ภาคผนวก ฉ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ภาคผนวก ฉ ประสบการณ์ในการใช้เทคนิค 9 ข้อของแพทย์วิถีธรรม ประสบการณ์การดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามในส่วนที่เป็นประสบการณ์การดูแลสุขภาพด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรม หรือเทคนิค 9 ข้อ หลังจากผ่านการอบรมไปแล้ว 2 เดือน มีรายละเอียด ดังนี้ หญิง อายุ 58 ปี จังหวดนครราชสีมา ประสบการณ์การป่วยจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ เป็นเวลานานติดต่อกันหลายชั่วโมง โดยลืมดื่มน้ำ ลืมลุกออกไปผ่อนคลายตามความรู้ที่มี เพราะเกิดการติดพันหยุดไม่ได้ (ขี้เกียจเอง) จนทำให้ปวดหัว ปวดเบ้าตา เจ็บคอรุนแรง ได้นำองค์ความรู้ของการแพทย์วิถีธรรม มาดูแลตนเอง เริ่มด้วย ทำใจว่า ไม่กลัว มันเป็นได้ก็ย่อมหายได้ เพียงตั้งสติให้ดี ค่อย ๆ ทำตามความรู้ที่เรียนมาใจเย็นๆ และไม่หันกลับไปกินยาแก้ปวด แก้ไข้อีกแล้ว ตั้งจิตให้กล้าดื่มน้ำปัสสาวะเพราะระลึกถึงประโยชน์ แล้วทำน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นแบบเข้มข้นดื่ม ต่อด้วยทำดีท้อกซ์ด้วยน้ำปัสสาวะ น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น งดอาหารแป้งและน้ำตาล หันมาทำแกงอ่อมผักฤทธิ์เย็นผสมน้ำย่านางข้นๆ ทานร้อนๆ แทน เพียงแค่นี้อาการปวดหัว ตัวร้อนชนิดรุนแรง ก็สามารถรับมือได้ หรือหากร่างกายขาดความสมดุลร้อนเย็นเมื่อไร แล้วทำให้ร่างกายไม่สบายในส่วนต่างๆ ก็ทำให้เรามั่นใจว่า เราสามารถเป็นหมอให้กับตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปรบกวนหมอซึ่งท่านมีงานหนักอยู่แล้ว และเรายังสามารถนำประสบการณ์ดูแลตัวเองไปแนะนำให้ญาติพี่น้องและคนอื่น ได้ปฏิบัติตามจนเกิดผลดีได้ตามความสามารถของแต่ละคน ขอขอบคุณหมอเขียวที่นำศาสตร์ แพทย์วิถีธรรมออกมาเผยแพร่ให้เป็นที่พึ่งให้กับอันเกษมให้กับพวกเราจิตอาสา หญิง อายุ 55 ปี อาชีพพยาบาล จังหวัดลำพูน ได้นำองค์ความรูที่ได้รับไปใช้ในการดูแลตนเอง จนอาก
อ่านต่อ
ารป่วยจากโรคเวียนศีรษะ บ้านหมุน ปวดข้อปวดกระดูก ไซนัสอักเสบ โรคเอสแอลอี โรคกระดูกทับเส้นประสาทหายไป และก้อนที่เต้านมเล็กลง ปัจจุบันสามารถพึ่งตนได้โดยไม่ต้องอาศัยยาหรือวิธีการของการแพทย์แผนปัจจุบัน และทำให้มีหมู่มิตรดีสหายดี มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายขึ้น ร่างกายเบาสบาย มีกำลัง จิตใจมีความผาสุก สงบ มีพลังที่จะสร้างสรรค์สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไปจึงได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติเทคนิค 9 ข้อ มาขยายผลสู่คนใกล้ชิดในครอบครัว ญาติ ๆ ประชาชนในหมู่บ้าน บุคลากรสาธารณสุข ทั้งแพทย์ พยาบาล ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาล และขยายสู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ และโรงพยาบาลใกล้เคียงในจังหวัดลำพูน อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีประชาชนมีทางเลือกในการส่งเสริม ป้องกัน ดูแลรักษา และฟื้นฟูสุขภาพตนเอง ด้วยวิธีที่ประหยัด เรียบง่าย และไม่เป็นโทษ ตลอดถึง เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลและสาธารณสุขอื่นๆที่เจ็บป่วย ด้วยโรคที่การแพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่หายเช่น มะเร็ง ภูมิแพ้เรื้อรัง ก็จะหันมาใช้การวิถีธรรม จนอาการเจ็บป่วยดีขึ้นและหาย และหลายคนอาสาเข้ามาทำงานเป็นจิตอาสาของแพทย์วิถีธรรม ต่อมาได้มีโอกาสในการใช้การแพทย์วิถีธรรมในการดูแลรักษาผู้ป่วยในหน่วยแพทย์และหน่วยปฐมพยาบาลในกลุ่มชนที่มีมวลมากๆ กรณีหลายพันคน และนับหมื่นคน เป็นอีกประสบการณ์ที่สำคัญอีกกรณีหนึ่ง ในหน่วยแพทย์หรือหน่วยปฐมพยาบาลในกรณีเช่นนี้จะมีทีมแพทย์ พยาบาล และเวชภัณฑ์การแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลักอยู่แล้ว แต่ภาวะฉุกเฉิน เร่งด่วน หรือการบาดเจ็บบางกรณี ต้องได้รับการดูแลรักษาเบื้องต้นก่อนส่งต่อโรงพยาบาล การได้มีโอกาสเข้าไปเป็นพยาบาลจิตอาสาในทีมทำให้ได้มีโอกาสได้ใช้องค์รู้และอุปกรณ์ถอนพิษบางอย่างของการแพทย์วิถีธรรม ช่วยเหลือดูแลจนผู้ป่วยในหน่วยปฐมพยาบาลซึ่งเป็นเสมือนห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บจากข้อเท้าแพลงปวดปูดบวมช้ำเขียว หกล้มก้นกระแทกหิน บาดเจ็บที่กระดูกและเส้นเอ็น ปวดบวมแดงร้อน เป็นลมหมู่หมดสติจากอากาศที่ร้อนเกิน ( H eat S troke ) ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลอักเสบปวดแดงร้อนจนเนื้อเยื่อดำคล้ำ ปวดแสบร้อนในตา น้ำตาแห้ง แพ้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ผื่นคันเรื้อรังที่ศีรษะ ผื่นลมพิษต่างๆ ปวดท้อง ท้องอืดเฟ้อ กรดไหลย้อน โรคกระเพาะ อาหารเป็นพิษ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นไข้สูงต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง ไอ เสียงแหบ พูดไม่มีเสียง ความดันโลหิตสูงขั้นวิกฤต หัวใจเต้นสั่นพลิ้วผิดจังหวะ แผลสด แผลเลือดออก และแผลอักเสบติดเชื้อ เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยต่างๆ เหล่านี้ สามารถผ่านพ้นภาวะวิกฤต ฉุกเฉิน หรือการบาดเจ็บ ณ ขณะนั้นไปได้ อย่างปลอดภัย และหายเป็นปกติได้ในระยะเวลาอันสั้น และไม่ต้องถูกนำส่งโรงพยาบาล หลักฐานเชิงประจักษ์ดังกล่าว ทำให้ทีมแพทย์แผนปัจจุบันและพยาบาลอาสาซึ่งเป็นมาทำงานเป็นจิตอาสาในหน่วยแพทย์หรือหน่วยปฐมพยาบาลในกรณีดังกล่าว ยอมรับและศรัทธาในวิธีการที่ประหยัด เรียบง่าย มีประสิทธิภาพสูง ได้ผลรวดเร็วและไม่เป็นโทษ นอกจากนี้ทีมแพทย์พยาบาลดังกล่าวยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การที่แพทย์วิถีธรรมยังไม่เป็นที่รู้จักหรือยอมรับอย่างกว้างขวางในวงสาธารณสุขอาจเป็นเพราะขาดโอกาสการเข้าถึง และการได้พบเห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ด้วยตนเอง และหากสามารถทำให้บุคลากรสาธารณสุขสามารถเข้าถึงได้เป็นวงกว้าง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประเทศได้มาก และประชาชนก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้ ทำให้ทีมแพทย์และพยาบาลอาสาในหน่วยปฐมพยาบาลกรณีดังกล่าว ศรัทธาและให้ความเชื่อถือในการแพทย์วิถีธรรม และร้องขอให้มีการจัดค่ายอบรมให้ทั้งกับทีมแพทย์และพยาบาลดังกล่าวในเวลาต่อมา ความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดค่าย 9 วัน เป็นการเพิ่มโอกาสและเวลาให้จิตอาสาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การดูแลตนเองร่วมกับผู้เข้าค่าย บนเวทีทำให้เกิด ทำให้เห็นประเด็นที่เป็นประโยชน์ ที่ปัญหาและแง่มุมที่หลากหลายอื่นๆ ในบริบทของแต่ละคน แต่ละพื้นที่ ในการใช้ยา 9 เม็ดที่น่าสนใจเช่น การใช้ยา 9 เม็ดของชาวต่างประเทศ ที่มาเข้าค่าย บริบทและวิถีชีวิตจริงจะแตกต่างกับคนไทย และคนไทยเหนือ กับภาคอื่นๆ บริบทก็ต่างกันไปการได้มาบำเพ็ญร่วมกันของจิตอาสาทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาการของจิตอาสาด้วยกัน ถ้าจะเพิ่มค่ายสุขภาพเฉพาะอาสา แล้วมีการแลกเปลี่ยนหรือพัฒนาองค์ความรู้และทักษะและเติมเต็มซึ่งกันและกัน ในเทคนิค 9 ข้อ ของจิตอาสา ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ในส่วนกรณีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการเข้ากลุ่มตอนเย็นของทุกวัน กลุ่มไม่ควรใหญ่เกินไป หรืออาจต้องใช้เครื่องเสียงช่วยในแต่ละกลุ่มเพราะจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หญิง อายุ 38 ปี จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมเชียงใหม่ ได้มีการประชุมร่วมกันหลังจากจบค่าย (ที่สำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอ สันทราย จังหวัด เชียงใหม่) เพื่อสรุปงาน สรุปกายใจ ลดความขัดแย้งในหมู่กลุ่ม และการปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อประโยชน์ต่อทุกคนในค่ายต่อ ๆ ไป เมื่อจิตอาสามาร่วมกันบำเพ็ญ แล้วร่างกายแข็งแรงขึ้นและเกิดความเจริญในธรรม จากที่เป็นผู้ป่วยมาก่อนก็มีอาการดีขึ้ น หลายคน รู้สึกตัวเองว่าโรคหาย ( มีคนหนึ่งเป็นมะเร็งระยะลุกลาม และได้ปฏิเสธการรักษาแบบแผนปัจจุบัน มาปฏิบัติตามเทคนิค 9 ข้อ มาร่วมบำเพ็ญกับกลุ่มในทุก ๆ ค่ายย่อย) จนปัจจุบัน ผ่านมาเข้าปีที่ 2 (มีนาคม 61) เค้าบอกว่า เค้าไม่ใช่ผู้ป่วยแล้ว มะเร็งปอดที่ลามไปต่อมน้ำเหลือง หยุดการกระจาย และเกือบจะไม่มีร่องรอยของโรคแล้ว การทำค่ายย่อย 2 วันในตัวเมืองเชียงใหม่ มีคนให้ความสนใจเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุผลว่า ค่ายใหญ่ 9 วัน เค้าไม่สามารถจัดสรรเวลาไปร่วมได้ตลอด เราจึงมีการจัดเป็ นประจำสม่ำเสมอเกือบทุก เดือนที่ ค่ายคุณธรรมหลังวัดอุโ มงค์ หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตำบล สุเทพ อำเภอ เมืองเชีย งใหม่ มีคน มาร่วมค่าย จำนวน 60- 180 คน มีกลุ่มคนสนใจทั่วไป กลุ่มผู้สูงอายุ ข้าราชการบำนาญ กลุ่มนักศึกษา และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีหลายคนรับแจกกิ่งก้านสมุนไปขยายพันธุ์ที่บ้าน (เช่น อ่อมแซบ ไชยา วอเตอร์เครส หญ้าม้า เสลดพังพอนตัวเมีย ) หลังจากนั้นได้นำเอาสมุนไพรกลับมาให้เราประกอบอาหารและแบ่งปันให้ชาวค่ายรุ่นน้อง นำกลับไปปลูกที่บ้านอีก เกิดเป็นวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปันกันต่อๆ ไป รวมถึงการมีห้องไลน์เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในระยะต่อเนื่องต่อไป หญิง อายุ 61 ปี จังหวัดนครราชสีมา ป่วยด้วยอาการเวียนหัว บ้านหมุน อ้วก เพราะวัยทอง นอกจากนั้นยังอ้วนและมีน้ำหนักเกิน ได้นำองค์ความรู้ของการแพทย์วิถีธรรม มาดูแลตนเอง เริ่มด้วย ทำใจว่า เพียงตั้งสติให้ดี ไม่ยังไม่ยอมไปหาหมอตามคำแนะนำของญาติ หันมาพึ่งตนก่อน เริ่มต้นด้วยการหยอดหูหยอดตาด้วยน้ำสกัดสมุนไพรฤทธิ์เย็น ทาน้ำมันเขียวที่กระหม่อม ขมับ แล้วกัวซาหัวจนถึงบ่าไหล่ หายใจลึกๆ ไม่ตกใจ ดื่มยอหอมร่วมด้วย นั่งกดจุดลมปราณที่แขน และขา แล้วนอนพัก ทำให้อาการเวียนหัวบ้านหมุนทุเลาเบาบางลง จนเป็นปกติได้ในวันนั้น ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปหาหมอ ไม่ต้องรบกวนคนอื่นให้ไปส่งที่โรงพยาบาล เพราะคิดได้ว่า การป่วยเพียงคนเดียว ทำให้คนในครอบครัวเหมือนต้องป่วยไปด้วย แถมต้องหยุดการหยุดงานมาเพื่อพาเราไปหาหมอเพียงคนเดียว แถมอาจมีโรคที่เครื่องมือหมอตรวจเจอมาให้เรากังวลใจอีก ซึ่งไม่มีทางออกที่มั่นใจได้ว่าจะรักษาได้หรือไม่ (เหมือนเป็นการเสี่ยง ดวงเลย) ขอขอบพระคุณหมอเขียวและจิตอาสาที่สอนให้เราเป็นหมอดูแลตัวเองได้ พึ่งตนเองได้ แถม สตังค์อยู่ครบ หญิง อายุ 47 ปี พยาบา ลวิชาชีพชำนาญการ จังหวัดลำพูน ข้าพเจ้าเจ็บป่วยและรักษาโรคภูมิแพ้มา ประมาณ 8 ปี โรคลำไส้แปรปรวน ประมาณ 7 ปี เป็นเนื้องอกในมดลูกขนาด 9 ซม มา 8 ปี หลังจากได้ใช้เทคนิค ของแพทย์วิถีธรรม ครั้งแรกเพียงแค่ดื่มน้ำคลอโรฟิลล์เพียง 3 เดือน จากนั้นไปตรวจกับแพทย์สูตินรีเวชนัดผ่าตัด ก็แจ้งงดการผ่าตัดเพราะขนาดเนื้องอกลดลง จากนั้นก็ดื่มนำสมุนไพรฤทธิ์เย็นมาตลอด ร่วมกับ ลดการทานเนื้อ นม ไข่ จนปัจจุบันขนาดเนื้องอกลดลง เหลือขนาด 2.5 ซม . ส่วนโรคลำไส้แปรปรวนซึ่งรักษาทานยาแผนปัจจุบันมาตลอด 7 ปี เพียงแค่อาจารย์สุเมธและอาจารย์ทัศบูรณ์แนะนำให้ดื่มน้ำหยวกกล้วย เพียงแค่ดื่มเช้า เย็น 2 วัน อาการดีขึ้นอย่างอัศจรรย์ จึงดื่มน้ำหยวกต่อจนครบ 7 วัน อาการหายสนิท จนไม่ได้ทานยาอีกเลย ได้นำหลักการแพทย์วิถีธรรมไปใช้ เกิดผลดีต่อสุขภาพของตนและคนในครอบครัว และได้ให้คำแนะนำแก่ผู้สนใจทั่วไป ได้ร่วมบำเพ็ญกับจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมลำพูในการจัดค่ายของจังหวัดลำพูน มาประมาณ 2 ปีกว่า จัดกิจกรรมตามแนวแพทย์วิถีธรรม ในสำนักงานเทศบาล หมู่บ้านที่รับผิดชอบ ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องแพทย์วิถีธรรมแก่หน่วยงานต่าง ๆ หญิง อายุ 53 ปี จังหวัด เชียงใหม่ อาการป่วย เป็นโรคเบาหวานมา 20 กว่าปี ค่าน้ำตาลขึ้น ๆ ลง ๆ โรคความดันโลหิตสูง เวียนหัวบ่อยมาก โรคเบาหวานขึ้นตา การมองเห็นไม่ชัดเจน ตาฝ้ามัวและเป็นโรคไตระยะที่ 4 ไม่มีแรง อ่อนเพลีย ผิวหนังแห้งและดำมาก รักษาโรคเบาหวาน รักษาตัวที่โรงพยาบาลในท้องถิ่น มาเป็นเวลา 20 กว่าปี โรคความดันโลหิตสูง ก็กินยาลดความดันมาตลอด อาการเวียนหัวบ่อย ๆ บางทีตื่นเช้ามาทำอะไรไม่ได้เลยเพราะเวียนหัวมาก ส่วนเรื่องตา ตอนแรกรักษาที่โรงพยาบาล แต่อาการแย่ลงไปเรื่อย ๆ คือ เริ่มมองไม่เห็น จึงเปลี่ยนการรักษา มารักษาที่คลีนิกเฉพาะทาง ผลการรักษาก็ไม่ดีขึ้น และค่าใช้จ่ายสูง ใช้ยาหยอดตาคุณหมอมาเป็นเวลา 2 ปี ผ่าตัดเปลี่ยนเลนซ์ตาสองข้าง ยิงเลเซอร์ตาบ่อยมาก และล่าสุดคือ ตาข้างขวามองไม่เห็นเลย คุณหมอบอกว่าเส้นเลือดฝอยในตาแตก ต้องฉีดยาเข้าลูกตา แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ตามัวเหมือนเดิม ส่วนโรคไต คุณหมอบอกว่า ไตไม่สามารถขับของเสียออกมาได้ ต้องฟอกไต แต่ตอนนี้คนไข้โรคไตเยอะมาก ต้องจองคิวไว้ก่อน พอถึงคิวก็ฟอกได้เลย ตอนนั้นเครียดมาก เพราะไม่อยากฟอกไต และก็บอกกับทุกคนว่าจะไม่ฟอกไต จะขอตายอยู่บ้านไม่อยากไปรักษาตัวที่ไหนแล้ว การปฏิบัติตัวหลังพบแพทย์วิถีธรรม ครั้งแรกที่ได้รับการอบรม ก็นำเทคนิก 9 ข้อ มาปฏิบัติเลย ปฏิบัติครบทุกข้อ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ปรับเปลี่ยนทันที ตอนนี้เลิกกินยาแผนปัจจุบัน แล้วปฎิบัติเทคนิก 9 ข้ออย่างสม่ำเสมอ รู้สึก แข็งแรง มีกำลัง เบาตัว ความเครียดเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ก็หายไป ส่วนตา ก็เลิกใช้ยาหยอดตาของคุณหมอ และเปลี่ยนมาใช้น้ำสกัดและน้ำปัสสาวะหยอดตาแทน ตอนนี้การมองเห็นชัดเจนขึ้นมากค่ะ และอาการตามัวก็หายไปค่ะ ส่วนเรื่องโรคไต ตอนนี้อาการอ่อนเพลียก็ไม่มีเลย เริ่มมีแรง ผิวหนังที่แห้งๆ ดำๆ ก็ผลัดเซลล์ใหม่ ชุ่มชื่นและขาวขึ้น อาการคันตามตัวก็หาย ไม่รู้สึกคันแล้วเพราะใช้น้ำปัสสาวะทาผิว เช้าเย็น และล่าสุดคุณหมอมาบอกว่า ค่าการทำงานของไตดีขึ้นไม่ต้องฟอกไตแล้ว หมอขอยกเลิกคิวฟอกไตที่จองไว้ และบอกว่ายาที่หมอให้ไปได้ผลดี และยังชมว่าปฏิบัติตัวควบคุมอาหารได้ดีมาก แท้จริงแล้วเราเลิกกินยาที่หมอให้มานานแล้ว ตอนนั้นอยากจะบอกคุณหมอว่าเราไม่ได้กินยาของคุณหมอเลย แต่เราหันมาใช้แพทย์ทางเลือก คือ แพทย์วิถีธรรม แต่ก็ไม่ได้บอก เพราะกลัวคุณหมอจะยังไม่เปิดใจ สุดท้ายต้องขอกราบคุณหมอเขียวค่ะ ที่ให้ชีวิตใหม่ และจะเดินหน้าลดละกิเลสให้มากที่สุดค่ะ และขอขอบคุณ อาจารย์สุเมธ อาจารย์ทัศบูรณ์และทีมงานจิตอาสาทุกท่านค่ะ โดยเฉพาะ อาจารย์สุเมธที่เมตตาให้คำปรึกษาในช่วงที่ป่วยและช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านค่ะ ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ หญิง อายุ 56 ปี อาชีพพยาบาล จังหวัด ลำพูน อาการป่วย เมื่อ 3 ปีก่อน มีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื ่นไส้ทุกวัน ทานยาแก้วิงเวียนที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ทุกวัน ๆ ละ 1 เม็ด แต่ต้องทนกับอาการข้างเคียงของยาคือ ง่วงมาก ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เบล อ ๆ ตลอด จนทนไม่ไหว ไปตรวจที่โรงพยาบาล ลำพูน แพทย์วินิจฉัย ว่าเป็น น้ำในหูไม่เท่ากัน ให้ยาแก้วิงเวียน และยาเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ทานมา 2 เดือน อาการทุเลา แต่ก็ยังคงมีวิงเวียนเล็กน้อยไม่หายขาด ก็ไปรักษาอีกหลายครั้งตามแพทย์นัด จนต้นปี ที่แล้ว วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อย่างหนัก ทานยาเ ดิมไม่ทุเลา สามีเลยพาไปรักษาที่โรงพยาบาล มหาราชเชียงใหม่ แพทย์ตรวจทุกระบบ ทั้งตา หู และระบบประสาท ผล ปกติทุกอย่าง แพทย์ก็เลยรักษาตามอาการ ให้ยาแก้วิงเวียน และยาระบบประสาท อาการก็แค่ทุเลา บางวันเวียนศีรษะมากก็ต้องทานยา ของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพิ่ม ถึงจะทุเลา แต่ก็ง่วง จนทำงานไม่ไหว ทนทุกข์กับอาการป่วย จนบางครั้งท้อและเบื่อหน่ายมาก จนคิดลาออกจากงานเลยค่ะ แต่เหมือนมีบุญอยู่บ้าง เมื่อได้รับคำแนะนำจากน้องทองเพ็ญ พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลป่าซาง ให้ไปเข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัด ลำพูน หลังจากนั้นพอมีความรู้เรื่องยา 9 เม็ดก็นำมาปฏิบัติ โดยเริ่มจากดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุล ดีท้อกซ์เช้าเย็น พอกหน้า และปรับเรื่องอาหาร กัวซา ปฏิบัติแบบไม่ครบทุกข้อนัก ต่อมาไม่นานก็ตัดสินใจลองดื่มน้ำปัสสาวะ เริ่มจากเอามาผสมกับน้ำสมุนไพรและผสมน้ำเย็น กินวันละ 3-5 ครั้งเลยค่ะ เวลาผ่านไป 2 เดือน อาการวิงเวียนคลื่นไส้ ค่อย ๆ ดีขึ้น และ ไม่นานก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ ยาที่ได้มาครั้งสุดท้ายก็ไม่ได้กินเลยค่ะ ดีใจสุด ๆ เลยค่ะ วิบากกรรมของดิฉันยังไม่หมดค่ะ เมื่อเดือนพฤศจิกายนรู้สึกคันรอบๆ หัวนมและมีแผลกว้าง ประมาณ 1 เซ็นติเมตร ตอนนั้นคิดว่าคงจะเป็นเชื้อราที่ผิวหนัง เลยทายา รักษาเอง อาการคันและแผลก็ดีขึ้น แต่ก็กลับเป็นอีก เป็น ๆ หาย ๆ เลยไปตรวจที่คลินิกพิเศษศรีพัฒน์ จังหวัด เชียงใหม่ แพทย์ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ผลตรวจเป็นมะเร็งชนิดหนึ่ง แพทย์วางแผนรักษาด้วยคีโม และ อาจฉายแสง ตอนนั้น ช็อค เหมือนโลกหยุดหมุน ร้องไห้หนักอยู่หลายวันกว่าจะตั้งสติได้ และเริ่ม ค้นในอินเตอร์เน็ต หาข้อมูลและกำลังใจ และตัดสินใจจะ ใช้ยา 9 เม็ดของแพทย์วิถีธรรมในการรักษา จะไม่ทำคีโม ไม่ฉายแสง คราวนี้เอาจริงเลยค่ะ ทำครบทั้ง 9 เม็ดโดยเฉพาะอาหาร รับประทานแต่ผั ผลไม้ฤทธิ์เย็นเท่านั้น และดีท็อกซ์ พอกหน้าทุกวัน ออกกำลังกาย ไปเดินเร็วที่สนามกีฬาทุกเย็น ดื่มน้ำปัสสาวะ และเอาน้ำปัสสาวะทาแผลทุกวัน รวมทั้งหมั่นทำบุญ ทำทาน ซึ่งปกติก็ชอบทำบุญอยู่แล้วค่ะ ทำจิตใจให้ปล่อยวาง ไม่เครียด จนเมื่อปลาย เดือนมกราคมที่ผ่านมา ไปตรวจเอกซเรย์เต้านม MRI และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปอด ผลปกติ ทั้งหมดค่ะ...ดีใจมากๆๆๆ ...เป็นบุญใหญ่หลวงที่ได้มาเจอแพทย์วิถีธรรม และอาจารย์ ดิฉันตั้งจิตว่า จะนำประสบการณ์ที่ประสบมา ไปแนะนำและช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้เขาหายป่วยและมีความสุขค่ะ ดิฉันขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์หมอเขียวที่เผยแผ่ความรู้อันวิเศษนี้แก่เพื่อนมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความเจ็บป่วย และขอบคุณอาจารย์พร้อมทีมงานภาคเหนือทุกท่าน ที่ช่วยแนะนำและเป็นกำลังใจค่ะ ชาย อายุ 44 ปี จังหวัด แพร่ เดิมรับราชการทหารที่ค่ายทหารพิษณุโลก ขณะน ี้โอนย้ายมาทำงานฝ่ายป้องกันองค์การ บริหารส่วนตำบล ตำหนักธรรม อำเภอ หนองม่วงไข่ ป่วย ด้วยธัยรอยด์เป็นพิษ รักษาที่โรงพยาบาล แพร่ ประมาณ 5 ปี กินยาวันละ 5 เม็ด อาการไม่ดีขึ้น แ พทย์เขียนใบส่งตัวไปกลืนแร่ที่โรงพยาบาล มะเร็งลำปาง แต่ไม่ยอมไปตามใบสั่ง ได้ศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางแพทย์วิถีธรรมจาก ยูทูป โดยเริ่มตั้งแต่เดือน มิถุนายน 25 59 ยาเม็ดแรกที่ใช้คือเม็ดที่ 1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล และเม็ดที ่ 2 การกัวซาขูดพิษขูดลม ส่วนโยคะก็ทำเท่าที่ทำได้ ออกกำลังกายด้วยการทำงานในนาในสวนเป็นประจำ งดอาหารปรุงแต่งและเนื้อสัตว์ กลับไปตรวจเลือดซ้ำหลัง 1 เดือนผลเลือดดีขึ้น แพทย์นัดอีก 4 เดือน ปฏิบัติตามแพทย์วิถีธรรมเท่าที่ได้เรื่อยมา พอถึงนัดตรวจ 4 เดือนผลเลือดดีขึ้น แพทย์ลดยาลงเหลือ 3 เม็ด ถึงเดือนที่ 9 ผลเกือบปกติ ลดยาเหลือ 1 เม็ด นับแต่นั้นจึงหยุดยาหมอ เดือนมีนาคม 60 มีโอกาสเข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมครั้งแรกที่ฮอมบุญอโศก จังหวัด แพร่ และไปช่วยบำเพ็ญที่ค่ายเชียงใหม่ และเชียงราย ขณะนี้ผลเลือดอยู่ในระดับปกติแพทย์จึงงดให้กินยา ไปขอตรวจเลือดอีกครั้งแต่แพทย์ไม่ได้ตรวจให้ โดยบอกว่าเป็นปกติแล้ว ชาย อายุ 62 ปี มีอาการนอนไม่หลับ พูดวนซ้ำไปซ้ำมา ไปหาหมอ หมอก็ให้ยามาทาน แต่อาการไม่ดี ขึ้น หลังจากได้ศึกษาเทคนิค 9 ข้อของแพทย์วิถีธรรม เริ่มดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ทำดีท้อกซ์ และกัวซา หัวบ่อย ๆ สวดมนต์ทำสมาธิทุกวัน งดอาหารที่เคยชอบทานคือข้าวนึ่ง ไส้อั่ว ลดอาหารฤทธิ์ร้อนด้วย อาการเขาดีขึ้น รู้สึกสบายขึ้น รู้ตัวว่าสาเหตุมาจากเป็นเครียดเกินไป นอกจากนั้นยังมีอาการแสบตา ตาสู้แสงไม่ได้ ไปหาหมอ ตั้งแต่ปี 2556 หมอให้ใช้ยาหยอดตา ใช้แล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงเปลี่ยนหมอ หมอก็ใช้วิธีเดียวกัน ให้หยอดทุกวัน วันละ 1 หลอด หยอดกี่ครั้งก็ได้จนหมดหลอด หยอดมานาน 5 ปี ไปพบหมอมา 5 โรงพยาบาล อาการไม่ดีขึ้น จนมาพบจิตอาสาหมอเขียว ได้เรียนรู้เรื่องการหยอดตาด้วยน้ำสกัดย่านาง ได้ใช้น้ำสกัดย่านางหยอดรู้สึกดีขึ้น แต่ก็ยังแสบอยู่บ้าง ได้เรียนรู้เรื่องน้ำปัสสาวะ จึงใช้น้ำปัสสาวะหยอด ดีขึ้นอีก แต่ก็ยังไม่หายสนิท หลังจากได้คุยกับจิตอาสาอีก กลับไปทำใหม่คราวนี้ใช้น้ำปัสสาวะ ครึ่งคืน คือเก็บน้ำปัสสาวะตอนกลางคืนไว้ รุ่งขึ้นก็ใช้ล้างตา ไม่กล้าใช้ที่เก็บนานกว่านั้นเพราะ จิตอาสาบอกว่า ยิ่งเก็บนานยิ่งแสบ วิธีการล้างก็คือใช้ถ้วยล้างตาใส่น้ำปัสสาวะมาแล้วลืมตาในน้ำปัสสาวะ แหงนหน้าขึ้น นับ 1-100 ทำตาซ้าย แล้วก็ไปทำตาขวา ทำทุกวันตาดีขึ้นเรื่อย ๆ 2 เดือนผ่านไป ก็หายแสบตา หญิง อายุ 65 ปี มีอาการผื่นคันขึ้นตามตัว และฉี่บ่อยมาก เป็นมานาน ต้องทานยาและใช้ยาทาเป็น ประจำ เมื่อปี 2556 ได้เรียนรู้เทคนิค 9 ข้อของแพทย์วิถีธรรมที่สวนสร้างบุญ อำเภอ บ้านโฮ่ง จังหวัด ลำพูน หลังอบรมก็หยุดทานยา หยุดใช้ยา หันมาดื่มน้ำสมุนไพร ดีท้อกซ์และกัวซาตัวเองบ่อย ๆ รู้สึกดีขึ้น แต่ก็ยังมีอาการคันอยู่บ้าง จนเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 วันแต่งงานของลูกชายคนเล็ก มีอาการปัสสาวะไม่ออกไม่ออก จึงไปหาหมอ หมอใส่สายสวนให้ และนัดให้ไปตรวจ หลังการตรวจอีกครั้ง หมอบอกว่าคงต้องผ่าตัด แต่จะผ่าตัดให้ในเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2561 ทนอยู่ในสภาวะนั้นมานาน 3 เดือน ขณะรอผ่าตัดในอีก 4 เดือนข้างหน้า รู้สึกทรมานมาก เฝ้าอธิษฐานว่าจะมีวิธีใดบ้างหนอ ที่จะรักษาอาการได้ แล้วก็ได้คุยกับจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมอีกครั้ง จิตอาสาได้แนะนำให้เขาใช้เทคนิค 9 ข้อ จึงนึกขึ้นได้ว่าทำไมลืมวิธีของ อำเภอ หมอเขียวเสียสนิท รุ่งขึ้น จึงปฏิบัติทันที ได้แก่ ( 1) ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นแทนน้ำ ( 2) กัวซา คนที่กัวซาให้ไม่เคยเรียน ให้เขาดูตามยูทูป ( 3) สวนล้างลำไส้ ( 4) แช่มือแช่เท้า ( 5) กดจุดลมปราณ เริ่มทำตั้งแต่เช้า ผ่านไปไม่ถึง 1 วัน ประมาณแค่บ่าย 2 โมง ก็ปัสสาวะ ได้เอง แล้วค่อย ๆ สบายขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ได้แง่คิดว่า เมื่อวิบากร้ายส่งผล มันก็ นึกอะไรไม่ออก หยิบจับอะไรไม่ถูก แต่พอรับผลวิบากนั้นแล้ว ถึงคราววิบากดีส่งผล ทุกอย่างก็ง่ายไปหมด หญิง อายุ 57 ปี จังหวัด ลำพูน มีอาการออกร้อนตามตัว มีตุ่มเล็ก ๆ ตามผิว มีผื่นแดงบริเวณรอบ ๆ ลำคอ และปวดม ากตามร่างกาย หมอบอกว่าเป็นโรคสะเก็ดเงิน เป็นมานาน........ ทานยา และทายาที่หมอให้มาก็ไม่หาย พอได้มาอบรมแพทย์วิถีธรรมที่บ้านหนองเต่า ลำพูนก็นำไปปฏิบัติ คือ ทานอาหารจืดปรุงด้วยเกลือ ดื่มปัสสาวะ ทาผิวด้วยน้ำปัสสาวะ รู้สึกดีขึ้น ต่อมาได้ไปเข้าค่าย 9 วันที่ดอยรายปลายฟ้า เชียงราย วันแรก ๆ ยังปวดมาก ตั้งใจจะไม่ทานยาแก้ปวด พอได้กัวซาก็คลายลงไปบ้าง ก็พยายามทำกัวซาอีก ดีทอกซ์ด้วยอีก ทานอาหารของค่าย ผ่านไป 3 - 4 วันผื่นแดงรอบ ๆ ลำคอ สีซีดลง รู้สึกเบาตัว อาการปวด อาการร้อน เบาลง สบายขึ้น ทำให้มีกำลังใจ ว่าเราคงจะหายด้วยวิธีนี้แน่ ๆ หลังจากจบค่าย กลับมา อยู่ที่บ้านจึงตั้งใจทำต่อ ยังทานจืดเหมือนในค่าย และถอนพิษด้วยวิธีอื่นเท่าที่ได้ แล้วพบว่า การแช่ตัวด้วยน้ำปัสสาวะนั้นดีมาก อาการต่าง ๆ ลดลง ทำให้สบายตัวมาก ทุกวันนี้ยังทำอยู่ ชาย อายุ 62 ปี จังหวัด เชียงใหม่ เดิมป่วยเป็นโรคตาเป็นต้อเนื้อ แล้วไปพบแพทย์ว่าจะทำการผ่าตัดต้อเนื้อที่ตา แพทย์บอกว่าผ่าแล้วเดี๋ยวก็กลับมาเป็นใหม่ได้อีก ก็เลยตัดสินใจไม่ผ่า แล้วมารักษาตามแนวแพทย์วิถีธรรม โดยใช้น้ำปัสสาวะของตัวเองหยอดในเวลาตอนเช้าและตอนเย็นเป็นประจำทุกวัน แล้วอาการของตาต้ อเนื้อก็ดีขึ้น และทุกวันนี้ก็ยังใช้น้ำปัสสาวะของตัวเองหยอดตาอยู่เสมอ ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อยาหยอดตา ราคาแพง ๆ แล้วนอกจากนั้น ยังดูแลสุขภาพด้วยการทำดีท้อกซ์ บ่อย ๆ ครั้งละ 3-4 ขวด ออกกำลังกายเดินเร็วทุกวันตอนเช้า ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ชาย อายุ 67 ปี จังหวัด ลำพูน อดีตเป็นข้าราชการครู เคยดื่มเหล้ามานาน พยายามเลิกมานับ 10 ครั้ง แต่เลิกไม่ได้ ร่างกายอ่อนเพลีย มักง่วงนอนเหมือนคนขี้เกียจ ต่อมาป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี หมอบอกว่าโรคนี้ไม่หาย ต้องทานยาไปตลอด เพื่อน ๆ ที่อายุเท่ากัน ต่างก็เสียชีวิตไปหลายคน รู้สึกท้อแท้ กังวล แต่โชคดีที่วันหนึ่งได้เจอกับจิตอาสาหมอเขียวในงานศพ หลังจากคุยกันและได้ทราบเรื่อราวของแพทย์ วิถีธรรม จึงตัดสินใจเข้าอบรม 5 วัน ทำให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นทั้งวิธีถอนพิษจากร่างกายและการพิจารณาธรรมะ เมื่อจบค่ายจึงตั้งใจว่าจะไปปฏิบัติให้ร่างกายดีขึ้นแล้วจะมาเป็นจิตอาสา และสามารถหยุดเหล้าได้ทันที แล้วพยายามปรับวิถีชีวิตโดยใช้วิธีของแพทย์วิถีธรรมมาปฏิบัติ พบว่าร่างกายดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้นประมาณไม่ถึงเดือน ได้ไปตรวจตามหมอนัด พบว่า ไม่พบไวรัสตับอักเสบ หมอบอกไม่พบจริง ๆ รู้สึกดีใจมาก ๆ มันเป็นไปได้จริง ๆ ตอนนั้นทั้งดีใจ ทั้งมีกำลังใจมากขึ้น ตอนเช้าก็ตื่นแต่เช้า มาสวดมนต์ไหว้พระ ตักบาตรทุกวัน ไปทางไหนคนก็นับถือมากขึ้น พูดอะไรคนก็ฟัง ก็เชื่อ คนในครอบครัวก็เชื่อถือ ลูก ๆ ดีใจที่พ่อเลิกเหล้า ทุกคนมีความสุขมากขึ้น นอกจากปฏิบัติแล้วก็ยังไปเป็นจิตอาสาช่วยทีมงานลำพูนจัดค่ายเกือบทุกครั้ง พบว่าสิ่งดี ๆ เริ่มเข้ามาในชีวิต ความรู้ทางธรรมะ ที่เมื่อก่อน ไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยได้เข้าร่วม ก็ได้เข้าร่วมมากขึ้น ได้ฝึกใจ ได้พิจารณาธรรมะมากขึ้น ทุกวันนี้มีความสุขมาก ได้ทำงานเพื่อส่วนรวมมากขึ้น ล่าสุดได้รับเลือกเป็นประธานชมรมผู้สูงอายุ ตำบลเหล่ายาว อำเภอ บ้านโฮ่ง จังหวัด ลำพูน หญิง อายุ 53 ปี จังหวัด ลำพูน มีอาชีพเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า และเป็นช่างเย็บผ้า ตลอดชีวิตทำงานมาไม่มีประวัติป่วยเป็นอะไร แต่วันหนึ่งรู้สึกว่ามีก้อนที่เต้านม จึงไปพบหมอ หมอบอกเป็นมะเร็งเต้านม ต้องผ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive