แยกกายแยกจิตอย่างไรให้ถึงอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
แยกกายแยกจิตอย่างไรให้ถึงอรหันต์ _สู่แดนธรรม... ที่ถามว่า คุณพูดผิด การกินหมากมันเรื่องของกาย เหมือนคุณหิว คุณกิน ก็ไม่ใช่เพราะจิตหรอที่อยากกินข้าว อยากหยุดกระหายข้าว ขันธ์ 5 มันว่าเรื่องของกายและใจ ธรรมชาติของกายและใจเป็นแบบไหนก็เป็นอย่างที่มันเป็นของโลก ถ้าพูดแบบนี้ คุณห้ามกินข้าวนะถ้าคุณหิว เพราะนั่นก็คือกิเลสคือความอยาก เหมือนกัน #กรุณาแยกด้วยนะว่า อาการของจิต กับการหลงไปกับจิต พ่อครูว่า... อันนี้คุณไม่มีสามารถมีความหยั่งรู้ได้ว่าอาตมาไม่หิว ไม่มีความอยากกินข้าว คุณไม่มีสิทธิ์รู้หรอกมันเป็นอจินไตย มันเป็นปัจจัตตังของอาตมา อาตมาเป็น อาตมาไม่เคยอยากกินข้าว ช่วงที่อาตมาบรรลุแล้วนะ คุณไม่รู้สัญญา ไม่รู้เวทนาของอาตมา อาตมาไม่ได้อยากกินข้าว ไม่ได้หิวข้าว ซึ่งยากที่จะเข้าใจ แต่คุณเดาเอาตามที่คนเดา คุณเป็นไม่ได้หรอกที่จะไม่อยากหิวข้าว ภูมิของคุณไม่ถึงหรอก สู่แดนธรรม... ตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า พระขีณาสพสิ้นแล้วซึ่งความกระหาย พ่อครูว่า... ใช่ ไม่มีความกระหายอยากกิน รู้แต่ว่าไม่กิน มันก็วางลง สังขารมันก็ซูบซีดลงมันก็น้อยลงเป็นธรรมดาธรรมชาติก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง สักวันหนึ่งมันก็ตาย มันก็แห้งหายตายไปหยุด หมดแรง มันก็เป็นธรรมดา ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นที่บอกว่า ขันธ์ทั้ง 5 มันว่าเรื่องของกายและใจ คำว่ากายและใจคุณพูดมาเป็นคำที่ 2 แล้วนะ เมื่อกี้นี้คุณบอกว่าการกินหมากเป็นเรื่องของกาย แล้วคุณเข้าใจคำว่ากายไหมอาตมาอธิบายว่า กายมันมี 2 อย่างต้องมีใจด้วย กายไม่มีใจเป็นประธานไม่ได้ ใจนี้ใหญ่กว่ากาย แต่ต้องมีกาย แล้วกายนี้จะต้องมีกับใจคู่กันอยู่เสมอแยกกันไม่ได้ ทุกวันนี้จึงได้แยกผิดกันใหญ่แยกกายกับใจออกเป็น 2 อย่าง แยกกันโดยไม่เข้ามาร่วมกันด้วยนะ อันนี้แหละเป็นโม
อ่านต่อ
ฆะบุรุษ เป็นมิจฉาทิฐิที่หมดสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรม เพราะฉะนั้นธรรมชาติของกาย เป็นแบบไหนก็เป็นแบบอย่างที่มันเป็นของโลก คุณหมายถึงพูดคำกลางๆว่าโลก โลกหมายถึงโลกีย์ก็ถูกแล้ว ถ้าหากโลกุตระแล้วมันเข้าใจการเป็นกายการเป็นจิต โลกุตรจิตจะเข้าใจ ถ้าคุณพูดอย่างนี้ คุณห้ามกินข้าวนะถ้าคุณหิว ตกลง ถ้าหิวอาตมาก็ไม่กิน แต่อาตมาไม่หิว แต่เขาเอามาให้กินควรกินอาตมากินได้นะ เพราะอาตมาไม่ได้กินด้วยความหิวอย่างที่คุณว่า ที่บอกว่าเป็นกิเลสความอยากมันก็ใช่ความหิว เป็นกิเลสของความอยาก ความรู้คู่ควร ควรกินกับไม่ควรกินนั่นไม่ใช่กิเลส เพราะนั่นคือ กิเลสคือความอยากเหมือนกันบชก็เพราะว่าคุณยังแยกไม่ออกเลยว่า ไม่หิว ไม่อยาก แต่ควรกิน กับหิว อยาก ที่เป็นกิเลส คุณก็ยังไม่รู้ แล้วคุณไม่มีสิทธิ์รู้ว่าคนไม่อยากไม่หิวมีอยู่หรือ มี อาตมานี่ไง สู่แดนธรรม... หมากพลูเป็นสิ่งที่ไม่ควรเอาเข้าสู่ร่างกายเหมือนกับข้าวเลย แต่คุณจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันว่าความต้องการข้าวกับความต้องการหมาก มันเป็นเรื่องของกายเท่านั้น จะอ้างเป็นเรื่องของกายหรือเรื่องของจิตหรือเรื่องของขันธ์ 5 กันแน่ พ่อครูว่า... เขาทิ้งท้ายด้วยคำว่า กรุณาแยกด้วยนะ อาการของจิต กับการหลงไปกับจิต ดีคุณใช้ภาษานี้ก็ดี อาการจิต กับการหลงไปกับจิต นี่ เขาแยกแตกต่าง การตามความกำหนดหมายของเขา อาตมาก็กำหนดหมายตามที่เขาเขียนมา อาการของจิต ที่มันเป็นจริงอยู่กับการหลง หลงไปกับอาการของจิต เพราะฉะนั้นถ้าใครสามารถเข้าใจอาการของจิต มันก็เป็นความจริงของอาการของจิต เป็นเช่นใดมันก็เป็นเช่นนั้น คุณเป็นคน คุณยังไม่ตาย คุณยังมีชีวิต มีชีวะ มีภูมิปัญญาพอ จะรู้จักอาการของจิต อาการนี้ต่างกันกับอาการอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ลิงค หรือเพศ นิมิต คือเครื่องหมายของอาการนั้นๆ กำหนดให้รู้ให้ตรงตาม อุเทส ตามภาษาที่อาตมาพูดก็ดี คุณพูดก็ดี ใครพูดก็ดีที่ชี้แจงออกมานั้น มันตรงกันไหมล่ะ ตรงกันไหมล่ะว่าอาการเดียวกันนิมิตเดียวกัน หรืออาการต่างกัน กับนิมิตต่างกัน แยกได้ไหมล่ะ ถ้าอยากได้ก็รู้จัก 2 รู้จักการต่างกันมันต้องมี 2 อาการที่ไม่ต่างกันมี 1 มีนิพพานอย่างเดียว 0 ไม่ใช่ 1 ไม่ใช่ 2 แต่ 0 อย่างเดียว คือสูญ หมดจากความไม่รู้ 0 หมดจากความจริงที่จะมาแย้งกัน มันลงตัวคือ 0 มันไม่มี 2 ไม่มี 1 ด้วย สภาวะอย่างนี้ คุณมีสภาวะกับพยัญชนะภาษาบอกว่า 0 บอกว่า 1 บอกว่า 2 ไหมล่ะ ถ้าคุณมีความรู้สภาวะ และพยัญชนะมันลงกัน คุณก็จบ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ท่านลงกันตรงที่สัจจะมีหนึ่งเดียวคือนิพพาน ก็จบด้วยกันทั้งคู่พระอรหันต์ด้วยกัน คนไม่ใช่อรหันต์ก็แย้ง คนยังไม่ใช่เป็น 1 ด้วยกันก็แย้ง มันไม่ใช่เรื่องแปลกไม่ใช่เรื่องพิสดารไม่ใช่เรื่องประหลาด แต่มันเป็นเรื่องจริงๆต้องเป็นธรรมดาธรรมชาติอย่างนั้น (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... ในข้อสุดท้าย เขาขอร้องพ่อท่านว่า กรุณาแยกแยะอาการของจิต ซึ่งเป็นตัวอาการแท้ๆ ไม่ใช่อาการที่มีกิเลสปรุงแต่งสังขารด้วย เท่าที่ผมรู้มา ครูบาอาจารย์ที่เคยพาหลงไปกับอาการของจิตมากเลย ในขั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอยู่ในอาการนั้นแล้ว ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสัญญาหรือไม่เป็นสัญญากันแน่ สายวัดป่าทั่วไปจะออกจากตรงนี้ไม่ค่อยได้ พ่อครูว่า... ไม่ได้ เพราะสายหลับตาปฏิบัติไม่ได้ปฏิบัติด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 ไปตามลำดับขั้นตอนเหมือนของพระพุทธเจ้าตรงกับของพระพุทธเจ้า จะไม่มีทางที่จะลงเอยด้วย วิญญาณฐิติ 7 มีกาย มีสัญญา กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน ถ้าเผื่อว่าเป็นสัตตาวาส อยู่ เป็นสัตตาวาสข้อที่ 4 เหมือนกับวิญญาณฐีติ 7 ข้อที่ 4 เหมือนกัน แต่ของสัตตาวาสนั้นยังมิจฉาทิฏฐิ แม้จะเป็นกายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน ก็ยังมิจฉาทิฏฐิ ในสัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 นั้นกายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน แต่สัมมาทิฏฐิ ไม่มิจฉาทิฐิแล้ว ท่านก็ยกตัวอย่างเหมือน สุภกิณหา เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ผู้ที่สัมมาทิฏฐิก็จะเห็น กิณหา แปลว่ามืด แปลว่าดำ ผู้ที่สัมมาทิฏฐิแล้ว จะเห็นความมืด ความดำ เป็นความมืดความดำ ด้วยปัญญา ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิอยู่ ในสัตตาวาสข้อนี้ก็จะเห็นความมืดความดำเหมือนกัน กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกันแต่ทิฐิคนละอย่าง ความเห็นความเข้าใจคนละอย่าง เห็นความมืดความดำเป็นลักษณะของจิต ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิทำจิตให้มืดให้ดำ ส่วนของวิญญาณฐีตินั้น ทำวิญญาณของตนนี้ แยกมืดแยกดำออก มีสว่างกับมืดกับดำ เพราะฉะนั้นความมืดก็รู้ว่ามืด มืดคือไม่มีแสง ดำคือไม่มีแสง ส่วนความสว่างนั้นมีแสง เพราะฉะนั้นคุณหลับตาลงก็มืด ไม่มีแสง ก็สัมมาทิฏฐิ ลืมตาขึ้นมาก็มีแสงก็สว่าง แต่คุณแยกสว่างลืมตาหลับตาไม่ได้ คุณไปทำความสว่างในความหลับความสว่างอยู่ในการหลับตา เป็นอุปาทานทั้งนั้น จริงๆแล้วหลับตาลงก็มีแต่ความมืดอย่างเดียวสำหรับผู้ที่บรรลุธรรมสมบูรณ์แบบหลับตาก็มืด ยิ่งอยู่ในภาวะที่มืด แสงสว่างไม่มีอยู่ในที่มืด หลับตาลงก็มืดจริงๆไม่มีอะไร แต่ถ้ามีแสงสว่างเกิดขึ้นในภพในความมืดในจิต มันจะเป็นอุปาทานทั้งนั้น มากน้อยก็แล้วแต่เป็นแสงเป็นสีอะไรต่ออะไรต่างๆนานาด้วย แล้วนึกว่าตัวเองเห็นแสงเห็นสีโง่ซ้อนอีก แล้วหลงว่ากูเก่ง แต่ขยายแสงขยายสีได้อีก ยิ่งบ้ากันไปใหญ่เลย สู่แดนธรรม... ถ้าถึงจุดนั้นต่อมใต้สมองจะหลั่งสารเคมีให้เห็นอย่างนั้นครับ ต้องทำสมาธิให้ถึงขนาดสมองหลั่งสารเคมีออกมาให้เห็นแสงออร่า สุดท้ายนิ่งจริงๆจะเห็นสีขาว เป็นเรื่องของสารเคมีในสมองครับ พ่อครูว่า... อธิบายไปอาตมาไม่รู้วิทยาศาสตร์ คุณเก่งกว่าอาตมา อาตมาไม่รู้หรอกที่คุณพูด สู่แดนธรรม... ผมไปคบหากับพวกที่เป็นคุณหมอเรียนรู้มามากก็มาตอบให้กับพวกที่นั่งสมาธิครับ พ่อครูว่า... อันนี้เป็นความหลงในจิตใช่ พูดไปถึงขั้นอาสวะ ยิ่งยากที่จะพูดกันเข้าใจได้ง่ายๆ ดับอาสวะสิ้น เริ่มต้นตั้งแต่คำว่า “กาย” สังโยชน์ข้อที่ 1 กว่าจะถึงอวิชาสวะ ยากมาก ศาสนาพุทธทุกวันนี้เสื่อมถึงขั้นคำว่า“กาย”ก็ไม่สัมมาทิฏฐิกันแล้ว ตอนช่วงหลังนี้อาตมาหยิบคำว่า “กาย”ขึ้นมาขยายความให้รู้ ให้เข้าใจถึงคำว่า “กาย”ในสัจธรรมโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า มันตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงปลายสุด เริ่มต้นคือ 1.ต้องพ้นสักกายทิฏฐิ ตามสังโยชน์ข้อที่ 1 2. ต้องแยกกายแยกจิตโดยต้องรู้จักมูลกรรมฐาน 5 เมื่อใดจิตของเราเป็นกาย เมื่อใดจิตของเราไม่เป็นกาย จิตของเรา ลดฐานะจาก จิตมาเป็นพีชะ พีชะไม่มีกายแล้ว กายต้องมีเวทนาร่วมด้วย มีเวทนามีวิญญาณ แต่เป็นพีชะแล้วไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณก็มีแต่สัญญากับสังขาร ผู้ที่รู้อย่างนี้ก็เข้าใจแยกกายแยกจิต ที่พระพุทธเจ้าท่านให้อ่านจาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ซึ่งมันมีสภาวะจริงอยู่ในนั้น คุณจะรู้สึกเองได้ แยก อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามได้ด้วยกรรม แล้วจะทรงไว้ด้วยธรรมะอย่างไร แต่ ที่จะศึกษาคือเมื่อใดเป็นอุตุนิยาม เมื่อใดเป็นพีชะ เมื่อใดเป็นจิต ลองแยกที่เล็บดู ผมแยกยาก ขนก็ยาก ฟันก็ยาก ผิวหนังยิ่งละเอียดยิ่งยาก เอาที่เล็บก็แล้วกัน เล็บในตัวคุณ ขณะที่มันมีชีวะ มันก็เป็นเล็บอยู่ที่เรา เล็บส่วนหนึ่งมันจะยาวออกมาพ้นประสาท ประสาทเป็นนามธรรม เมื่อพ้นประสาทแล้วยังมีชีวะ มันจะยาวออกมาได้เรื่อยๆ ส่วนที่ยาวพ้นออกมาจากปลายประสาทแล้วเป็นพีชะ ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ไม่มีความรู้สึก คุณไปเคาะไปตัดออกมันออกมันก็ไม่มีรู้สึก มันก็ขาดออกมาเฉยๆ มันเป็นชีวะเป็น พีชะ แต่ไม่มีกาย นี่เรียกว่าไม่มี กาย ยิ่งผู้หญิงเขาติดยึดว่าเล็บเป็นเล็บของเรา แล้วเขาก็ทำเล็บให้สวยให้งามอย่างโน้นอย่างนี้ เสียเงินค่าทำเล็บอีกตั้งเท่าไหร่ รักษาสุขภาพเล็บ เห็นไหมตัวอย่าง ยึดว่าเป็นกายของเรามีความงามเป็นของเรา เสร็จแล้วก็โชว์แล้วโชว์อีก ไม่มีเล็บจริงก็สร้างเล็บปลอมขึ้นมาสวมไป หลอกชาวบ้านเขาอีก นี่ติดยึดความเป็นเราเป็นของเราติดยึดความสวยความงาม แล้วก็เป็นอย่างนั้นเสียเวลากับพวกนั้นไปบ้าๆบอๆ เมื่อใดไม่เป็นกาย เป็นชีวะอยู่เรียกว่าพืช ตัดออกมาเป็นชิ้นส่วน ไม่เป็นกายออกมาจากร่างของเราเป็นชิ้นส่วนที่หลุดออกมาจากร่างของเรา มันก็เป็นดินน้ำไฟลมไปแล้ว หมดชีวะแล้วด้วย เป็นอุตุไปแล้ว เมื่อมันเป็นดินน้ำไฟลม มันไม่เป็นชีวะของเราแล้ว เป็นชีวะของใครก็ของมัน ที่นี้เมื่อไปถึงประสาทเป็นจิต ตอนนี้แหละเจ็บ ตอนนี้แหละรู้สึกมีเวทนา มีวิญญาณ นั่นคือมีกาย กาย มันลึก ถึงขนาดนั้น แค่พีชะ มันไม่มี กาย เพราะฉะนั้นผู้ที่จะบรรลุอรหันต์ ฟังดีๆประเด็นตรงนี้แหละจะบรรลุอรหันต์หรือไม่ตรงนี้แหละ ทำจิตนิยามของตน ให้มีในภาวะหรืออยู่ในสภาวะของพีชะ ของความเป็นชีวะอยู่ แต่ไม่มีความรู้สึกสุขทุกข์ ไม่มีเวทนาความสุขความทุกข์นี่แหละ เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ถ้าไม่มีความรู้อย่างนี้แล้วคุณทำจิตให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ คุณเป็นอรหันต์ไม่ได้ เห็นไหมว่าความเป็นอรหันต์ไม่ใช่ง่ายๆ ถ้าแยกกายแยกจิตอย่างนี้ไม่ได้อย่างแท้จริงอย่างที่อาตมาพูด แล้วคุณก็เรียนรู้จากเวทนา เวทนาในเวทนานี้แหละจะเป็นความรู้สึกสุขหรือทุกข์ มาทำความรู้สึกนี้ เป็นเวทนา 108 เป็นตัวศึกษา มีกายิกเวทนากับเจตสิกเวทนา เป็นเวทนา 2 เวทนาสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นเวทนา 3 และมีดีกรีของความสุขความทุกข์เป็นภายนอกภายในด้วยเรียกว่า เวทนา 5 สุขทุกข์ เป็นภายนอก หยาบ พ้นจากภายนอกแล้วเป็นภายใน ก็เหลือความทุกข์ความสุขที่เป็นโทมนัสโสมนัสในจิต ทำความโสมนัสโทมนัสภายในจิตให้มันหมดไป นี่คือดีกรีของอินทรีย์ 5 ทำให้ถึงอุเบกขินทรีย์ ไม่ทุกข์ไม่สุขไม่โสมนัสไม่โทมนัส นี่คือฐานของนิพพาน ไม่ทุกข์ไม่สุขเป็นไวพจน์ของอุเบกขา แต่อุเบกขาจริงๆนั้นไม่ใช่แค่ไม่ทุกข์ไม่สุข แต่มันไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นั่นเป็นลักษณะธรรมของอุเบกขา 5 บริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น ปริโยทาตา มุทุ มีความไว มีความแข็งแรงสามารถทำการงานอย่างไรก็ประภัสสรตลอดนิรันดร นี่คือคุณสมบัติและคุณวิเศษของอุเบกขาที่พระอรหันต์มีได้ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 690 อาตมาอธิบายลักษณะพวกนี้ให้ฟังด้วยความจริงความรู้ที่อาตมามีในตน เป็นของจริงของอาตมา อาตมาจึงอธิบายสภาวะพวกนี้ด้วยพยัญชนะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วได้หมด อยู่ในพระไตรปิฎกตามหลักฐานยืนยัน ไม่ได้อธิบายนอกไปจากของพระพุทธเจ้าอธิบาย อาตมาอธิบายได้เพราะมันเป็นจริง มีความจริง สู่แดนธรรม.. มีคอมเม้นมา ให้พ่อท่านไว้ตอบวันหลัง จากคุณ เดชา อำพร ...ว่า อาตมาก็อยากถามกลับ ว่า แล้ว สมณะโพธิรักษ์ สอน บริสุทธิ์หรือไม่ ที่พูดอุตตริมนุสสธรรมว่า(ตนเอง)เป็นพระอริยะ 650502 แยกกายแยกจิตอย่างไรให้ถึงอรหันต์ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 36