จะมีอัญญาต้องผัสสะทางทวารทั้ง 6.docx
เนื้อหาในไฟล์
จะมีอัญญาต้องผัสสะทางทวารทั้ง 6 ปัญญานี้ที่จริงนั้น แค่รู้ว่าถ้ารู้ที่เรารู้ครบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีการสั่งการปรุงแต่งก็เรียกว่าปัญญาได้ เริ่มเรียกว่าปัญญาได้ มันเริ่มรู้แล้วเรียกว่าปัญญา แต่ยังไม่ใช่ปัญญาที่จะเป็นความฉลาดรู้โลกุตระ เพิ่งเริ่มเป็นปัญญาที่เริ่มจาก อัญญธาตุ เป็นธาตุที่กำหนดได้ว่ามันมีความเต็มความครบ มีทั้งข้างนอกข้างใน ปรุงแต่งไปในอนาคต 44 มันไม่มีของจริงเลย มันมีบันทึกความจำบ้างเหมือนกัน แต่มันจะไม่แน่น เราไม่ได้สัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กายเป็นเหตุปัจจัยประกอบ มันได้แต่คิดแล้วก็ลืมง่าย ใครที่ไปหมกมุ่นอยู่ในอนาคต พวกนั่งหลับตานึกไปนึกฟุ้งซ่านอยู่ในอนาคตนั้นเป็นความจริงยิ่งกว่า ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ก็เลยไปติดในสิ่งฟุ้งซ่านมากกว่า พวกนี้ พวกนั่งหลับตาเลยมีแต่ความโง่ โง่แล้วโง่ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่จริง มันจะดีหรือไม่ดีคุณก็ปรุงแต่งเอาเอง ตามที่คุณชอบ ถ้าคุณชอบคุณก็ว่าดี คุณไม่ชอบคุณก็ว่าไม่ดี สมมติสัจจะต้องรู้ร่วมกับคนอื่น เราสมมติว่าไอ้นี่ดี ไม่มีใครในโลกเลยจะมาร่วมรู้ด้วยเลยว่าไม่ดีเลย คนในโลกไปยึดถือแล้วว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนั้นถูกต้อง เช่น เถรสมาคมยึดถือว่า หลับตา อย่างนั้นเป็นการปฏิบัติถูกต้องของพระพุทธเจ้า โพธิรักษ์มาบอกว่าไม่ใช่ เขาบอกว่าไม่ใช่ ไม่ถูก ไม่ดี เขาก็ไม่ทำ เขาก็รับแต่อย่างนั้น อาตมาถ้าเกิดมาแล้วคนเดียวบอกว่าอย่างนี้ดี ลืมตาปฏิบัติ ปฏิบัติตามแบบพระพุทธเจ้าจะได้เข้าหลักจรณะ 15 วิชชา 8 พวกคุณฟังแล้วก็บอกว่าเข้าท่า ใครที่มีความรู้เดิมมาแต่ปาง มาฟังอาตมาพูดปั๊บก็จะรู้สึกว่าอย่างนี้ใช่อย่างนี้ใช่ เพราะฉะนั้นผู้ที่มามาๆๆ นี่มีเชื้อเดิมมาทั้งนั้น คนที่จะสามารถรู้ได้ ที่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า ที่เป็นโลกุตระธรรม จะต้องได้ฟัง จากพระโอฏฐ์ของพระพุทธเ
อ่านต่อ
จ้า ซึ่งเป็นคำสอนใหม่ ชี้ถูกชี้ผิด ถูกผิดของพระพุทธเจ้านั้นดีชั่วก็ไม่มีปัญหาเพราะดีชั่วนั้นไม่เที่ยง เช่นโดนัลด์ทรัมป์สมมุติว่าอันนี้ดี คิมจองอึนบอกว่าอย่างนี้ไม่ดี ซีจิ้นเผิ่งบอกว่าอย่างนี้ไม่ดี หรือดีก็ดีแบบซีจิ้นเผิ่งซึ่งไม่ตรงกับโดนัลด์ทรัมป์ อย่างนี้เป็นต้น ก็ยึดดีกันคนละอย่าง มันไม่มีเหมือนกันหรอกละเอียดเข้ามาในยุคอย่างหยาบของความคิดคนโลกๆที่มีตัวอย่าง พวกเราก็ต่างคนต่างคิด คิดไม่เหมือนกันหรืออาจจะคล้ายๆกันยิ่งมามีทิฐิร่วมกัน มีความเข้าใจอย่างนี้ดี ตรงกันหมดสมมุติดีตรงกัน พวกเรานี้ไม่เอาอบายมุขไปแต่งเนื้อแต่งตัวทาปากไม่เอาไม่ดี เราก็มาทำตรงกัน เลิกอย่างนู้นมาเอาอย่างนี้ อย่างนี้เป็นต้น มันก็ติดยึดหรือสมมุติตามที่เราเองเราชอบอนุสัยเราเป็นเจ้าเรือนเกิดมาสั่งสมมาเป็นแบบไหนเป็นแบบไหนไปตามที่เรากำหนด พระพุทธเจ้าบอกอดีตสั่งสมแล้วมันแก้ไขไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านไม่ให้ไปเรียนที่อดีต อะไรที่เป็นเดียรถีย์ก็สอนให้เป็นเรื่องอดีตเยอะไปงมงาย เกี่ยวกับการแก้ไขอดีตพระพุทธเจ้าก็เลิกให้มาแก้ที่ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมถ้าไม่มีทิฏฐกาละไม่มีปัจจุบันณชาติ ชาติคือความเกิด ทิฏฐคือปัจจุบัน ถ้าไม่มีทิฏฐกาละ ไม่มีเวลาที่เป็นปัจจุบัน อันนั้นไม่ใช่ความจริงที่จะมาฝึกฝนแก้ไขและเป็นความไม่จริงด้วย ผ่านปัจจุบันแล้วไม่ใช่ความจริง ยังเป็นอนาคตอยู่ก็ยังไม่ใช่ความจริง ความจริงมันปัจจุบันที่สัมผัสอยู่หลัดๆ เลยวินาทีไปก็จะตกเป็นอดีตไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเราต้องปฏิบัติทันที รู้ให้ทัน รู้ให้เร็วตรงปัจจุบันสัมผัส คำว่าสัมผัสคือคำว่ากาย ศาสนาพระพุทธเจ้าตัวนี้แหละเป็นตัวทองคำแพง กาย คำนี้แหละเป็นตัว ทองคำแพง เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธไม่รู้จักตัวนี้ต้องแก้ไขตัวนี้ตัวกาย รู้จักก่อน โลกุตรธรรมตัวแรกคือรู้จักกาย และต่อจากนั้นก็คือรู้จักกายในกาย กายในกายก็ต่อไปเป็นเวทนา เวทนาก็คือรวมลงที่จิต เราก็แก้จิตนั้นแก้เวทนาแก้กายมันก็แก้เวทนามันก็รวมลงที่จิตแก้ได้ถ้ารู้จักความใหม่คือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ รู้จักจิต รู้จักเจตสิกแยกจิต เป็นเคหสิตเวทนา แยกเป็น เนกขัมสิตเวทนา ได้ เป็น 2 อย่าง เทวะ โลกโลกียะ รู้แต่เคหสิตเวทนา เอาความรู้สึกเป็นพระเจ้าชอบสุขชอบทุกข์ แต่ไม่รู้อะไรเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันเป็นสุขเป็นทุกข์คือแยกไม่ออก อะไรที่เป็นตัวการ เป็นพระเจ้าสั่งให้ปรุงแต่งอย่างนี้ได้อย่างนี้ก็เป็นสุข ทำชั่วถ้าตัวเองชอบก็ได้สุข ฆ่าผัวมันเสีย ทำชั่ว ได้เมียมันมา ที่จริงแล้วคุณได้กรรมในการฆ่าเขา นี่แหละเป็นของแถม ฆ่าเจ้าของทองคำนี้เสียและเอาทองคำมันมา กรรมเป็นของคน พระพุทธเจ้านี่ลึกซึ้งสุด รู้จักต้นเหตุ เรียกว่าต้นธาตุต้นธรรม ต้นธาตุ ที่เป็นธาตุอกุศล ธาตุที่เป็นจิตปรมัตถ์ จิตนั้นไม่เรียกอกุศลแล้ว เรียกทาสบาป เทวะคือบาปกับบุญ บุญคือพลังงานที่เป็นวิชฉา เกิดในปัจจุบัน ทำงานเสร็จไม่มีบุญตั้งอยู่ใน ณ ที่ไหนๆ จะมีในขณะปัจจุบันเท่านั้น ที่มีเหตุปัจจัยของกาย กายต้องมีภายนอกกับภายในต้องมี2 การปฏิบัติที่ขาดกาย กายต้องมีภายนอก พวกนั่งหลับตาไม่มีภายนอก นอกรีตพระพุทธเจ้าหมด อยากให้พวกนั่งหลับตาสายเถรสมาคม สายมหาบัวมาฟัง ตั้งใจดีๆเป็นกลาง จะมีอัญญธาตุสัมมาทิฏฐิช่วยศาสนาพุทธบ้าง นี่ไม่มี พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้สิ่งที่สุดยอดจริงๆ ไม่มีอะไรเป็นเจ้าของชีวิต เจ้าของชีวิตเป็นจิตนิยาม แล้วท่านก็จัดการกับจิตนิยาม ความรู้ที่อาตมาเอามาอธิบายเป็นของพระพุทธเจ้าที่เอามาอธิบายอย่างพิสดารที่สุด แยกแยะตามปฏิภาณของอาตมาที่ใช้ภาษาสมัยนี้สื่อให้พวกเราเข้าใจโดยเป็นภาษาไทย แปลออกมาจากภาษาบาลี ก็อะไรที่รู้ก็เอามาเป็นภาษาไทยเอามาประกอบยืนยันอ้างอิง สำหรับพวกที่จะหาว่าอาตมาพูดเอาเอง ถ้ามีภาษาบาลีเขาก็จะมีรู้ว่ามีอ้างอิง การรู้จิตในจิต เวทนาในเวทนา เวทนา 108 อาตมาพูดกับเขาไม่รู้เรื่องหรอก เพราะกระบวนการของเวทนา 108 เวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 พวกคุณก็ได้ฟังอาตมาก็อธิบายแจกแจงมีในตำรา พระไตรปิฎกไม่ได้แจกแจงอย่างนี้นะ ที่บันทึกไว้ก็มีแต่พยัญชนะตัวเลข ไม่รู้ว่าที่เขาสอนอภิธรรมจะแตกแยกแยะอย่างไร แต่เขาคงจะไม่เข้าใจถึงสภาวะ 1. เขาอาจจะรู้ กายิกเวทนาและเจตสิกเวทนา เวทนาที่ประกอบด้วยสัมผัสนอก กับพัฒนาที่ปรุงแต่งกันภายในเป็นเจตสิกเวทนา เขาต้องเรียนกันแน่ จะมากน้อยก็แล้วแต่ 2. สุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 3 เขาก็ต้องเรียนเขาก็ต้องรู้อยู่แล้ว ยังไม่ได้พูดว่าศาสนาพุทธตรัสรู้อะไร พระพุทธเจ้านั้นดีชั่วก็ต้องรู้เหมือนเขา ซึ่งความดีความชั่วมันไม่เที่ยงหรอก ความดีของเทวนิยมจริงๆก็คล้ายกัน คล้ายกันก็มีเยอะแต่ยึดว่าดี อาตมาถามพวกเราหน่อยสิ จะให้ตอบว่าดีหรือไม่ดี การสวดมนต์ดีหรือไม่ดี...ดี ดี คือ อย่างไร...โยมตอบว่าได้สบาย...พ่อครูว่า...ไม่ได้ถามความรู้สึก สวดอย่างทบทวน ก็ยังไม่ตอบตรงเจตนาอาตมาเท่าไหร่ สวดไม่ดีคืออย่างไร สวดหากิน..สวดอย่างหากิน สวดอย่างติดเป็นจารีตประเพณี สวดให้ดูขลังให้ดูไพเราะดูแล้วเก่งเราสวดได้เก่ง ตอนนี้สวดไปไกล เป็นแหล่เป็นร็อคเลย เก่ง ไปใหญ่เลย เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจแค่สวดคำเดียวนี้ดี เข้าใจขนาดไหนแบบไหน การสวดคือการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ แต่ละคำหมายถึงธรรมะอะไร เรียนรู้แล้วปฏิบัติให้สำเร็จตามภาษานั้นตั้งแต่คำ วลีประโยค บริบท จนถึงพระไตรปิฎก ปฏิยัติให้ได้ถูกต้องตามลำดับ ย่อลงมา ศีล สมาธิ ปัญญา ขยายเป็น จรณะ 15 วิชชา 8 โชคดีมากที่ศาสนาพุทธยังรักษา คำสอนไว้อย่างพอเพียง จะว่าครบก็ไม่ครบหรอก เถรวาท ยึดว่าคือคำของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่มีคำของพระเถระ เถรวาทะอีก ที่เอามาเก็บไว้ เถระที่อุบัติรวมกับพระพุทธเจ้าที่ได้พูดกัน จากคำที่พูดกันเองก็ดี รุ่นเกิดยุค เดียวกันกับพระพุทธเจ้า ก็เก็บบันทึกไว้ในนี้ จะเป็นฆราวาสหรือพระก็ตาม ที่พูดกัน จะเก็บบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎก อันนี้คือเถรวาท ไม่ใช่คำของพระพุทธเจ้า นี่คือ พระไตรปิฎของเถรวาท ส่วนของมหายาน ไม่ใช่ในยุคพระพุทธเจ้าอย่างเดียว แต่เป็นของอาจาริยวาท ของอาจารย์รุ่นหลังจากยุคพระพุทธเจ้า อย่างวิสุทธิมรรค เก็บของพระพุทธเจ้า และความเห็นตนเองด้วย ดีไม่ดีบัญญัติใหม่ด้วย อย่างของพระพุทธโฆษาจารย์ เขียนวิสุทธิมรรค บันทึกมาเป็นบาลี ภาษาที่ลงไว้ แม้เป็นความเข้าใจ ตนเองก็ใช้ภาษาบาลี เขาก็นึกว่าเป็นของพระพุทธเจ้าหมด ไม่ใช่ แต่ที่จจริงคือภาษาของพุทธโฆษาจารย์ด้วย แต่มีของพระพุทธเจ้าด้วยแน่ แต่เขาก็มีของเขาด้วย พระพุทธโฆษาจารย์เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าเท่าไหร่ก็เอาไปบันทึกเข้าใจแต่การบันทึกเป็นภาษาบาลี ซึ่งไม่ใช่ภาษาของพระพุทธเจ้า อะไรที่พระพุทธโฆษาจารย์เข้าใจก็เป็นของพระพุทธโฆษาจารย์มันไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าแต่ก็พยายามบันทึกของพระพุทธเจ้าโดยภาษาบาลีที่เป็นความรู้ของพุทธโฆษาจารย์ ของพุทธเจ้าก็มี ของพุทธโฆษาจารย์ก็มี เท่าที่ตัวเองเข้าใจว่าอันนี้เป็นธรรมะที่ถูกต้องหรือจะแยกผิดแยกถูกก็บันทึกไว้หมด อันมิจฉาหรือสัมมาก็ให้เลือกเอาอันที่ถูก แล้วก็เอามาปฏิบัติให้ถูก ที่เคยปฏิบัติผิดๆก็แก้ไข การหลับตาปฏิบัติผิด แก้เป็นการลืมตาปฏิบัติถูก อาตมาก็เอามาให้พวกคุณปฏิบัติก็ได้ การหลับตาปฏิบัติเป็นของเดียรถีย์แต่เขาอ่านพระไตรปิฎกเอียนเพี้ยนไปยึดถืออันที่หลับตา เพราะเป็นฉบับของพระมหากัสสปะ หนักไปในทางพระป่าเดียรถีย์ เพราะฉะนั้นมันก็เลย ยิ่งมาสมัยนี้ไม่รู้คำเล็กคำน้อยคำอะไรมาผสมอีก มาเป็นพระไตรปิฎกทุกวันนี้มันก็เลยยิ่งเอียงเข้าไปหาเดียรถีย์หนัก ที่เป็นของพระพุทธเจ้าไม่ค่อยเก็บ มันก็เลยไม่ค่อยเก่ง มันก็เลยเก็บของเดียรถีย์มาเยอะ อาตมาเอามาเห็นเข้า มันไม่ใช่ตัวคำของเดียรถีย์ทีเดียว เป็นคำของพุทธเจ้าแต่เอามาสื่อมาประกอบเป็นวลีบ้าง เอามาเป็นประโยคบ้าง เป็นบทเป็นอะไรขึ้นไป มันก็แถมความไม่ถูกอย่างละเอียดอยู่ในนั้น ก็แยกแยะยาก เช่น คำว่า กาย คำว่าบุญ คำว่า สมาธิ คำว่า ฌาน หลับตาไม่มี ฌาน เพราะหลับตาไม่มีปัญญา ปัญญาไม่มีฌานไม่มี ฌานต้องมีปัญญา ถ้าเป็นปัญญาต้องมีฌาน เป็นฌานต้องมีปัญญา หากเป็นฌานไม่มีปัญญาเป็็นฌานไม่ได้ เป็นแต่สัญญา ฌานนั้น เป็นได้แต่ฤาษี ฌานนอกรีต ไม่ใช่ฌาน ในจรณะ 15 วิชชา 8 ในมรรคมีองค์ 8 จะต้องตื่นรู้ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม การหลับตาปฏิบัติไม่ใช่ศาสนาพุทธ แต่เป็นศาสนาของคนตาบอด พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระสูตร อินทริยภาวนาสูตร ว่า การสอนให้หลับตาปฏิบัติก็เหมือนกับการทำลายตา หู จมูก ลิ้น กาย (จาก...631105_เทศน์ทำวัตรเช้า มหาปวารณา ครั้งที่ 38 สู่แดนทองคำแพง ฉลอง 50 ปีโพธิกิจ ตอน 1)