ออกก่อน ต้องเอาความรู้ของพระพุทธเจ้ามาประกอบ ด้วยวิชชา 8 1 . วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) 2 . มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) 3 . อิทธิวิธญาณ (ความเก่งหลายอย่างในการที่จิตมีอานุภาพ เพราะปราศจากกิเลสแล้ว) ดูรายละเอียดใน พตปฎ.ไม่ใช่ว่าไปเหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน อย่างมีฤทธิ์ เมื่อเราสามารถทำศีลตามฐานะ ขัดเกลากิเลส ให้สูงขึ้น มีวิมุติหลุดพ้นไปตามลำดับ มีวิมุติญาณทัสสะ เป็นอุภโตภาควิมุติ เราต้องรู้สุขโลกีย์ สวรรค์หอฮ่อ ต้องรู้อุปัตติเทพ ต้องรู้โทษของกาม หากเราล้างกามได้ก็เป็นอุปัตติเทพ 1 . สมมุติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเสพโลกียสุขได้สมใจ) 2 . อุปปัตติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเกิดความเป็นอาริยะ) 3 . วิสุทธิเทพ (คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ขั้นอรหัตตผล) แต่ทุกวันนี้สังคมขาดคนกล้า มีแต่อสุรกาย คือความไม่กล้าทำดี ทุกวันนี้ข้าราชการหรือผู้มีหน้าที่ตัดสินไม่กล้าตัดสิน เพราะกลัวเสียโลกธรรมหากข้าราชการใดแกล้วกล้าออกมา ไม่ร่วมมือกับคนผิด หากมีข้าราชการไม่เป็นอสุรกายออกมา การต่อสู้จะชนะเลย ข้าราชการออกมาเป็นป ระชาชน นอกเวลาราชการก็ออกมาเลย ตอนนอกเวลาราชการ อย่าเป็นอสุรกายมากนักเลย จิตเราเป็นอสุรกายก็รู้ เป็นเปรต เป็นเดรัจฉาน หรือเป็น วินิปาต เราต้องมีความพอใจในการปฏิบัติ ใน มูลสูตร 1 . มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2 . มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3 . มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4 . มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5 . มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) วิธีปฏิบัติศีล อย่างไรให้กิเลสลด ทานอย่างไรให้กิเลสลดทำอย่างไรก็เลยปฏิบัติผิดๆ ต้องทำอย่างมีมนสิการเป็นสัมผัสแตะต้องแล้วทำใจเป็น ทำทาน ถือศีลอย่างไรให้ลดกิเลส สัมผัส หรือผัสสะต่างๆ เป็นเหตุให้เราได้ปฏิบัติ ตามกรอบศีล ของแต่ละคนๆ บวงสรวงแล้วบูชาแล้วทำให้จิตเรามีผล เป็นอัตถิทินนัง อัตถิยิตถัง อัตถิหุตัง จิตเราทำให้สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน ถูกกำจัด แต่ว่าไปกำหนดผิดๆ ไม่รู้สัตว์ในสัตตาวาส 9 ทั้งที่สัตว์แต่ละอย่างก็กำหนดรู้ในขณะผัสสะนี้ เป็นสัตว์นรก สัตว์เปรต สัตว์เดรัจฉาน โง่ไม่เสร็จ โง่ไม่ปล่อยไม่คลาย เป็นเดรัจฉาน โง่ไม่เงย ต้องกำหนดรู้ใน สัตตาวาส 9 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า 2 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น 3 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) 4 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) กำหนดรู้ในกาย วาจา ใจ จับสมุทัยในจิตได้ ของเรารู้เราจัดการ กำจัดมัน อย่างน้อยกดข่มไว้ แล้วค่อยพิจารณาว่ามันเป็นของเป็นโทษ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ พิจารณาให้เกิดจิตหน่ายคลาย เราไม่น่าโง่ดักดานอยู่กับกิเลสพวกนี้เลย เราจะมีวิปัสสนาญาณ จะเข้าใจ จนมีอาทีนวานุปัสสนาญาณ มีมุญจิตุกัมมยตาญาณ ซึ่งความใคร่อยากมีทั้งบำเรอกามและอัตตา เราต้องล้างออก ทำทาน ศีล ภาวนา ซึ่งภาวนาไม่ใช่ไปนั่งท่องบ่น 1 . ทานมัย (บุญสำเร็จด้วยการให้ - การสละออก) 2 . ศีลมัย (บุญสำเร็จด้วยการชำระล้างกิเลสออก) 3 . ภาวนามัย (บุญสำเร็จด้วยการทำผลเจริญให้จิต) ผู้แยกออก เนกขัมมสิตะกับเคหสิตะออกจะรู้เข้าใจสวรรค์โลกีย์และสวรรค์โลกุตระ เราตัดสวรรค์โลกีย์ออกจากโลกธรรมได้ มีเนกขัมมะ เป็นอุ ปั ตติเทพ เป็นวิสุทธิเทพ การออกจากกาม เราก็อยู่กับโลกเขาอยู่อย่างเดิม แต่ใจเราไม่ยึดติด เรามีเราก็แบ่งแจกสังคม ชีวิตก็ประเส ริ ฐ เป็นประโยชน์ต่อสังคม...